22 มกราคม 2026
981

ปี 2015 ผมไปที่ร้าน Foresto Cafe’ เพื่อไปสัมภาษณ์อาจารย์มหาวิทยาลัยหนุ่มที่กลับไปบ้านเกิดเพื่อเปิดร้านกาแฟ

เราคุยกันเรื่องสาเหตุของการกลับมาทำงานที่บ้าน ผ่านมาร่วมสิบปี ผมจำเรื่องที่คุยกันวันนั้นไม่ได้เลย

เรื่องเดียวที่จำได้คือต้นสะตอที่อยู่หลังร้าน 

ผลของมันดก สวย และมหึมาซะจนกลบความทรงจำเรื่องอื่นจนมิด

ปี 2026 ผมได้กลับมาคุยกับเม่น-มนทัต เหมพัฒน์ อีกครั้ง (ทุกวันนี้ผมยังเรียกเขาว่า อาจารย์เม่น แม้เขาจะไม่ได้สอนในมหาวิทยาลัยมาหลายปีแล้ว) พร้อมภรรยา ปาล์ม-ปณิชา พนัสอำพล รอบนี้เราไม่ได้คุยเรื่องกาแฟ แต่คุยเรื่องประสบการณ์การเลี้ยงลูกนีโอ-ณิชพน เหมพัฒน์ ในช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดครั้งหนึ่ง นั่นคือเหตุการณ์น้ำท่วมเมืองหาดใหญ่ปลายปี 2025

ในคอลัมน์ฝากเลี้ยงทุกตอน เนื้อหาจะเน้นทางฝั่งพ่อแม่ว่าดูแลลูกอย่างไร แต่อาจารย์เม่นและคุณปาล์มเล่าว่า “จริง ๆ มันเป็นในทางกลับกัน เขาต่างหากที่เป็นคนฮีลใจเรา” 

ชีวิตหลังน้ำลด หนักหน่วงไม่แพ้ช่วงประสบภัย

เราขอบคุณพ่อแม่ทั้ง 2 คนที่มาเล่าประสบการณ์การเลี้ยงลูกในตอนนั้น มันไม่ง่ายเลยที่จะเล่า แต่เรื่องนี้น่าจะมีประโยชน์กับครอบครัวที่กำลังเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติในอนาคต

ในขณะเดียวกัน เราก็ได้รู้ว่า สิ่งที่มีค่าสำหรับครอบครัวในยามวิกฤตคือเรื่องอะไร

21 พฤศจิกายน

คุณเม่นออกแบบ Foresto Cafe’ โดยใช้ Data ย้อนหลังว่า ที่ตั้งของร้านกาแฟเคยมีน้ำท่วมถึงระดับไหน 

ร้านแห่งนี้จึงมี ‘ใต้ถุน’ ยกสูงเพื่อหนีน้ำท่วม ปี 2024 น้ำท่วมหาดใหญ่ ร้านปิดปรับปรุงแค่วันเดียวก็เปิดได้ 

อันที่จริง ไม่ใช่แค่ร้านนี้หรอก คนทั้งเมืองหาดใหญ่ต่างคุ้นเคยกับน้ำท่วม และหาวิธีปรับตัวอยู่ร่วมกับธรรมชาติ ผิดก็เพียงแค่ว่า น้ำท่วมปี 2025 น้ำมา ‘เร็วมาก’ และปริมาณน้ำ ‘เยอะมาก’ กว่าที่หลายคนเคยเจอ

ไม่มีพ่อแม่คนไหนอยากให้ลูกอยู่ในสภาพน้ำล้อมบ้าน ขนาดน้ำท่วมปีก่อนนั้น บ้านของครอบครัวนี้ไฟดับทั้งคืน ไม่มีพัดลม พ่อเม่นและแม่ปาล์มก็ไม่อยากให้นีโอต้องอยู่ในสภาพนี้อีก

