“อาจารย์หมอบุญยงค์เป็นผู้บังคับบัญชาเรา เป็นครูสอนอะไรหลาย ๆ อย่างให้เรา และท่านยังเป็นเหมือนพ่อเราด้วย ท่านดูแลทุกคน เวลามีปัญหาอะไร เราปรึกษาท่านได้ เพราะท่านมองว่าทุกคนเป็นเหมือนญาติพี่น้องของท่าน”

ป้าสุพิณ วุฒิเจริญ และ ป้าพิกุล เฮงสนั่นกูล 2 พยาบาลรุ่นเก๋า แสดงอากัปกิริยาเห็นพ้องต้องกัน เมื่อเราถามถึงความทรงจำ ความรู้สึก และประสบการณ์ในอดีตที่เคยทำงานร่วมกับ นายแพทย์บุญยงค์ วงศ์รักมิตร อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลน่าน ผู้เป็นดั่งร่มโพธิ์ร่มไทรและผู้นำทางจิตวิญญาณของบุคลากรทางการแพทย์ ไปจนถึงผู้ขับเคลื่อนสิ่งแวดล้อมและสาธารณสุขคนสำคัญของจังหวัดน่าน

บ้านของหมอบุญยงค์สร้างมาตั้งแต่ พ.ศ. 2495 ก่อนที่โรงพยาบาลจะเปิดทำการ พ.ศ. 2499 ตามลักษณะทางสถาปัตยกรรมบ้านพักข้าราชการในสมัยก่อน เน้นประหยัดงบประมาณ ประหยัดเวลาก่อสร้าง ซ่อมแซมง่าย เป็นบ้านชั้นเดียวยกใต้ถุนสูง สร้างด้วยไม้ประดู่ป่า คงทนแข็งแรง ผนังไม้ตีทึบซ้อนเกล็ดแนวนอน แผงกันแดดลายสับหว่าง ช่องระบายอากาศอิฐบล็อก คลุมด้วยชายคาที่ยืดยาวกันแดดกันฝน รายล้อมไปด้วยช่องแสงโดยรอบ
หากดูจากภายนอกบ้านหลังนี้จะเป็นบ้านพักแพทย์ชนบททั่วไป แต่แท้จริงแล้วกลับเต็มไปด้วยความทรงจำตั้งแต่ยุคสงครามคอมมิวนิสต์ จนมาถึงวันที่โรงพยาบาลน่านและสาธารณสุขประจำจังหวัด เติบโตจนสมบูรณ์ด้วยบุคลากรทางการแพทย์ที่ดูแลคนไข้ดุจญาติมิตร

สิ่งเหล่านี้เป็นเหมือนมรดกทางจิตใจจากหมอบุญยงค์ที่ตั้งใจส่งต่อให้กับเหล่าคนรุ่นใหม่ในจังหวัดน่าน กลายเป็นความทรงจำอันดีงามที่บรรจุไว้ในรูปแบบอาคารที่บูรณะด้วยฝีมือ ‘ป่าเหนือสตูดิโอ’ ให้เป็นสถานที่เพื่อระลึกถึงหมอบุญยงค์ และเป็น Co-working Space
ชั้นล่างเป็นร้านกาแฟ ให้คนทั่วไปและบุคลากรทางการแพทย์พบปะพูดคุยปรึกษา ชั้นบนเป็นห้องสมุดและสำนักงาน สานต่องานด้านสังคมของหมอบุญยงค์มาจนถึงปัจจุบัน
อาคารในคอลัมน์ Heritage House ครั้งนี้อาจจะไม่ได้มีสถาปัตยกรรมอันวิลิศมาหราน่าตื่นตาตื่นใจ แต่จะเล่าถึงมรดกทางจิตวิญญาณที่ส่งต่อผ่านผู้คนรุ่นสู่รุ่น และเครื่องมือทางการแพทย์หลายชิ้นที่ใช้กันแพร่หลายในปัจจุบัน ซึ่งคิดค้นขึ้นภายใต้ความจำเป็นใช้งานในภาวะสงครามคอมมิวนิสต์
บทความนี้จะพาทุกคนย้อนเวลากลับไปในช่วงเวลาที่หมอบุญยงค์และทีมแพทย์ทุ่มเทร่างกายและจิตใจรักษาคนไข้ ไล่มาจนถึงชวนตั้งคำถามว่า จิตวิญญาณเหล่านี้จะส่งต่อไปสู่อนาคตได้อย่างไร ในวันที่หมอบุญยงค์ไม่อยู่แล้ว ผ่านบทสนทนาของผู้คนที่เคยทำงานร่วมกับท่าน
สงครามคอมมิวนิสต์
บ้านพักแพทย์หลังนี้สร้างตั้งแต่ พ.ศ. 2495 เป็นระยะเวลา 10 ปีก่อนที่หมอบุญยงค์จะมารับตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลน่านใน พ.ศ. 2507 โดยที่โรงพยาบาลน่านในขณะนั้นขาดแคลนทั้งทรัพยากรและบุคลากร

