7 กุมภาพันธ์ 2026
1 K

สำหรับคนกรุงเทพฯ ที่ไปใช้ชีวิตอยู่ภาคเหนือมา 4 ปีแบบผม ผมสัมผัสได้ทันทีถึงความเนิบช้า ไม่แน่ใจว่าเพราะอะไร แถมไม่ต้องเผื่อเวลาเดินทางหลักชั่วโมงเหมือนเมืองหลวง ที่นั่นผมมีเวลาอยู่กับตัวเองมากขึ้น ซึ่งการคุยกับ แมค-สรวิชญ์ พันธ์รัตนมงคล ช่วยย้ำเตือนความรู้สึกนั้นว่า ผมไม่ได้คิดไปเอง 

แมคเป็น Co-founder และ Managing Director ควบคู่การดูแลหน้าบ้าน-หลังบ้าน ร้านอาหาร และ Outlet ต่าง ๆ ณ ‘สฐา รีสอร์ต น่าน (Sataa Resort Nan)’ รีสอร์ตแห่งใหม่ของน่านที่ยอมให้เมืองกับธรรมชาติเดินนำหน้า 1 ก้าว สร้างอาคารหลบต้นไม้ในพื้นที่ให้ได้มากที่สุด 

และสิ่งหนึ่งที่สฐาให้ความสำคัญเป็นพิเศษคือ ‘เวลา’

แมคบอกผมว่า ‘สฐา’ มีรากศัพท์และเล่นคำมาจากคำว่า ‘สถาน’ 

ที่นี่อยากแขกได้พักใจ ผ่อนกาย และลด Pace การวิ่งของชีวิตให้ช้าลงตามจังหวะเมืองน่าน 

ทำไมต้องน่าน

“เราคิดเสมอว่า ไม่ว่าสฐาอยู่ที่ไหน เราจะนำเสนอความเป็นสถานที่ที่เราอยู่ให้ดีที่สุด เอกลักษณ์ของเราจึงเกี่ยวกับตำแหน่งที่โรงแรมตั้งอยู่ เราเล่าเรื่องและตำนานเก่าแก่ของเมืองน่านมาผูกกับความร่วมสมัย เป็นสถานที่ที่มีกลิ่นอายของอดีตและปัจจุบันมาบรรจบกันอย่างมีเสน่ห์ นั่นคือสฐาน่านครับ” 

ส่วนสาเหตุว่าทำไมต้องเป็นจังหวัดน่าน แมคเท้าความกลับไปยังวันที่ครอบครัวของเขาเดินทางมาเที่ยวที่จังหวัดนี้ เขาเองก็พอจะพูดได้ว่าเคยไปมาหลายที่ทั้งไทยและต่างประเทศ แต่ไม่มีที่ไหนเลยที่ให้ความรู้สึกว่าได้พักผ่อนจริง ๆ จนกระทั่งมาเจอจังหวัดน่าน เริ่มตั้งแต่ตอนอยู่บนเครื่องบิน ภาพทิวทัศน์ที่เห็นขณะมองลงมาทำเอาเขาต้องพูดกับตัวเองว่า “ประเทศไทยมีแลนด์สเคปที่เป็นภูเขาเนินเล็ก ๆ ซ้อนกันไปซ้อนกันมาแบบนี้ด้วยเหรอ” แมคไม่ขอใช้คำว่า ‘แปลก’ แต่เป็นประโยคว่า ‘เขาไม่เคยเห็นมาก่อน’

นั่นเองคือตอนที่ความคิดอยากทำโรงแรมโผล่ขึ้นมา เขาอยากให้แขกสัมผัส 2 สิ่ง หนึ่ง คือการพักผ่อน สอง คือชีวิตของตัวเอง สิ่งนี้อาจฟังดูนามธรรม แต่แมคทำให้มันเป็นรูปธรรมในรูปแบบรีสอร์ต

เรื่องเล่าเหนือกาลเวลา

“เรามองว่ามันเป็น ‘เรื่องเล่าเหนือกาลเวลา’ (A Tale out of Time)” แมคเล่าถึงคอนเซปต์ของรีสอร์ต 

