ชีวิตนักศึกษาปริญญาโทในประเทศสวีเดนของฉันเริ่มต้นเมื่อ 2 ปีที่แล้ว บ่ายวันหนึ่งในฤดูใบไม้ร่วง โอลก้า นักศึกษาชาวโปแลนด์ที่อยู่บ้านเดียวกันกลับบ้านมาพร้อมตะกร้าที่เต็มไปด้วยแอปเปิล องุ่น และเบอร์รี ด้วยความสงสัย ฉันจึงถามโอลก้าว่าได้ผลไม้มาจากไหน ได้คำตอบว่าเก็บจากรอบ ๆ มหาวิทยาลัยนี่แหละ
“เก็บได้ด้วยเหรอ ไม่มีใครว่าอะไรเหรอ” ฉันถามด้วยความสงสัยตามประสาคนเมืองที่ไม่คุ้นกับการเด็ดผักผลไม้ริมทางได้อย่างอิสระ บวกกับเป็นพื้นที่มหาวิทยาลัยที่ฉันนึกว่าไม่อนุญาตให้เก็บผลไม้ตามใจชอบ
“เก็บได้สิ ที่สวีเดน เราจะเก็บผลไม้ที่ไหนก็ได้ ตราบใดที่มันไม่ได้อยู่ในพื้นที่ส่วนบุคคล” โอลก้าตอบ และนั่นเป็นครั้งแรกที่ฉันได้รู้จักกับ ‘Allemansrätten’ (อัล-เลอะ-มันส์-แรต-เท่น) หรือ สิทธิในการเข้าถึงธรรมชาติ คำที่ทั้งยาวและออกเสียงยากนี้กลับกลายเป็นคำศัพท์ภาษาสวีเดนที่ฉันชอบเป็นอันดับต้น ๆ ตลอดมา

The Right of Public Access
จะดีแค่ไหนถ้าเดินป่าแล้วอยากตั้งแคมป์บนยอดเขา ริมทะเลสาบ ทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ หรือจุดไหนก็ได้ ดื่มน้ำใสสะอาดได้จากลำธาร หรือแม้แต่พาเพื่อนสี่ขาคู่ใจไปร่วมเดินป่าระยะไกลด้วยกัน
ทั้งหมดนี้ทำได้ที่สวีเดน

สวีเดนเป็นประเทศที่มีพื้นที่ป่ามากถึง 2 ใน 3 ของพื้นที่ประเทศทั้งหมด มีทะเลสาบเกือบ 100,000 แห่ง แต่มีประชากรอาศัยอยู่เพียง 10.5 ล้านคนเท่านั้น
ที่นี่ Allemansrätten หรือ สิทธิในการเข้าถึงธรรมชาติ (The Right of Public Access) เป็นธรรมเนียมเก่าแก่ที่มีมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 13 ก่อนจะได้รับการรับรองเป็นสิทธิตามกฎหมาย บรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญของสวีเดนตั้งแต่ปี 1994
สิทธิในการเข้าถึงธรรมชาตินั้นไม่ได้จำกัดให้สิทธิเฉพาะชาวสวีเดน ไม่ว่าจะเป็นนักเรียนที่มาเรียนต่อ ผู้ใหญ่วัยทำงาน ชาวต่างชาติที่ย้ายถิ่นฐานมา หรือนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวประเทศสวีเดน ก็เข้าถึงสิทธินี้ได้อย่างเท่าเทียมกัน โดยไม่แบ่งแยกเชื้อชาติหรือศาสนา
สิทธิในการเข้าถึงธรรมชาติโดยย่อมีเพียงหลักการง่าย ๆ 2 ข้อ คือ
Don’t disturb, Don’t destroy. – ไม่รบกวนและไม่ทำลาย
ทุกคนมีสิทธิที่จะท่องธรรมชาติได้อย่างอิสระ ตราบใดที่ไม่รบกวนผู้อื่น สัตว์ แมลง สภาพแวดล้อม และไม่ทำลายธรรมชาติ

