พนักงานทั้งหน้าบ้านและหลังบ้านราว ๆ 2,500 คน ดูแลศูนย์การค้าที่เป็น Global Destination ถึง 5 ศูนย์ ได้แก่ สยามพารากอน, สยามเซ็นเตอร์, สยามดิสคัฟเวอรี่, ไอคอนสยาม และสยาม พรีเมี่ยม เอาท์เล็ต กรุงเทพฯ
สำหรับแผนกทรัพยากรบุคคล นี่ไม่ใช่งานง่าย เพราะการสร้างพลังคนหลักพันให้ตอบโจทย์ใหญ่ขององค์กร จำเป็นต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่าง ซึ่งสยามพิวรรธน์มีวิธีคิดที่แตกต่างออกไป
แค่การพัฒนาทักษะหรือรับพนักงานหัวกะทิเข้ามาทำงานไม่ใช่คำตอบเดียวอีกต่อไปแล้ว พนักงาน 1 คน ไม่ได้มีชีวิตแค่ด้านเดียว หรือแม้แต่ชีวิตในที่ทำงานก็ไม่ได้อยู่แค่ผลลัพธ์บนจอคอมพิวเตอร์หรือรายงาน Performance ประจำปี เราจึงได้เห็นอะไรใหม่ ๆ ในการมาเยี่ยมองค์กรเก่าแก่ระดับประเทศอย่างสยามพิวรรธน์ในวันนี้
หนุ่ย-อัมพร โชติรัชสกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ สายสนับสนุนธุรกิจ และ วุฒิ-ณัฐวุฒิ เกียรติไชยากร Chief Business Resources บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด คือ 2 คนในเบื้องหลังอีกหลายคนที่ปลุกปั้นสยามพิวรรธน์มาด้วยกัน
ไม่ใช่แค่วัฒนธรรมที่เราอาจมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่รวมถึงสภาพแวดล้อมในองค์กรที่เห็นได้ทันทีที่ก้าวเข้าไป
ตั้งแต่โต๊ะปิงปองใน Pantry โซนโซฟานั่งสบายเหมือนอยู่คาเฟ่ เก้าอี้หลากสีสัน บรรยากาศการทำงานที่เป็นกันเอง ที่มาพร้อมกับนโยบาย Flexi Hour ไปจนถึงการได้นั่งคุยกับผู้บริหารระดับสูงทั้ง 2 คนที่เป็นกันเอง ระหว่างบทสนทนามีการพูดคุยกับน้อง ๆ ในทีม พร้อมถามความเห็นไปด้วยเหมือนไม่มีลำดับขั้น

Make the Impossible Possible
“การที่เราจะรับคนให้เหมาะสมกับองค์กรและเข้ามาทำงานได้ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเราต้องรู้ว่าองค์กรมีวิสัยทัศน์ยังไงก่อน” คุณหนุ่ยเปิดบทสนทนา
วิสัยทัศน์ของสยามพิวรรธน์คือการเป็น The Visionary Icon และเป็นผู้นำในการพัฒนาจุดหมายปลายทางระดับโลกหรือ Global Destination ในฐานะผู้บริโภคคนหนึ่ง เราจึงเห็นได้ว่าศูนย์การค้าหรือบริษัทในเครือมีการดำเนินธุรกิจที่เอาใจใส่ผู้คนจากทั่วโลก ผ่านกิจกรรมภายในศูนย์การค้า และแบรนด์พาร์ตเนอร์ที่เลือกสรรเข้ามา ไปจนถึงการตกแต่งและอีเวนต์ตามเทศกาลสำคัญต่าง ๆ ที่มุ่งเน้นการสร้างประสบการณ์เหนือความคาดหมายให้กับทุกคนที่มาเยือน
“วิสัยทัศน์ทำให้เวลาเราสร้างอะไรขึ้นมาจะไม่ใช่แค่พื้นที่ของการค้าปลีกหรือเป็นศูนย์การค้าทั่ว ๆ ไป แต่ต้องจุดประกายความแตกต่าง ความคิดสร้างสรรค์ และยกระดับมาตรฐานของวงการค้าปลีกขึ้นไปอีก”