“ป้าจบพยาบาลจากโรงพยาบาลพุทธชินราช จังหวัดพิษณุโลก เมื่อ พ.ศ. 2509 ก็มาทำงานที่โรงพยาบาลน่าน ได้มาเจอหมอบุญยงค์ที่เป็นผู้อำนวยการ ตอนนั้นโรงพยาบาลมีเตียงคนไข้อยู่ 90 เตียง (ซึ่งคาดการณ์ว่าจำนวนเตียงดังกล่าวรวมกับเตียงที่ตั้งนอกวอร์ดริมทางเดินด้วย)
มีเพียงแค่วอร์ดเดียว รวมหมดเลยทั้งสูติ-นรีแพทย์ ศัลยกรรม อายุรกรรม และเด็ก คนไข้ผู้หญิง-ผู้ชายอยู่รวมกันหมด งานหนักมาก เพราะมีหมอประจำการอยู่แค่ 4 คน พยาบาล 5 คน พวกเราต้องเข้าเวรบ่ายถึงเช้า รวม ๆ ก็ทำงาน 12 ชั่วโมงต่อ 1 กะ” ป้าสุพินเล่าถึงบรรยากาศในช่วงเวลานั้น

หลังจากป้าสุพินทำงานที่โรงพยาบาลน่านได้ไม่นาน พอเข้าสู่ พ.ศ. 2510 เกิดสงครามระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยกับรัฐบาล มีทหารบาดเจ็บจำนวนมากถูกส่งขึ้นเฮลิคอปเตอร์มารักษาที่โรงพยาบาลน่าน หมอบุญยงค์จึงตัดสินใจเปิดวอร์ดใหม่ในตึกชยานันท์ เพื่อรับเฉพาะผู้ป่วยสงครามจากชายแดน
“ตอนนั้นมีคนไข้เยอะมาก ทั้งทหารบาดเจ็บจากสงคราม คนไข้ที่ป่วยเป็นไข้มาลาเรีย ไข้ป่า หรือแม้แต่คนที่ขาดวิตามิน พอคนไข้เยอะ เราจะตั้งเตียงแทรก ใช้เตียงบุผ้าใบตั้งตรงกลางระหว่างเตียง ถ้าข้างในอาคารแน่นมากก็ต้องเอาเตียงออกมาวางข้างนอก” ป้าสุพินเสริม

นานวันเข้า ผู้ป่วยเพิ่มขึ้นจนเตียงในโรงพยาบาลไม่พอ ต่อมาใน พ.ศ. 2511 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จฯ มาเยือนโรงพยาบาลน่าน พร้อมกับพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เป็นจำนวน 240,000 บาท ให้นำไปสร้างอาคารใหม่ และพระราชทานนามว่า อาคารพิทักษ์ไทย โดยมีป้าสุพินเป็นพยาบาลหัวหน้าตึก

“หมอบุญยงค์ท่านประจำการรักษาคนไข้อยู่ตลอด ที่ตึกมีโทรศัพท์ของทหาร เวลามีทหารบาดเจ็บ เขาจะโทรมาแจ้งว่า เดี๋ยวจะมีคนไข้มากี่คน อาการเป็นอย่างไร เมื่อพยาบาลได้รับโทรศัพท์ก็จะโทรแจ้งผู้อำนวยการ แจ้งห้องผ่าตัด แจ้งห้องเลือด และแจ้งคนที่เกี่ยวข้องให้มาเตรียมตัวตั้งรับ ถึงจะเป็นนอกเวลางานก็ต้องออกมาช่วยกันคนละไม้ละมือ ทำอะไรอยู่ก็ต้องทิ้งมาหมด บางคนมาจากบ้าน มาทั้งชุดนอนก็มี บางทีทอดปลาทำกับข้าวอยู่ก็ต้องทิ้งครัวมาเลย พอมาถึงก็จะเจอหมอบุญยงค์ยืนรอที่หัวบันไดแล้ว

“ปกติพยาบาลต้องเป็นคนทำแผล แต่ในเวลาวิกฤต คนไข้มาเยอะจนงานล้นมือพยาบาล หมอบุญยงค์ท่านไม่เคยว่า ไม่เคยบ่น ถ้าพยาบาลทำแผลไม่ทันท่านก็ทำเอง ถ้าคนไข้อาการหนัก ท่านก็ดูแลผ่าตัดเอง ท่านเป็นตัวอย่างที่ดีมาก กลางคืนท่านเข้าเวร ถึงจะมีห้องพักแพทย์แยกไปแต่ท่านก็มานอนเฝ้าผู้ป่วยกับพวกพยาบาล พอท่านมาเฝ้าด้วยกันเราก็อุ่นใจ” ป้าสุพินกล่าว
ในช่วงเวลาที่โรงพยาบาลขาดแคลนทั้งบุคลากรและทรัพยากร เกิดการคิดค้นเครื่องมือแพทย์และพยาบาลแบบฉบับ DIY ก่อนจะกลายมาเป็นต้นแบบของอุปกรณ์การแพทย์ที่ใช้งานกันแพร่หลายในปัจจุบัน
“เวลาทหารมีเหยียบกับระเบิดส่งมาที่โรงพยาบาล เราจะต้องตัดขาของเขา ต่ำกว่าหัวเข่าบ้าง เหนือกว่าหัวเข่าบ้าง แล้วรีบทำแผลให้เร็วที่สุด เพราะสาเหตุการเสียชีวิตส่วนมากในตอนนั้นมาจากการเสียเลือดมาก