กิจกรรมที่ทำได้ในการท่องธรรมชาติมีตั้งแต่การเก็บเห็ด เบอร์รี ดอกไม้ สมุนไพรต่าง ๆ ได้อย่างอิสระ ยกเว้นในพื้นที่อุทยานแห่งชาติ พื้นที่อนุรักษ์ธรรมชาติ สวน และพื้นที่เกษตรกรรม หากขยับจากเรื่องการเก็บเกี่ยวอาหารมาเป็นเรื่องการค้างแรม สิทธินี้ทำให้ทุกคนตั้งแคมป์ได้อย่างอิสระ ไม่ว่าจะเป็นในป่า กลางทุ่งหญ้า บนยอดเขา หรือริมทะเลสาบ โดยมีข้อแม้ว่าห้ามตั้งแคมป์ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติและพื้นที่อนุรักษ์ธรรมชาติ ห้ามตั้งแคมป์ใกล้พื้นที่ส่วนบุคคล พื้นที่เกษตรกรรม และพื้นที่ทุ่งปศุสัตว์ รวมทั้งต้องศึกษาข้อกำหนดในการตั้งแคมป์ที่อาจจะแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่

แน่นอนว่าในการตั้งแคมป์ต้องไม่ทิ้งขยะไว้ให้ดูต่างหน้าแม้แต่ชิ้นเดียว ทุกคนต้องมีถุงติดตัวสำหรับเก็บขยะไว้เสมอ การทิ้งขยะไว้ในพื้นที่ธรรมชาติถือว่าผิดกฎหมายและมีโทษจำคุกสูงสุดถึง 2 ปีเลยทีเดียว อีกอย่างคือเมื่อเอาขยะออกมาทิ้ง หากถังขยะเต็ม จะทำเนียนวางถุงขยะไว้ที่พื้นข้าง ๆ ถังขยะก็ไม่ได้ ต้องหิ้วถุงไปหาถังขยะถังอื่นที่ว่างแล้วทิ้งลงถังเท่านั้น

หากท้องหิวขึ้นมาก็จุดไฟทำอาหารได้ หากเทศบาลที่ดูแลเขตพื้นที่นั้นประกาศว่าพื้นที่นั้น ๆ ปลอดภัยสำหรับการจุดไฟ โดยต้องใส่ใจในการเลือกพื้นที่จุดไฟให้ไม่สร้างความเสียหายกับธรรมชาติ เมื่อดับไฟ ต้องมั่นใจว่าไฟดับสนิทจริง ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดไฟป่า
เพื่อความปลอดภัยขั้นสุด แนะนำให้เลือกใช้บริการเตาบาร์บีคิวที่มีอยู่ทั่วไปในป่า ริมทะเลสาบ และเส้นทางเดินเทรลทั่วประเทศที่มีให้ใช้ได้ฟรี ๆ เพียงแต่ต้องเตรียมฟืนและอุปกรณ์จุดไฟไปเอง
สิทธิในการเข้าถึงธรรมชาติไม่ได้จำกัดอยู่แค่บนพื้นดิน แต่รวมไปถึงการเข้าถึงธรรมชาติอย่างทะเลและทะเลสาบที่มีอยู่เกือบ 100,000 แห่งทั่วประเทศด้วย ในฤดูร้อนจึงเห็นคนกระโดดน้ำ ว่ายน้ำในทะเลสาบกันคึกคัก บางคนแล่นเรือใบ บางคนพายเรือคายัค ล่องเรือยอช์ตไปตามเกาะแก่งต่าง ๆ
รวมไปถึงการตกปลาที่อนุญาตให้ตกปลาด้วยเบ็ดได้ในทะเลสาบ 5 แห่ง ได้แก่ Vänern, Vättern, Mälaren, Hjälmaren, และ Storsjön ในภูมิภาค Jämtland รวมถึงตามแนวชายฝั่ง ส่วนในพื้นที่อื่น ๆ ส่วนใหญ่ต้องมีใบอนุญาตในการตกปลาเสียก่อน
และนี่คือตัวอย่างของสิทธิในการเข้าถึงธรรมชาติที่มาพร้อมกับความรับผิดชอบ บนหลักการพื้นฐานให้ทดไว้ในใจว่า ‘ไม่รบกวนและไม่ทำลาย’
ง่าย ๆ และงดงาม
มาถึงตรงนี้ พร้อมออกไปท่องธรรมชาติในสวีเดนหรือยัง
หากให้ฉันนิยามธรรมชาติของสวีเดน คำแรก ๆ ที่ผุดขึ้นมาในใจ คือธรรมชาติที่นี่เข้าถึงง่ายดีจัง
ง่ายขนาดไหนน่ะเหรอ ก็ขนาดที่ว่าฉันขี่จักรยานจากบ้านที่อยู่ในชุมชนไปถึงชายหาดยาวริมทะเลได้ในเวลาแค่ 10 นาที ในวันที่อากาศดีมักจะเห็นหงส์และเป็ดว่ายน้ำอยู่ในทะเล ฝูงนกบินว่อนอยู่บนฟ้า เมื่อหันหน้าเข้าหาทะเลกว้างสุดลูกหูลูกตา ด้านหลังฉันคือโพรงกระต่ายนับร้อยโพรงที่ถ้าเดินไม่ระวังก็สะดุดข้อเท้าพลิกเอาได้ง่าย ๆ
มีเพื่อนของฉันคนหนึ่งบอกว่า ตอนดึก ๆ เขาเคยเห็นสุนัขจิ้งจอกที่นี่ด้วย

