ดูเผิน ๆ นี่คือห้องแถวธรรมดา อุดอู้อยู่ในซอกหลืบ ตามไม่ทันความเจริญ
ดูให้ดี นี่คือสินทรัพย์รอการปัดฝุ่น รอคนมาใส่ใจ และทำกำไร
ดูให้สนุก นี่คือประสบการณ์ใหม่ที่นักท่องเที่ยวตามหา และอาจเป็นโอกาสใหม่ให้ผู้ประกอบการ
นี่คือเรื่องราวของ belivin’ เครือโรงแรมที่ปลุกตึกเก่าให้กลับมามีชีวิต ด้วยโมเดลธุรกิจสุดลีนที่คืนทุนใน 5 ปี ผ่านการออกแบบที่เคารพพื้นที่ มอบความสบายในการเข้าพักและความเป็นมิตรกับชุมชน จนมี Occupancy Rate เฉลี่ยทั้งปีเกินกว่า 80% ทั้งที่ไม่เคยซื้อโฆษณาเลย
เข้าสู่ปี 2026 นี้ แลนด์มาร์กท่องเที่ยวกำลังจะถูกลืม TOURISE Summit 2025 มองว่าคนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับการซื้อ ‘ประสบการณ์’ มากกว่าครอบครองสิ่งของหรือภาพถ่าย (Experience Economy) มองหาสถานที่ตรอกซอกซอยที่ไม่เคยถูกค้นพบ ทว่ามีความจริงแท้และแตกต่าง (Authenticity)
การเลือกที่พักก็เป็นส่วนหนึ่ง ไม่ใช่แค่ที่พักสวยหรูหรือแค่มีที่ซุกนอน แต่ในฝั่งของคนทำโรงแรม การเริ่มต้นลงเงินสร้างโรงแรมอาจใช้เวลาคืนทุนถึง 10 – 15 ปี เฮา-ดนัย พิสิฐานุสรณ์ CEO และ แพท-วิธัญญา อนันตกรณีวัฒน์ COO 2 ผู้ก่อตั้ง belivin’ จึงตั้งคำถามกับธุรกิจโรงแรมแบบดั้งเดิม

“จะทำโรงแรมอย่างไรให้เริ่มต้นได้เร็ว อยู่รอดได้จริง ขยายได้โดยไม่ต้องแบกความเสี่ยงมหาศาล” พร้อมกับทดในไว้ใจว่า อยากสร้างคุณค่าให้กับผู้ลงทุน แขกที่มาพัก พนักงาน และชุมชนรอบข้าง
ในวันนี้ทั้งคู่ทำได้แล้วกับ 2 สาขาแรก belivin’99 Residence Chinatown ที่เยาวราช และ belivin’98 Sense of Pier Sathon ที่เจริญกรุง
‘บีลิฟวิ่ง’ คือการอ่านแบบไทย ซึ่งพ้องกับคำภาษาอังกฤษว่า Belief ที่แปลว่า ความเชื่อ บวกกับ Living In ที่สื่อถึงการใช้ชีวิต ทั้งคู่เชื่อว่าอย่างไรน่ะหรือ บอกก่อนว่าไม่ได้เชื่อแค่เลขมงคล 99 แต่มีสูตรลับที่ทำให้ทั้งทีมเดินไปสู่เป้าหมายร่วมกัน
เปิดประตูเดินเข้าตึกมาหาคำตอบกันได้เลย