แต่กว่าจะไปถึงจุดนั้นได้ก็ไม่ง่ายเช่นกัน เพราะสยามพิวรรธน์ต้องอาศัยพลังของคนจำนวนมาก มากในที่นี้ไม่ใช่แค่ในเชิงปริมาณ แต่ต้องมากด้วยความสามารถ มากความคิดสร้างสรรค์ และมากความกล้า ทั้งคู่บอกว่า องค์กรต้องการคนที่เป็น Extraordinary People ที่ต้องมีทั้ง Skill Set และ Mindset
“ต้องกล้าคิดใหญ่ กล้าทำใหญ่ และกล้าที่จะก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองให้ได้” นี่คือจุดตั้งต้นของการหาคนที่มีวิสัยทัศน์ตรงกัน

ผ่านมาทุกวิกฤต แต่ DNA ไม่เคยเปลี่ยน
สิ่งที่สยามพิวรรธน์เชื่อมาตลอดกว่า 60 ปี คือพนักงานของเราทุกคนจะทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้เสมอ หรือ Make the Impossible Possible ซึ่งนั่นหมายความว่า เราให้คุณค่ากับการที่ใครก็ตามที่ต้องการใช้ความสามารถของตัวเองอย่างไม่มีที่สิ้นสุด จะต้องอยากมาทำงานที่องค์กรแห่งนี้ หรือ Empower Limitless Possibilities
คุณวุฒิเล่าว่า สายงานทรัพยากรบุคคลให้ความสำคัญกับคุณค่านี้มาก ถ้าลองสังเกตโฆษณาประกาศรับสมัครงานจะเห็นว่ามี Keyword นี้อยู่เสมอ บ้างก็อยู่ในรูปแบบของแฮชแท็ก บ้างก็เป็นแท็กไลน์แคมเปญ สำหรับพวกเขา การมาสมัครงานที่นี่จึงไม่ใช่แค่การได้ย้ายงานใหม่ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการ Make the Impossible Possible เพื่อสร้างปรากฏการณ์บางอย่างให้กับประเทศ

เพราะอยู่มามากกว่า 6 ทศวรรษ โจทย์ของธุรกิจเปลี่ยนไปตามยุคสมัย รวมถึงการรับมือกับวิกฤตต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น คนที่บริษัทมองหาก็อาจจะแตกต่างกันไปเพื่อตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงในแต่ละช่วงของบริษัท แต่สิ่งที่เหมือนเดิมคือดีเอ็นเอของความกล้า ผสมกับความคิดสร้างสรรค์ที่ไม่เหมือนใคร มันเป็นความกล้าที่จะคิดใหญ่ กล้าทำใหม่ กล้าที่จะแตกต่าง และกล้าที่ทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้
คุณหนุ่ยเล่าย้อนไปถึงตอนที่มีแผนสร้างไอคอนสยาม มีคนมากมายตั้งข้อสงสัยว่า ศูนย์การค้าใหญ่ขนาดนี้ในอีกฟากของกรุงเทพฯ จะประสบความสำเร็จได้จริงหรือ จนวันนี้ได้พิสูจน์แล้วว่าเกิดขึ้นได้จริง แถมด้วยรางวัลระดับโลกล่าสุดที่เพิ่งติด 1 ใน 3 ของ Most Influential Retail Property Project of the Past 30 Years จากเวที MAPIC Awards 2025 ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นรางวัลออสการ์ในวงการธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์

Workplace for All