ในคืนที่สภาพอากาศเป็นใจ แค่ขี่จักรยานไปที่ทุ่งดอกเรปซีด (Rapeseed Flowers) ใกล้ ๆ บ้านก็เห็นแสงเหนือโดยไม่ต้องขึ้นไปถึงทางเหนือสุดของประเทศ

หลังจากฤดูหนาวอันยาวนานตั้งแต่เดือนธันวาคม หรือถ้าอยู่พื้นที่ทางตอนเหนือฤดูหนาวจะเริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงปลายเดือนกุมภาพันธ์ เมื่อฤดูใบไม้ผลิมาถึง ผู้คนเริ่มออกมาทำกิจกรรมกลางแจ้งกันคึกคัก เพื่อนร่วมโปรแกรมปริญญาโทของฉันก็ชวนกันไปเดินป่าระยะสั้น ๆ เดินง่าย ใช้เวลาเพียงครึ่งวัน
ในบ่ายวันอาทิตย์ พวกเรามาถึง Naturum Skrylle ที่นี่ต้อนรับผู้มาเยือนด้วยอาคารไม้สีน้ำตาล ซึ่งเป็นอาคารศูนย์การเรียนรู้ประจำ Skrylle เมื่อเข้าไปก็ต้องตื่นเต้นกับนิทรรศการถาวรข้างในที่ออกแบบได้น่ารัก อบอุ่น และเป็นมิตรทั้งกับเด็กและผู้ใหญ่ (แต่หัวใจเด็ก) อย่างฉัน
นิทรรศการให้ความรู้หลากหลายเกี่ยวกับธรรมชาติในภูมิภาคนี้ ทั้งนก แมลง สัตว์ที่พบเจอ พืชพรรณต่าง ๆ ไปจนถึงลักษณะภูมิประเทศ ลักษณะทางธรณีวิทยา พวกเราใช้เวลากับนิทรรศการสักพักก็เริ่มออกเดินป่า ผ่านโซนเครื่องเล่นที่น่าสนุกจนฉันกับเพื่อน ๆ กระโดดเข้าไปเล่นอย่างไม่ลังเล ก่อนจะออกเดินต่อไป



ในช่วงกลางเดือนมีนาคม ต้นไม้ยังไม่ผลิใบมากนัก ป่าที่เห็นจึงดูแห้ง ๆ แต่เพื่อนบอกว่าเมื่อฤดูร้อนมาถึงเมื่อไหร่ ที่นี่จะสวยเหมือนสวรรค์เลยทีเดียว พวกเราเดินไปจนถึงจุดชมวิว ตรงจุดนี้มีเตาบาร์บีคิว และโต๊ะทานข้าวสำหรับคนประมาณ 10 คน มีลานกว้างให้ลูก ๆ ของเพื่อนวิ่งเล่นปีนต้นไม้สนุกสนาน
เราเริ่มก่อไฟในเตาบาร์บีคิว ใช้ฟืนที่เพื่อนหิ้วใส่ถุงมาเป็นเชื้อเพลิง พยายามกันอยู่พักใหญ่ ๆ กว่าไฟจะติดแล้วเริ่มลงมือทำแพนเค้กกัน แพนเค้กอุ่น ๆ จากเตาทยอยออกมาเสิร์ฟเรื่อย ๆ พร้อมกับขนมและอาหารที่เพื่อน ๆ หิ้วมากินกันแบบ Potluck มื้ออาหารในวันนั้นอบอุ่นมาก แม้อากาศจะอยู่ที่อุณหภูมิหลักเดียวก็ตาม