21 พฤศจิกายน เริ่มมีสัญญาณเตือนเรื่องน้ำท่วม คุณเม่นขับรถไปรับแม่จากบ้านอีกหลังมานอนด้วยกัน เพราะเมื่อปี 2024 บ้านนี้น้ำไม่ท่วม ปลอดภัยกว่า นีโอตื่นเต้นมากเพราะคุณย่ามานอนด้วย สวมบทเป็นเจ้าบ้านที่ดีสุดฤทธิ์จนคุณย่าไม่ได้นอน (ฮา)

22 พฤศจิกายน คุณเม่นตัดสินใจปิดร้าน เพราะหาดใหญ่เริ่มน้ำท่วม ลูกค้ามายาก พนักงานร้านก็มาลำบาก ฝนตกหนักแต่เช้า คุณเม่นออกมาซื้อของตุนที่ร้านสะดวกซื้อใกล้บ้าน บรรยากาศเริ่มโกลาหลในขณะที่ฝนยังตกอยู่ 

ช่วงหลังมานี้ ลักษณะของฝนในหาดใหญ่เปลี่ยนไป วันนั้นฝนตกหนักมากแบบไม่มี Intro ไม่ทันตั้งตัว บ่ายวันที่ 22 พฤศจิกายน น้ำก็ท่วมรอบหมู่บ้านจนรถเข้าออกไม่ได้ แม้น้ำจะท่วมไม่ถึงตัวบ้าน แต่บางพื้นที่ในหาดใหญ่น้ำท่วมในระดับอันตราย เมืองจึงต้องตัดไฟนับตั้งแต่วันนั้น น้ำประปาไม่ไหล สัญญาณโทรศัพท์มีปัญหาและดับไปในที่สุด 

คุณเม่นเล่าว่า 23 พฤศจิกายน ช่วงเย็นน้ำเริ่มลด ครอบครัวที่มีเด็กและผู้สูงอายุหวังว่าจะได้กลับไปใช้ชีวิตปกติในวันรุ่งขึ้น แต่ตกดึกฝนเทลงมาอีกครั้ง หนักหน่วงจนน้ำเข้าท่วมเต็มพื้นที่ชั้นแรก บ้านชั้นเดียวในบริเวณใกล้เคียงน้ำท่วมมิดหลังคา วันที่ 24 พฤศจิกายน ทั้ง 4 คนจึงอยู่ในบ้านที่มีน้ำล้อมรอบโดยสมบูรณ์ ไม่มีแก๊ส เสบียงของสดที่เคยซื้อตุนไว้ในตู้เย็น เมื่อไม่มีไฟฟ้า ก็เสียหายทั้งหมด บ้านนี้อยู่ได้ด้วยเสบียงที่เป็นของแห้งที่ซื้อตุนไว้ชั้นบน

สมัยวัยรุ่น คุณเม่นเคยได้ยินเรื่องเล่าว่า ในวันที่ฟ้ามืด รอบข้างไร้แสงไฟ เงยหน้าขึ้นไป เราจะเห็นดวงดาวกระจ่างฟ้า

เรื่องเล่านี้ชวนมีความหวัง แต่คุณเม่นเล่าว่าความจริงวันนั้น วันที่หาดใหญ่ไฟดับทั้งเมือง ฟ้ามืด มองไปบนฟ้าไม่เห็นดาวสักดวง เห็นแต่เมฆฝนข้นทึบบดบังทั้งทัศนวิสัยและทัศนคติเชิงบวกไปพร้อม ๆ กัน 

“เสียงฝนน่ากลัวมาก เหมือนเราอยู่ในแท่นขุดเจาะน้ำมันกลางทะเล หรืออยู่บนเรือเดินสมุทรในพายุ มันดังแบบนั้น” พ่อเม่นเล่า “ความรู้สึกนี้โคตรสิ้นหวัง”

ในพื้นที่น้ำท่วม ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ นั่นทำให้พวกเขาไม่ทราบข่าวสารโลกภายนอกเลย

