ประโยคสุดท้าย ฉันกอดป๊าแน่นไปพร้อมลมหายใจสุดท้ายของป๊า
“ขอให้ความรักของป๊า ได้นำพาให้ป๊าพบกับครอบครัวใหม่ที่รักป๊า กอดป๊า และมีความสุขกับชีวิตของป๊าที่เป็น”
อ่านหนังสือ ป๊ากับฉัน และเงาของเรา ของ ครูณา-อังคณา มาศรังสรรค์ จบลงด้วยน้ำตาและความซาบซึ้งใจเป็นอย่างมาก เรื่องราวการซ่อมแซมสายสัมพันธ์ที่แตกร้าวของครูณากับคุณพ่อนั้นงดงามมากเหลือเกิน
ครูณาแสดงให้เห็นจากการเยียวยาสายสัมพันธ์มากมายกับคนในชีวิต ว่าสายสัมพันธ์ที่แตกร้าว แม้มันจะยากขนาดไหน แต่มันมีความรักไหลเวียนมากมายอยู่ในนั้น และหากเรากลับมาตั้งต้นที่ความรักในใจ สายสัมพันธ์จะค่อย ๆ ฟื้นฟูกลับมาได้จริง ๆ
“หาทางเยียวยา ฟื้นฟูมันกลับมา เพื่อจะได้จากกันอย่างไม่ค้างคาใจ”
ครูณาบอกกับเรายิ้ม ๆ นักเยียวยาความสัมพันธ์ครอบครัวและองค์กร และผู้ก่อตั้งมูลนิธิพื้นที่ปัญญ์รักหรือโรงเรียนพ่อแม่ลูกท่านนี้ จะมาเป็นหนึ่งในวิทยากรประจำงาน Death Fest 2026 : re-member ก่อน-แก่-เจ็บ-ตาย วันที่ 13 – 15 มีนาคม พ.ศ. 2569 ที่ IMPACT Exhibition Center Hall 6 วิชาที่ครูณาอยากชวนมาเรียนรู้ร่วมกันคือ ‘คำนึง…ถึงเธอ (พบเจอบางคำที่ยังค้างอยู่ข้างใน)’
เพราะหากเริ่มสะสางใจกันตั้งแต่วันนี้ เราจะได้อยู่ด้วยกันอย่างมีความหมาย และมีวาระสุดท้ายที่ดีที่สุด…
วาระสุดท้ายที่ไม่มีใครค้างคาใจ และจากกันไปด้วยรักเปี่ยมล้น

“ซวยจริง ๆ ที่เป็นลูกแม่”
ประโยคเปลี่ยนคนคนหนึ่งให้เป็นนักเยียวยาความสัมพันธ์
“เราจบวิศวกรรมศาสตร์และเป็นอาจารย์อยู่ 1 ปี ก็พบว่าเราไม่ชอบการรับราชการ ไม่ชอบงานด้านนี้ แต่ด้วยความที่ตอนนั้นไม่เข้าใจตัวเอง เลยลาออกไปเรียนต่อปริญญาโทด้านวิศวกรรมศาสตร์ที่สหรัฐอเมริกา จบมาก็ทำงานด้านนี้ประมาณ 4 ปี พื้นฐานเราเป็นคนที่ตั้งใจทำทุกอย่างเลยมีความก้าวหน้าในงาน จนประมาณ พ.ศ. 2540 เกิดสภาวะรู้สึกเบื่อหลายอย่าง เลยลาพักร้อน แต่ไม่รู้จะทำอะไร ตัดสินใจไปโรงหนังดูหนังวันละ 4 – 5 เรื่อง
“พักหนึ่งมันเบื่อก็เลยมาจัดบ้าน พอจัดบ้าน เราพบว่าสิ่งที่มีเยอะที่สุดในบ้านคือหนังสือ และหนังสือที่มีเยอะที่สุดคือหนังสือจิตวิทยา ตอนนั้นเลยนั่งทบทวนตัวเองพบว่า ตอนปริญญาตรี เราไปเรียนจิตวิทยาจนเขานึกว่าเราอยู่คณะมนุษยศาสตร์ เราชอบทำค่ายจนแทบไม่กลับบ้าน อีกทั้งตอนที่เป็นอาจารย์ ถ้านักศึกษาคนไหนมีปัญหา เรามีทักษะในการคุย นักศึกษาจะฆ่าตัวตายเราก็เยียวยาจนเขาเรียนดี
