12 กุมภาพันธ์ 2026
414

เวลาค่ำมีหนังตะลุงให้คนไปดูที่ทะเลน้อย แขวงเมืองนครศรีธรรมราช ระยะทาง 2 ชั่วโมง น้ำตื้นเรือไฟเข้าไม่ได้ ต้องลงเรือเล็กเข้าคลองนางเรียงไปอีก 25 มินิต ถึงในนั้นเป็นที่ดอกบัวหลวงสีขาว แต่น้ำตื้นจนราษฎรทำนาได้ในทะเล

ย่อหน้าหนึ่งในพระราชหัตถเลขาในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เรื่องเสด็จประพาสแหลมมลายู พ.ศ. 2432 ระบุภาพชัดถึงการเดินเรือผ่านเข้าคลองนางเรียงล่องไปจนถึงปากแม่น้ำ กระทั่งได้พบกับการทำนาริมทะเล หรือ ‘นาริมเล’ ของชุมชนละแวกนั้น

เมื่อพิจารณาจากบริบทของพื้นที่ในปัจจุบันจะพบว่า บริเวณดังกล่าวก็คือชุมชนบ้านปากประ จังหวัดพัทลุง ที่ที่ยังคงรักษาวิถีนาริมเลดังในพระราชหัตถเลขาไว้จนถึงปัจจุบัน

สายัณ รักดำ ประธานวิสาหกิจชุมชนทำนาริมเลบ้านปากประ ผู้เติบโตมากับภาพทุ่งข้าวสีเขียวริมชายหาด คือหัวเรี่ยวหัวแรงคนสำคัญที่ทำให้ภาพการทำนาแบบดั้งเดิมซึ่งเมื่อ 136 ปีก่อน ยังคงดำเนินต่อไปได้ในบริบทของโลกปัจจุบัน

และในบ่ายวันหนึ่ง เขาก็สละเวลาไล่เรียงที่มาของเส้นทางสายนี้ให้เราฟังอย่างตั้งใจ

“ผมเกิดและโตในครอบครัวชาวนา มองเห็นวิถีชีวิตนี้มาตั้งแต่จำความได้ และเห็นด้วยว่าจำนวนคนทำนาริมทะเลบ้านเราลดลงเรื่อย ๆ คนรุ่นใหม่ไม่ได้สนใจจะสืบทอดต่อ หันไปทำงานอย่างอื่น แต่เรามองว่าการทำนาริมเลมีคุณค่ามากกว่าด้านเศรษฐกิจ เพราะเป็นการดูแลสิ่งแวดล้อมของชุมชน และรักษาภูมิปัญญาการทำนาน้ำกร่อยริมทะเลที่เหลืออยู่เพียงแห่งเดียวของประเทศไว้ด้วย”

เขาเกริ่นถึงที่มาที่ไปของการเลือกสวมหมวก ‘คนข้าว’ หรือนักพัฒนาข้าวประจำชุมชนบ้านเกิดมาตั้งแต่ พ.ศ. 2562 ผ่านการค่อย ๆ ก่อร่างสร้างกลุ่ม รวบรวมเกษตรกรในชุมชนบ้านปากประราว 10 ครัวเรือนมาตั้งต้นทำนาอินทรีย์ ซึ่งต้องอาศัยการทำความเข้าในทั้งเรื่องนิเวศและสายพันธุ์ข้าวที่เหมาะกับพื้นที่ดินโคลนริมทะเลอย่างละเอียดลึกซึ้ง โดยมีข้อมูลอ้างอิงเป็นภูมิปัญหาที่คนรุ่นปู่ย่าตายายบอกกล่าวกันต่อ ๆ มา

“ลักษณะเฉพาะของนาริมเลบ้านปากประเป็นนาดินโคลน เริ่มตกกล้าได้เมื่อน้ำทะเลลดช่วงเดือนมิถุนายน และเริ่มเก็บเกี่ยวช่วงน้ำทะเลขึ้นประมาณปลายเดือนกันยายน เราจึงทำนาได้เพียงปีละครั้ง 

“แต่ว่าในข้อจำกัดก็มีข้อดี เพราะน้ำทะเลที่หนุนขึ้นมาช่วงปลายปี พัดเอาแร่ธาตุมาสะสมไว้ในดินด้วย เมื่อเริ่มปลูกข้าวรอบใหม่จึงไม่ต้องใช้ปุ๋ยเคมี น้ำทะเลที่ขึ้นมายังช่วยกำจัดแมลงศัตรูพืชหายไปกับน้ำ ทำให้การทำนาของชุมชนเราใช้ต้นทุนต่ำมาก อาศัยแรงงานคนแค่ขั้นตอนการตกกล้าและเก็บเกี่ยวเท่านั้น เพราะเราใช้ห่วงโซ่ธรรมชาติในการดูแลต้นข้าวเป็นหลัก สิ่งเหล่านี้ถือเป็นความพิเศษอย่างหนึ่ง”

