5 กุมภาพันธ์ 2026
5 K

แก๊สระเบิดที่ถนนเพชรบุรี 

เหตุการณ์ความรุนแรงจากม็อบเหลือง-แดง 

โควิด-19 

แผ่นดินไหว

เหล่านี้คือเหตุการณ์ที่ อรทัย ธนาวินิจเจริญ เผชิญในฐานะ ‘พยาบาลประจำแผนกฉุกเฉิน’ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และเป็นเหตุผลให้เมื่อปีก่อนเธอได้รับ ‘เหรียญฟลอเรนซ์ ไนติงเกล (Florence Nightingale Medal)’ รางวัลที่ก่อตั้งโดยคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) เพื่อเป็นเกียรติแก่พยาบาลและผู้ช่วยพยาบาลผู้มีผลงานดีเด่น อุทิศตนเพื่อมนุษยธรรมและเป็นแบบอย่างอันน่ายกย่อง นับเป็นรางวัลสูงสุดระดับนานาชาติสำหรับวงการพยาบาล

หากใครได้มีโอกาสเข้าไปตึกจักรพงษ์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย สิ่งแรกที่คุณจะเห็น คือประติมากรรมฟลอเรนซ์ ไนติงเกล ตั้งตระหง่านอยู่ด้านหน้า

170 ปีที่แล้ว ฟลอเรนซ์ ไนติงเกล (Florence Nightingale) เคยถือตะเกียงตรวจตราผู้ป่วยในโรงพยาบาลทหารยามค่ำคืน เธอคือความสงบท่ามกลางความโกลาหล คือความสว่างท่ามกลางความสิ้นหวังของสงครามไครเมียที่ปะทุอยู่นอกรั้วโรงพยาบาล ต่อมาเธอยังกลายเป็นผู้วางรากฐานการพยาบาลสมัยใหม่ และพลิกโฉมวงการสาธารณสุขทั่วโลก

วันนี้ผู้เขียนจึงเดินทางมาที่ตึกจักรพงษ์ เพื่อมาพูดคุยกับคุณอรทัยเนื่องในวาระที่ได้รับรางวัลนี้ เจ้าตัวพาเราย้อนไปตั้งแต่จุดเริ่มต้นของวิชาชีพพยาบาล แม้จะยังไม่ใช่ความชอบ แต่ตลอดการเดินทาง 35 ปี คุณอรทัยค้นพบว่าแผนกฉุกเฉินคือที่ทางของตัวเอง จึงตัดสินใจปักหลักอยู่รับมือเหตุการณ์ใหญ่ ๆ ในไทยในบทบาทพยาบาล

จากพยาบาลประจำแผนกฉุกเฉิน ปัจจุบันคุณอรทัยเป็นหัวหน้าพยาบาลโรงพยาบาลจุฬาฯ บนปกชุดพยาบาลสีขาวของเธอคือเข็มรางวัลที่มีงานนูนต่ำรูปฟลอเรนซ์ ไนติงเกล ในท่วงท่าเดินถือตะเกียงที่คุ้นเคย

ท่ามกลางบริบทของสังคมและรูปแบบสาธารณภัยที่เปลี่ยนไปตามกาลเวลา วิชาชีพพยาบาลที่ยังถูกคาดหวังให้เป็นความสงบท่ามกลางความโกลาหล และความสว่างท่ามกลางความสิ้นหวังนั้นเปลี่ยนไปอย่างไร และอะไรที่พาพยาบาลคนหนึ่งให้ได้รับการเชิดชูเกียรติสูงสุดในสายงาน ผู้เขียนขอชวนทุกคนมาทำความรู้จักไปด้วยกัน

นางฟ้าชุดขาว

พยาบาลเป็นอาชีพที่คุณใฝ่ฝันมาตั้งแต่เด็กเลยไหม

มันเริ่มตอนเราเรียนจบมัธยม พ.ศ. 2528 ใจจริงเราอยากเรียนด้านการเงิน แต่ช่วงนั้นเด็กจบใหม่หางานทำยาก ครอบครัวกลัวว่าถ้าลูกเรียนจบจะเจอปัญหานี้ เขาอยากให้เรียนสายวิชาชีพ เราตัดสินใจชวนเพื่อน 2 คนไปสอบเรียนพยาบาลที่สถาบันการพยาบาลศรีสวรินทิรา สภากาชาดไทย ปรากฏว่าเพื่อนสอบไม่ได้แต่เราสอบได้ ก็เลยได้เรียน 

ครอบครัวอยากให้เราทำงานพยาบาล เพราะเป็นวิชาชีพที่เลี้ยงดูตัวเองได้ ดูแลครอบครัวได้ด้วย ตัวเราเองยังไม่ได้มีเป้าหมายในชีวิต แต่ด้วยความที่เป็นลูกคนโต เราแบกรับความคาดหวังของครอบครัว

พอได้เรียนแล้วความรู้สึกเปลี่ยนไปไหม

ถ้าให้ตอบในฐานะนักศึกษาพยาบาล เราผ่านมันมาได้ดีในระดับหนึ่ง แต่ถ้าถามว่าชอบหรือยัง ก็ยังไม่ได้ชอบ แต่ทำได้ พอมองเห็นว่าไปต่อกับวิชาชีพนี้ได้

เรียนจบแล้วเป็นยังไงต่อคะ

เราถูกส่งมาใช้ทุนที่โรงพยาบาลจุฬาฯ ปีแรกเขาจัดให้พยาบาลจบใหม่ไปฝึกปฏิบัติงานแผนกต่าง ๆ ตั้งแต่อายุรกรรมทั่วไป ศัลยกรรมทั่วไป ไอซียู ศูนย์อุบัติเหตุฉุกเฉิน ไตเทียม ฯลฯ ทำงานครบ 1 ปีถึงจะเลือกได้ว่าอยากประจำที่ไหน ตัวเรายังไม่ตัดสินใจ แต่พอผ่านไปปีหนึ่งก็ยังทำงานอยู่ที่เดิม เลยเป็นพยาบาลประจำที่โรงพยาบาลจุฬาฯ มาตั้งแต่ พ.ศ. 2533