“สิ่งแรกที่อาจารย์หมอคิดค้นคือการใช้สาย Tourniquet หรือสายรัดห้ามเลือด โดยประยุกต์มาจากยางไส้ไก่ ตอนหลังอาจารย์เอาสายรัดนี้ไปให้ที่ปรึกษาแพทย์ทหารที่ประจำค่ายและเป็นผู้กำหนดวิธีปฐมพยาบาลทหารบาดเจ็บในสมรภูมิ ซึ่งภายหลังที่ปรึกษาท่านนี้ได้รับตำแหน่งเจ้ากรมทหารบก ทำให้สายรัดห้ามเลือดนี้เผยแพร่ไปทั่วประเทศ ด้วยการจัดหาให้สายรัดนี้เป็นหนึ่งในเครื่องประจำกายชุดสนาม ให้ทหารทุกคนพกติดกระเป๋าเสื้อตัวไว้คนละ 2 ชุด ถ้าขาขาดก็ใช้สายนี้รัดได้ทันที”

ป้าพิกุลยังขยายให้ฟังต่อว่า Tourniquet ไม่เพียงช่วยรักษาชีวิตทหารมาหลายนาย หมอท่านอื่นในโรงพยาบาลยังเป็นที่ปรึกษา เก็บข้อมูล ช่วยรณรงค์ให้ทหารสวมรองเท้าผ้าใบแทนรองเท้าคอมแบต เพราะเดิมทีหากทหารใส่รองเท้าคอมแบตแล้วเหยียบกับระเบิด โครงสร้างรองเท้าจะทำให้แรงระเบิดสร้างความเสียหายขึ้นมาเกือบถึงหัวเข่า แต่ถ้าเปลี่ยนมาใช้รองเท้าผ้าใบ แรงระเบิดจะทำลายแค่ส่วนข้อเท้าเท่านั้น กลายเป็นแนวทางให้ทหารสมัยนี้สวมรองเท้าผ้าใบ


เครื่องมือแพทย์ฉบับ DIY จากโรงพยาบาลน่านยังมีอีกหลายชิ้น เช่น ถาดล้างขาที่มีลักษณะเป็นตะแกรง ช่วยให้ล้างแผลและเย็บแผลได้สะดวก สะอาด รวดเร็ว ไม่ติดเชื้อ จนโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้ายกย่องว่าเคสตัดขาจากโรงพยาบาลน่านทำแผลออกมาได้เนี้ยบที่สุด ซึ่งถาดล้างแผลนี้เห็นได้ทั่วไปตามห้องทำแผลในคลินิกหรือโรงพยาบาลในปัจจุบัน และจากถาดล้างขาก็ได้รับการพัฒนาต่อด้วยฝีมือป้าพิกุล
“ยังมีอีกวิธีหนึ่งของการล้างแผลในห้องผ่าตัด เดิมทีต้องเอาขวดน้ำเกลือมาเทบนถาด การล้างแบบนั้นไม่ค่อยสะดวก หมอบุญยงค์จึงคิดว่าจะทำยังไงให้เร็วขึ้น ป้าเสนอว่าเอาถังคูลเลอร์ไปตั้งไว้บนบันได แล้วทำแผลฆ่าเชื้อให้เสร็จ เสร็จแล้วก็เอาน้ำเกลือใส่คูลเลอร์แล้วต่อสายยางลงมา หลังจากนั้นก็ใช้มาตลอด เพราะทำงานได้เร็วขึ้นจริง นี่เป็นตัวอย่างของการทำงานที่เรียนรู้และทดลองไปพร้อม ๆ กัน”

เครื่องมือทางการแพทย์ DIY เหล่านี้ไม่ได้ใช้งานแพร่หลายแค่ในประเทศไทย แต่ยังใช้งานกันในต่างประเทศด้วย เช่น ที่ Army Medical Center โรงพยาบาลทหารจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งมาสังเกตการณ์นานถึง 2 ปี ก่อนจะตีพิมพ์ออกมาเป็นหนังสือเรื่อง บาดแผลจากการโดนกับระเบิด

ป้าพิกุลเสริมต่อว่า นอกจากนี้ยังมีขั้นตอนที่ริเริ่มจากที่นี่เพื่อรองรับ Mass Casualty หรือเหตุการณ์ที่มีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก เช่น ลดระยะเวลาในการซักประวัติด้วยการเปลี่ยนเป็นติดเบอร์ที่เสื้อ รวมถึงไม่มีการแยกวอร์ด แยกแผนก ใครว่าง ใครสะดวกก็มาช่วยเสริมกำลังในวอร์ดที่คนไข้เยอะ เพราะหมอบุญยงค์ฝึกฝนให้บุคลากรทางการแพทย์ทุกคนในโรงพยาบาลช่วยงานกันได้