“เราไม่ได้ตั้งใจจะทำให้ที่นี่ดูย้อนยุคหรือโมเดิร์นจ๋า แต่พยายามสร้างพื้นที่ที่อดีตกับปัจจุบันอยู่ร่วมกันอย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งสอดคล้องกับเมืองน่านที่ไม่ได้รีบไปข้างหน้า แต่ก็ไม่ได้หยุดอยู่กับที่

“เราไม่ได้เล่าเรื่องราวของน่านแบบตรงไปตรงมาหรืออธิบายจนหมดครับ แต่ค่อย ๆ คลี่คลายผ่านสิ่งต่าง ๆ เช่น แสง เงา วัสดุ เสียง และจังหวะการใช้ชีวิต เราอยากให้แขก ‘รู้สึก’ มากกว่า ‘รู้’ ฉะนั้น โรงแรมที่เราทำต้องเป็นสถานที่ที่แขกได้สร้างสายสัมพันธ์หรือความผูกพันกับคนที่มาด้วยกันได้ดีขึ้น”

แมคยกตัวอย่างการบอกเล่าเรื่องราวของน่านผ่านสิ่งต่าง ๆ เริ่มต้นด้วยโลโก้ของ Sataa Resort Nan ที่หยิบลายน้ำไหล (ลายทอผ้าชื่อดังของน่าน) เป็นตัวแทนของการไหลรวมของศิลปะวัฒนธรรม จาก 8 ทิศอย่างไม่มีสิ้นสุด เขายังนำสีของเครื่องเงินจากภูมิปัญญาน่านมาใช้ รวมถึงลายผ้าซึ่งตกแต่งอย่างแนบเนียน ส่วนสถาปัตยกรรมภายนอกมีต้นแบบจากบ้านไทลื้อและม้าต่างไหม (โครงสร้างไม้โบราณแบบล้านนา) หลังคาลาดชัน ผนวกกับช่องแสงของตัวบ้านที่ช่วยให้แสงที่ลอดเข้ามาดูคมกว่าปกติ 

“เราเอามาใช้ในรีสอร์ตหลายจุดมาก” แมคย้ำถึงช่องแสงเหล่านั้น

เขายังหาซื้อไม้สักเก่ามาใช้ตกแต่งโครงสร้าง พร้อมย้อมไม้ให้เป็นสีดำคล้ายการใช้ผงชันยาเรือ ซึ่งเดิมเป็นภูมิปัญญาพื้นบ้านสำหรับการซ่อมแซมเรือไม้ เพราะน่านมีประเพณีแข่งเรือที่สืบทอดกันมายาวนาน

“เราต้องการละเมียดละไมกับทุกองค์ประกอบครับ เราลงพื้นที่ไปในหลาย ๆ อำเภอเพื่อดูว่ามีเรื่องไหนที่หยิบมาใช้หรือหยิบมาพัฒนาต่อได้บ้าง ซึ่งความท้าทายคือต้องระวังไม่ให้ข้อมูลคลาดเคลื่อน เราเลยเลือกขอคำแนะนำจากคนพื้นที่ อย่างคุณเปี๊ยก ซึ่งรู้จักพื้นที่และเรื่องราวของจังหวัดน่านเป็นอย่างดี เพื่อให้การเล่าเรื่องออกมาถูกต้องและเคารพบริบทมากที่สุด” แมคอธิบาย

รีสอร์ตที่ยอมถอยหลัง 1 ก้าว

อย่างที่เกริ่นตอนต้นบทความ แมคออกแบบรีสอร์ตแห่งนี้โดยให้เมืองกับธรรมชาติเดินนำหน้า 1 ก้าว และสถาปัตยกรรมถอยหลังลงมา 1 ก้าว เพราะเขาต้องการให้สถานที่นี้ไม่โดดเด่นไปจากสภาพแวดล้อมรอบข้าง ไม่แปลกตาเมื่อมองในภาพรวม ข้อสำคัญ สฐาต้องกลมกลืนกับชุมชนในละแวกนี้