ความยากของการเป็นพยาบาลเมื่อ 35 ปีที่แล้ว

เราว่าคนเป็นพยาบาลน่าจะเจอปัญหาคล้ายกัน ไม่ว่าจะยุคไหนสมัยไหนก็หนีไม่พ้นต้องทำงาน 7 วัน 24 ชั่วโมง ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป พยาบาลต้องอดทน มุ่งมั่น มีความพยายามมากพอสมควร คนที่จะทำอาชีพนี้ได้จึงมีจำกัด

คนที่เข้ามาเป็นพยาบาลก็มีเป้าหมายต่างกัน บางคนอยากดูแลครอบครัว บางคนอยากจบมาแล้วมีงานทำ เลี้ยงดูตัวเองได้ดีในระดับหนึ่ง พยาบาลเป็นวิชาชีพที่ไปทำอย่างอื่นได้อีกหลากหลาย จากพื้นฐานคืองานบริการ บวกกับการใช้ความรู้ความสามารถทางวิทยาศาสตร์

 ช่วงปีที่เราเรียนจบมีคนไปสมัครเป็นแอร์โฮสเตสเยอะนะ ส่วนหนึ่งไปแต่งงาน ดูแลครอบครัว บางส่วนไปอยู่บริษัทประกันชีวิต โรงพยาบาลเอกชน บางคนไปอยู่ต่างประเทศ เพราะต่างประเทศก็ต้องการพยาบาลจำนวนหนึ่ง นี่จึงเป็นความท้าทายของระบบสุขภาพในประเทศไทยที่ผลิตบุคลากรเท่าไหร่ถึงจะพอ

คุณอรทัยไม่เคยคิดจะลาออกบ้างหรือ

ตอนจบใหม่ ๆ ก็อยากไปทำโรงพยาบาลเอกชน เพราะสัดส่วนรายได้ต่างกันมาก เป็นเรื่องที่เรารับรู้ตั้งแต่ตอนเรียน มีเพื่อนที่สนิทกันหลายคนย้ายไปอยู่โรงพยาบาลเอกชนหรือออกไปทำงานบริษัทประกัน แต่แม่บอกว่าทางวิทยาลัยฯ ให้เรียนมา 4 ปี ก็อยู่กับสภากาชาดไปก่อน โรงพยาบาลจุฬาฯ เป็นที่รู้จักน่าเชื่อถือ พออยู่ไปนาน ๆ เราก็ไม่อยากเปลี่ยนแล้ว เราไม่ได้อยู่ในจุดที่มีภาระ ไม่ได้มีความจำเป็นเรื่องเงิน เลยไม่ได้กระตือรือร้นในการออกไปอยู่ที่อื่น เราเลยอยู่โรงพยาบาลจุฬาฯ มาตลอดจนถึงตอนนี้

อะไรทำให้คุณสนใจงานแผนกฉุกเฉินที่มีความเครียดสูง แถมต้องแข่งกับเวลา

ตั้งแต่ตอนเรียน ตั้งเป้าไว้ว่าไม่อยากทำงานบนหอผู้ป่วย เพราะเราเป็นคนอยู่ไม่นิ่ง ชอบความวุ่นวาย พอได้อยู่ห้องฉุกเฉินตอนจบปีแรกก็เจอเหตุการณ์รถแก๊สระเบิดที่ถนนเพชรบุรีเมื่อ พ.ศ. 2533 ตอนนั้นเราเป็นพยาบาลจบใหม่ ยังไม่ได้ฝึกเรื่องการจัดการสาธารณภัยเลย โชคดีที่มีพี่พยาบาลซึ่งเป็นต้นแบบของเราอยู่เวรพอดี เลยได้เรียนรู้อะไรหลายอย่าง ได้เห็นว่าการจัดการคนไข้ในภาวะแบบนี้ต้องใช้ทักษะเยอะมาก ทั้งความรู้ ความสามารถ การจัดการในภาวะวิกฤตที่เราต้องตัดสินใจด่วน การดูแลจิตใจ ซึ่งเราไม่เคยรู้มาก่อน เราทำไปโดยสัญชาตญาณ แต่พอมาคิดย้อนหลังก็พบว่ามันต้องใช้ทักษะเยอะมาก

จากงานนี้เราเลยตัดสินใจอยู่แผนกฉุกเฉินต่อ เราชอบตรงที่เป็นแผนกที่ท้าทาย ไม่จำเจ แล้วก็เรียนต่อเฉพาะทางด้านวิกฤตฉุกเฉินด้วย 

แสงสว่างในงานสาธารณภัย

ประสบการณ์ในงานสาธารณภัยคือสิ่งที่ทำให้คุณอรทัยได้รับรางวัลฟลอเรนซ์ ไนติงเกล ช่วยเล่าถึงการรับมือกับเหตุการณ์ใหญ่ ๆ ทีค่ะ เริ่มจากเหตุรถแก๊สระเบิด

วันนั้นในวอร์ดฉุกเฉินคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นเนื้อไหม้ เราเป็นเด็กจบใหม่ ยังไม่รู้ว่าต้องทำอะไรด้วยซ้ำ แต่ที่มีคือสติ ในการคิดว่าคนไข้แผลไฟไหม้มาโรงพยาบาล ต้องได้รับการดูแลอะไรบ้าง เราไม่มีเวลาคุยกับคนอื่น ก็ทำหน้าที่ของเรา ที่ทำได้ตอนนั้นคือเดินให้น้ำเกลือ เพราะไฟไหม้ทำให้สูญเสียน้ำ เคสพวกนี้ต้องได้รับสารน้ำทดแทนในจำนวนมากในระยะเริ่มต้น แล้วก็บันทึกบาดแผล เวลาคุณหมอมาดูต่อจะได้รักษาได้ทันที 

พอให้การรักษาพยาบาลเบื้องต้นเสร็จ ต้องพิจารณาว่าเคสไหนต้องนอนโรงพยาบาล เคสไหนถ้าโรงพยาบาลรับไม่ได้หรือเตียงเต็ม ต้องพูดคุยว่ามีที่ไหนรับต่อได้บ้าง เราต้องขึ้นรถพยาบาลไปส่งคนไข้ด้วย และเวลาเกิดเหตุแบบนี้ เราไม่ได้อยู่เวรแค่ 8 ชั่วโมง กว่าจะออกเวรดึกได้ก็ 10 – 11 โมง หรือจนกว่าจะมีคนมาทดแทนให้เรากลับไปพักผ่อน กว่าจะเคลียพื้นที่เสร็จก็ 2 วัน แต่คนไข้ที่แอดมิตอยู่ที่โรงพยาบาลก็ถูกส่งขึ้นไปดูแลต่อที่ Burn Unit หรือศูนย์ดูแลผู้ป่วยน้ำร้อนลวก-แผลไฟไหม้ขั้นรุนแรง

คนไข้มาร่วม 40 – 50 คน เคสหนึ่งที่เป็นภาพจำเลยคือคนไข้นอนอยู่บนเตียงแล้วเขาตัวแข็ง แขนขาผมชูขึ้นหมด เจอเด็กผู้ชายร้องไห้หนักมากมาตามหาแม่ เจอสามีมาตามหาภรรยา ภรรยามาตามหาสามี

สำหรับพยาบาลจบใหม่ เหตุการณ์นั้นหนักหนาพอสมควร เราไม่กินเนื้อวัวไป 10 กว่าปี เพราะว่ามันมีกลิ่นเนื้อไหม้

ในเหตุความขัดแย้งทางการเมืองม็อบเหลือง-แดง พยาบาลต้องทำอะไรบ้างคะ

ช่วงนั้นเราคุมห้องฉุกเฉิน ดูทั้งอุบัติเหตุฉุกเฉินและรับส่งผู้ป่วย ต้องจัดพยาบาลไปลงพื้นที่ดูแลคนเจ็บ ขณะเดียวกันบุคลากรก็เข้ามาทำงานไม่ได้เพราะโรงพยาบาลถูกล้อม ตอนนั้นต้องทำรอบด้าน ตั้งแต่ดูแลคนไข้ ดูแลระบบบริการ และต้องดูแลลูกน้อง ช่วงนั้นเราอยู่โรงพยาบาลตลอด ไม่ได้กลับบ้านเลยประมาณ 3 – 4 เดือน

เหตุการณ์ไหนหนักหนาที่สุด

สำหรับเราคือรถแก๊สระเบิดที่ถนนเพชรบุรี เพราะว่าเราเพิ่งเรียนจบ ไม่คิดว่าจะมาเจออะไรแบบนี้เร็วขนาดนั้น แต่ที่คิดว่าหนักที่สุดสำหรับประชาชนน่าจะเป็นน้ำท่วม พ.ศ. 2554 น้ำท่วมทั้งประเทศ เราได้รับมอบหมายจากสภากาชาดให้ไปจัดตั้งศูนย์พักพิงที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาร่วมกับเครือข่ายโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย ไม่ใช่แค่ไปให้บริการแต่ไปจัดระบบดูแลสุขภาพ ประเมินสุขภาพจิต ทำกิจกรรมกับเด็ก ทำทุกอย่างให้เขาดีขึ้นทั้งกายและใจ ให้เขาใช้ชีวิตต่อได้ ไม่เกิดโรคจากการอยู่กับคนหมู่มาก ดูแลสิ่งแวดล้อม อาหาร น้ำ ที่อยู่อาศัย ว่าเสี่ยงกับการติดเชื้ออะไรไหม สมมติเจออาหารที่บริจาคมาแบบไม่ถูกสุขอนามัย คนป่วยเพิ่มขึ้น ก็จะเจอภัยซ้อนภัย 

เราไปอยู่ชั้น 4 ของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มีน้ำจำกัด กินน้ำได้เท่าที่จำเป็น แล้วก็เข้าห้องน้ำให้น้อยที่สุด จะได้ไม่ต้องไปแย่งน้ำเขา 

โรงพยาบาลไม่ได้ให้บริการเฉพาะผู้ป่วย แต่ต้องนึกถึงคนของเราควบคู่ไปด้วย ตอนน้ำท่วมในโรงพยาบาลมีศูนย์พักพิงให้เจ้าหน้าที่และครอบครัวมาอาศัยเป็นที่พักชั่วคราว และเราก็ไปดูแลเขาด้วย

คุณว่างานไหนยากที่สุด

ยากสุดคือโควิด-19 ใหญ่ ยาก และยาวด้วย 

นอกจากต้องป้องกันการระบาด บุคลากรก็ไม่ควรไปรับเชื้อจากคนไข้หรือเอาเชื้อไปแพร่สู่คนไข้ เพราะฉะนั้น ทุกมาตรฐานต้องสื่อสารให้เร็วและแม่นยำอยู่ตลอด โรงพยาบาลจะเปิดวอร์รูมเกือบทุกวัน บุคลากรทุกคนต้องเข้ามาประชุมเพื่อบรีฟสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้า และวางแผนอนาคตว่าต่อไปจะทำยังไง การจัดการบางอย่างเกิดจากสิ่งที่เราหารือกัน เช่น พอมี Protocol เรื่องเว้นระยะห่าง เราก็ต้องลงไปจัดการสร้างระยะห่างในการทำงานกับคนไข้ให้ได้ อาจจะเคยเห็นที่กั้นตรงเคาน์เตอร์หรือกั้นให้กินข้าวคนเดียว

ความยากคือคนมันเยอะ ทำงานเป็นเวร เป็นกะ แปลว่าสิ่งที่เราสื่อสารไปแล้ว ต้องมาพูดซ้ำ ๆ ต้องประเมินสภาพหน้างานทุกวัน ทักษะบางอย่าง เช่น การใส่ชุด PPE ก็ต้องสอนกันทุกวัน ถ้ามีผู้ป่วยที่อาการแย่ลง ต้องรีบใส่ท่อช่วยหายใจ แต่ใช้เวลา 5 นาทีใส่ชุดก็ไม่ได้ ต้องมีการสอนให้บุคลากรทำงานแม่นยำและเร็วที่สุด ใส่ชุดให้เสร็จภายใน 1 นาที

เราฝึกเฉพาะแค่ในโรงพยาบาลจุฬาฯ แต่สิ่งที่ทำให้คนอื่นคือการถ่ายทอด ช่วงโควิด-19 ใช้การสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดียมากที่สุด นอกจากต้องเทรนคนออนไซต์และยังต้องทำออนไลน์เพื่อให้บุคลากรดูซ้ำและไปสื่อสารในโซเชียลมีเดีย

เหตุแผ่นดินไหวเมื่อ พ.ศ. 2568 สถานการณ์ในโรงพยาบาลจุฬาฯ เป็นอย่างไรบ้าง 

โรงพยาบาลจุฬาฯ มีแผนว่ามีโอกาสเกิดภัยอะไรบ้าง แล้วก็เขียนแผนจัดการภัยแต่ละอย่าง ถ้ามันเกิดขึ้นจริงก็เอาแผนมาใช้ได้ ตอนแผ่นดินไหวเราใช้แผนไฟไหม้ตึก เพราะหลักการคือการอพยพ แต่ต้องรู้ก่อนว่าคนจากกว่าร้อยตึกจะอพยพไปอยู่ตรงไหน อันนี้ต้องฝังอยู่ในหัวเลย ต้องแยกกลุ่มผู้ป่วยได้โดยอัตโนมัติ แบ่งคนไข้เป็นดำ แดง เหลือง เขียว เขียวคือคนที่ช่วยเหลือตัวเองได้ ดำคือคนไข้ที่ไม่รอด 

ตอนแผ่นดินไหว ในเวลาแค่ 5 นาที ทุกอย่างเข้าสู่แผนที่กำหนด ไม่วุ่นวายเลย เพราะคนของเราเข้าใจและมีเป้าหมายในการรักษาชีวิตของคนที่อยู่ในการดูแลของเขาจริง ๆ 

ในการขึ้นเวรในแต่ละวัน พยาบาลจะมองออกว่าคนไข้ในมือวันนี้เป็นคนไข้สีอะไร ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นก็จัดการได้ทันที

งานล่าสุดคือน้ำท่วมที่หาดใหญ่

วันนั้นเราไปเช้าเย็นกลับกับเครื่องบินทหาร ลงไปดูพื้นที่ว่าจะไปช่วยตรงไหนได้บ้าง ที่โรงพยาบาลหาดใหญ่น่ากลัวมาก ไม่เหลืออะไรเลย โรงพยาบาลจุฬาฯ ลงไปดูเรื่องผู้ป่วยล้างไต เพราะเครื่องมือเสีย คนไข้ที่ต้องล้างไตวันหนึ่ง 50 – 60 คน โชคดีที่เราไปประเมินก่อน ก็พบว่าเขาไม่เดือดร้อนเรื่องคน คนอยู่ในพื้นที่หมดเลย แต่เขาเดือดร้อนเรื่องเครื่องมือ โรงพยาบาลจุฬาฯ เลยเป็นสื่อในการประสานผู้มีจิตศรัทธาบริจาคเครื่องไม้เครื่องมือลงไป

จากที่ฟังมาแสดงว่าคุณอรทัยเป็นคนวางระบบและสร้างบุคลากรให้พร้อมกับงานสาธารณภัยด้วย

ใช่ค่ะ นอกจากเรื่องแผนภัยพิบัติ เรายังมีหน้าที่สอนคนในองค์กร ทั้งการบริหารงานพยาบาลฉุกเฉิน การจัดการสาธารณภัย การจัดการอุบัติภัยหมู่ การบริหารจัดการความเสี่ยง ให้พยาบาลในองค์กรรู้ว่าเขามีหน้าที่อะไรเมื่อเกิดอุบัติเหตุหรืออุบัติภัยหมู่ 

รางวัลเหรียญฟลอเรนซ์ ไนติงเกล

เหรียญฟลอเรนซ์ ไนติงเกล คืออะไร 

เริ่มต้นเลยคือต้องเป็นพยาบาลกาชาด แล้วเสนอผลงานตัวเองไปเพื่อให้ทางคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) สหพันธ์สภากาชาดและสภาเสี้ยวเดือนแดงระหว่างประเทศ (IFRC) และสภาพยาบาลระหว่างประเทศ (ICN) คัดเลือก ทุกประเทศที่มีสภากาชาดของตัวเองเสนอบุคลากรของตัวเองเข้าไปขอรับรางวัลเหรียญนี้ได้ ซึ่งคัดเลือกทุก 2 ปี 

เราใช้ประวัติการทำงานที่แสดงถึงความเสียสละ อดทน และใช้ทักษะความรู้ความสามารถในการดูแลคนที่ได้รับความเดือดร้อน และทักษะด้านบริหารจัดการระบบการทำงาน เพื่อให้ผู้ป่วยและผู้รับบริการปลอดภัยตามมาตรฐานวิชาชีพ ตั้งแต่เหตุรถแก๊สระเบิดที่ถนนเพชรบุรี เราได้เข้าไปดูแลคนไข้ในเหตุการณ์ใหญ่ ๆ ที่เกิดขึ้นทุกปี ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม พ.ศ. 2554 ความขัดแย้งทางการเมืองม็อบเหลือง-แดง โควิด-19 แผ่นดินไหว ล่าสุดก็น้ำท่วมหาดใหญ่

ทำไมถึงตัดสินใจสมัครเข้ารับการพิจารณารางวัลนี้ 

เราอยากสะท้อนคุณค่าวิชาชีพพยาบาล แสดงให้เห็นถึงการทำงานด้วยจิตวิญญาณและความเสียสละของพยาบาลไทย รวมถึงการทำงานร่วมกันของพยาบาลกับทีมสหสาขาวิชาชีพในสถานการณ์ที่ท้าทายและวิกฤตต่าง ๆ ซึ่งตลอดเส้นทางการทำงานที่ผ่านมา เรามีโอกาสเผชิญสถานการณ์วิกฤตหลายครั้ง ทั้งภัยพิบัติ ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุข และความท้าทายด้านการบริหารจัดการเชิงระบบ 

สิ่งที่ชัดเจนและมองเห็นอยู่ทุกครั้ง คือ ‘พยาบาล’ เป็นกำลังสำคัญที่ยืนอยู่แนวหน้าเสมอ เพื่อดูแลชีวิตผู้ป่วยทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สุขภาวะ รวมทั้งการประคับประคองครอบครัวและรักษาคุณภาพการบริการแม้ในสถานการณ์ที่ยากลำบากที่สุด

เราจึงอยากให้เรื่องราวจากประสบการณ์จริงนี้ได้เป็นแบบอย่าง เป็นกำลังใจ และแรงบันดาลใจให้พยาบาลทุกคน และพยาบาลรุ่นใหม่ ๆ เห็นถึงบทบาทความเป็นผู้นำสุขภาพของพยาบาล และแสดงให้เห็นว่าพยาบาลไทยมีศักยภาพและคุณค่าตามอุดมการณ์ของ มิสฟลอเรนซ์ ไนติงเกล อย่างแท้จริง 

นับเป็นรางวัลอันทรงเกียรติสูงสุดสำหรับวิชาชีพพยาบาล และเป็นรางวัลของทุกคน 

เรามองว่าพยาบาลกาชาดทุกคนมีโอกาสได้รับรางวัลนี้ เพราะเขาทำงานบนจริยธรรมและมาตรฐานการพยาบาลเหมือนกัน ตัวเราเองที่มาได้ถึงตรงนี้ก็มาจากความช่วยเหลือของคนที่ทำงานด้วยกัน เราทำงานคนเดียวไม่ได้ ต้องมีสหสาขาอื่น ไม่ว่าจะเป็นหมอ พยาบาล ผู้ช่วยพยาบาล เภสัชกร นักจิตวิทยา เวลาไปออกหน่วย เราต้องไปด้วยกันทั้งหมด รางวัลนี้จึงเป็นของทุกคน 

ในฐานะที่เราเป็นหัวหน้าพยาบาล ก็จะพยายามมองหาคนที่มีคุณค่า มีคุณภาพ ให้เข้าถึงเหรียญฟลอเรนซ์ ไนติงเกล ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

มีพยาบาลดีเด่นรวมทั้งสิ้น 37 ท่าน จาก 17 ประเทศ เป็นผู้ได้รับรางวัลเหรียญฟลอเรนซ์ ไนติงเกลประจำปี 2025 โดยมีพยาบาล 3 ท่านจากประเทศไทย นอกจากเรา อีก 2 ท่านคือ คุณปิยฉัตร เทพรัตน์ รองผู้อำนวยการศูนย์ฝึกอบรมปฐมพยาบาลและสุขภาพอนามัย สภากาชาดไทย และ คุณสุกัญญา ทรัพย์อุดมมั่งมี หัวหน้าฝ่ายบรรเทาทุกข์ผู้ประสบภัย สำนักงานบรรเทาทุกข์และประชานามัยพิทักษ์ สภากาชาดไทย

พยาบาลอายุงาน 35 ปี

คุณอรทัยเรียนจบปริญญาโทด้านจิตวิทยาด้วย 

มีน้องชวนไปสอบเป็นเพื่อนที่ ม.รามคำแหง น้องเขาสอบไม่ได้แต่เราสอบได้ จิตวิทยาเป็นความรู้ที่เราใช้ในการทำงานได้ อาชีพเราต้องมีความรู้ความสามารถด้านการพยาบาล แต่ก็ต้องเข้าใจความคิดคน มีทักษะในการพูดคุยกับคนไข้หรือผู้รับบริการ หรือแม้แต่เพื่อนร่วมงาน บางคนเป็นคนเกรี้ยวกราด เราก็ต้องเข้าใจว่าเขาเกรี้ยวกราดอะไร ควรจัดการยังไง ความรู้จิตวิทยาช่วยเราได้

จากพยาบาลแผนกฉุกเฉิน ก้าวมาสู่ตำแหน่ง ‘หัวหน้าพยาบาล’ 

ใจจริงเราอยากเป็นพยาบาลไปเรื่อย ๆ นะ ไม่เคยคิดว่าจะมาทำงานบริหาร การเป็นพยาบาลห้องฉุกเฉินเป็นงานหนัก ต้องเจอการเปลี่ยนแปลง เจอคนไข้ระยะวิกฤตที่ต้องช่วยเหลือทันที เจอแรงกดดันเสมอ มีคนที่อยู่ในตำแหน่งสูง ๆ ขอย้ายไปแผนกอื่นบ้าง ออกไปอยู่โรงพยาบาลเอกชนบ้าง เพราะพยาบาลย้ายตัวเองได้ทุกปีอยู่แล้ว เราเลยถูกดันขึ้นมาเป็นพยาบาลที่อาวุโสที่สุดในหน่วยงาน พอดีพี่ที่เป็นหัวหน้าตอนนั้นเกษียณอายุ เขาจึงเริ่มเทรนเราขึ้นมาเป็นหัวหน้าห้องฉุกเฉิน

ที่จริงเราเป็นคนชอบเที่ยว ถ้าขึ้นมาสู่ตำแหน่งบริหารก็จะทำอะไรบางอย่างไม่ได้ เช่น ลาไปเที่ยว 5 วัน 10 วัน ถามว่าเป็นอุปสรรคไหมก็ไม่เชิงนะ แต่เป็นการจัดการชีวิตที่ไม่ได้ตั้งเป้าไว้ตั้งแต่ต้น เราเป็นหัวหน้าตอนอายุ 37 ปี เลยกลายเป็นหัวหน้าแผนกที่อายุน้อยที่สุดในตอนนั้น 

พอขึ้นไปเป็นหัวหน้าหอผู้ป่วย ก็เริ่มคิดว่าเราจะต้องเติบโตอีก ซึ่งขั้นถัดไปคือตำแหน่งผู้ตรวจการพยาบาล ดูทั้งอุบัติเหตุฉุกเฉิน ศูนย์ส่งต่อ ห้องตรวจนอกเวลา ศูนย์กู้ชีพ ห้องสังเกตอาการ ห้องตรวจนอกเวลา เราก็มานั่งคิดว่า ในอนาคตเราอาจต้องไปถึงจุดนั้นแน่ ๆ เลยมีความฝันและตั้งเป้าหมายว่า อยากทำให้ห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลเป็นอย่างไร จึงอยู่มาเรื่อย ๆ จนได้เป็นผู้ตรวจการพยาบาล แล้วก็มาเป็นผู้ช่วยหัวหน้าพยาบาลเฉพาะทาง และมาเป็นหัวหน้าพยาบาลในที่สุด

ได้ใช้ตำแหน่งบริหารมาปรับปรุงคุณภาพโรงพยาบาลด้านไหนบ้าง

ตอนเป็นผู้ตรวจการพยาบาล แผนกฉุกเฉินมีแค่ห้องสังเกตอาการคนไข้จากห้องฉุกเฉิน แต่ว่าต้องกลับบ้าน ไม่มีเตียงให้แอดมิต ตอนเราเป็นผู้ตรวจการพยาบาล ก็คิดว่าศูนย์อุบัติเหตุฉุกเฉินต้องขยายงานศูนย์ส่งต่อผู้ป่วย ควรมีห้องตรวจผู้ป่วยภาวะกึ่งเร่งด่วนที่ถูกปฏิเสธจากห้องฉุกเฉินเพราะไม่วิกฤตถึงแก่ชีวิต จึงเปิดห้องตรวจกึ่งเร่งด่วนให้ได้รับการตรวจรักษา ไม่ต้องให้กลับบ้านไปแล้วรอมาเป็นผู้ป่วยนอกวันรุ่งขึ้น

แล้วก็มีศูนย์กู้ชีพที่ทำร่วมกับแพทย์ที่เป็นหัวหน้าศูนย์กู้ชีพ ทำให้ศูนย์กู้ชีพของโรงพยาบาลจุฬาฯ ซึ่งเมื่อก่อนไม่ได้รองรับพื้นที่โดยรอบนี้ สมมติว่ามีคนไข้เป็นลมหมดสติอยู่ที่บ้านในระยะ 10 กิโลเมตร แล้วเรียกมา ศูนย์กู้ชีพจะออกไปดูแลเบื้องต้นได้ ไม่เหมือนแผนกฉุกเฉินที่รออยู่ตรงนี้

ต้องอยู่กับความเป็นความตายตลอดเวลา จัดการกับจิตใจตัวเองอย่างไร

โชคดีที่เรามีพ่อแม่พี่น้องดี มีเพื่อนเยอะประมาณหนึ่ง และมีเป้าหมายในชีวิตว่า ต่อให้ทุ่มเทกับงานมากแค่ไหน เราก็ต้องมีเวลาดูแลตัวเอง เลยพยายามหาเวลาไปเที่ยวบ้าง เล่นโซเชียลมีเดีย อ่านข่าวสารบ้านเมือง แอบดูซีรีส์แนวตั้งบ้าง (ยิ้ม) มีวิธีผ่อนคลายของตัวเอง 

เราตัดเรื่องงานออกไปจากความคิดง่าย ซึ่งต้องทำให้ได้ ไม่งั้นจะเครียดสะสม อาจจะมีอยู่ในหัวบ้าง แต่เราจัดลำดับความสำคัญได้ ไม่เอาเรื่องหนักกลับไปที่บ้าน ทิ้งไว้ที่ทำงาน เลยอาจจะดูเป็นหัวหน้าพยาบาลที่ชิลล์ที่สุดจากหลายคนที่ผ่านมา

เคล็ดลับที่ทำให้ทำอาชีพที่ต้องเสียสละสูงได้นานขนาดนี้

อาจเป็นเพราะว่าเรารักองค์กร ที่ลึกไปกว่านั้นคือรักคนที่ทำงานด้วย รักน้องพยาบาล และตั้งแต่จะขึ้นเป็นผู้ตรวจการพยาบาล เราก็มีเป้าหมายและความฝันว่าอยากทำอะไรให้โรงพยาบาลบ้าง

หัวหน้าของพยาบาลยุคใหม่

หัวหน้าพยาบาลคือระดับบริหารสูงสุดของงานพยาบาล โรงพยาบาลจุฬาฯ ตอนนี้คุณมีลูกน้องกี่คน

สายงานพยาบาลในโรงพยาบาลจุฬาฯ มีบุคลากรทั้งหมด 4,000 คน เป็นพยาบาลราว 2,000 คน นอกนั้นเป็นผู้ช่วยพยาบาล เจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป ลูกจ้าง และคนงาน

ลูกน้องเยอะมาก ปกครองอย่างไร 

การปกครองมีลำดับขั้นอยู่แล้ว แต่ละฝ่ายกระจายดูแลลูกน้องของตัวเอง ทุกปีเรามีแผนยุทธศาสตร์ ทุกคนก็ทำตามมีหน้าที่ในการติดตามควบคุมกำกับตามที่เสนอแผนงานของตัวเอง

ตอนรับตำแหน่งหัวหน้าพยาบาล รู้อยู่แล้วว่าจะต้องเจออะไรบ้าง แต่กฎระเบียบและนโยบายต่าง ๆ ที่มีอยู่ทำให้เราทำงานไม่ยาก 

เราไม่ค่อยเชื่อเรื่องความแตกต่างของเจเนอเรชัน เด็กเจนฯ ใหม่แค่มีการแสดงออกอีกแบบ แต่สิ่งที่เรารับไม่ได้ คือการที่เขาทำผิดระเบียบและแสดงถึงความบกพร่องด้านจริยธรรม เช่น ขโมย มันคือความซื่อสัตย์ ไม่ว่าจะของถูกหรือแพงก็เอาไว้ไม่ได้ ต่อให้มองเห็นว่าเขาทำงานกับองค์กรมานาน ถ้าเรามองข้ามในเรื่องที่ผิดร้ายแรง มันก็จะเป็นบรรทัดฐานที่ไม่ถูกต้อง

คิดว่าตัวเองเป็นหัวหน้าแบบไหน

ถ้าตอนที่ยังเป็นหัวหน้าแผนกฉุกเฉิน ลูกน้องก็มาเมาท์มอยนะ แต่พอขึ้นเป็นหัวหน้าพยาบาล การแสดงออกของน้อง ๆ เปลี่ยนไป จะมีความเกรงใจ ซึ่งเข้าใจได้ แต่จะบอกเสมอในงานเลี้ยงเกษียณว่า ไม่ต้องเกร็งเวลาเข้าหา ที่ผ่านมาใครเป็นพี่เรา นี่ก็เป็นน้องเหมือนเดิม เคยพูดคุยยังไงก็เหมือนเดิม เราว่าตัวเองก็น่าจะเป็นหัวหน้าพยาบาลที่คนเข้าหาแล้วเกร็งด้วยน้อยที่สุดแล้ว รัศมีคนดุไม่เยอะ เราแค่ดูแลลูกน้องให้เป็นตัวของตัวเองไป แต่แค่ให้อยู่ในกฎเกณฑ์ของจริยธรรมพยาบาล รู้หน้าที่ เข้าใจมาตรฐานการทำงานให้ได้ก็พอ

แต่เรามีความลำบากใจเรื่องคน เพราะเป็นคนใจอ่อน พอเป็นหัวหน้าพยาบาลจะปล่อยให้อารมณ์ความรู้สึกของตัวเองมาขึ้นไม่ได้ ต้องมีท่าทีมาข่มไว้

สถานการณ์งานพยาบาลจากเมื่อ 35 ปีก่อนจนถึงวันนี้ มีอะไรเปลี่ยนไปบ้าง 

คนไม่ได้เรียนพยาบาลน้อยลงนะ แต่พยาบาลขาดไปเพราะออกจากวิชาชีพกลางทาง ไม่ได้เรียนน้อยลง แต่จบน้อยลง จบแล้วทำงานในวิชาชีพน้อยลง จบแล้วไหลไปอยู่ที่อื่นเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะไปต่างประเทศหรือเปลี่ยนอาชีพ 

สมัยก่อนพยาบาลก็เป็นงานที่คนไม่นิยมประมาณหนึ่งแล้ว ตอนนี้หนักกว่าเดิมอีก

ในฐานะผู้บริหารจะจัดการกับปัญหานี้อย่างไร

เวลาอยู่กับพยาบาลรุ่นใหม่ วิธีต้องไม่ใช่แค่การเทรนวิชาชีพ แต่ต้องเทรนให้เขาอยู่กับระบบได้ด้วย ต้องพยายามเข้าใจเขา วิธีการเรียนรู้เปลี่ยนไป จากเมื่อก่อนจับเด็กมานั่งเรียน ฝึกกับหุ่น เดี๋ยวนี้ต้องมีเทคนิคอื่น เช่น สอนออนไลน์ ทำสื่อการสอนเป็นวิดีโอสาธิต มี Virtual Reality เคสผู้ป่วยจริงมันก็น้อยลง อย่างรุ่นเราเรียน ปี 4 ฝึกทำคลอด 10 เคส สมัยนี้เด็กเกิดน้อยลง ก็เหลือ 3 เคส ที่เหลือก็อยู่ในสื่อการสอนมากขึ้น ต้องทำให้เข้ากับชีวิตเด็กปัจจุบันมากขึ้น ลดระยะเวลาเรียนปฏิบัติให้น้อยลง แต่ยังมีประสิทธิภาพอยู่

การฝึกอบรมของฝ่ายการพยาบาลเองก็ต้องมีความครบถ้วนและครอบคลุม เพื่อให้พยาบาลโรงพยาบาลจุฬาฯ มีความรู้ความสามารถทัดเทียมนานาชาติ ต้องดูแลให้เขาศึกษาอบรมเพิ่มเติมได้ ถ้าชอบทำงานวิจัยก็ต้องสนับสนุน แล้วสร้างการเติบโตทางการศึกษาวิจัย เรามีศูนย์พัฒนางานวิจัยและนวัตกรรม ที่จะทำให้พยาบาลเก่งขึ้น

เรามีนโยบายตั้งแต่ขึ้นเป็นหัวหน้าพยาบาลว่า ต้องสร้างคนเก่ง คนดี และทำงานได้อย่างมีความสุข อะไรที่จะทำให้เขาเป็นคนเก่งก็ต้องสร้างระบบก่อน ให้เขาเป็นคนดี มีจริยธรรม มีระบบประเมิน สั่งสอนอบรมจริยธรรม ทำงานอย่างมีความสุข มีสวัสดิการหอพัก ห้องออกกำลังกาย บางทีการเรียนมันเครียด ไม่รู้จะปรึกษาใคร การที่พยาบาลคนหนึ่งจะเดินไปที่ผู้ป่วยนอกแผนกจิตเวชก็ไม่ง่าย เราก็ทำให้เขาโทรไปปรึกษาพยาบาลที่เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาที่ปรึกษาได้ พยายามดูแลให้ครอบคลุมที่สุด

แล้วเรื่องสมองไหลล่ะคะ

อันนี้ถึงพยายามทุกวิถีทาง แต่ก็ต้องยอมรับว่าเราสู้ต่างประเทศไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่าตอบแทน หรือสวัสดิการ อย่างเยอรมนี ค่าตอบแทนพยาบาลเดือนหนึ่งเป็นแสน พักร้อน 20 วัน สะสมได้ด้วย ทำงาน 6 เดือน กลับบ้าน 1 เดือน

เรื่องอย่างนี้ต้องสู้ด้วยนโยบายรัฐ หน่วยงานสู้โดยลำพังไม่ได้ เราพยายามรักษาบุคลากรพยาบาลให้อยู่กับองค์กร ไม่ว่าจะเป็นสวัสดิการของหอพัก สวัสดิการรักษาพยาบาลครอบครัว วันพักร้อน ค่าเล่าเรียนบุตร มีสัมมนา มี Outing แต่เงินก็ทำให้คนหลุดจากองค์กรได้ อย่าว่าแต่ต่างประเทศเลย โรงพยาบาลเอกชนไม่ได้ผลิตพยาบาลด้วยตัวเอง เขาต้องเอาคนที่มีประสบการณ์สุดยอดจากตรงนี้ มีทั้งค่าแรกเข้าและเงินเดือน ซึ่งเราสู้ไม่ได้หรอก

จึงต้องใช้ทั้งพลังภายในและพลังภายนอก นั่นคือนโยบายรัฐจากกระทรวงสาธารณสุข ต้องช่วยว่าจะทำยังไงกับวิชาชีพพยาบาล ไม่ใช่แค่พยาบาลนะ ตอนนี้เภสัชกรเองก็ขาดแคลนเยอะมาก เวลาเขาประชุมอะไร เราก็พยายามหาโอกาสพูด มีความพยายามร่วมกันในระดับชาติ โดยสภาการพยาบาล สมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทย

มองภาพงานพยาบาลในอนาคตว่าจะเป็นอย่างไร 

ถ้าถามความเห็นส่วนตัว ในอนาคตการขาดแคลนพยาบาลจะเกิดขึ้นอย่างรุนแรงแน่นอน เพราะคนเข้าสู่วิชาชีพนี้น้อยลง ถ้าเกิดคนยังดูแลสุขภาพตัวเองได้ไม่ดี การรักษาพยาบาลก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ ในฐานะพยาบาล เราอยากให้ประชาชนเตรียมตัว รักษาสุขภาพให้ดี ไม่เจ็บป่วย

ในฐานะพยาบาลรุ่นพี่ อยากฝากอะไรถึงพยาบาลรุ่นน้อง 

พยาบาลเป็นวิชาชีพที่ทรงเกียรติ สร้างความภาคภูมิใจให้ตัวเองและครอบครัว

ทุกวันนี้วิชาชีพพยาบาลเติบโตจากสมัยก่อนเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความพยายามเรียกร้องความเท่าเทียมทางด้านค่าตอบแทน มาตรฐานการทำงานที่เป็นที่ยอมรับมากขึ้น แต่การทำให้วิชาชีพพยาบาลยืนอยู่ให้ได้ ตัวพยาบาลเองก็ต้องพัฒนาตัวเองให้ก้าวทันโลก อ่านหนังสือเยอะ ๆ อ่านงานวิจัยเพื่อพัฒนาศักยภาพด้านการรักษา ถ้าตามไม่ทัน คุณจะเป็นแค่ Caregiver ไม่ใช่พยาบาล

พยาบาลต้องมีความสามารถด้าน Humanized Health Care ให้อยู่ในใจ ทำงานด้วยความมีเมตตา มีความเป็นมนุษย์ ซึ่งนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีทดแทนเรื่องนี้ไม่ได้ เรื่อง AI Service นี่ เราว่าในอนาคตอันใกล้นี่มันแทนพยาบาลไม่ได้เลย

ที่สำคัญ อย่าลืมดูแลตัวเอง คุณจะดูแลคนอื่นไม่ได้ถ้าดูแลตัวเองได้ไม่ดีจนป่วย พยาบาลต้องมีความสุขในการทำงาน บาลานซ์งานกับชีวิตให้ได้ ถ้าพ่อแม่ป่วย คุณต้องดูแลพ่อแม่ได้ ถ้ารักษาบาลานซ์ได้ คุณจะมีความสุข แล้วค่อยมาดูแลผู้ป่วยที่ตัวเองรัก 

Writer

นิธิตา เฉิน

นักเล่าเรื่องและครีเอทีฟอิสระผู้อยากสื่อสารประเด็นทางสังคมและสิ่งแวดล้อมให้สนุกและสร้างสรรค์

Photographer

ณัฐพงศ์ ครึกเครือ

ช่างภาพหนุ่มที่รักธรรมชาติฝันว่าอยากเดินทางทั่วยุโรป เชื่อว่าเราเดินทางไม่ใช่ เพื่อหนีจากชีวิต แต่เพื่อให้ชีวิตไม่หนีไปจากเรา