เขาชวนให้เรามองภาพใหญ่ของการทำนาที่ต้องอิงกับกระแสน้ำขึ้นน้ำลง แต่มากกว่านั้นคือการคัดเลือกสายพันธุ์ข้าวและกระบวนการหลังเก็บเกี่ยวที่ก็สำคัญไม่น้อย สายพันธุ์ข้าวที่เหมาะสมกับพื้นที่มีหลากหลายชนิด ขึ้นอยู่กับชาวนาแต่ละคนว่า ต้องการข้าวแบบไหนมาเป็นจุดขายในแปลงของตัวเอง 

“หลายสิบปีก่อนข้าวที่ชาวนาริมเลบ้านปากประปลูกเป็นพันธุ์ข้าวท้องถิ่นที่ต้นสูงพ้นน้ำ เช่น ข้าวลูกแดงหรือข้าวลูกดำ ซึ่งหายสาบสูญไปนานแล้ว เรากำลังพยายามทำงานกับศูนย์วิจัยข้าวเพื่อนำกลับมาปลูกใหม่ แต่ในบริบทปัจจุบัน ชาวนาต้องการข้าวที่หอม นุ่ม ทนต่อน้ำท่วม น้ำแล้ง รวมถึงทนต่อสภาพอากาศที่แปรปรวน เราจึงเลือกปลูกข้าวหอมริมเล ข้าวหอมจัสมิน ที่หอมอร่อย และข้าว กข43 ซึ่งน้ำตาลต่ำและมีตลาดรองรับชัดเจน ที่สำคัญเมื่อนำมาปลูกในนาน้ำกร่อยแล้วให้คุณภาพดีมาก” เขายืนยันเต็มเสียง

แม้สิ่งแวดล้อมดี ๆ จะทำให้ได้ข้าวที่อร่อยและปลอดภัย แต่ข้อจำกัดจากภูมินิเวศดังกล่าวก็มีอยู่ไม่น้อย เพราะเมื่อปลูกข้าวได้เพียงปีละครั้ง ผลผลิตต่อปีจึงน้อยกว่าการทำนาชลประทานถึงราว 2 – 3 เท่า อีกทั้งบริเวณนาริมเลยังขยายขอบเขตออกไปได้ไม่มากนัก

กลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ทำให้สายัณและพี่น้องชาวบ้านปากประต้องมองทางอื่น ๆ ในการสร้างรายได้ให้กับชุมชน แต่ยังอยู่ในวงเล็บที่ว่า เป็นวิธีที่ยังคงไว้ซึ่งวิถีชีวิตและภูมิปัญญาของชาวพัทลุงอย่างครบถ้วน

“ต้องเกริ่นก่อนว่าคลองปากประที่ไหลผ่านชุมชนเรามีต้นน้ำมาจากเทือกเขาบรรทัด ส่งน้ำจืดจากที่สูงลงสู่ทะเล ชาวบ้านแถบนี้จึงทำประมงน้ำจืดและน้ำเค็มมาตั้งแต่อดีต แล้วน้ำจากคลองก็เป็นส่วนหนึ่งที่ใช้ทำนาริมเลและใช้ทำเกษตรกรรมอื่น ๆ เช่น ปลูกมะพร้าวน้ำหอม พืชผักท้องถิ่นต่าง ๆ เรามานั่งคิดกันว่า นอกจากการทำนา เราจะทำอะไรเพิ่มได้อีกบ้าง

“เราตัดสินใจพัฒนาพื้นที่ของชุมชนให้เป็นแหล่งเรียนรู้วิถีชีวิตชาวบ้านปากประ ชวนนักท่องเที่ยวมาเรียนรู้การทำนาริมเล จัดเวิร์กช็อปทำขนมท้องถิ่นอย่างขนมตอกซาวพร้าวที่ใช้มะพร้าวน้ำหอมจากสวนของชุมชนมาผสมกับน้ำตาลทรายแดงและข้าวตอก เป็นขนมโบราณที่อร่อยมาก แต่ปัจจุบันเริ่มจะเลือนหายไปแล้ว ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้ทำให้คนนอกชุมชนเริ่มได้ยินชื่อชุมชนบ้านปากประมากขึ้น และทำให้ข้าวนาริมเลบ้านเราเดินทางออกไปไกลขึ้นด้วย”