“คิดว่าชีวิตคงวนเวียนกับเรื่องเด็ก ๆ และเรื่องการศึกษา งั้นไปทำอะไรที่เกี่ยวกับการศึกษาดีกว่า เลยตัดสินใจลาออก ซึ่งพ่อแม่ไม่เห็นด้วยเลย แต่เราเป็นคนที่ดื้อมาก


“ตอนนั้นเราอยากทำโรงเรียน เลยซื้อแฟรนไชส์โดยใช้เงินตัวเอง ทำเองแทบทั้งหมด ตั้งแต่ทาสีชั้นวางรองเท้าจนเป็นผู้สอน วิชาก็มีหลากหลาย ทั้งจินตคณิต เทควันโด ศิลปะ เราทำโรงเรียนภายในเวลาครึ่งปี โรงเรียนค่อนข้างประสบความสำเร็จมากในนครสวรรค์ ขอบคุณตัวเองที่พอได้ยินเสียงข้างในว่าอยากทำอะไร เราจะทำมันจริง ๆ ไม่มีลังเล
“ไม่นานเราก็เจอ พี่หมู (สามี) แต่งงานและมีลูกทันที ตอนนั้นแหละที่เราได้เห็นตัวเองจริง ๆ ว่า พอมีลูก เราเลี้ยงลูกด้วยความเข้มงวดมาก เพราะเราไม่เข้าใจตัวเอง คิดมาตลอดว่าเรารักเด็ก แต่เด็กทั่วไปเราปฏิบัติแบบหนึ่ง พอเป็นลูกเรา เราทำด้วยความคาดหวัง คิดว่าเขาเป็นของเรา เราเลยจัดการเขา ถามเขาย้ำ ๆ ว่า สวัสดีหรือยัง ทำการบ้านหรือยัง อ่านหนังสือหรือยัง เพราะเราต้องการความสมบูรณ์แบบ จนวันหนึ่งลูกพูดว่า ‘ซวยจริง ๆ ที่เป็นลูกแม่’
“ตอนนั้นเริ่มรู้สึกว่าทำไมเด็กทั้งหมดรักฉัน แต่ลูกฉันกลับไม่รักฉัน เลยคิดว่าจำเป็นจะต้องไปเรียนอะไรสักอย่างแล้ว
“เราไปเรียนกับ ครูใหญ่-วิศิษฐ์ วังวิญญู กะจะไปเรียนเพื่อจัดการลูก แต่พอเรียน เราตกใจเพราะเริ่มเห็นข้างในตัวเองว่าเราเป็นคนมีปมนี่หว่า เราเกลียดพ่อ เราไม่ชอบตัวเอง เราเลยเอามันไปถมลูกหมดเพื่อให้ลูกเติมสิ่งที่ขาด เราได้เรียนรู้ที่จะเยียวยาบาดแผลตัวเอง พอกลับมาใช้ชีวิตที่บ้าน ลูกถามว่าแม่ไปทำอะไรมา ก็บอกว่าแม่ไปเรียนมาเพื่อเข้าใจตัวเอง ลูกบอกว่าวันหลังไปอีกนะ เลยรู้ว่าเราเรียนแล้วเปลี่ยนไป”
หลังจากนั้นครูณาเรียนกับครูใหญ่หลายคอร์สและเริ่มฝึกเป็นกระบวนกร จนได้เป็นผู้ช่วยครูใหญ่ในการจัดกระบวนการต่าง ๆ ครั้งหนึ่งครูใหญ่ลองปล่อยให้ครูณานำกระบวนการภาคบ่ายทั้งหมดด้วยตนเอง เวลานั้นที่เธอได้จับไมค์เล่าเรื่องเป็นครั้งแรก
แล้วเธอก็พบงานที่ตามหามาทั้งชีวิต
“พอจับไมค์ปุ๊บ รู้สึกเลยว่าฉันเกิดมาในเส้นทางนี้ หลังจากนั้นก็หลงรักและอยู่บนเส้นทางนี้มาโดยตลอดเลย”

“มองเห็นคุณค่ากันและกัน สื่อสารกันเป็น และรู้จักการวางใจ”
หัวใจการเยียวยาความสัมพันธ์แบบฉบับครูณา