แคมเปญของหน่วยงานทรัพยากรบุคคลโดยทั่วไปอาจใช้คำใหญ่อย่าง Diversity, Equality และ Inclusion แต่สยามพิวรรธน์มองว่าเป็นภาษาที่สื่อสารกับพนักงานได้ยาก คอนเซปต์ของทีมทรัพยากรบุคคลที่นี่จึงใช้ภาษาง่าย ๆ แปลความหมายแล้วทุกคนเข้าใจ จนกลายเป็น Workplace for All ที่เป็นการสร้างสถานที่ทำงานให้กับพนักงาน ‘ทุกคน’ อยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข รวมตั้งแต่การรีโนเวตออฟฟิศใหม่ไปจนถึงการสร้างวัฒนธรรมในองค์กรให้สอดรับกับการยอมรับทุกความแตกต่างและการเป็นองค์กรแห่งความเท่าเทียม
“เราให้คุณค่ากับการทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ และให้ความสำคัญกับการสร้างพื้นที่ที่พนักงานใช้ความสามารถได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด พอเอา 2 สิ่งนี้มาโยงกัน Workplace ของเราจึงจำเป็นต้องเปิดกว้างให้กับทุกความสามารถและทุกความหลากหลาย” คุณวุฒิเล่าต่อ
เป้าหมายคือการสร้างสภาพแวดล้อมที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้ปลดปล่อยศักยภาพอย่างเต็มที่ บริษัทลงทุนรีโนเวตออฟฟิศใหม่เพื่อให้ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของพนักงาน เพิ่มพื้นที่ทำงานที่ผ่อนคลายเหมือนคาเฟ่ ยกเลิกแผงกั้นคอกเพื่อให้เกิดการพูดคุยกันมากขึ้น สร้างห้องประชุมให้เป็นกระจกใสทั้งหมดเพื่อส่งสัญญาณถึงการทำงานที่โปร่งใส หรือแม้แต่เก้าอี้ทำงานในออฟฟิศเดียวกันก็มีหลายสี ตัวสีหนึ่ง ขาสีหนึ่ง เพื่อสะท้อนความหลากหลายของผู้คนในบริษัท

วัฒนธรรมการทำงานของที่นี่ยังเป็นแบบ Boundary-less ที่พนักงานมีโอกาสได้ทำงานกับผู้บริหารระดับสูงอย่างใกล้ชิด ได้แสดงความคิด โดยที่ความคิดนั้นต่อยอดทางธุรกิจได้
นอกจากนี้ องค์กรยังมีการปรับ Benefit Package ครั้งใหญ่ ตามความตั้งใจของ ชฎาทิพ จูตระกูล CEO ของกลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์ ที่ตั้งใจให้องค์กรนี้เป็นองค์กรแห่งความเท่าเทียมและให้คุณค่ากับพนักงานทุกคน
“ทีม HR ต้องกลับมาทำการบ้านหนัก” คุณวุฒิยิ้ม “เราคุยกับพนักงานเยอะมาก เพื่อให้ได้ Benefit Package ที่ครอบคลุมจริง ๆ ยกตัวอย่างเช่น เรามีเงินสมทบช่วยงานแต่งงาน แต่ตอนนี้คนรักกันไม่จำเป็นต้องแต่งงานแล้ว ไม่เกี่ยวกับเพศด้วย ถ้าพิสูจน์ได้ว่าใช้ชีวิตด้วยกันก็จะได้สิทธิประโยชน์นี้เหมือนกัน หรือแม้แต่การให้สิทธิการลาเพื่อผ่าตัดแปลงเพศสำหรับพนักงานกลุ่ม LGBTQ+ ได้ด้วย
“หรือสิทธิของพนักงานผู้ชายในการลาอุปสมบท ถ้าผู้หญิงจะบวชชีก็ควรจะได้ด้วยสิ สุดท้ายจะใช้สิทธิหรือไม่ ก็สุดแล้วแต่พนักงาน แต่ทุกคนต้องได้สิทธิเหมือนกัน”
ไปจนถึงรายละเอียดอย่างห้องให้นมบุตร ห้องละหมาด ห้องออกกำลังกาย หรือห้องน้ำผู้พิการในส่วนของออฟฟิศก็เพิ่มเติมเข้ามา การพัฒนาสิ่งเหล่านี้ แม้ไม่ใช่เพื่อตอบโจทย์ให้ผลงานออกมาดีขึ้นโดยตรง แต่เพื่อช่วยให้คุณภาพชีวิตของพนักงานในที่ทำงานดีขึ้น
โปรแกรม Well-being ชื่อ ‘เก่ง ดี มี สุข’ ก็เป็นอีกความภูมิใจ