ป้าสุพินเล่าต่อว่าแม้ในสมัยนั้นจะไม่มีเงิน OT ให้เหล่าบุคลากรทางการแพทย์ที่ทำงานนอกเวลา แต่ทุกครั้งที่จบศึกหนัก หมอบุญยงค์จะควักเงินส่วนตัวเปิดครัวทำกับข้าวเลี้ยงอาหาร กลายเป็นที่จัดงานเลี้ยงเล็ก ๆ หลังเลิกงาน หรือแม้แต่ตอนที่พยาบาลป่วย หมอบุญยงค์ก็มาดูแลทุกคนอย่างทั่วถึง
สิ่งเหล่านี้ทำให้หมอบุญยงค์กลายเป็นต้นแบบให้กับบุคลากรทางการแพทย์หลายคนในเวลาต่อมา
อาจารย์หมอ
โดยตำแหน่งหมอบุญยงค์เป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาล แต่หลายคนที่ทำงานด้วยมักเรียกท่านว่า ‘อาจารย์’ ซึ่งสั่งสอนทั้งการแพทย์ การทำงาน และการใช้ชีวิต
“ผมทำงานตอนที่อาจารย์หมอบุญยงค์เกษียณแล้ว แต่ยังได้เห็นสิ่งที่ท่านสอนไว้ในตัวของพี่ ๆ ที่ยังทำงานอยู่ ทั้งความตั้งใจดูแลและหวังดีกับคนไข้ ยึดผลประโยชน์คนไข้เป็นหลัก มากกว่าเรื่องเวลางานหรือค่าตอบแทน
“มีคำเรียกว่า ‘หมอเมืองน่าน’ ใช้เรียกหมอที่ประจำการอยู่ในจังหวัดนี้ และอีกคำคือ ‘ศิษย์วงศ์รักมิตร’ มาจากนามสกุลของอาจารย์หมอบุญยงค์ เพราะหมอที่เคยประจำการที่นี่ จะมีความภาคภูมิใจว่าเคยมาทำงานในเมืองน่าน เคยมากินข้าวที่บ้านหลังนี้ เคยมาพูดคุยกับอาจารย์หมอบุญยงค์”

หมอต่อง-นพ.ณัฐธร ดาราพงศ์สถาพร กล่าวถึงภาพรวมของเหล่าสานุศิษย์ที่เคยมาร่ำเรียนกับอาจารย์หมอบุญยงค์ ในสมัยที่ท่านยังเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาล เหล่านักศึกษาแพทย์ต่างแย่งกันมาฝึกงานที่โรงพยาบาลน่าน เพราะท่านมีเทคนิคการห้ามเลือดเฉพาะตัว มีประสบการณ์ตัดขาคนไข้มากกว่า 1,000 ครั้ง อ่านสถานการณ์ขาด ตัดสินใจเฉียบแหลม จนเป็นที่กล่าวขานในหมู่ทหารว่า ถ้ามาที่โรงพยาบาลน่านคือรอดตายแล้ว

อาจารย์หมอบุญยงค์มีวิธีสอนแบบสอนให้จำ ทำให้ดู อยู่ให้เห็น แม้จะเป็นผู้อำนวยการแต่ก็ยังลงมาสอนแพทย์รุ่นใหม่เองกับมือ หรือแม้แต่อุปนิสัยที่ดูแลคนไข้อย่างใกล้ชิด เมื่อมีเคสหนักก็จะนอนเฝ้าเอง ทำให้หมอรุ่นใหม่ทำตามไปด้วย เป็นการปลูกจิตสำนึกการดูแลคนไข้ดั่งญาติมิตรไปในตัว
ในหมู่ศิษย์วงรักศ์มิตรจึงมีแพทย์ที่มีชื่อเสียงมากมาย ทั้ง นพ.ดาวฤกษ์ สินธุวณิชย์ ที่มีฉายาหัวถึงเท้า ผ่าตัดได้ทั้งตัว นพ.คณิต ตันติศิริวิทย์ มือขวาหมอบุญยงค์และเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลน่านคนถัดมา นพ.อุทัย สุภาพ ที่ถนัดซ้ายเหมือนหมอบุญยงค์ จึงได้ผ่าตัดด้วยกันบ่อย และอีกหลายท่านที่เติบโตและสานต่อเจตนารมณ์เรื่อยมา
“ถึงแม้อาจารย์หมอบุญยงค์จะไม่ได้ดูแลคนไข้แล้ว หรืออาจารย์จะไม่อยู่แล้วก็ตาม แต่ความเป็นอาจารย์หมอบุญยงค์ยังอยู่ในตัวพวกเรา และเราอยากถ่ายทอดสิ่งนี้สู่น้อง ๆ ต่อไป” หมอต่องเสริม

ไม่ใช่แค่หมอที่เป็นศิษย์หมอบุญยงค์ ป้าพิกุลเองก็เป็นพยาบาลที่หมอบุญยงค์ปั้นมาตั้งแต่เรียนมัธยม ป้าพิกุลฝันอยากเป็นพยาบาล จึงไปดักรอหมอบุญยงค์ที่หน้าโรงหนัง หมอแนะนำให้ไปเรียนที่โรงพยาบาลพุทธชินราช จังหวัดพิษณุโลก ระหว่างเรียนเธอต้องส่งรายงานให้หมอบุญยงค์ทุกครั้งว่าเรียนอะไรไปบ้าง พอช่วงปิดเทอมป้าพิกุลก็มาฝึกงานที่ตึกคนไข้โรงพยาบาลน่าน จนเรียนจบ ป้าพิกุลจึงได้มาทำงานเป็นพยาบาลในที่สุด
ได้ยินมาว่าอาจารย์เป็นคนดุ ดุจริงมั้ยคะ – เราถาม ป้าพิกุลหัวเราะ ก่อนจะตอบว่า
“ถึงอาจารย์จะดุ ถึงอาจารย์จะเข้ม แต่อาจารย์ก็รับฟังความคิดเห็น ความจริงอาจารย์ไม่ได้ดุ แต่อาจารย์พูดเสียงดัง แล้วต้องทำทันที ไม่งั้นคนไข้ตาย เวลาเราคิดอะไรไม่ออก ไม่รู้จะปรึกษาใคร เราก็ถามท่านได้ตลอด คุยกับท่านได้ตลอด”