“ไม่นานเราก็ทำงานเยียวยาเด็กในคุกเต็มตัว โดยทำค่ายดูแลทั้งพ่อแม่และเด็ก ตอนนั้นเราเป็นแม่คน เข้าใจว่าเด็กในคุกขาดอะไร จะเยียวยายังไงให้ทั้งครอบครัวกลับมาแข็งแรง ปรากฏว่าค่ายแรกท้าทายมาก เด็กทั้งใส่ต่างหู ทั้งสัก คุยกับพ่อแม่ตอนลงทะเบียนแบบไม่เพราะเลย พ่อตบหัวลูกบอกว่า มึงทำดี ๆ หน่อย! แทบจะตีกันจนพนักงานโรงแรมสั่นเลย แต่พอวันที่ 3 เริ่มเห็นเด็กกับพ่อแม่บางคู่จูงมือกันมา เริ่มสื่อสารกันดี เขาก็สงสัยว่าเราทำอะไร
“สิ่งที่เราทำคือการใช้กระบวนการที่ทำให้เขาเห็นความรักที่มีอยู่ข้างในตัวเอง เพราะแก่นแท้ของเราคือทุกคนอยากเป็นคนดี ทุกคนอยากได้ความรัก ทุกคนอยากประสบความสำเร็จ แต่เราไม่คิดว่าคนอื่นก็อยากได้แบบนั้นเหมือนกัน
“มีเด็ก 2 คนตีกันในค่าย เราไม่ดุเลย เราจูงมือมานั่ง ให้แต่ละคนเล่า แต่ละคนก็จะย้ำในจุดที่ถูก และมองข้ามจุดที่เป็นความผิดของตัวเอง เราช่วยสะท้อนให้เขาเห็นในจุดที่เขามองข้าม กระบวนการสุดท้ายคือย้ำให้เห็นว่า ก่อนทะเลาะกัน เขารักกันนะ ให้เขาเห็นความรักข้างใน ไม่บังคับให้ขอโทษเพราะมันต้องมาจากใจ ให้อภัยยิ่งไม่มีทาง ถ้าเขายังเจ็บจากข้างใน ยังให้อภัยไม่ได้หรอก แค่เปิดโอกาสให้เขาได้คุยกัน เราทำงานเยียวยาเด็กในคุกประมาณ 10 ปี ตอนนั้นเก็บสถิติและพบว่าเกือบ 100% ของเด็กที่ผ่านค่ายครอบครัว ไม่กลับไปกระทำผิดซ้ำเลย


“เราว่าความสัมพันธ์ที่ดีคือการมองเห็นคุณค่ากันและกัน สื่อสารกันเป็น และรู้จักการวางใจ เข้าใจว่ามนุษย์ทุกคนรักตัวเอง อยากมีความสุข พอวางใจ เราจะไม่บังคับควบคุมกัน หัวหน้าจะวางใจลูกน้องว่า เอาเถอะ เขาทำดีที่สุดแล้ว ส่วนคนเป็นแม่จะวางใจลูกได้ไง ต้องเชื่อก่อนว่าลูกเราเลี้ยงมากับมือ เขาก็คงอยากเป็นคนดี อยากได้สิ่งที่ดีที่สุดเหมือนกัน”
หลังจากนั้นครูณามีโอกาสไปออกรายการ ครอบครัวเดียวกัน ของสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส (Thai PBS) จนเกิดเป็นกระแส จึงได้โอกาสมาทำโรงเรียนพ่อแม่ที่กรุงเทพฯ เพื่อเยียวปัญหาสายสัมพันธ์ในครอบครัว ช่วงเวลานั้นครูณาเริ่มมีเครือข่ายและมีเงินทุนมากขึ้น เริ่มใช้ทุนตัวเองออกเดินสายเยียวยาเด็กในคุกจากหลาย ๆ จังหวัด