รวมถึงไม่รู้ด้วยว่าเขาต้องติดอยู่ในสภาพนี้นานแค่ไหน

23 พฤศจิกายน

7 วัน คือระยะเวลาที่พ่อเม่น แม่ปาล์ม คุณย่า และนีโอ ติดอยู่ในบ้าน

คนเป็นพ่อแม่ (โดยเฉพาะบ้านที่ไม่มีพี่เลี้ยง) จะรู้ว่าการอยู่กับลูกในบ้านนาน ๆ ต้องใช้พลังไม่น้อย เรื่องที่พ่อเม่นและแม่ปาล์มคาดไม่ถึงคือลูกชาย ‘อยู่เป็น’ กับสภาวะภัยพิบัติเร็วกว่าที่คิดมาก

ที่มาของเรื่องนี้มีหลายข้อ ถ้าให้สรุป ทั้งคู่คิดว่ามี 2 สาเหตุ 

หนึ่ง วัยของนีโอ (4 ขวบ) ยังไม่มีประสบการณ์กับภัยพิบัติแบบนี้มาก่อน เมื่อไม่เคยเจอ เขาจึงไม่ได้มีความรู้สึกกลัว กลับกัน นีโอตื่นเต้นเพราะเป็นเรื่องใหม่ในชีวิต

ที่พ่อแม่คิดว่าเป็นเรื่องวัย เพราะมีเพื่อนในหาดใหญ่ที่น้ำท่วมเหมือนกัน ลูกอายุมากกว่า มีความกลัวกับเรื่องนี้มากกว่านีโออย่างเห็นได้ชัด

สอง บ้านนี้ไม่ให้ลูกดูโทรทัศน์ตั้งแต่เด็ก อันที่จริงพ่อเม่นและแม่ปาล์มก็ไม่มีโทรทัศน์ในบ้านก่อนมีนีโอด้วยซ้ำ เมื่อมีลูกและรู้ว่ามันไม่ดีกับพัฒนาการเด็กจึงไม่ได้เปิดให้ดู 

เรื่องที่ 2 นี้ แม่ปาล์มคิดว่ามีผลมาก เพราะทำให้ลูกโตมากับคนจริง ๆ ไม่ใช่หน้าจอ

“นีโออยู่กับเรา เขาเป็นเด็กที่สนใจสิ่งแวดล้อมเยอะ ช่างสังเกต ชอบถาม 

“ตอนที่เกิดน้ำท่วม เขาก็ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นเรื่องเลวร้าย รู้สึกว่าเป็นสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นมา ต้องมีน้ำ เพราะมีฝน แต่เขารู้แหละว่าบางอย่างไม่ปกติ น้ำไม่ควรจะเข้าบ้าน 

“เขาไม่ได้งอแงให้เรารู้สึกหนักใจขึ้น แต่เขายิ้มได้ หัวเราะได้ เอนจอยกับการต้องเตรียมตัวแก้ปัญหาในแต่ละวัน” แม่ปาล์มเล่า

แม่ปาล์มชวนนีโอช่วยบริหารจัดการบ้าน แบ่งเสบียงในแต่ละวันกับผู้ใหญ่ แบ่งปลากระป๋องกับขนมปังแครกเกอร์ แต่นีโอยังกินนมอยู่ ช่วงปกติวันหนึ่งกิน 3 – 4 กล่อง แม่ปาล์มต้องเจรจาให้กินนมห่างหน่อย จะได้เหลือพอกินวันอื่น ยกเว้นว่าลูกหิวจริง ๆ ถึงให้กินเพิ่ม

อย่าลืมว่าบ้านนี้ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ ไม่รู้ข่าว ไม่รู้ว่าต้องอยู่อีกนานมั้ย การบริหารเสบียงสำคัญสุด