แมคต้องการให้คนที่เข้ามาได้ใช้เวลากับตัวเองและจังหวัดน่านอย่างไม่เร่งรีบ นั่นแปลว่าทุกคนจะได้ใช้เวลาและชีวิตไปตามจังหวะที่เขาออกแบบเอาไว้ ไม่ว่าจะทางเดินที่ทอดยาวแซมด้วยต้นไม้ (เป็นต้นไม้เดิมตั้งแต่ก่อนก่อสร้าง) สะพานที่มีที่นั่งพักชมธรรมชาติ ช่องแสง หรือระยะของพื้นที่ ทุก ๆ อย่างทำหน้าที่เบรกความเร็วของร่างกายและความคิด ให้ค่อย ๆ ปรับจังหวะช้าลงทีละนิด ทีละนิด 

แต่ทุกความสวยงามย่อมมีความท้าทายอยู่เบื้องหลัง

ยิ่งพื้นที่ตรงนี้เคยเป็นสวนสักมาก่อน การออกแบบกับ Studio Miti โดยมีโจทย์ตั้งต้นว่า จะสร้างหลบต้นไม้ให้ได้ทั้งหมด หรือจุดไหนที่หลบไม่ได้ก็เว้าหลังคาให้ต้นไม้ทะลุขึ้นมา นับว่าท้าทายยิ่งกว่าอะไรดี

“การสร้างอาคารในสวนสัก เวลามีลมแรงก็จำเป็นต้องมีตัวค้ำตัวยึด ถ้าต้นมีความสูงมากก็อาจเสียดสีกับตัวอาคาร ซึ่งบางจุดเราก็ให้ผู้เชี่ยวชาญด้านต้นไม้ หรือ Choop Choo Jai มาย้ายต้นไม้ในพื้นที่ที่จำเป็นต้องย้ายจริง ๆ ซึ่งบางต้นที่ย้ายแล้วไม่รอด เราก็นำมาดัดแปลงเป็นงานตกแต่งรีสอร์ต อย่างเศษไม้จากการก่อสร้างก็นำมาแปรรูปเป็นผนังตกแต่งโดย Artslonga เพื่อให้ต้นไม้เหล่านั้นยังเป็นส่วนหนึ่งของที่นี่ต่อไป” แมคเล่าถึงความท้าทายในการออกแบบและก่อสร้าง

พื้นที่ที่เปิดโอกาสให้เราได้อยู่กับตัวเอง

แมคออกตัวก่อนว่าที่นี่เป็นรีสอร์ตเล็ก ๆ มีห้องพัก 27 ยูนิต และ 4 รูมไทป์

คุณชอบห้องไหนที่สุดเป็นการส่วนตัว – ผมถาม

“จริง ๆ ห้องแต่ละไทป์ให้ความรู้สึกแตกต่างกัน อย่าง Upper Rice Terrace Suite ออกแบบให้เหมือนกรอบหน้าต่างใหญ่ เพื่อโชว์วิวทุ่งนา และไม่ว่าแขกจะอยู่ส่วนไหนของห้อง ก็จะมองเห็นวิวทุ่งนา แม้กระทั่งตอนแช่ Bathtub

“ส่วนตัวผมชอบรูมไทป์ Hideaway Suite วิลล่าท่ามกลางสวนสัก เป็นห้องเริ่มต้นที่ไม่ใหญ่ไป ไม่เล็กไป ให้ความเป็นส่วนตัว ซึ่งสิ่งที่ผมบรีฟทีมออกแบบไม่ใช่อารมณ์หรือเรื่องราวที่ชัดเจน แต่เป็นความรู้สึกของการได้อยู่กับตัวเองเงียบ ๆ ได้พักจากความคิด ได้ปล่อยให้บรรยากาศรอบตัวค่อย ๆ ทำงานกับเรา โดยเราไม่ต้องพยายามรู้สึกอะไรเป็นพิเศษ” 

ห้องอาหาร แมคเลือกสร้างแบรนด์ใหม่ขึ้นมาในชื่อว่า ‘ภาษา’ (Pasaa Nan) เกิดจากการตีความว่า อาหารคือหนึ่งในภาษาที่ใช้สื่อสารกันได้ทั่วโลก และเป็นสถานที่ที่ผู้คนมานั่งพูดคุยกัน ไม่ว่าจะเป็นภาษาไหน เราพร้อมต้อนรับ ที่นี่เป็นทั้งร้านอาหาร คาเฟ่ และบาร์ เขาอยากให้ Passa Nan นำเสนอเกี่ยวกับชีวิตที่ดี ซึ่งไม่ได้หมายถึง Healthy แต่ชีวิตดีด้วยคุณภาพวัตถุดิบ และการ Styling อาหารในทุกจาน