หลังจากป้าพิกุลเรียนจบแล้ว หมอบุญยงค์ยังส่งเสริมให้ป้าพิกุลเรียนต่อจนกลับมาสร้างระบบสาธารณสุขพื้นฐานในจังหวัดน่านในเวลาต่อมา
“เราได้ไปเรียนเกี่ยวกับสาธารณสุข ระบบเดิมในจังหวัดน่านไม่ค่อยเวิร์กหรอกนะคะ เราเลยเริ่มจากนัดชาวบ้านในเมืองก่อน แล้วเอาวัคซีนไปฉีดตามตลาด ตามอำเภอต่าง ๆ แล้วก็ตั้งคลินิกตรวจเด็กและแม่ กลายเป็นฝ่ายเวชกรรมสังคม ซึ่งเป็นแห่งที่ 2 ต่อจากจังหวัดลำปาง
“เวชกรรมสังคมก่อตั้งมาเพื่อส่งเสริม ป้องกัน ชันสูตร รักษา และฟื้นฟู ที่นี่มีแผนกกายภาพบำบัดแห่งแรก ๆ ของประเทศ พอทำมาระยะหนึ่งกลายเป็นว่าใครอยากดูงานเวชกรรมสังคมต้องมาดูที่น่าน”
บทบาทหลังเกษียณ
พอมาถึง พ.ศ. 2536 หมอบุญยงค์เกษียณราชการ มีเวลามากขึ้น เริ่มสนใจวัฒนธรรมและงานรณรงค์ภาคสังคมในจังหวัดน่านมากยิ่งขึ้น