ไม่นานครูณาก็ไปเรียนต่อปริญญาเอกด้านการเยียวยาแบบองค์รวม และกลับมาทำงานเยียวยาความสัมพันธ์ในองค์กรจนเป็นกระแสบอกต่อในบรรดาลูกศิษย์มากมาย เวลานั้นครูณาจึงเริ่มเดินสายสอนทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงสนใจการปฏิบัติธรรมเพื่อดูแลพัฒนาจิตใจ จึงมีโอกาสเจอกับ พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล และช่วยงานท่านมาโดยตลอดถึงปัจจุบัน

“เรามีความสัมพันธ์ที่ดีกับตัวเองแล้วหรือยัง”
ประสบการณ์เกือบจากลาแบบค้างคากับตัวเองของครูณา
“ไม่มีวันไหนที่ทำงานไม่สนุก” ครูณาเล่า
ท่านรักงานมาก บางเดือนทำงานถึง 28 วัน จนวันหนึ่งครูณาล้มป่วยกะทันหันด้วยโรคหลอดเลือดในสมอง โชคดีที่เวลานั้นท่านย้ายบ้านมาอยู่กรุงเทพฯ และสามีก็มีประสบการณ์กับโรคดังกล่าว จึงส่งรักษาตัวทันท่วงที
ครูณาต้องใช้เวลาฟื้นฟูตัวเองพอสมควร ในช่วงเวลาแห่งความเจ็บป่วยนั้น เธอได้เห็นสิ่งที่ตกค้างในตัวเองมานาน นั่นคือบาดแผลจากความไม่ชอบ ไม่พอใจในตัวเอง
“คนแต่ละคนมีด้านบวกและด้านลบ ถูกสร้างมาจากพ่อแม่ การเติบโต หรือประสบการณ์ ประเด็นคือเราล้วนอยากเอาด้านดี ๆ ออกไปสร้างความสัมพันธ์กับผู้คน ให้เป็นความทรงจำที่ดี ทุกคนอยากมองกลับมาแล้วความสัมพันธ์มันสวยงาม มีความสุข แต่คนที่ทำแบบนั้นได้คือคนที่พัฒนาตนเอง
“มีคนบอกว่าตอนจะตาย ถ้าเรามีบาดแผลกับใคร มันจะขึ้นมาหมดใช่ไหม แต่เราพบด้วยตัวเองแล้วว่า ไม่ต้องถึงตายหรอก แค่ป่วยมันก็ขึ้นมาหมดเลย ตอนป่วยปีแรกเราไม่สังเกตด้านลบ ปม หรือแผลตัวเองเลยนะ คิดว่าเราทำสิ่งเหล่านี้ให้ผู้คนเยอะมาก ควรจะรู้สึกดีกับตัวเองใช่ไหม แต่ไม่เลย

“มีวันหนึ่งเราไปเที่ยวกับครอบครัว ด้วยความที่แพ้ยาตัวหนึ่ง ทำให้เกิดอาการซึมเศร้า ตลอดทางเรารู้สึกว่าเราเป็นปัญหาของครอบครัวเพราะเราป่วย เราทำให้ทุกคนกินข้าวไม่ลง เราด่าตัวเองตลอดว่า ทำไมมึงทำอย่างนี้นะ เราไม่รู้ว่าจริง ๆ เราด่าตัวเองเยอะมาก ไม่ชอบตัวเองเยอะมาก ตอนที่เราเยียวยาชาวบ้าน เราไม่ได้เยียวยาตัวเองด้านในไปจนถึงส่วนลึกตรงนี้ ตรงที่เห็นว่าเราเป็นคนฟาดฟันตัวเอง
“พอไปถึงที่หัวหิน เราบอกให้พ่อพาลูกไปกินข้าว เราขออยู่คนเดียว (ครูณาหยุดสักพัก ก่อนค่อย ๆ เล่าด้วยน้ำตาและเสียงที่สั่น)
“ตอนอยู่โรงแรมคนเดียว เรารู้สึกว่าเราเป็นปัญหาของครอบครัว เลยตัดสินใจเดินออกไปที่ระเบียงและจะกระโดดลงไป พอกำลังจะเดินไป แท็บเล็ตที่ตั้งอยู่มีเสียงไลน์ดังขึ้น เปิดดู จู่ ๆ พระอาจารย์ไพศาลท่านส่งข้อความมาถามว่า ‘วันนี้ณารู้สึกยังไงบ้าง’