ช่วงนั้น แม้แต่ตอนกลางวันก็ไม่มีแดด ถ้าพอมีแสง แม่ปาล์มจะอ่านนิทานให้นีโอฟัง 

ฟังดูน้อยนิด แต่เด็กน้อยบันเทิงเริงใจมาก บางกิจกรรมที่พ่อแม่ไม่ได้ขอลูกก็แย่งทำ เช่น ช่วยกันรองน้ำฝนกับคุณลุง (พี่ชายคุณปาล์ม) 

เรื่องโชคดีของครอบครัวนี้คือมีเพื่อนบ้านดี บ้านไหนพอทำกับข้าวได้ก็เอามาแบ่งให้กินวันละมื้อ 

พ่อเม่นเล่าว่า ไม่ไกลจากบ้าน มีบ้าน 2 ชั้นหลังหนึ่ง ในนั้นมีคนที่หนีน้ำไปรวมตัวกันในบ้านนี้ร่วม 20 คน แต่ละวันบ้านนี้จะทำกิจกรรมหลากหลายมาก พ่อ แม่ ลูก ย่า ลุง เห็นระเบียงบ้านนี้ เลยได้ดูกิจกรรมจากริมหน้าต่าง เหมือนดูภาพยนตร์ที่สร้างจากชีวิตจริงในช่วงภัยพิบัติ

นีโอยังได้เห็นวิถีชีวิตของคนหาดใหญ่ที่ปรับตัวกับน้ำท่วม เรื่องแบบนี้คนเมืองอาจไม่คุ้นชิน ไม่กล้าโดนน้ำเพราะกลัวโรคหรือไฟดูด แต่คนหาดใหญ่คุ้นชินและปรับตัวกับเรื่องนี้ได้เร็ว นีโอก็ได้เรียนรู้เรื่องนี้ไปด้วย

“เวลาทุกข์ เรามีความเชื่อว่า ถึงจะทุกข์อย่างไร เราน่าจะรอดจากเหตุการณ์นี้ได้ เพราะคนอื่นยังใช้ชีวิตได้เลยในสภาวะที่น้ำท่วม

“เราก็นั่งดูชีวิตของพวกเขานี่แหละ บางวันเราได้เห็นคนช่วยคนในบ้านอีกหลังหนึ่งด้วยการไต่สายไฟและขอบหลังคา เหตุการณ์ที่เราชอบที่สุดคือวันหนึ่งเห็นกลองลอยมา คนแถวนั้นก็สอยขึ้นมาแล้วก็ตี” แม้สีหน้าจะเคร่งขรึม แต่เรื่องนี้พ่อเม่นเล่าพลางยิ้ม

“มันเป็นเสียงที่เราแฮปปี้มากเลยนะ” แม่ปาล์มเสริม “เพราะว่ามันเงียบ เงียบซะจนได้ยินเสียงน้ำไหลผ่านเหมือนน้ำตก กระแสน้ำแรงด้วย เสียงกลองของเขาฮีลใจเรา ท่ามกลางความเงียบสงบนั้น เรายังเห็นเขาหัวเราะกันได้ เราก็ชวนนีโอออกไปดูชีวิตของเขา”

27 พฤศจิกายน และหลังจากนั้น

ไม่ใช่ทุกครอบครัวที่โชคดีเหมือนบ้านนี้

นีโอมีอาการโรค Croup (หลอดลมอักเสบประเภทหนึ่ง) ไข้สูงมาหลายคืน ยาที่มีในบ้านเก็บไว้นานจนไม่มั่นใจว่าได้ผลจริงมั้ย บวกกับที่บ้านมีผู้สูงอายุที่ไม่ควรอยู่อย่างนี้นานเกินไป 

เช้าวันที่ 27 พฤศจิกายน ถนนหน้าโครงการน้ำยังคงท่วมอยู่ แต่ระดับน้ำบนทางเดินเลียบคลองอู่ตะเภาเริ่มลดลงจนพอเดินได้