เริ่มจากค้นพบคุณค่าในตึก (ลับ)
ผู้ก่อตั้ง belivin’ มีพื้นฐานจากสายงานคนละฝั่ง แพทมาจากฝั่งการตลาดและการขาย ส่วนเฮาเป็นสายครีเอทีฟและออกแบบ ทั้งคู่พบกันที่คอร์สเรียนของสถาบันอสังหาริมทรัพย์แห่งหนึ่ง เคยร่วมหัวจมท้ายทำโครงการบ้านพูลวิลล่าย่านลาดพร้าวที่ขายได้หลังละ 25 ล้าน คนภายนอกอาจมองว่าเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ แต่…
ประสบการณ์เจ็บแปลบที่ทั้งคู่มีร่วมกันคือการเห็นเงินจมปลักจากการทำโครงการบ้านขนาดใหญ่ แต่ในขณะเดียวกันก็ได้เห็นเงินเข้าสม่ำเสมอ จากการปล่อยเช่าระยะสั้นของ Airbnb ที่แพททำมาเป็นสิบปีสู่ระดับ Superhost
“ตอนโควิด-19 มา ทุกอย่างหยุดหมดเลย เราจึงเข้าใจว่า Cash Flow สำคัญมาก การทำบ้านต้องลงเงินก้อนใหญ่ก่อนแล้วค่อยได้เงินตอนสุดท้าย” แพทเล่าถึงบทเรียนราคาแพง
แพทและเฮาจึงลองวิธีใหม่ โดยไม่สร้างอาคารใหม่ แต่เลือกเข้าไปรีโนเวตตึกเก่าที่ถูกทิ้งร้างให้เป็นโรงแรมเล็ก ๆ ในทำเลที่ยังมีชีวิต มีผู้คน และมีบริบททางวัฒนธรรม ที่สำคัญคือ belivin’ ไม่ถือครองสินทรัพย์หนัก แต่ใช้การร่วมทุน (Joint Venture) กับเจ้าของตึกหรือนักลงทุน แล้วแบ่งผลประโยชน์กัน
โมเดลนี้ช่วยลดต้นทุนตั้งต้นมหาศาล ไม่ต้องซื้อที่ดิน ไม่ต้องก่อสร้างหลายปี เปิดดำเนินการได้ภายใน 6 เดือน และมีเสน่ห์เฉพาะตัวจากอาคารโบราณในย่านเก่าแก่ที่ยากจะลอกเลียนแบบ
แพทและเฮาเริ่มสร้างความเชื่อในแบรนด์ belivin’ เปลี่ยนภาพขาวดำในหัวของใครหลายคนให้มีสีสันสดใสขึ้น เหมือนสีเขียวชมพูบนโลโก้ของบริษัทที่เชื่อในการชุบชีวิตตึกเก่าให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง
“Bring Old Buildings Back to Life”

เคล็ดลับวิชา (ลงทุน) ตัวเบา
ลองจินตนาการว่า หากเราเป็นเจ้าของตึกเก่าของครอบครัวที่ตกทอดมาหลายรุ่น แต่ไม่มีใครอยากอยู่ตึกเก่า ๆ ไม่มีพื้นที่พอให้ค้าขาย ไม่มีเงินซ่อมแซมใหม่ ไม่มีเวลามานั่งปล่อยเช่า ไม่มีใครกล้าตัดสินใจอะไรเลย แต่แล้ววันหนึ่ง มีคนเดินเข้ามายื่นข้อเสนอ
belivin’ ใช้โมเดลการลงทุน 2 รูปแบบหลัก
1. ร่วมทุน
เป็นการลงทุนร่วมกันระหว่างเจ้าของตึก และ belivin’ โดย belivin’ บริหารให้ทั้งหมด ตั้งแต่ออกแบบ รีโนเวต ตกแต่ง จนถึงเปิดบริการรับลูกค้า และนำรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายมาแบ่งกันตามสัดส่วนที่ลงทุน โครงสร้าง Profit Sharing นี้ทำให้ทุกฝ่ายเติบโตไปด้วยกัน นี่เป็นโมเดลของ belivin’99 (สาขาเยาวราช)


2. รับการสนับสนุนเงินทุน 100% จากนักลงทุนอิสระ
belivin’ ทำหน้าที่เป็นผู้บริหารจัดการเงินทุนทั้งหมด จ่ายค่าเช่าพื้นที่อาคารให้เจ้าของตึก จ่ายผลตอบแทนคงที่ให้กับนักลงทุน และคืนเงินต้นให้ตามสัญญา ซึ่ง belivin’98 (สาขาเจริญกรุง) ใช้โมเดลนี้
ช่วงเวลาสำรวจตึกและประเมินความเป็นไปได้ ใช้เวลานานโขยิ่งกว่าการรีโนเวตเสียอีก แต่หุ้นส่วนคนสำคัญอย่าง ปุ๋ย-ปฏิการ กนกศิริมา CFO ของ belivin’ เชื่อว่า แผนการเงินที่รัดกุม ยิ่งทำให้นักลงทุนมั่นใจ
“เราสำรวจตึกมาเป็นร้อยหลัง ทำ Feasibility นับร้อยแผ่นกว่าจะได้ตึกมาสักหลัง บางหลังเจ้าของน่ารัก ทำเลดี แต่แบ่งห้องได้น้อยก็ไม่คุ้ม ตึกเก่ามักมีปัญหาเรื่องระบบน้ำ เพราะบ้านสมัยก่อนมีห้องน้ำแค่ห้องเดียว แต่เราก็หาทางทำห้องน้ำแยกจนได้ ผมกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญระบบเดินท่อประปาไปแล้ว” เฮาเล่าติดตลก