 เมื่อการทุ่มเทแรงกายแรงใจของกลุ่มเกษตรกรในชุมชนบ้านปากประทำให้ข้าวจากนาริมเลเริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้างภายในระยะเวลาไม่นาน ส่งผลให้ชุมชนบ้านปากประเติบโตจากการเป็นชุมชนเกษตรกรรม กลายเป็นแหล่งเรียนรู้การทำนาอินทรีย์ และเรียนรู้การอยู่ร่วมกับระบบนิเวศท้องถิ่นอย่างสมดุลและยั่งยืน

“จาก 10 ครัวเรือนที่เริ่มต้นด้วยกันมาเมื่อ 6 ปีก่อน ตอนนี้ขยายเป็น 36 ครัวเรือนเรียบร้อย และจากที่คนรุ่นใหม่เลือกออกจากชุมชนไปทำงานที่อื่น ปัจจุบันเราเริ่มเห็นคนรุ่นใหม่กลับมาทำงานในชุมชนเพิ่มขึ้น แต่การเติบโตก็มาพร้อมกับการบริหารจัดการที่ต้องจริงจังมากขึ้น เพราะที่สุดแล้วเราก็อยากเห็นผลประโยชน์เหล่านี้กระจายสู่เกษตรกรอย่างทั่วถึง”

การบริหารจัดการดังกล่าวไม่เพียงแค่ความพยายามกระจายรายได้ แต่รวมถึงการจัดการผลผลิตหลังการเก็บเกี่ยวอย่างลงรายละเอียด เช่น การทำระบบคัดแยกเมล็ดข้าวที่ได้มาตรฐานและระบบสั่งจองข้าวล่วงหน้า เพื่อสร้างหลักประกันให้เกษตรกรรายเล็กรายน้อยอุ่นใจว่า ผลผลิตของพวกเขามีทางไปแน่อนน

“หลังฤดูกาลเก็บเกี่ยวในเดือนกันยายน เราจะนำข้าวเปลือกที่ได้มาสีที่โรงสีของชุมชน เมื่อสีเรียบร้อยถึงคัดแยกข้าวที่เกรดตรงความต้องการของตลาดไว้สำหรับขาย ส่วนเกรดอื่น ๆ เราก็เก็บไว้กินกันเอง เป็นแหล่งอาหารที่ไม่ต้องซื้อหาข้าวของเราจึงออกสู่ตลาดน้อย แต่มั่นใจได้ว่าคุณภาพดี ทุก ๆ ปีจะมีออร์เดอร์เข้ามาล่วงหน้าตั้งแต่ก่อนฤดูกาลเก็บเกี่ยว ช่วยสร้างความมั่นคงทั้งทางเศรษฐกิจของชุมชน และสร้างความมั่นใจให้กับชาวนาบ้านเราด้วย” สายัณพูดทั้งรอยยิ้ม

ปัจจุบันวิสาหกิจชุมชนบ้านปากประเดินทางมาถึงขวบปีที่ 7 ถ้านับเป็นมนุษย์ก็ถือว่าอยู่ในวัยกำลังโต ในจังหวะเช่นนี้สายัณมองว่าการสร้างรากฐานให้ชุมชนเติบโตได้อย่างแข็งแรงเป็นเรื่องสำคัญมาก และรากฐานดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อคนกินเชื่อมั่นในผลผลิตของคนปลูก รวมถึงการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างคนในชุมชนและสังคมวงกว้างนั้นก็สำคัญไม่แพ้กัน

“เป้าหมายหลักของเราตั้งแต่ต้นคืออยากทำให้คุณภาพชีวิตของพี่น้องในบ้านเกิดขึ้น ไปพร้อม ๆ กับรักษาภูมิปัญญาชุมชน คิดว่าอีก 3 – 5 ปี เป้าหมายนี้จะยังคงอยู่ และขยายพื้นที่ให้กว้างขึ้นอีก 

“เราอยากสร้างศูนย์เรียนรู้เรื่องการทำนาริมเล ให้คนเข้ามาฝึกการทำนารูปแบบนี้ตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการ มีห้องอบรม มีบุคลากรที่ทำให้เกษตรกรถ่ายทอดความรู้ได้ดีขึ้น และถ้ามีโอกาสก็อยากนำนวัตกรรมใหม่ ๆ มาแปรรูปผลผลิตทั้งข้าว ทั้งผักผลไม้ เพราะเราอยากให้อาชีพเกษตรกรเป็นอาชีพที่หล่อเลี้ยงคนในชุมชนต่อไปได้ในระยะยาว” 

คนข้าวแห่งชุมชนบ้านปากประทิ้งท้ายด้วยความหวัง

Facebook : Sayan Rakdam 

Writer

อรุณวตรี รัตนธารี

นักสื่อสารเรื่องราวของมนุษย์ผ่านอาหาร ผู้อยากเห็นระบบอาหารของไทยใส่ใจคนทุกกลุ่ม