พ่อเม่นจึงตัดสินใจให้ทุกคนแพ็กกระเป๋าคนละ 1 ใบออกจากหมู่บ้าน เดินเลียบคลองไปยังถนนใหญ่เพื่อขอความช่วยเหลือ โดยคิดแผนสองว่า ถ้าไม่มีใครผ่านมาจะเดินกลับไปที่บ้านตามเดิม

โชคดีที่มีรถทหารผ่านมา ทั้ง 5 คนจึงได้อพยพในวันที่ 27 พฤศจิกายน และเห็นความจริงว่าน้ำท่วมครั้งนี้สาหัสเพียงใด

หลังผ่านเหตุการณ์ นีโอมีอาการแพ้แสงและนอนละเมอในช่วงแรก แต่ความเปลี่ยนแปลงของลูกที่พ่อแม่รู้สึกมากที่สุด คือนีโออยากอยู่กับพ่อแม่มากขึ้น

“นีโอจะมีความสุขอยู่อย่างหนึ่ง เขาบอกว่าน้ำท่วมทำให้เขาได้อยู่กับพ่อแม่หลายวัน” แม่ปาล์มเล่า

พ่อเม่นเสริมว่า เมื่อไม่ได้เลี้ยงลูกด้วยโทรทัศน์ แต่เลี้ยงด้วยมนุษย์ ครอบครัวจึงต้องมีใครสักคนเล่นหรือสนใจเขาตลอดเวลา ในเวลาปกติคงยาก แต่ในช่วงภัยพิบัติที่ทุกคนอยู่กันพร้อมหน้า เด็กจึงมีความสุข

“ช่วงเหตุการณ์ คุณย่าถามนีโอว่าเป็นยังไงบ้าง นีโอตอบคุณย่าว่า นีโอปรับตัวได้ครับ” เขาเล่า

ไม่มีคำตอบว่าภัยพิบัติครั้งนี้จะส่งผลกับเด็กต่อไปอย่างไร เขารู้แต่เพียงว่า หลังจากเหตุการณ์นี้ พวกเขาอยากอยู่ด้วยกัน ไม่ว่าจะเกิดอะไร 

น้ำท่วมจะไม่เป็นเพียงความทรงจำ แต่เป็นต้นทุน ช่วยให้เขามีภูมิคุ้มกันในการใช้ชีวิตต่อไป

ก่อนจากลา ผมถามสิ่งที่ไม่น่าเขียนในบทความนี้ได้ แต่เป็นสิ่งที่ผมอยากรู้

คือสะตอต้นนั้น ยังอยู่ดีมั้ย 

“เราชอบเชื่อมโยงเหตุการณ์กับธรรมชาติ เพราะเป็นสิ่งที่นีโอสัมผัสได้ อย่างต้นไม้ที่ร้าน เราเคยมีพื้นที่ที่สวยมาก ๆ แต่ต้นไม้บางส่วนหักโค่น บางส่วนจมน้ำตาย บางส่วนต้องตัดทิ้งเพราะเต็มไปด้วยขยะช่วงน้ำท่วมเข้ามาติดเต็มไปหมด แต่ต้นสะตอยังอยู่” แม่ปาล์มเล่า

“ตอนนี้มันเริ่มแตกยอดออกมานิดหนึ่ง เราพยายามเชื่อมโยงว่า ลูกเห็นมั้ย ธรรมชาติมันแข็งแรงเนอะ มันแตกยอดใหม่ได้ คล้าย ๆ จะปลอบใจเขา นีโอมาร้านทุกวัน เขาก็จะเห็นว่ามันค่อย ๆ ผลิออกมาจากตอ

“เราพยายามให้เขาเห็นว่า ค่อยเป็นค่อยไปนะ อยากให้เขาเชื่อมโยงกับธรรมชาติว่า ต้นไม้ยังโตกลับมาได้นะลูก งั้นเราก็ค่อย ๆ สู้กันไป”

Writer

ศิวะภาค เจียรวนาลี

บรรณาธิการที่ปั่นจักรยานเป็นงานหลัก เขียนหนังสือเป็นงานอดิเรก