ระหว่างที่กินแพนเค้กอยู่ ฉันมองลูกของเพื่อนชาวสวีเดนปีนต้นไม้อย่างคล่องแคล่วแล้วพูดขึ้นมาลอย ๆ ว่า
“เธอรู้ไหม ฉันยังไม่เคยปีนต้นไม้แบบนั้นเลย น่าสนุกดีนะ”
เพื่อนหันมามองฉันตาโต “ทำไมล่ะ ตอนเด็ก ๆ ไม่ได้ปีนเหรอ เด็ก ๆ ที่นี่ปีนต้นไม้กันทุกคนเลยนะ”
ฉันหัวเราะแล้วบอกว่าไม่ได้ปีนหรอก ตอนเด็ก ๆ ถ้าฉันปีนต้นไม้ ผู้ใหญ่กลัวว่าจะเกิดอันตราย
“อยากลองปีนดูไหมล่ะ เดี๋ยวจะชี้ให้ว่าต้นไหนที่แข็งแรงพอที่จะรับน้ำหนักเธอได้” เพื่อนถาม
มีหรือที่ฉันจะปฏิเสธ สุดท้ายฉันก็ปีนต้นไม้ไปกับลูก ๆ ของเพื่อนด้วย เมื่อมือสัมผัสเปลือกไม้ เท้าเลือกจุดที่จะเหยียบขึ้นไป จนพาตัวเองขึ้นไปอยู่บนต้นไม้ได้
นาทีนั้น เป็นความรู้สึกที่ต่างจากการมองดูต้นไม้จากพื้นดิน เป็นการได้ทำความรู้จักต้นไม้ไปอีกขั้นผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 มีแวบหนึ่งที่รู้สึกว่าตัวฉันกลมกลืนไปกับต้นไม้และธรรมชาติในที่แห่งนั้น
เพราะรู้ซึ้งถึงคุณค่า จึงห่วงแหน
สวีเดนมีเส้นทางเดินป่าเกือบ 400 เส้นทั่วประเทศ ไล่ตั้งแต่ภาคเหนือลงมาจนถึงภาคใต้สุด ทุกเส้นทางออกแบบให้เหมาะสมกับนักเดินป่าทุกระดับ มีจุดเข้าออกหลายจุด ถ้าเดิน ๆ อยู่แล้วรู้สึกว่าเส้นทางที่เดินอยู่ยากเกินไป จะเดินออกจากเส้นทางแล้วเลือกเส้นทางเดินใหม่ที่ง่ายขึ้นก็ยังได้
ตามเส้นทางมีสัญลักษณ์กำหนดไว้ให้เดินตาม ไม่หลงทางง่าย ๆ แม้ไม่เปิดแผนที่ และภาพที่เห็นจนคุ้นตาในการเดินป่าที่นี่คือครอบครัวมักพาลูกเล็ก อายุประมาณ 4 – 5 ขวบมาเดินป่าด้วย เด็ก ๆ ตัวเล็กเดินไปกับพ่อแม่ รับผิดชอบกระเป๋าเป้ของตัวเอง หรือบางครอบครัวอุ้มเด็กทารกมาเดินป่าด้วยก็มีให้เห็น


เส้นทางเดินป่าของสวีเดนมีตั้งแต่ระยะสั้น เดินจบได้ในครึ่งวัน ไปจนถึงระยะไกลหลายร้อยกิโลเมตร ใช้เวลาเดินเกือบเดือน เส้นทางที่มีชื่อเสียงทั้งในหมู่คนสวีเดนและนักเดินป่าชาวต่างชาติคือ Kungsleden เส้นทางที่โอบล้อมด้วยป่าตอนเหนือ ลำธาร และภูเขา เป็นเส้นทางเดียวกันกับที่จัด Fjällräven Classic Sweden นั่นเอง ที่ผ่านมามีนักเดินป่าชาวไทยหลายคนพิชิตเส้นทางนี้มาแล้ว
นอกจากเส้นทางนี้ ยังมีเส้นทางเดินป่าอื่น ๆ ที่น่าสนใจ เช่น Höga Kusten เส้นทางเดินป่าที่ได้รับการรับรองเป็นแหล่งมรดกโลกของยูเนสโก ด้วยลักษณะภูมิประเทศในบริเวณนี้มีการเปลี่ยนแปลงสูงขึ้น 1 เซนติเมตรทุก ๆ ปี เส้นทางเดินป่า Bohuslän ทางฝั่งตะวันตกของประเทศ เป็นเส้นทางสวยงามเลียบริมทะเลและเกาะแก่ง (Archipelago) และเมื่อขยับมาภูมิภาคใต้สุดของสวีเดนก็มีเส้นทาง Skåneleden ที่ภูมิประเทศต่างจากภาคเหนือแบบหน้ามือเป็นหลังมือ ด้วยวิวของท้องทุ่ง ป่าไม้ และชายฝั่งทะเล