“เรานั่งร้องไห้เลย เราเลยเล่าสภาวะให้ท่านฟัง ท่านให้คำแนะนำมากมาย ตอนนั้นจึงได้เห็นจริง ๆ ว่า ความสัมพันธ์ที่ดีก็คือการเรียนรู้ตัวเอง เรียนรู้ว่าเรามีความสัมพันธ์ที่ดีกับตัวเองแล้วหรือยัง เราพบว่าการไม่เห็นคุณค่าตัวเอง เราติดอยู่กับมันมานานแล้ว มีเราคนเดียวที่จะบอกตัวเองว่า ณา แกดีแล้วนะ แกโอเค”

“ป๊า ทุกอย่างเราคลี่คลายกันแล้วเนอะ ไม่มีอะไรที่ต้องเป็นห่วงนะป๊า”
ความตายที่ไม่ค้างคาของพ่อที่ครูณาเคยเกลียด
รากฐานความสัมพันธ์ที่ดีคือการรักตัวเองได้ดี การจากลาที่ดีคือการจากลาที่ไม่ค้างคา
นั่งฟังบทเรียนความสัมพันธ์จากครูณามาสักพัก เราก็จดสิ่งนี้ลงสมุดบันทึก ตอนนั้นจึงเกิดความสงสัยว่า นักเยียวยาความสัมพันธ์ มีความสัมพันธ์ที่เยียวยาไม่ได้หรือจากกันแบบค้างคาบ้างไหม
“ไม่มีเลย เรียกว่าเกือบค้างคามากกว่า แต่เราก็เยียวยาจนจบลงได้ นั่นคือความสัมพันธ์ของเรากับคุณพ่อ”
ครูณาเล่าว่าตัวเองโตมาในครอบครัวที่คุณพ่อติดการพนันและตบตีแม่ จนครูณารู้สึกเกลียดพ่อตัวเอง ความเกลียดนั้นทำให้ครูณาอยู่ในความสัมพันธ์ใดได้ไม่นาน เพราะกลัวผู้ชายจะเป็นแบบพ่อ อีกทั้งยังเป็นสาเหตุให้ครูณาไม่เคยพอใจในลูก สามี หรือตัวเอง อยากให้ทุกคนสมบูรณ์และไม่บกพร่องแบบที่พ่อเป็น
จนหลังจากได้เรียนรู้และเติบโตภายใน ครูณาค่อย ๆ จัดการใจตัวเองให้มั่นคง และกลับไปเยียวยาความสัมพันธ์กับคุณพ่อ จนมองเห็นความรักที่พ่อมีให้เธอได้อย่างมหาศาลมาตลอด
“ช่วงเวลาป่วยหนัก เราเห็นสิ่งที่ค้างคาเยอะเลยนะ เพราะฉะนั้น คนที่จะตายมันคงขึ้นมาเต็มไปหมด เราอาจจะได้เห็นว่ามีแผลกับใครบ้าง อย่างพ่อที่เขาทั้งเล่นไพ่ ทั้งตบตีแม่ เราคิดว่าไม่รักเขา แต่พอได้เรียนเรื่องจิตใจ เราก็รู้ว่าเรารักเขา เลยเริ่มสื่อสารกับเขาจนกระทั่งเข้าใจ

“วันที่เขาจะเข้าผ่าตัดใหญ่ในช่วงวาระสุดท้าย เรารู้สึกวางใจมากเลย เราจับมือแล้วบอกว่า
“ป๊า ทุกอย่างเราคลี่คลายกันแล้วเนอะ ไม่มีอะไรที่ต้องเป็นห่วงนะป๊า ดูแลตัวเอง ผ่าตัด ทำใจดี ๆ นะป๊า ทุกอย่างผ่านไปแล้วเนอะ ไม่มีอะไรที่เราไม่เข้าใจกันแล้วเนอะ
“แล้วเขาก็เข้าผ่าตัด ซึ่งเราไม่คิดว่านั่นจะเป็นการรู้ตัวครั้งสุดท้ายของเขา ระหว่างทางเราทั้งขอโทษ ทั้งขอบคุณ ทั้งชื่นชมเขา เราทำงานเยียวยาบาดแผลกับเขาจนค่อนข้างสมบูรณ์ ตอนที่พ่อจากไป ตัวเขาเปลี่ยนเป็นสีชมพู เหมือนเขามีความสุข คุยกับพระอาจารย์ไพศาลท่านก็บอกว่าป๊าคงไปดี”