เสริมด้วยการคุมต้นทุนที่ฉลาดมาก เช่น การเลือกเช่าเฉพาะอาคารชั้นบน เป็นการแยกส่วนที่พัก ออกจากพื้นที่ค้าปลีกชั้นล่างที่ค่าเช่าแพง ทำให้เข้าถึงทำเลใจกลางเมืองได้ในต้นทุนที่ต่ำกว่าปกติ การเปลือยผนังบางจุดให้ยังคงความขลังของตึกเก่า หรือหลีกเลี่ยงการปรับปรุงฟาซาดหน้าอาคาร (Facade)
“ลูกค้าไม่ได้นอนบนฟาซาดเสียหน่อย แต่นอนบนห้อง ขออภัยที่กวน (หัวเราะ) ข้อดีคืออาคารเก่ายังคงกลมกลืนกับบริบทชุมชนและเป็นการลดค่าใช้จ่ายสูงโดยไม่จำเป็น” เฮามองว่าทุกส่วนของตึกทำเงินได้ ด้วยการใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด อย่างการให้เช่าพื้นที่คาเฟ่ชั้นล่างและป้ายโฆษณา

หนึ่งในกลยุทธ์ก่อนปรับปรุงตึก คือการพบปะสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านโดยรอบ เพื่อชี้แจงแผนงานและสร้างความเข้าใจ ช่วยป้องกันปัญหาร้องเรียนภายหลัง
แม้จะสร้างเสร็จแล้ว ทั้งคู่ยังคิดเผื่อไปถึงกลยุทธ์การบำรุงรักษาทรัพย์สินอย่างยั่งยืน โดยกันรายได้ส่วนหนึ่งไว้เป็น ‘กองทุนสำรองค่า Maintenance’ สำหรับดูแลคุณภาพของห้องพักให้ดูใหม่อยู่เสมอ
โรงแรมสร้างประสบการณ์ลับ
แพทและเฮาไม่ได้วางตำแหน่งธุรกิจเป็นเพียงโรงแรมทั่วไป แต่สร้างนิยามใหม่ในฐานะ ‘Experience Hotel’ หรือโรงแรมที่มอบประสบการณ์อันเป็นเอกลักษณ์ สร้างคุณค่าจากสิ่งที่มีอยู่เดิม ผสานกับเสน่ห์ของชุนชนโดยรอบ โดยมีกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย คือ ‘Blended Traveler’ นักเดินทางยุคใหม่ที่ผสมผสานการทำงานและการพักผ่อน ต้องการสัมผัสวิถีชีวิตและวัฒนธรรมท้องถิ่น
แต่ก่อนอื่นทั้งคู่ต้องลองเป็นลูกค้าเองเสียก่อน ทั้งคู่ทดลองเข้าพักในโรงแรมต่าง ๆ อย่างบ้าคลั่ง เดินสำรวจพื้นที่วันละหลายหมื่นก้าว ยกกล้องมือถือถ่ายวันละนับพันรูป เพื่อค้นหาร้านอาหารท้องถิ่นหรือสถานที่ที่ซ่อนอยู่
“ช่วงนี้มีทีมงานเยอะขึ้น มีสัปดาห์ที่เราแบ่ง ๆ กันไปจองโรงแรมนอน เพื่อหาข้อมูลและนำมารีวิวกัน ก่อนตัดสินใจเปิดสาขาใหม่ในแต่ละพื้นที่” เฮาเล่าถึงกระบวนการวิจัยตลาดเชิงลึกที่กำลังทำระหว่างเปิดสาขาที่ 3

เมื่อได้ฝึกเป็นแขกโรงแรมมืออาชีพ แพทและเฮาจึงพอจับทางได้ว่าอะไรคือ Positive Vibe หรือ ความรู้สึกเชิงบวกที่แขกต้องสัมผัสได้ตั้งแต่วินาทีแรกที่ก้าวเข้ามา นำมาสู่องค์ประกอบสำคัญ 3 ข้อ และเป็นดีเอ็นเอของ belivin’
1. ความสะดวกที่คิดมาอย่างดี
ทุกรายละเอียดในห้องพักคำนึงถึงการใช้งานจริงของ Blended Travelers เช่น ปลั๊กไฟในจุดที่ใช้งานสะดวก ไม่ว่าอยู่ใน Leisure Mode นอนเล่นมือถือก็มีปลั๊กไฟใกล้เตียง หรือ Business Mode มีโต๊ะทำงานที่เปิดกล้องแล้วไม่เห็นเตียงนอน อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงรองรับการประชุมออนไลน์ มีระบบ Self Check-in ที่รวดเร็ว มาถึงเวลาไหนก็เข้าที่พักได้ด้วยตัวเองแบบไม่ต้องรอ
“เราให้เข้าประตูด้วยการกดรหัสก็จริง แต่เป็นรหัสชั่วคราวที่สร้างให้เฉพาะแต่ละห้อง หมดอายุเมื่อเช็กเอาต์ ปลอดภัยกับแขกคนต่อไป มีกล้องวงจรปิดที่ใช้แอปพลิเคชันดูประวัติการเข้าออกได้ และมีพนักงานประจำตึก ดูแลความปลอดภัย อำนวยความสะดวกในทุกเรื่อง” แพทเสริม


2. ที่สุดแห่งความสบาย
เตียงสบาย ห้องน้ำสะอาด คือสิ่งที่แขกทุกโรงแรมคาดหวัง belivin’ ใช้เตียงนอนจากโรงงานผลิตเกรดเดียวกับโรงแรมระดับ 5 ดาว จัดวางพร้อมหมอน 4 ใบที่มีทั้งหนาแน่นและนุ่มฟู ให้แขกเลือกได้ตามความชอบ ใช้ผ้าขนหนูที่สัมผัสสบายตัว ไม่แบน ไม่บาง ในห้องน้ำมีฝักบัวน้ำแรง สุขภัณฑ์สะอาดเอี่ยม สบู่แชมพูแบบเติม และยังมี Pantry เล็ก ๆ พร้อมอ่างล้างจาน ไมโครเวฟ จานชาม ตู้เย็นขนาดใหญ่ จุดเติมน้ำดื่มฟรี ถังแยกขยะ และถุงผ้าสำหรับช้อปปิ้ง


สิ่งเล็ก ๆ เหล่านี้ช่วยสร้างประสบการณ์ที่ดี ไม่ว่าจะอยู่สั้นหรืออยู่ยาวนานนับเดือน ให้สบายตัว สบายใจ โดยเฉพาะแขกที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม
“แขกที่มาพักคนหนึ่งถามว่า ขายหมอนด้วยไหม อยากซื้อกลับไปสักใบ เป็นการนอนที่ดีที่สุดในรอบหลายปีเลย นั่นทำให้เราเริ่มคิดทำสินค้าของตัวเอง จนตอนนี้เรามีแค็ตตาล็อกและชั้นวางขายของ ทั้งหมอน ผ้าปู ผ้าเช็ดตัว แก้วน้ำ เครื่องหอม ซึ่งผลิตภัณฑ์บางชิ้นเราเลือกจากชุมชนที่ให้เขาขายตามราคาที่ต้องการ โดยไม่ตัดราคา” แพทเล่าอย่างอารมณ์ดีถึงที่มาของอีกหนึ่งช่องทางรายได้

3. ความใส่ใจแม้ไม่ได้พบหน้า
แม้จะไม่มีพนักงานต้อนรับตลอด 24 ชั่วโมง แต่ belivin’ เติมเต็มความใส่ใจผ่านช่องทางดิจิทัล เช่น การตอบข้อความผ่าน WhatsApp หรือ LINE อย่างฉับไว การส่งข้อความสอบถามความเป็นอยู่อย่างเป็นมิตร เข้าใจแขกที่มาพักด้วยข้อมูลที่เก็บมานับสิบปีจากการทำ Airbnb หรือการแก้ปัญหาเรื่องห้องพักให้ด่วนจี๋ เพราะแอดมินแจ้งเรื่องกับพ่อบ้านที่อยู่ประจำตึกได้โดยตรง
“เทคโนโลยีช่วยให้เร็ว แต่ความใส่ใจทำให้คนอยากกลับมา” เฮาเล่าว่ามีแขกที่กลับมาพักซ้ำถึง 6 รอบ belivin’ ได้ต้อนรับแขกจาก 100 กว่าประเทศภายในเวลาแค่ปีกว่า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวยุโรป
สูตร (ไม่) ลับเพิ่มเสน่ห์
“เราไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างเอง และบางครั้งการไม่ทำบางอย่าง กลับทำให้คนรอบข้างเติบโตไปด้วยกัน” เฮาบอกอย่างภาคภูมิใจ พร้อมพาเดินดูของกระจุกกระจิกในห้อง
คูปองบนโต๊ะ – ให้แขกได้ไปทานอาหารเช้าที่ร้านต่าง ๆ ในย่าน ที่นี่ไม่มีครัวอาหารเช้า ซึ่งดูเหมือนจะเป็นข้อด้อย แต่ผ่านการคิดมาอย่างละเอียดเพื่อให้เกิดการสนับสนุนธุรกิจชุมชน และยังช่วยลดต้นทุน ทำให้ราคาห้องพักแข่งขันได้
แฟ้มบนเตียง – ที่อ่านเพลินเหมือนหนังสือเล่มหนึ่ง ไม่เพียงบอกร้านเด็ด ทั้งเช้า กลางวัน เย็น แต่ยังบอกลายแทงสถานที่สำคัญในย่าน พร้อมทิปเล็ก ๆ ที่ไม่อยู่ในไกด์บุ๊ก ให้แวะไปเดินเยี่ยมชมได้หลังปิดคอมเลิกงาน
“หากเดินจากโรงแรม belivin’99 ไปเพียง 100 เมตร จะเจอศาลเจ้าพ่อยี่กอฮงซ่อนอยู่บนชั้น 4 ของสถานีตำรวจนครบาลพลับพลาไชย ขึ้นชื่อในหมู่นักท่องเที่ยวชาวสิงคโปร์ แต่คนไทยไม่ค่อยรู้จัก” เฮากระซิบ
ไม้บนผนัง – ใช้เศษเหลือจากการทำเฟอร์นิเจอร์มาสร้างสรรค์เป็นงานศิลปะตกแต่งในโรงแรม ตามแนวคิด ‘Turn Trash to Cash’ โดยมี นพ-นพดล เทพสินธพสกุล หุ้นส่วนและ Experience Designer คอยใส่ใจทุกรายละเอียดในการสร้างมูลค่าเพิ่ม ตั้งแต่ตึกยันเศษไม้ อย่างแผ่นไม้รูปเรือและปลาที่โรงแรม belivin’98 มาจากเรื่องราวขององค์การสะพานปลาฝั่งตรงข้ามโรงแรม แหล่งค้าขายริมน้ำเก่าแก่กว่า 70 ปี เคียงคู่ถนนสายแรกของกรุงเทพฯ

“เราชอบความมีเสน่ห์ของย่านเก่า เมืองไทยมีวัฒนธรรมที่น่าหลงใหล เราอยากให้ belivin’ เป็นเหมือนแพลตฟอร์มที่เล่าเรื่องราวให้คนรู้จักประเทศไทยมากขึ้น” เฮาย้ำความตั้งใจแน่วแน่ว่า แต่ละสาขาจะมีดีไซน์ที่ต่างกัน เพื่อบอกเล่าเสน่ห์ในแต่ละย่าน
เขามองว่าแพลตฟอร์มจองที่พักออนไลน์ (OTAs) อย่าง Agoda หรือ Booking.com ไม่ใช่แค่ช่องทางการขาย แต่เป็นเครื่องมือทางการตลาดที่ทรงพลัง ช่วยนำเสนอเสน่ห์ของไทยให้รู้จักไปทั่วโลกโดยไม่ต้องลงทุนมหาศาล
เรื่องลับ ๆ ของแขกเข้าพัก
ปัจจุบัน belivin’ มีทีมงานหลักทั้งหมด 7 คน รวมเฮาและแพท มีพนักงานดูแลสาขาละเพียง 2 คน ใช้ระบบ Host ที่ทำงานทางไกลกันได้ เพิ่มความยืดหยุ่นให้พนักงานมีเวลาไปรับ-ส่งลูก ส่งเสริมพลังบวก มีความสุขในชีวิตส่วนตัว ผลลัพธ์คือทำให้พวกเขาสนุกไปกับส่งมอบบริการใหม่ ๆ ที่เหนือความคาดหมาย
ครั้งหนึ่ง นุ่ม ผู้จัดการโรงแรม เจอกระเป๋าเงินของแขกตกใต้โต๊ะร้านกาแฟ ทั้ง ๆ ที่แขกนึกว่าทำหล่นหายในรถแท็กซี่ เมื่อไม่ต้องเฝ้ารีเซปชันตลอดเวลา และรู้สึกร้อนใจยิ่งกว่าแขก หลังจากเธอส่งข้อความไปหาจึงทราบว่าอีก 45 นาทีเครื่องจะออก เธอรีบขับรถจากเยาวราชไปสนามบินสุวรรณภูมิ วิ่งสุดแรงเกิด แต่เกตปิดแล้ว ต้องต่อรองกับเจ้าหน้าที่อยู่พักใหญ่ จนเขายอมให้ส่งกระเป๋าเงินถึงมือในเสี้ยววินาทีสุดท้ายก่อนเครื่องขึ้น – แพทเล่าเหมือนเหตุการณ์ในหนังไม่มีผิด

อีกเหตุการณ์ เมื่อทีมงานได้รับข้อความจากคุณแม่ชาวยุโรปที่จองห้องพักให้ลูกมาเที่ยวเมืองไทย แต่ลูกเกิดป่วยกะทันหัน นุ่มขึ้นไปดูอาการและเห็นว่าอาการหนักเกินกว่าแค่ทานยา จึงช่วยพาลูกไปส่งโรงพยาบาลและไปเยี่ยมไข้ทุกวัน พร้อมกับรายงานคุณแม่เป็นระยะ
ส่วนเรื่องเซอร์ไพรส์ขอให้บอก เมื่อพนักงานชวนคุยกับคู่รักชาวฝรั่งเศสแล้วเผลอรู้วันครบรอบแต่งงาน จึงแอบไปซื้อดอกไม้มาวางไว้เต็มห้อง แขกประทับใจจนส่งข้อความมาขอบคุณยกใหญ่
“หลังจากนั้นมีแขกจากฝรั่งเศสจองมาอีกเพียบเลย เพราะอยากฉลองวันครบรอบ ไม่รู้ว่าไปเห็นจากเพื่อนโพสต์หรือรีวิว ทั้ง ๆ ที่เราไม่เคยเขียนว่ามีบริการสำหรับ Anniversary” เฮาเล่าเป็นเรื่องปกติ ทุกวันนี้ก็มีบิลค่าดอกไม้ ลูกโป่ง ขนม มาขอเบิกอยู่เนือง ๆ
หรือแม้แต่แขกที่ไม่ได้เข้าพัก ก็ยังมีเรื่องเซอร์ไพรส์
“ลูกค้าประจำจากศรีลังกาอยากมาพักซ้ำ แต่ห้องพักเราเต็มทั้ง 2 สาขา เขาจึงแวะเอาชาศรีลังกามาฝากผู้จัดการโรงแรม มานั่งคุย ขอปรึกษาเรื่องเที่ยวต่อ คิดดูสิ จากลูกค้ากลายมาเป็นเพื่อนสนิท เราเองก็ยังประหลาดใจที่การให้พื้นที่กับคนทำงานอย่างอิสระจะทำให้เกิดมิตรภาพงดงามได้ขนาดนี้”
ทั้งหมดนี้นำมาสู่ความสัมพันธ์อันอบอุ่นและรีวิวจริงนับพันจากลูกค้า โดยที่ belivin’ ไม่เคยซื้อโฆษณาแม้แต่บาทเดียว
“เรามี จัมพ์ สถาปนิกที่เป็นพนักงานประจำ ที่อื่นอาจทำงานกับสถาปนิกแค่ช่วงก่อสร้าง แต่เรามีสถาปนิกเพื่อปรับสิ่งต่าง ๆ ให้ตอบโจทย์ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ช่วงว่างจากงานออกแบบ สถาปนิกเรากลายเป็นดาว TikTok สนุกกับการถ่ายคอนเทนต์มากเลย” เฮาเปิดคลิปสนุก ๆ ที่เป็นมากกว่าการแนะนำโรงแรม เรียกว่าพาเที่ยวย่านเลยก็ว่าได้