ในช่วงนั้น พระครูพิทักษ์นันทคุณ ร่วมกับ สำรวย ผัดผล (ภายหลังเป็นนายก อบต. ตำบลเมืองจันทร์) เริ่มรณรงค์ฟื้นฟูเขาหัวโล้นจากเกษตรกรรม ฟื้นฟูป่าต้นน้ำด้วยการทำกุศโลบายว่า บวชป่า สืบชะตาแม่น้ำ นำผ้าจีวรมาผูกกับต้นไม้ให้คนศรัทธาต่อธรรมชาติ ไม่กล้าตัดไม้ทำลายป่า
“อาจารย์เริ่มสนใจว่าบวชป่าทำยังไงก็เรียกพวกเราไปถาม อาจารย์เริ่มสนใจงานสังคมมากขึ้น อาจารย์บอกว่าหมอหมดหน้าที่จากหมอปุ๊บก็จะเลิกเรื่องรักษาคน เห็นพวกเอ็งรักษาสิ่งที่รอบ ๆ คนมันก็สนุกดี จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้น”
นายกฯ สำรวยเล่าช่วงเวลาที่อาจารย์หมอบุญยงค์เริ่มสนใจงานสังคมอย่างจริงจัง ทำให้คนทำงานสังคมมีกำลังใจมากขึ้น เพราะมีผู้หลักผู้ใหญ่เห็นคุณค่าของการทำงานอาสาสมัคร จนก่อตั้งเป็นมูลนิธิฮักเมืองน่านที่ทำงานประชาสังคมเต็มตัว โดยมีหมอบุญยงค์เป็นผู้ให้คำปรึกษาอยู่เนือง ๆ
“พ.ศ. 2539 อาจารย์หมอได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา เป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่ทำให้เกิดพื้นที่ที่เรียกว่าห้องหมายเลข 3 หรือ ‘ห้อง 3’ ขึ้นมา เดิมทีห้องนี้เป็นพื้นที่พักผ่อนของหมอ จะมีหมอแผนกต่าง ๆ ที่อยากเรียนกับอาจารย์เป็นพิเศษแวะเวียนมา แต่พออาจารย์หมอไม่ได้เป็นข้าราชการแล้ว หมอคณิตซึ่งเป็น ผอ. คนถัดมา ให้ห้องนั้นเป็นห้องให้คำปรึกษา
“ตอนอาจารย์หมอบุญยงค์เป็น สว. อาจารย์นำแฟ้มที่มีบันทึกการประชุมวาระต่าง ๆ ที่เป็นเรื่องเล่าในสภามาแลกเปลี่ยนให้พวกเราฟัง ทุก ๆ วันพุธ ผมจะไปหาอาจารย์ ไปเล่าว่าเราจะทำอะไร แล้วก็เอาคนที่มีประเด็นสังคมจากหลากหลายที่มาสัมภาษณ์เพื่อรวบรวมประเด็นไปอภิปรายในสภาอีกที นี่กลายเป็นจุดเชื่อมระหว่างการราชการกับการขับเคลื่อนท้องถิ่น”
ห้อง 3 จึงกลายมาเป็นศูนย์ประสานงานประชาสังคมแห่งแรก ขับเคลื่อนประเด็นเพื่อพัฒนาเมืองน่านทั้งทางการแพทย์ สังคม สิ่งแวดล้อม และอีกมากมาย โดยมีหมอบุญยงค์และทีมงานเชื่อมผู้คนที่ทำงานภาคต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ส่งเสริมให้เกิดชุมชนเข้มแข็งซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอันดับต้น ๆ ของประเทศ
“พวกผมถูกเรียกว่าเป็น NGO ชำนาญการรณรงค์อยู่ไม่กี่เรื่องหรอก ไม่ก่อม็อบก็ปิดถนนเพื่อเรียกร้องข้อเสนอ เราเรียนรู้มาแค่นั้น ไม่รบนาย ไม่หายจน แต่อาจารย์หมอบอกไม่ใช่ การรณรงค์ทำด้วยสันติวิธีได้ เราจึงเริ่มต้นกันใหม่ พวกนักกิจกรรมในระดับหมู่บ้านเริ่มติดนิสัยขีดเขียนบนกระดาน ทำเป็นแผ่นเดียวแล้วไปเล่าให้ฝ่ายที่เขาไม่เข้าใจให้เข้าใจ
“ทางข้าราชการก็เริ่มปรับนิสัยเหมือนกัน เริ่มเปิดใจมากขึ้น ห้อง 3 กลายเป็นพื้นที่ที่สันติวิธีเกิดขึ้น จากอาจารย์หมอรักษาคนยิงกันตั้งแต่ตอนสมัยคอมมิวนิสต์ก็มารักษาสังคม ด้วยสันติวิธี ด้วยความรู้”
นายกฯ สำรวยเสริมว่าหลังจากอาจารย์หมอบุญยงค์เสียชีวิตอย่างสงบเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2567 เขาเป็นคนหนึ่งจากหลาย ๆ คนที่รณรงค์ให้ไม่รื้อบ้านหลังนี้ แต่เก็บไว้เป็นคุณค่าทางใจสืบไป
รักษาจิตวิญญาณผ่านสถาปัตยกรรม
เดิมทีโรงพยาบาลน่านได้รับการพัฒนาในหลายจุดจากทุนของมูลนิธิกสิกรไทย สร้างทั้งตึกอุบัติเหตุ ตึกผ่าตัด ตึกเอกซเรย์ เมื่อตึกเหล่านี้เริ่มล้อมบ้านหมอบุญยงค์ ทางมูลนิธิจึงร่วมกับฝ่ายบริหารโรงพยาบาลน่าน ตัดสินใจบูรณะให้เป็นอนุสรณ์ที่ระลึก มีทีมสถาปนิกจากป่าเหนือสตูดิโอเป็นผู้ออกแบบ มี ผศ.วรพรรณ นันทวงศ์ ภาควิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชมงคลล้านนา เป็นวิศวกรที่ปรึกษา และ กนกศักดิ์ โล่ห์สุวรรณ เป็นวิศวกรออกแบบโครงสร้างให้กับโปรเจกต์นี้


“บ้านหมอบุญยงค์เป็นบ้านพักข้าราชการช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นลักษณะบ้านยกใต้ถุนสูง มีบันได 2 อัน บันไดขึ้นด้านหน้าบ้านกับบันไดที่ลงจากครัว ชั้นบนมีห้องโถง ห้องนอน 2 ห้อง มีครัว ระหว่างครัวกับบ้านก็มีชานเชื่อมกัน ด้านนอกบ้านเป็นผนังไม้ตีซ้อนเกล็ดแนวนอน มีประตูหน้าต่างทำด้วยไม้ ตามรูปแบบของบ้านราชการที่อาจจะไม่ได้ประณีตมาก แต่เน้นใช้งาน ทนทาน ซ่อมแซมง่าย”

“ความท้าทายของการบูรณะบ้านหลังนี้มาจากอายุบ้านที่มีประมาณ 70 กว่าปี ตัวบ้านทำด้วยไม้ประดู่ป่าที่เป็นไม้เนื้อแข็ง ผมว่าไม้ประดู่ป่าดีกว่าไม้สัก ทนทานกว่า แข็งแรงกว่า บ้านจึงผุพังไม่มาก ถือว่าอยู่ในสภาพดี
“จากการศึกษาบริบทที่เกี่ยวข้องกับบ้าน ด้วยการสัมภาษณ์ผู้คนที่เคยทำงานเกี่ยวข้องกับคุณหมอประมาณ 60 – 70 คน ทำให้การบูรณะบ้านเป็นเรื่องท้าทายครับ เพราะเล่าถึงตัวบ้านเฉย ๆ ไม่ได้ ต้องเล่าเรื่องคุณหมอและทีมงานไปด้วย มันเป็นคุณค่าที่ประกอบกัน”