ครูณาหยิบกระดานแผ่นหนึ่งขึ้นมา โชว์ภาพภาพหนึ่งให้เราดู มีวงกลมสีส้มแทนจิตวิญญาณ ปริซึมแทนพ่อแม่และสิ่งแวดล้อม แสง 7 สีแทนจักระหรือศูนย์พลังงานทั้ง 7 ของดวงจิต ได้แก่ จักระสีแดงแทนพลังของรากฐานที่มั่นคง จักระสีส้มแทนพลังความสร้างสรรค์และพลังทางเพศ จักระสีเหลืองแทนความมั่นใจในตัวเอง จักระสีเขียวแทนความรักและความเห็นอกเห็นใจ จักระสีฟ้าแทนการสื่อสารและการพูดความจริง จักระสีน้ำเงินแทนสติปัญญาและการตระหนักรู้ และจักระสีม่วงแทนจิตวิญญาณและการเชื่อมต่อกับสรรพสิ่ง
ครูณาค่อย ๆ ชี้ที่วงกลมสีส้มและอธิบาย

“นี่คือจิตวิญญาณของเรานะ เมื่อไหร่ก็ตามที่บนโลกนี้มีพ่อแม่และสภาพแวดล้อม ซึ่งขอแทนด้วยปริซึมนี้ ที่สอดคล้องกับดวงจิตเราพอดี เราจะได้จุติ เกิดเป็นแสง 7 สีนี้ที่เป็นชะตาชีวิตของเรา มีโชคชะตามากมายให้เราต้องเจอ
“แต่มนุษย์มีสิ่งที่ฝึกได้ นั่นคือทัศนคติ (Mindset) เพราะฉะนั้น ใช้ชีวิตมา โชคชะตาอาจกำหนดให้เราเกิดเรื่องมากมาย แต่จริง ๆ เรากำหนดวิธีคิด วิธีตอบโต้ได้ เลือกได้ พัฒนาตัวเราได้ สมมติว่าวันนี้มีโชคชะตาให้เราทะเลาะกับสามี แต่บังเอิญเราฝึกมาแล้ว พอเราฝึก เราเอาชนะกิเลสได้ แสง 7 สีมันเปลี่ยน ชะตาชีวิตหลังจากนั้นจะไม่เหมือนเดิมเพราะเราคือคนกำหนด ถ้าเราฝึกจนกระทั่งเราไม่มีโจทย์ เราก็ไม่มีปริซึมใดอีกแล้ว ไม่ต้องมาเวียนว่ายตายเกิด ถ้าตอนนี้ยังมีเรื่องเจ็บปวดอยู่ ก็ต้องเรียนรู้กับมันและรักมันให้ได้
“เราว่าการจากลาที่ดี (ครูณาน้ำตาไหล เสียงสั่น) คือเราไปด้วยความเบา ไม่มีบาดแผลใด ๆ ที่ติดค้าง ไม่มีบาดแผลแม้กระทั่งกับตัวเองหรือกับใคร ซึ่งเราว่าโคตรยากเลยนะ เราว่านิพพานสำหรับเราคือ…เมื่อเราไม่มีโจทย์แล้ว คุณลักษณะของแสง 7 สีของเราสมบูรณ์แล้ว เป็นคุณลักษณะที่กลับคืนสู่จุดเริ่มต้น และหาปริซึมเกิดไม่ได้อีก… เราหมดโจทย์”

ไปเรียนรู้และซ่อมแซมความสัมพันธ์กับครูณาในวิชา ‘คำนึง..ถึงเธอ พบเจอบางคำที่ยังค้างอยู่ข้างใน’ ที่งาน Death Fest 2026 : re-member ก่อน-แก่-เจ็บ-ตาย วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569 เวลา 09.30 – 11.30 น. ลงทะเบียนเรียนได้ที่นี่ ลงทะเบียนเข้างานได้ที่นี่