เก่ง – พนักงานต้องพัฒนาและเติบโตได้
ดี – ทำงานในสภาพแวดล้อมที่ดี วัฒนธรรมดี
มี – มีความมั่นคงทางการเงิน เรามีสวัสดิการที่ดูแลช่วยเหลือด้านการเงิน เช่น บริษัทปล่อยกู้ 0% เพื่อซื้ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หรือเงินกู้เพื่อจ่ายค่าเทอมบุตร ตลอดจนโปรแกรมช่วยพนักงานปลดหนี้นอกระบบ
สุข – สุขกายและสุขใจ เรามีประกันกลุ่มที่ครอบคลุมถึง Mental Health มีคลินิกให้พนักงาน และช่องทางให้พนักงานได้พบแพทย์ทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์ นอกจากนี้ ยังมีโปรแกรมการเข้าไปนวดผ่อนคลายให้พนักงานถึงออฟฟิศอีกด้วย
การดูแลประสบการณ์พนักงานใหม่ของที่นี่ก็แตกต่าง เขาเรียกว่าเช็กชีพจร (Pulse) แทนที่จะคุยกันทีเดียวตอนผ่านโปรเบชัน แต่เป็นการคุยและสำรวจสภาพใจและความสามารถในการปรับตัวของพนักงานใหม่ทุก 30 วัน 60 วัน และ 90 วัน เพื่อที่มีอะไรจะได้ดูแลกันได้อย่างทันการ

ในส่วนของการทำงานแบบ Flexibility ที่ดูจะเป็นหนึ่งในเช็กลิสต์ของพนักงานมาตั้งแต่หลังโควิด-19 แต่การทำธุรกิจศูนย์การค้า Work from Home ไม่ได้ 100% สิ่งที่สยามพิวรรธน์ปรับเปลี่ยนคือยกเลิกการตอกบัตรเข้าออกงาน และใช้นโยบาย Flexi Hour ให้ยืดหยุ่นเวลาเข้าออกงาน โดยใช้ความเชื่อใจและวัดที่ผลงานเป็นหลัก ไปจนถึงปรับปรุงเพิ่มพื้นที่ในออฟฟิศให้เป็น Common Area ที่ทำงานตรงไหนก็ได้ ไม่ใช่แค่ในส่วนของออฟฟิศ แต่รวมไปถึงทุกมุมในศูนย์การค้าที่ต่อ Wi-Fi บริษัทได้ เสมือนมา Work from Home ที่ศูนย์การค้า
เจอเรื่องเซอร์ไพรส์จากการพูดคุยกับพนักงานบ้างไหม – เราถามต่อ
คุณวุฒินั่งนึกก่อนเล่าถึง Focus Group เมื่อ 2 ปีก่อน “ตอนนั้นคุยกับพนักงานกลุ่ม LGBTQ+ เพราะอยากรู้ว่าบริษัทควรดูแลพวกเขาอย่างไร เพราะเราอยากมั่นใจว่าองค์กรเท่าเทียมจริง ๆ ไม่มีการเหลื่อมล้ำกันในที่ทำงาน สิ่งที่พนักงานกลุ่มนี้บอกกับผมคือ Benefit ทุกอย่างที่ให้มาดีหมดแล้ว และถ้าจะให้พิเศษกว่านี้ ขอไม่รับดีกว่า
“เขาบอกว่า เขามีความสุขดีอยู่แล้วที่องค์กรปฏิบัติกับเขาแบบเท่าเทียมและเหมือนกับทุก ๆ คนในฐานะเพื่อนมนุษย์ปกติ การที่มีอะไรพิเศษเพิ่มเติม มันเหมือนฉายสปอตไลต์ทำให้เขาแตกต่างจากคนอื่น
“ขณะที่เราพยายามมองหาอะไรที่ตอบโจทย์เขา เขาแค่อยากให้ปฏิบัติกับทุกคนอย่างเท่าเทียมก็พอ รวมถึงตัวเขาด้วย นี่เป็นเรื่องที่เราเซอร์ไพรส์ที่สุด และได้เรียนรู้ในมุมมองที่แตกต่างจากเดิม”
พนักงานท่านหนึ่งแชร์ว่า เขาทำงานในสายงานวิเคราะห์ข้อมูลซึ่งที่บริษัทเก่า การเป็น LGBTQ+ แล้วมาทำงานในสาย Tech & Data จะมีข้อจำกัดต่อการเติบโต แต่ไม่ใช่สำหรับที่สยามพิวรรธน์ เพราะสำหรับที่นี่ ที่ทุกคนเป็นตัวเองได้ ทำงานที่ตัวเองรักและเติบโตในเส้นทางนั้นได้ เพราะที่นี่มองคนที่ความสามารถและผลงาน มากกว่าจะตั้งคำถามว่าคนคนนี้เป็นอะไร