แม้จะมีเส้นทางเดินป่าเยอะและสวยขนาดไหน เส้นทางเดินป่าคงเหงาน่าดูถ้าไม่มีคนมาเดิน จากที่ฉันสังเกต นอกจากสวีเดนจะมีเว็บไซต์ Swedish Tourist Association ที่โปรโมตการท่องเที่ยวธรรมชาติโดยเฉพาะ และเว็บไซต์ประจำภูมิภาคที่รวบรวมข้อมูลเส้นทางเดินป่าของภูมิภาคนั้น ๆ แล้ว การประชาสัมพันธ์ทางอินสตาแกรมก็เป็นสิ่งที่ทำให้คนสนุกกับการเดินป่า
เพราะในอินสตาแกรมทั้งขยันอัปโหลดรูปวิวสวย ๆ ที่เปลี่ยนไปตามฤดูกาล มีคลิปรีวิวเส้นทางการเดินป่า ชวนให้สะพายเป้เดินตามรอยบ้าง แค่อินสตาแกรมประจำเส้นทางเดินป่าภาคใต้ของสวีเดนอย่าง skaneleden ก็มียอดคนติดตามเกือบ 50,000 คนเข้าไปแล้ว ยังไม่นับว่าอินสตาแกรมของหน่วยงานการท่องเที่ยวของแต่ละภูมิภาคก็ต่างภูมิใจโปรโมตเส้นทางเดินป่าในภูมิภาคของตัวเอง

ถ้าอินสตาแกรมคือช่องทางออนไลน์ ช่องทางออฟไลน์ที่เป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนอยากเดินป่าจะเป็นอะไรไปได้นอกจากหนังสือ
เมื่อเข้าร้านหนังสือหรือร้านขายอุปกรณ์เดินป่าของที่นี่ จะพบโซนหนังสือเอาต์ดอร์ที่มีทั้งคู่มือการเดินป่าสำหรับทุกเส้นทางในสวีเดน แผนที่ คู่มือการทำอาหารกลางแจ้ง คู่มือสำหรับผู้ใหญ่ในการทำกิจกรรมกลางแจ้งกับเด็ก มีแม้กระทั่งหนังสือการเดินป่าสำหรับเด็กโดยเฉพาะ!
แม้จะเป็นหนังสือสำหรับเด็ก แต่ก็อัดแน่นไปด้วยความรู้ที่จำเป็นสำหรับการเดินป่าฉบับย่อยง่าย ตั้งแต่การเตรียมตัวจัดกระเป๋าไปเดินป่า การสังเกตป้ายบอกทาง การอ่านแผนที่ ดูเข็มทิศ ทำความรู้จักกับสัตว์และดอกไม้ที่จะได้พบระหว่างทาง การทำร่างกายให้อบอุ่น เกมสำหรับเล่นยามค่ำหลังจากเดินป่ามาทั้งวัน ไปจนถึงการดูแลเท้าขณะเดินป่า


เรียกว่าชาวสวีเดนจริงจังกับการเดินป่าตั้งแต่ยังเด็กเลยทีเดียว
จากการเรียนรู้ตั้งแต่เด็กผ่านหนังสือ สู่การสอนเดินป่าและท่องธรรมชาติในโรงเรียนตั้งแต่ระดับชั้นประถม ควบคู่ไปกับการเดินป่ากับครอบครัวที่เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตที่ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น ประสบการณ์ที่สั่งสมตั้งแต่เล็ก ทำให้ชาวสวีเดนรัก รู้คุณค่า และพร้อมท่องธรรมชาติอย่างรับผิดชอบ
และนี่คือสิทธิในการเข้าถึงธรรมชาติที่ไม่เพียงแค่ไม่กีดกันคนออกจากธรรมชาติ แต่เปิดกว้างให้คนเข้าถึงอย่างไม่แบ่งแยก จนเกิดเป็นความรัก หวงแหน และเป็นพลังรักษาธรรมชาติให้ยังคงอุดมสมบูรณ์และสวยงาม ส่งต่อเป็นมรดกให้คนรุ่นต่อ ๆ ไป
Write on The Cloud
บทเรียนจากต่างแดน

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล writethecloud@cloudandground.com ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ บทเรียนจากต่างแดน’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ
