7 กุมภาพันธ์ 2026
1 K

นี่คือครั้งแรกที่โครงการระดับโลกอย่าง Dusit Central Park เผยเบื้องหลังการออกแบบอย่างละเอียด ตั้งแต่วิธีคิด การวางผัง การตีความเมือง และการออกแบบที่ไม่เคยเล่าที่ไหน ผ่านเวที Design Talk: Designing the Future of Bangkok ส่วนหนึ่งของเทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ Bangkok Design Week 2026 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2569

ความพิเศษของงานนี้คือการรวมนักออกแบบชั้นนำของไทยและต่างประเทศมาไว้บนเวทีเดียวกัน ทั้งผู้บริหารผู้อยู่เบื้องหลังความร่วมมือของเซ็นทรัลพัฒนาและดุสิตธานี บริษัทสถาปัตยกรรมระดับโลกอย่าง OMA จากเนเธอร์แลนด์ และ A49 จากไทย นักออกแบบตกแต่งภายในจาก Linehouse และ dwp นักออกแบบสวนดุสิตอรุณ โดย Landscape Collaboration ไปจนถึงศิลปินผู้รังสรรค์ผลงานศิลปะในพื้นที่โดย Infinite riot

เราได้ไปร่วมงานและบันทึกเรื่องราวมาฝากกัน ว่าพวกเขาเปลี่ยนอาคารในตำนานอย่าง ‘โรงแรม ดุสิตธานี กรุงเทพ’ ให้เป็นโครงการโฉมใหม่ด้วยแนวคิดแบบใด แล้วการออกแบบครั้งนี้เชื่อมโยงผู้คน การใช้ชีวิต และอนาคตของกรุงเทพฯ ไว้อย่างไรบ้าง

Design for Bangkok: From Collaboration to Vision

ช่วงแรกของงานเป็นการชวนคิดชวนคุยกับเซ็นทรัลพัฒนาและดุสิตธานี 2 หัวแรงหลักในโครงการ Dusit Central Park คุณายุธ เดชอุดม Asset Director, Central Park และ ศิรเดช โทณวณิก รองประธานฝ่ายพัฒนาธุรกิจโรงแรม (ทั่วโลก) Dusit International

โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ คือโรงแรมที่ก่อตั้งมายาวนานกว่า 80 ปี อะไรทำให้พวกเขาเลือกปรับโฉมใหม่ รวมถึงร่วมมือกับหน่วยงานระดับแนวหน้าของไทยอย่างเซ็นทรัลพัฒนา

คุณายุธ เดชอุดม และ ศิรเดช โทณวณิก รู้จักกันตั้งแต่ตอนสมัยเรียน ต่างคนต่างมีความเชี่ยวชาญคนละด้าน แต่สิ่งที่พวกเขามีเหมือนกันคือเป็นส่วนหนึ่งในประวัติศาสตร์อันยาวนานเกินกว่าครึ่งศตวรรษของเซ็นทรัลพัฒนาและดุสิตธานีมา

เมื่อดุสิตธานีต้องการขยายอาณาจักรให้กลายเป็นโครงการ Mixed-use ศิรเดชจึงพูดคุยกับคุณายุธตั้งแต่เมื่อ 8 ปีก่อน ถึงการบริหารจัดการที่ดินที่มีศักยภาพรูปสามเหลี่ยมใจกลางเมือง อยู่ติดสวนสาธารณะ อยู่กลางเขตการค้าและเมืองเก่า โดยรวมเอกลักษณ์เหล่านี้เข้าด้วยกันอย่างระมัดระวังที่สุด ประกอบกับความต้องการแห่งยุคสมัย อย่างการเป็นสถานที่ที่รวมเอาคนทุกชาติ ทุกวัยมาไว้ด้วยกัน (Multi-internationality and Multigenerationality) เพื่อสร้างคอมมูนิตี้ที่ทุกคนจะได้เป็นส่วนหนึ่งอย่างแท้จริง 

“เราอยากเป็นสถานที่ที่ผู้คนมองหาเวลามากรุงเทพฯ ให้ได้” ศิรเดชกล่าว นำมาสู่แนวคิด ‘Here for Bangkok’ ของโครงการ Dusit Central Park ทำให้ที่นี่เชื่อมโยงทุกความต้องการเพื่อคนและเมือง เพราะพวกเขาเชื่อเหมือนกันว่า การนำจิตวิญญาณของดุสิตธานีมาสร้างขึ้นใหม่ไม่ใช่แค่เรื่องการออกแบบหรือความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่คือการคำนึงถึงผู้คนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวที่เข้ามาใช้งาน 

นอกจากความร่วมมือระหว่างกันแล้ว พวกเขายังร่วมมือกับนักออกแบบชั้นนำของไทยและระดับโลก เพื่อเป็นต้นแบบให้กับอาคารอื่น ๆ ได้เห็นความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ของทั้งการออกแบบและการร่วมมืออีกด้วย

From Vision to Design Brief

คำถามต่อมา คือทำอย่างไรให้โครงการนี้ตอบโจทย์คนกรุงเทพฯ และเป็นส่วนหนึ่งของเมืองได้ รวมถึงแก้ Pain Point ของคนที่ต้องเร่งรีบอยู่ตลอดเวลา จุฑาธรรม จิราธิวัฒน์ Head of Business & Design Development ของ Central Pattana จึงเล่าที่มาของคอนเซปต์ ‘พื้นที่ที่ทำให้คนได้หยุดและพักหายใจ’ ผ่านการออกแบบโครงการแนวตั้งที่ผสาน 4 องค์ประกอบเข้าด้วยกันอย่าง ศูนย์การค้า (Retail) ที่อยู่อาศัย (Residence) สำนักงาน (Office) และโรงแรม (Hotel)

ในการออกแบบครั้งนี้เกิดจากการทำงานร่วมกันของบริษัทระดับโลกอย่าง OMA และบริษัทชั้นนำของไทยอย่าง A49 โดยพวกเขาตีความที่ดินรูปสามเหลี่ยมของโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ ให้ร่วมสมัยและเป็นหนึ่งเดียวกับสภาพแวดล้อมโดยรอบ รวมทั้งวางผังโครงการให้รับกับฟังก์ชัน เช่น ทุกห้องในโรงแรมจะมองเห็นวิวสวนลุมพินี โซนที่อยู่อาศัยเน้นความเป็นส่วนตัวและความสงบ โซนออฟฟิศจะเน้นความสะดวกในการเดินทาง และโซนศูนย์การค้าทำหน้าที่เชื่อมต่อทุกภาคส่วนสู่ชุมชน

ส่วนการออกแบบประสบการณ์โซนศูนย์การค้าโดยบริษัท Linehouse จะเน้นการสร้างประสบการณ์หลากหลายให้คนมาใช้เวลาร่วมกัน ไปจนถึงการแบ่งโซนอาหารตามจังหวะการใช้ชีวิต และสวนบนดาดฟ้าซึ่งออกแบบโดย Landscape Collaboration จะเป็นพื้นที่สีเขียวที่ทุกคนเข้าถึงได้ รู้สึกเชื่อมต่อกับสวนใจกลางเมืองอย่างสวนลุมพินี และออกแบบจังหวะการเดินให้ช้าลง รวมถึงตัวโครงการเองยังทำหน้าที่เสมือนผืนผ้าใบขนาดใหญ่ให้กับศิลปินรุ่นใหม่ได้มาปล่อยของ

From Brief to Build

เมื่อนำเบื้องหลังการออกแบบมาผนวกกับความเป็นโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ ณัฐภาณุ์ ศรียุกต์สิริ อดีตManaging Director แห่ง Dusit Estate และ Group Creative Strategy, Dusit International เล่าว่าทีมงานต้องร่วมกันสำรวจทุกรายละเอียดของการออกแบบ เพื่อนำเอกลักษณ์เหล่านั้นมาใส่ไว้ในโครงการใหม่

จุฑาธรรมกล่าวต่อว่า พวกเขานำกลิ่นอายเหล่านั้นมาปรับให้เข้ากับความทันสมัยทั้งโซนศูนย์การค้าและโรงแรม เพื่อให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ผู้คนในยุคนี้ ซึ่งนักออกแบบก็ต้องเข้าใจในความเป็นไทยและจิตวิญญาณในส่วนนี้ด้วยเช่นกัน โดยได้ André Fu นักออกแบบชื่อดังชาวฮ่องกงมาออกแบบโซนโรงแรม 

ท้ายที่สุดแล้ว จุฑาธรรมมองว่านี่คือภารกิจร่วมกันที่น่าประทับใจ เพราะเป็นการหลอมรวมจุดแข็งของทั้งดุสิตธานีและเซ็นทรัลพัฒนาเข้าด้วยกันได้อย่างงดงาม

Master Plan from the Master

“เราจำเป็นต้องทุบโรงแรมเดิมทิ้งจริง ๆ เหรอ” คือคำถามที่ Michel van de Kar (มิเชล แวน เดอ คาร์) Architect Associate แห่ง OMA บอกตอนที่ได้รับโจทย์ให้ออกแบบ Dusit Central Park เป็นครั้งแรก 

ในเนเธอร์แลนด์ เจ้าของอาคารส่วนใหญ่มักจะใช้การรีโนเวตมากกว่าสร้างใหม่ มิเชลจึงต้องเข้ามาวิเคราะห์โครงสร้าง พร้อมทั้งพูดคุยกับ สมเกียรติ โล่ห์จินดาพงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ จากบริษัท A49 เล่าว่าเขาและทีมเป็นอีกหนึ่งส่วนที่ช่วยปรับจูนการนำเสนอให้สอดคล้องกับบริบทของไทย

ต้องเล่าย้อนสักนิดว่า OMA (Office for Metropolitan Architecture) เป็นบริษัทระดับโลกจากประเทศเนเธอร์แลนด์ มีผู้ร่วมก่อตั้งเป็นผู้ทรงอิทธิพลต่อวงการสถาปัตยกรรมอย่าง แร็ม โกลฮาส (Rem Koolhaas) ด้วยแนวคิดการทำงานที่คำนึงถึงพฤติกรรมผู้ใช้งานและเข้าใจถึงวิถีชีวิตของคน

โจทย์หลักที่พวกเขาได้รับมา คือทุกยูนิตใน Dusit Central Park ต้องมองเห็นวิวสวนลุมพินี เหล่านักออกแบบจึงนำแนวคิด Layering แบบวัดไทยมาปรับใช้ และออกแบบอาคารแต่ละหลังให้มีบุคลิกแตกต่างกันเพื่อตอบโจทย์ฟังก์ชันที่หลากหลาย ในขณะเดียวกันก็เชื่อมโยงเป็นอันหนึ่งอันเดียว

มิเชลและสมเกียรติยกตัวอย่างการประยุกต์ของเก่าและใหม่เข้าด้วยกัน ผ่าน Spire หรือยอดเสาแหลมที่เป็นสัญลักษณ์ของโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ เดิม โดยนำยอดเสาเก่ามาครอบและออกแบบใหม่ คล้ายกับพระปฐมเจดีย์ที่ครอบเจดีย์เดิมไว้ภายใน ซึ่งเป็นรายละเอียดที่ต้องมองใกล้ ๆ ถึงจะเห็น ไปจนถึง Zigzag Facade อันเป็นเอกลักษณ์ของหน้าต่างจากตึกเดิมมาปรับใช้ เพื่อรักษาความเป็นส่วนตัวให้กับผู้พักในโซน Residence

มิเชลย้ำว่าการออกแบบสำหรับเขาต้องเริ่มจากการเดินไปสำรวจในสถานที่จริง เพื่อทำความเข้าใจถึงบริบทของพื้นที่ว่ากำลังสร้างสิ่งนี้เพื่อใคร โครงการนี้จึงเกิดขึ้นโดยมีมนุษย์เป็นศูนย์กลางภายใต้แนวคิด ‘Humanized City’

Interior in Detail 

หลังจากได้โครงสร้างภาพรวมไปแล้ว ก็ถึงเวลาให้นักออกแบบภายในออกโรง ซึ่งเหตุผลที่ดุสิตธานีและเซ็นทรัลพัฒนาเลือกบริษัท Linehouse เป็นเพราะพวกเขาเคยร่วมงานกันมาแล้วในโปรเจกต์ที่ centralwOrld ส่วนแนวคิดการออกแบบพื้นที่รีเทลในโครงการนี้ Briar Hickling (ไบรอาร์ ฮิกกลิง) Co-founder จากบริษัท Linehouse มองว่าโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ คือไอคอนของกรุงเทพฯ และแน่นอนว่าโครงการใหม่นี้ไม่ใช่แค่ศูนย์การค้าเท่านั้น แต่เป็นพื้นที่ที่จะนำธรรมชาติกลับมาสู่เมืองด้วยเช่นกัน 

เพื่อให้ที่นี่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่มีความเคลื่อนไหวสูง (Urban Intensity) เธอจึงวางหลักการออกแบบไว้ที่ 3 แกน ประกอบด้วย Heritage (คุณค่าดั้งเดิม) Urban (ความเป็นเมือง) และ Nature (ธรรมชาติ)

การออกแบบแบ่งออกเป็น 6 ชั้น เพื่อสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างกัน 

ชั้นแรกนำเสนอความหรูหราที่ร่วมสมัย ผ่านการใช้เส้นสายแบบ Tilt และลวดลายบนพื้นซึ่งถอดมาจากลายอันเป็นเอกลักษณ์ของโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ เดิม ชั้นที่ 2 เน้นไปที่พื้นที่แฟชั่น ใช้วัสดุธรรมชาติและไม้เพื่อสร้างบรรยากาศผ่อนคลายแต่มีสไตล์ ชั้นที่ 3 เน้นการเคลื่อนไหวล้อไปกับพลังงานของสวน เพดานจึงออกแบบให้คล้ายกับโครงสร้างคลังสินค้าและเล่นกับไฟ ส่วนชั้นที่ 4 ตั้งใจสะท้อนความเป็นเมืองมากขึ้นผ่านวัสดุคอนกรีตและการออกแบบพื้นให้รู้สึกถึงความเคลื่อนไหว ชั้นที่ 5 คือโซนร้านอาหารที่เชื่อมต่อกับพื้นที่เอาต์ดอร์อย่างไร้รอยต่อ เน้นการใช้วัสดุโทนสีเอิร์ทโทน เพื่อให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติมากขึ้น และชั้นที่ 6 The Glasshouse เน้นเปิดรับแสงธรรมชาติและพื้นที่สีเขียวอย่างเต็มที่

Reinterpreting Heritage in Hotel Design

อีกหนึ่งผู้อยู่เบื้องหลังการออกแบบภายในให้กับส่วนของโรงแรม คือบริษัท dwp ในฐานะ Local Designer หรือนักออกแบบจากไทย ขนิษฐา พัฒนพณิชกุล Design Director เล่าว่าเธอและ dwp มีความผูกพันกับดุสิตธานีมากว่า 30 ปีเนื่องจากตั้งอยู่ข้างโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ เดิม จึงสัมผัสและซึมซับคุณค่าของดุสิตธานีมาตั้งแต่นั้น 

ในการทำงานครั้งนี้ dwp ทำงานร่วมกับ André Fu Studio สตูดิโอออกแบบชื่อดังจากฮ่องกง ก่อนให้ dwp ทำหน้าที่เป็นตัวกลาง เปลี่ยนงานดีไซน์จากหน้ากระดาษเป็นความจริงภายใต้บริบทของเมืองไทย

dwp ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการออกแบบ โดยการทำ Fully BIM (Building Information Modeling) และการขึ้นโมเดลสามมิติอย่างละเอียด เพื่อให้แน่ใจว่างานออกแบบภายในจะประสานเข้ากับงานสถาปัตยกรรมหลักได้อย่างไร้รอยต่อ 

ยกตัวอย่างเช่น การเลือกใช้ไม้กลึงบนบานประตูห้องพัก ซึ่งเป็นเทคนิคงานไม้แบบไทย ๆ การใช้ตู้ไม้ไทยโบราณที่ซ้อนเลเยอร์ไม้ 3 ชั้นขัดกันเพื่อทำเป็นมินิบาร์ ไปจนถึงนำเทคนิคฝาปะกนหรือฝาผนังเรือนไทยมาตีความใหม่เป็นลวดลายภายในห้อง โดยทั้งหมดใช้ความเชี่ยวชาญระดับสากลมาบรรจบกับฝีมืออันวิจิตรของไทยอย่างนุ่มนวลและลงตัว

The Breathing Architecture

มาถึงสวนดุสิตอรุณ สวนขนาด 7 ไร่ที่เชื่อมทุกยูนิตเข้าด้วยกัน และเป็น Urban Space หรือพื้นที่สาธารณะสำหรับเมือง

ธัชพล สุนทราจารย์ Principal and Partner จาก Landscape Collaboration เริ่มเล่าว่าเทคนิคแลนด์สเคปที่เขาใช้คือการยืมวิวของสวนลุมพินีมาเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบ เพราะจะทำให้คนที่มาใช้งานรู้สึกเหมือนยืนอยู่ในสวนขนาดใหญ่ รวมถึงออกแบบพื้นที่ให้เป็น Universal Design สร้างสวนสำหรับเด็ก มีทางลาดสำหรับผู้สูงอายุและผู้ใช้งานรถเข็น โดยทางเดินออกแบบมาให้ซิกแซกช่วยผ่อนความลาดชัน และทำให้ได้สัมผัสธรรมชาติในหลายระดับ 

สิ่งที่เรารู้สึกว่าสนุกที่สุดคือวิธีการคัดเลือกพรรณไม้ท้องถิ่นกว่า 192 ชนิดโดยอ้างอิงจากวรรณคดีของสุนทรภู่ เพื่อเชื่อมโยงประวัติศาสตร์และธรรมชาติของกรุงเทพฯ​ จากอดีตมาสู่ปัจจุบัน โดยความหลากหลายของพรรณไม้จะกลายเป็นที่อยู่อาศัยของนกและแมลง เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างระบบนิเวศที่แข็งแรงต่อไป

นอกจากนี้ ยังมีการออกแบบน้ำตกและน้ำพุเพื่อช่วยตัดเสียงรบกวนจากเมือง และสร้างความสงบให้กับคนที่อยากมาพักผ่อนหย่อนใจ แถมยังมีพื้นที่พลาซ่าและ Amphitheatre ให้ผู้คนมารวมตัวทำกิจกรรมได้ด้วย

Art in Space: When Architecture Becomes a Canvas

และช่วงสุดท้ายคือการพาศิลปินรุ่นใหม่อย่าง ปราม-หฤษฎ์ ธรรมประชา หรือ Infinite riot มาถ่ายทอดงานศิลปะกลาง Dusit Central Park 

ปรามเรียนจบด้านภูมิสถาปัตยกรรมและผังเมือง ก่อนจะผันตัวเป็นศิลปินที่โดดเด่นเรื่องการนำโครงสร้างสถาปัตยกรรมมาเปลี่ยนเป็นงานศิลปะ เพื่อสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับเมืองที่หมุนไปอย่างรวดเร็ว โดยเขาใช้เทคนิคการบิดเบือนรูปทรง (Distort) และตัดทอน (Trim) จนเกิดเป็นลวดลายใหม่ อย่างการหยิบเอาแสงไฟในอาคารสำนักงานมาสร้างเป็นผลงานศิลปะ 

ส่วนเบื้องหลังการออกแบบในครั้งนี้ เขาเชื่อว่าทุกอย่างในกรุงเทพฯ เคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว จนบางครั้งความเป็นมนุษย์เริ่มจางหายไป ผลงานของเขาจึงอยากเตือนใจว่า ‘ของทุกอย่างไม่ต้องเร็วก็ได้’ เพราะตัวตนและเป้าหมายของเขาคือการพาผู้คนไปพบกับความสงบ เมื่อปิดตาแล้วเปิดใจมากขึ้น เราก็จะเดินต่อไปในเมืองที่วุ่นวายแห่งนี้ได้

ใครอยากสัมผัสการออกแบบเมืองในแบบฉบับของ Dusit Central Park ตามไปดู Art Installation ขนาด 7 เมตร Live Painting หรือการวาดภาพสดในพื้นที่ และนิทรรศการ ‘Exploring the City Through Design’ เบื้องหลังการออกแบบและการตีความบริบทเมืองอย่างละเอียดได้ที่บริเวณชั้น 1 ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 ณ ศูนย์การค้า เซ็นทรัล พาร์ค

Writer

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ชาวนนทบุเรี่ยน ชอบเขียน และกำลังฝึกเขียนอย่างพากเพียร มีความหวังจะได้เป็นเซียน ในเรื่องขีดๆ เขียนๆ สักวันหนึ่ง

Photographer

กฤตภาส ตั้งงามจิตต์

ตอนกลางวันเป็นช่างภาพ ตอนกลางคืนเป็นนักตบลูกขนไก่ ส่วนกาแฟ... เพิ่งเริ่มคบกันแบบไม่ค่อยไว้ใจ