70 – 30
สยามพิวรรธน์มีพนักงานประมาณ 2,500 คน เป็น Gen Y และ Gen Z ไปแล้วเกือบ ๆ 70 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถ้าย้อนไปเมื่อ 5 – 6 ปีที่แล้ว 2 เจเนอเรชันนี้รวมกันแค่ 57 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น
คุณหนุ่ยบอกว่า “เวลาโลกเปลี่ยน เราต้องอยู่ On Top ของการเปลี่ยนแปลงนั้น ธุรกิจเราจะไม่อยู่นิ่งเฉย ๆ เราจะทำ ทำ และทำต่อไปเรื่อย ๆ เราถูก Disrupt อย่างแรงตอนโควิด-19 ตามมาด้วยยุคดิจิทัล ซึ่งในฐานะสายงานทรัพยากรบุคคล เราจึงต้องมองเห็นความสามารถของพนักงานที่มีอยู่ ว่าตอบโจทย์ธุรกิจใหม่ ๆ ที่กำลังจะทำได้ไหม จะ Upskill คนที่มีอยู่หรือต้องหาคนใหม่เข้ามาเสริม และสุดท้ายย้อนกลับไปที่คุณค่าที่แข็งแรง คนที่ใช่ก็จะได้ไปต่อ
“คนรุ่นเก่าก็ต้องรู้จักปรับตัว เพราะได้รับการฝึกมาให้ทำมากกว่าที่คนอื่นทำ ขณะเดียวกันเราก็ต้องการคนรุ่นใหม่เข้ามาช่วยเรื่องนวัตกรรมใหม่ ๆ ความคิดสร้างสรรค์ใหม่ ๆ องค์กรเราจึงมี Aging Gap แต่ไม่มี Working Gap”
สยามพิวรรธน์มีหลักสูตรฝึกอบรมเยอะมากทั้งแบบออฟไลน์และออนไลน์เพื่อปิดช่องว่างตรงนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการนำทีมหรือการทำงานร่วมกัน แม้จะไม่เห็นผลทันทีในวันแรก แต่ช่วง 3 – 4 ปีที่ผ่านมาก็สังเกตได้ถึงความเปลี่ยนแปลง
“เราเปิดโอกาสให้คนแต่ละรุ่นมาพบปะกัน คนเก่า ๆ อาจไม่มีความรู้เรื่องเทคโนโลยีสมัยใหม่ และบางครั้งก็รู้สึกไม่มั่นคง แต่เขาต้องเรียนรู้ ในขณะเดียวกันคนรุ่นใหม่ที่สร้างสรรค์กว่า อาจทำอะไรซ้ำ ๆ ได้น้อยกว่า และยังต้องการประสบการณ์ของคนรุ่นก่อน มันเป็นส่วนผสมที่ต้องเรียนรู้ไปด้วยกัน หัวใจคือความเข้าใจในความแตกต่างและใช้จุดแข็งของแต่ละฝ่ายให้เป็น Work as One”

ไม่โตขึ้นอย่างเดียว แต่โตข้างและโตกว้างด้วย
ทั้งคู่ยกตัวอย่างให้ฟังว่า กลุ่มลูกค้าหลักของแต่ละศูนย์การค้าของเรามีความแตกต่างกันค่อนข้างชัดเจน ตามคอนเซปต์ที่วางไว้ เช่น
กลุ่มลูกค้าลักซ์ชัวรี กลุ่มครอบครัวและนักท่องเที่ยว อาจเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของสยามพารากอน
กลุ่มลูกค้าเด็กวัยรุ่น เด็กมหาวิทยาลัย อาจเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของสยามเซ็นเตอร์
คนที่ต้องการค้นหาตัวตนที่แท้จริง ต้องมีเอกลักษณ์ ไม่อยากจะเหมือนใคร อาจเป็นกลุ่มเป้าหมายของสยามดิสคัฟเวอรี่ เพราะมาช้อปที่นี่แล้วได้พบสินค้าที่แตกต่าง ไม่เหมือนใคร ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่ชัดเจน
สินค้าหรือแบรนด์ที่เลือกเข้ามาในแต่ละศูนย์การค้าก็จะแตกต่างตามกลุ่มเป้าหมาย รวมไปถึงพนักงานที่แม้จะไม่ได้เลือกตามคาแรกเตอร์ของศูนย์การค้าอย่างเฉพาะเจาะจง เพื่อให้เกิดการ Job Rotation ได้ แต่ทุกคนต้องเรียนรู้แบรนดิ้งและคอนเซปต์ของศูนย์การค้าที่ตัวเองทำงานอยู่ตอนนั้นอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งหน้าบ้านหรือฝ่ายสนับสนุน
โปรแกรม Job Rotation ก็เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์การบริหารบุคคลของสยามพิวรรธน์ จากศูนย์การค้าหนึ่งอาจย้ายไปอีกที่หนึ่ง ตำแหน่งหน้าบ้านอาจจะย้ายมาหลังบ้าน หรือย้ายสลับกัน
คุณวุฒิบอกว่าหากต้องรอให้หัวหน้าเกษียณหรือลาออกเพื่อให้พนักงานคนหนึ่งเติบโตคงเป็นไปได้ยาก ยิ่งในองค์กรที่พนักงานผูกพันมาก ๆ แทนที่จะโตขึ้น สยามพิวรรธน์กลับส่งเสริมให้คนโตข้างหรือโตกว้างและขยายขอบเขตความสามารถออกไปเพื่อพร้อมโตไปที่ไหนก็ได้ในองค์กร

คนแบบสยามพิวรรธน์
ที่นี่ทำเรื่องเทรนนิ่งอย่างจริงจัง โดยแบ่งออกเป็น 3 ประเภท
หนึ่ง Functional Skill คือทักษะที่จำเป็นสำหรับการทำงานตามบทบาทหน้าที่ของแต่ละหน่วยงาน
สอง Essential Skill คือทักษะที่พนังงานทุกคนต้องมี เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการทำงาน เช่น ทักษะการสื่อส่าร การใช้ Data หรือ AI
สาม Leadership Skill คือทักษะการเป็นผู้นำ เช่น การสร้างวิสัยทัศน์ การบริหารทีม การพัฒนาทีม การกระตุ้นจูงใจ และสร้างแรงจูงใจแก่พนักงาน
2 ปีที่ผ่านมา องค์กรทำ Workshop เรื่อง Core Value & DNA ของสยามพิวรรธน์ โดยวางเป้าหมายให้กับพนักงานมาเข้าร่วมครบ 100 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งที่ผ่านมามีพนักงานมาเข้าร่วมไม่ต่ำกว่า 1,300 คนแล้ว ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่น่าประทับใจมาก โดยใน Workshop นี้จะทำให้พนักงานได้เข้าใจถึงเป้าหมายสูงสุดของบริษัทว่าเรากำลังสร้างธุรกิจไปในทิศทางไหน วิถีในการทำธุรกิจของเราเป็นอย่างไร คุณค่าที่บริษัทได้สร้างขึ้นให้กับวงการธุรกิจและประเทศไทยคืออะไร และเชื่อมโยงมาสู่คุณค่าของพนักงานทุกคนได้อย่างไร กิจกรรมนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้พนักงานทุกคนได้ซึมซับค่านิยมองค์กร และปลุก DNA ของความเป็นสยามพิวรรธน์ขึ้นมา เพราะบ้านแห่งนี้ไม่ได้อยู่กันแค่ใช้ความสามารถ แต่เราใช้ใจในการทำงานในทุก ๆ วันด้วย
ตำแหน่งไหนหาคนยากที่สุด – เราสงสัย
“ตำแหน่งหาไม่ยากหรอก แต่คนที่มี DNA แบบสยามพิวรรธน์น่ะยาก” คุณวุฒิหัวเราะ
“แค่บอกว่าจะต้องหาคนที่เชื่อในการ Make the Impossible Possible ก็ยากแล้ว เวลาสัมภาษณ์เราเลยดูแค่ CV อย่างเดียวไม่พอ เรายังให้เขาทำแบบประเมินบุคลิกภาพและทัศนคติ ซึ่งจะแกะให้เห็นเลยว่าพนักงานที่มาสมัครงานกับเรามีคุณลักษณะเป็นอย่างไร แล้วเราจึงใช้ระบบประมวลผลขึ้นมาว่า คนคนนี้ฟิตกับวัฒนธรรม ความเชื่อ และวิถีในการทำงานในแบบของเราไหม ถ้าเป็นตำแหน่งเชิงเทคนิคก็จะมี IQ Test ด้วย”
คุณสมบัติของคนแบบสยามพิวรรธน์สรุปได้อย่างน้อย 5 ข้อ
- ต้องเชื่อว่าจะทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้
- ทำงานเป็นทีม Work as One
- ปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง ล้มแล้วลุกไว มีใจสู้ไม่ย่อท้อ
- เรียนรู้อยู่ตลอดเวลา พัฒนาตนเองอยู่เสมอ และมี Growth Mindset
- มีความมุ่งมั่นและมีใจที่อยากพาประเทศไทยไปชนะสู่เวทีโลก
คุณวุฒิเล่าต่อถึง Success Case ของการรับคนเข้าทำงานผ่านโปรแกรม Management Trainee ที่ปีก่อนมีคนสมัครเกือบ 800 คน ผ่านการคัดเลือกที่เข้มข้นหลายขั้นตอนจนเหลือแค่ 8 คน ที่เป็นคนรุ่นใหม่ที่ใจสู้ เรียนรู้ไว และมีศักยภาพสูง น้อง ๆ ที่เข้าโปรแกรมนี้มาจะต้องเรียนรู้ทุกธุรกิจ ตั้งแต่การชิมและแพ็กขนมไหว้พระจันทร์ที่ร้านอาหาร การทำสื่อการตลาด การทำแคมเปญงานอีเวนต์ต่าง ๆ การวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า ไปจนถึงเยี่ยมไซต์ก่อสร้างโครงการใหม่ นับเป็นการเรียนรู้ทั้งในเชิงการคิดและการลงมือทำที่จะทำให้เราได้คน Gen Z รุ่นใหม่ที่เก่งรอบด้านมาเติมเต็มทีมงานของสยามพิวรรธน์

นอกจากนี้ยังมีโปรเจกต์ที่ตั้งต้นโดยพนักงาน อย่างการลดใช้กระดาษได้เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ของทุกส่วนที่ลดได้ เทียบเท่ากับการรักษาต้นไม้ได้หลายพันต้น หรือกิจกรรมที่ชวนบัณฑิตวิศวกรรมศาสตร์ในออฟฟิศมาแข่งกันแก้ปัญหาเรื่องพลังงานสะอาด
สยามพิวรรธน์ทำยังไงให้คนอินกับงาน ไม่ใช่แค่มาทำงานเช้าแล้วกลับบ้าน
“มันเป็นเรื่องของเป้าหมาย บริษัทเราชัดเจนมาก ๆ ว่าทำธุรกิจไปเพื่ออะไร เราไม่ได้ทำเพื่อรายได้หรือกำไรอย่างเดียว แต่เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและเติมเต็มคุณภาพชีวิตคนไทย เติบโตอย่างยั่งยืนด้วยการเป็นที่ 1 ในใจผู้คน
“เราจะฝึกพนักงานเสมอว่าลูกค้าสำคัญที่สุด”
เมื่อบริษัทดูแลพนักงานเป็นอย่างดี พนักงานก็จะมีใจไปดูแลลูกค้าต่ออย่างดีต่อไปด้วย บางครั้งเรื่องเล็ก ๆ อย่างการที่พนักงานเก็บของลูกค้าไปคืนในที่ที่ใครก็คงไม่คิดว่าจะหาเจออย่างลานจอดรถก็เป็นเครื่องพิสูจน์สิ่งที่สยามพิวรรธน์กำลังทำอยู่นี้
คุณหนุ่ยทิ้งท้ายว่า “เมื่อเป้าหมายชัดและพนักงานอินกับเป้าหมาย เขาจะพบว่างานของเขาคือการสร้างความสุขและรอยยิ้มให้ลูกค้า และจะช่วยกันทำทุกอย่างเพื่อให้เห็นว่าประเทศไทยไม่แพ้ใคร พี่เองก็เลือกมาทำงานที่นี่เพราะเหตุผลนี้”
เหมือนผมเลย – คุณวุฒิยิ้ม

Website : www.siampiwat.com