อาจารย์จุลพร นันทพานิช จากป่าเหนือสตูดิโอ อธิบายจุดเริ่มต้นของโครงการบูรณะบ้านหมอบุญยงค์ที่ใช้เวลาออกแบบ 8 เดือน และก่อสร้างอีก 1 ปี ระหว่างออกแบบ ก็สัมภาษณ์เก็บข้อมูลเกี่ยวกับหมอบุญยงค์และทีมงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนคนไข้ของคุณหมอ
การสัมภาษณ์เก็บข้อมูลทำให้รู้ซึ้งถึงบริบทสถานที่ว่า บ้านหลังนี้มีคุณค่าทางความทรงจำอย่างไร ตรงไหนตัดทอน ดัดแปลงได้ หรือตรงไหนควรเก็บรักษาหรือจำลองขึ้นมาใหม่ เพื่อให้เหมือนกับว่าหมอบุญยงค์ซึ่งเป็นที่รักของทุกคนยังคงอยู่ ณ บ้านหลังนี้
แม้เดิมทีกระบวนการบูรณะจะไม่ยาก แต่ด้วยช่วงเวลาหลังจากหมอบุญยงค์เกษียณ บ้านพักหลังนี้ปรับไปเป็นสำนักงาน จึงมีการเทปูนบางส่วน ตัวบ้านจึงมีน้ำหนักเยอะกว่าที่คิด และด้วยระดับพื้นของโรงพยาบาลน่านที่ยกสูงหนีน้ำท่วมอยู่เรื่อย ๆ บวกกับการทรุดตัวของบ้านตามกาลเวลา การบูรณะขั้นแรกจึงต้องเริ่มจากการดีดยกบ้าน ซึ่งทีมป่าเหนือสตูดิโอเลือกใช้เทคนิครอกโซ่ โดยทีมช่างจากจังหวัดชัยภูมิ ยกจากเดิมขึ้นมา 1 เมตร 45 เซนติเมตร โดยที่ 45 เซนติเมตร เพื่อให้อาคารอยู่ระดับเดียวกับตึกอื่น ๆ และ 1 เมตร สำหรับเพิ่มพื้นที่ชั้นล่างบ้านให้โอ่โถงขึ้น

“ตอนที่ดีดบ้านด้วยระบบรอกโซ่ จะมีการเป่านกหวีดให้สัญญาณครับ แล้วก็ดึงรอกโซ่ขึ้นไปทุกเสา ให้ยกระดับขึ้นทีละ 5 เซนติเมตร แต่ว่าความยากคือเราไม่ได้คำนวณน้ำหนักจริงของบ้าน บ้านโครงสร้างไม้ก็จริง แต่ว่าเทคอนกรีตอยู่ตรงกลางบ้าน พอดึงขึ้นไปพร้อมคอนกรีต คานที่อยู่ตรงกลางแตก เลยจำเป็นว่าจากที่จะยกวันเดียวกลายเป็น 2 – 3 วัน เพราะต้องดามคานตรงกลางไปด้วย ต้องเอาแม่แรงไปดันตรงกลางไว้เพื่อไม่ให้บ้านฉีก” กระดิ่ง-วิทวัส คำมูล สถาปนิกจากป่าเหนือสตูดิโออธิบายระบบรอกโซ่
หลังจากดีดบ้านขึ้นมาในระดับเดียวกับตึกอื่น ๆ ของโรงพยาบาลแล้ว ชิ้นส่วนประตูหน้าต่างถูกแงะออก นำมาซ่อมแซมด้วยไม้เก่าที่ถอดมาจากอาคารเก่าอื่น ๆ ของโรงพยาบาล และจากการศึกษา บ้านหลังนี้ทาสีทับไปแล้ว 4 ชั้น ทีมป่าเหนือจึงเลือกสีชั้นในสุด เทียบให้ใกล้เคียงแล้วทาเข้าไปใหม่
มาถึงการแบ่งสัดส่วนพื้นที่ในบ้านซึ่งคำนึงถึงบริบทพื้นที่ที่เกี่ยวพันกับความทรงจำของผู้คนเป็นหลัก จึงมีการระดมสมองสอบถามความต้องการของบุคลากรทั้งหมอและพยาบาล เพื่อจัดสรรให้ทุกคนได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน


ป้ายอาคารพิทักษ์ไทยจำลองที่เดิมรื้อออกไปแล้วถูกนำมาติดหน้าบ้าน ชั้นล่างที่เคยเป็นใต้ถุนไว้ให้หมอบุญยงค์เลี้ยงข้าวทีมงาน ตีปิงปอง นั่งเล่นพูดคุยกัน ก็เปลี่ยนไปเป็นร้านกาแฟ และจัดโต๊ะสำหรับผู้อาวุโสที่เกษียณอายุราชการไปแล้ว โดยนำโต๊ะที่หมอคณิตสมัยหนุ่ม ๆ เคยนั่งกับหมอบุญยงค์มาวางไว้ด้วย
ซึ่งร้านกาแฟนี้ก็เป็นเหมือน Co-working Space ให้คนทั่วไปมานั่งเล่น นั่งรอ หรือให้เหล่าบุคลากรทางการแพทย์มานั่งพบปะ ดั่งเช่นตอนที่เข้ามานั่งปรึกษาหมอบุญยงค์ที่บ้านหลังนี้

ส่วนชั้นบนห้องนอนและห้องครัวเปลี่ยนเป็นศูนย์ประสานงานประชาคม ทำงานเกี่ยวกับสังคมและองค์กรท้องถิ่นในจังหวัดน่าน และสำนักกิจการพิเศษโรงพยาบาลน่านที่ดูแลโปรเจกต์ก่อสร้างต่าง ๆ ส่วนห้องนอนอีกฝั่งและโถงตรงกลางเปลี่ยนเป็นห้องสมุดที่มีหนังสือจากหลากหลายแห่ง ทั้งหนังสือเก่าเก็บของหมอบุญยงค์ หนังสือจากห้อง 3 หนังสือจากห้องสมุดเก่าของโรงพยาบาลน่าน และหนังสือจากภาครัฐ

โดยห้องสมุดแห่งนี้มีโต๊ะจากห้อง 3 หรือห้องประชุม 3 เป็นหัวใจหลัก
“เป็นโต๊ะที่หมอบุญยงค์ใช้หลังจากเกษียณแล้ว เป็นโต๊ะจากห้อง 3 ที่ไม่ว่าใครแวะเวียนมาประชุมก็จะได้นั่งโต๊ะตัวนี้ เลยเอาโต๊ะกลับมาที่บ้าน ถึงแม้หมอบุญยงค์จะไม่อยู่แล้ว แต่อยากให้โต๊ะซึ่งเป็นตัวแทนของหมอบุญยงค์กลับเข้าไปในบ้านเหมือนเดิม แล้วก็มีเก้าอี้และหนังสือของหมอบุญยงค์กลับเข้าไปด้วย เป็นคอนเซปต์ที่ทางโรงพยาบาลอยากให้เรานำเสนอ” กระดิ่งอธิบายถึงโต๊ะตัวหลักที่วางอยู่ใจกลางห้องสมุด เป็นเหมือนพื้นที่ให้เหล่าบุคลากรทางการแพทย์และองค์กรท้องถิ่นมาประชุมพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้และแนวคิดร่วมกัน

ภายในบ้านรายล้อมไปด้วยนิทรรศการที่เล่าชีวประวัติหมอบุญยงค์ ภาพสเกตช์ของบุคคลต่าง ๆ และไทม์ไลน์เหตุการณ์สำคัญ เป็นสื่อการเรียนรู้ที่กระจายตัวอยู่ทั้งชั้น 1 และชั้น 2 ของอาคาร กลายเป็นพื้นที่ร่วมสมัยและรวมตัวผู้คนที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของวันวาน

“เมื่อเราทำเสร็จแล้ว บ้านกลายเป็นห้องสมุด เป็นร้านกาแฟแล้ว จะทำยังไงให้กลิ่นอายและบรรยากาศบ้านคุณหมอบุญยงค์คงอยู่มากที่สุด ไม่ต้องเห็นรูปภาพหรือข้อความอธิบาย แค่คนเดินเข้ามาก็รู้ได้ทันทีว่านี่คือบ้านหมอบุญยงค์ รู้ว่าท่านเป็นใคร เคยสร้างคุณงามความดีอะไร แล้วสิ่งเหล่านี้จะผ่านมุขปาฐะจากรุ่นสู่รุ่นไปเรื่อย ๆ

“ผมว่ามีบางสิ่งที่เราส่งต่อกันมาโดยที่เราไม่รู้ตัว หมอนึกถึงประโยชน์ของคนไข้เป็นหลักเสมอ เรามีหน้าที่พัฒนางานให้ดีที่สุด นำเทคโนโลยีเข้ามาทำให้เก่งขึ้น ขยายการรักษาให้มากขึ้น คนไข้จะได้ไม่ต้องส่งต่อไปรักษาที่อื่น เราอยากให้คนไข้หายดี ได้กลับบ้านอย่างมีความสุข
“หลายอย่างปรับเปลี่ยนไปตามกาลเวลา อาจารย์บุญยงค์เป็นคนยุคก่อน Baby Boomer ด้วยซ้ำ ส่วนผมเป็น Gen X ปลาย ๆ พวกเรามีเรื่อง Work-life Balance ผมก็ไม่ได้เหมือนอาจารย์ 100% ยิ่งคนยุคใหม่ ยิ่งเชื่อเรื่องการไม่เข้างานแต่ทำผลงานได้เท่าเดิม แม้หลายอย่างจะเปลี่ยนไป แต่คุณค่าในการเป็นหมอที่ดียังเหมือนเดิม ทำทุกอย่างเต็มความรู้ความสามารถ ด้วยความระมัดระวังและด้วยความปรารถนาดีต่อคนไข้ นี่คือสิ่งที่ก้องอยู่ในหัวเรา ไม่ว่าจะยุคไหนก็เป็นเช่นนี้เสมอ”

หมอต่องกล่าวทิ้งท้ายว่า จิตวิญญาณที่อยากดูแลคนไข้ของบุคลากรทางการแพทย์จะยังคงสืบต่อไปนานเท่านาน เช่นเดียวกับที่นายกฯ สำรวยกล่าวไว้เช่นกันว่า จะสานต่ออุดมการณ์ของหมอบุญยงค์ในการดูแลผู้สูงอายุซึ่งมีเพิ่มขึ้นกว่า 30% ของประชากรจังหวัดน่านให้ดียิ่งขึ้นต่อไป