แน่นอนว่าห้องอาหารแห่งนี้เข้ามาใช้บริการได้ (โดยไม่ต้องเข้าพัก) ที่นี่เสิร์ฟอาหารเหนือและอาหารฟิวชัน แต่ Pain Point อย่างหนึ่งที่แมคเองก็ไม่ลืม คืออาหารเหนือแต่ละจังหวัดรสชาติไม่เหมือนกัน

“สำหรับผม รสอาหารเหนือของเมืองน่านมีความใสกว่าหลายจังหวัด และมีรสหวานบาง ๆ แทรกอยู่ ช่วง Soft Opening เรามีลูกค้าเป็นคนพื้นที่ค่อนข้างเยอะ เลยใช้โอกาสนั้นฟังความคิดเห็นจากพวกเขา ทำให้เราเห็นว่า แม้เป็นคนเมืองเดียวกัน แต่ความชอบเรื่องรสชาติก็หลากหลายไม่ต่างจากที่อื่น สุดท้ายเราไม่ได้ยึดรสใดรสหนึ่งเป็นหลัก แต่เลือกปรับรสชาติให้อยู่ตรงกลาง เป็นรสที่ไม่เร่ง ไม่เด่นเกินไป และเปิดโอกาสให้แต่ละจานค่อย ๆ แสดงตัวตนของวัตถุดิบออกมาเอง” แมคเล่าถึงวิธีแก้ปัญหาฉบับสฐา

น่าน เนิบ เนิบ

แมคเล่าว่าคำพูดหนึ่งที่มักได้ยินบ่อย ๆ เวลามีคนพูดถึงน่าน นั่นคือคำว่า ‘น่านเนิบ ๆ’

“สำหรับเรา คำนี้ไม่ใช่ภาพของความช้าแบบไม่ทำอะไร” แมคเกริ่น 

“เราพยายามตีความคำนี้ใหม่ให้ออกมาเป็นความช้าที่เกิดจากการตั้งใจใช้ชีวิต และเลือกที่จะสังเกตหรืออยู่กับสิ่งรอบตัวอย่างละเมียด เราตั้งใจสร้างสิ่งที่เรียกว่า Timeless Experience หรือประสบการณ์ที่ไม่ได้ผูกติดอยู่กับเทรนด์หรือฤดูกาล เป็นการได้อยู่กับปัจจุบันโดยไม่ต้องเร่งรีบ เพราะเราตั้งใจให้แขกมาที่นี่ได้ทุกฤดูกาล

“จริง ๆ จังหวัดน่านเป็นที่ที่สอนเราว่า ความหมายของการพักผ่อน ไม่ใช่การทำให้น้อยลงหรือช้าลงเพียงอย่างเดียว หากแต่คือการทำให้ทุกช่วงเวลานั้นมีความหมาย” แมคเล่าพร้อมรอยยิ้มน้อย ๆ

แมคตกปากรับคำไว้แล้วว่า ในอนาคตที่นี่จะมีกิจกรรมหลากหลายให้แขกได้ทำความเข้าใจวัฒนธรรม-ภูมิปัญญาของชาวน่านอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะการเขียนหรือระบายสีหัวเรือน่าน การเขียนตั๋วเมือง (ตัวอักษรสมัยโบราณ) การทำโคมเพื่อให้แขกได้นำโคมไปแขวนที่วัด ทั้งหมดล้วนเป็นกิจกรรมที่มีขึ้นเพื่อให้แขกได้เดินทางเข้าไปในตัวเมือง เข้าไปรู้จักกับชุมชน และสัมผัสกับความเป็นน่านจริง ๆ

สฐาให้ความสำคัญกับการบริการซึ่งเป็นหัวใจหลัก แมคเล่าว่ามีแขกหลายคนพูดถึงและชื่นชอบ ‘Beyond Expectation Service’ จากรีวิวของแขกท่านอื่นจนถึงขั้นขอสิ่งนั้นล่วงหน้าก่อนเข้าพัก

“ขอไม่สปอยล์นะครับว่าคืออะไร” แมคพูดขึ้นพร้อมเสียงหัวเราะ

สฐาที่โตไปพร้อม ๆ กับเมืองน่าน

ตลอดการสัมภาษณ์ แมคเน้นย้ำกับผมอยู่เสมอว่า ‘สฐาไปต่อไม่ได้ ถ้าไม่มีคนเมืองน่าน’

ความสำคัญอันดับต้น ๆ ในการบริหารรีสอร์ตแห่งนี้ เริ่มจากการเลือกยืนอยู่ข้างคนในพื้นที่ ตั้งแต่การจ้างงานคนในชุมชน การแนะนํา สถานที่ท่องเที่ยวให้แขก ไปจนถึงการตัดสินใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ต้องไม่ขัดกับวิถีชีวิตของเมือง ไม่ทํา ลายจังหวะเดิมของชุมชน และต้องสร้างประโยชน์ให้กับพื้นที่นั้นจริง ๆ

เขามองว่าความดั้งเดิมของผู้คน คือสิ่งที่ทําให้เมืองน่านยังคงมีตัวตน การเปลี่ยนแปลงที่ดีไม่จําเป็นต้องเร็ว หากแต่ควรค่อย ๆ เกิดขึ้นโดยไม่กลืนวัฒนธรรมและประเพณีให้เลือนหายไปตามกาลเวลา เขายกตัวอย่างรั้วบ้านที่ไม่ได้สูงเพื่อป้องกันภัย แต่เป็นเพียงเส้นแบ่งอาณาเขต ซึ่งสะท้อนความไว้เนื้อเชื่อใจ และวิถีชีวิตที่ยังไม่หายไปไหนของเมืองนี้

“เราอยากเติบโตไปเรื่อย ๆ พร้อมกับเมืองน่าน” เขายิ้ม “ผมเชื่อว่าถ้าเมืองโต เราก็จะโตเหมือนกัน”

สำหรับการเติบโตของสฐาในอนาคต หากมีโอกาส เขาอยากให้สฐาในฐานะแบรนด์ไทย ค่อย ๆ เดินทางไปยังพื้นที่อื่นบ้าง ไม่ใช่เพื่อการขยายขนาดหรือจำนวน แต่เพื่อหน้าที่เดิมซ้ำอีกครั้ง นั่นคือการเข้าไปเรียนรู้ ทำความเข้าใจ และถ่ายทอดเอกลักษณ์ของสถานที่ที่โรงแรมตั้งอยู่ ด้วยความเคารพและถ่อมตน เช่นเดียวกับที่สฐาเรียนรู้จากเมืองน่าน

คิดว่าที่ต่อไปจะเป็นที่ไหนครับ – ผมถามต่อทันทีที่แมคพูดจบ

“(ครุ่นคิด) คิดว่าเป็นริมทะเลครับ”

แมคปิดท้ายด้วยสถานที่ขั้วตรงข้ามกับภูเขา ซึ่งอาจกลายเป็นบทต่อไปของเรื่องเล่าของสฐาในอนาคต

3 Things you should do

at 3 Things you should do

01

ลองปล่อยตัวปล่อยใจและพักผ่อนโดยไม่รู้สึกผิด

02

ลองอยู่กับปัจจุบัน ธรรมชาติ และตัวเอง

03

ลองคุยกับคนข้าง ๆ มากขึ้น

Sataa Resort Nan

Writer

พันธุภา

จากเด็กที่ฝันว่าอยากไปซื้อของเล่นญี่ปุ่น สู่ผู้ใหญ่ที่ฝันว่าอยากไปจับมือกับอุลตร้าแมนตัวเป็น ๆ ที่ญี่ปุ่น

Photographer

พัชรินทร์ กะรัตน์

ออกไปเจอโลกกว้าง บันทึกความทรงจำด้วยภาพถ่าย เรียนรู้และเติบโต ออกแบบชีวิตของเราเอง