สมการลับ – เล็ก ลีน คืนทุนไว
แพทและเฮาเปิดสมการขยายธุรกิจ belivin’ ที่คล่องตัวขึ้น ขยายผลได้ง่ายขึ้น และยืดหยุ่นต่อวิกฤตการณ์ในอนาคต
“ทุกห้องพักมีฟังก์ชันรองรับการเข้าพักระยะยาวได้ เปลี่ยนเป็นโมเดลการเช่าแบบที่พักอาศัยได้ เพื่อครอบคลุมต้นทุนได้ทันที หากเกิดวิกฤตแบบโควิด-19 ขึ้นอีกครั้ง”

แทนที่จะสร้างโรงแรมใหญ่ไม่กี่แห่ง belivin’ เลือกขยายหลายสาขาเล็ก เพื่อสร้างการรับรู้ของแบรนด์ และให้ Cash Flow หมุนเข้ามาต่อเนื่อง แต่ละแห่งมีประมาณ 10 – 30 ห้อง นั่นเท่ากับเงินลงทุนต่ำ ใช้คนดูแลไม่เยอะ ปรับได้เร็ว หากไม่เวิร์กก็ไม่เจ็บหนัก
ผลลัพธ์คือโมเดลนี้คืนทุนได้ใน 4 – 5 ปี (คำนวณจาก Occupancy Rate 70% ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยในกรุงเทพฯ) ซึ่งถือว่าเร็วมาก เมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมโรงแรมแบบดั้งเดิม
“ช่วงปลายปีที่ผ่านมา เห็นยอดจองเข้าพักกว่า 98% ก็ยิ่งดีใจ และเรายังรักษารีวิวบนแพลตฟอร์มใหญ่ ๆ ได้ในระดับเกิน 9 คะแนน แสดงว่าเรามาถูกทาง ตอบโจทย์นักท่องเที่ยว และตอบนักลงทุนได้อย่างสบายใจ” เฮาเสริม

จาก 99 ถึง 0
ในที่สุดก็ถึงเวลาเฉลยว่า ทำไมต้องมีเลขต่อท้ายชื่อโรงแรม แถมวิ่งจากเลข 99…98…
“เราเริ่มจากเลข 99 เพราะเป็นการนับถอยหลังสู่เป้าใหญ่ที่วางไว้ ทำให้ทีมงานเห็นว่าเรามีเป้าหมายที่ 100 สาขาโดยไม่ต้องคอยย้ำ พวกเขาต้องพัฒนาตัวเองตลอดเวลาเพื่อไปสู่เป้าหมายด้วยกัน นี่เป็นเคล็ดลับที่ทำให้ทุกคนเห็นภาพเดียวกัน” แพทตอบอย่างง่ายดาย
วิสัยทัศน์ในอนาคตของ belivin’ นั้นยิ่งใหญ่และชัดเจน ทั้งคู่มีแผนจะขยายให้ครบ 10 สาขาในปี 2026 ให้ครบ 100 สาขาภายในปี 2030 ทั้งในกรุงเทพฯ และจังหวัดอื่น ๆ เช่น ภูเก็ต เชียงใหม่ รวมทั้งประเทศเพื่อนบ้าน
“แต่เราทำทั้ง 100 สาขาไม่ได้แน่นอน ทุกวันนี้เราสนุกกับการเจอคนที่ฝันเหมือนกัน ไม่ว่าจะมีตึก เงิน เวลา หรือประเด็นที่อยากทำ เราก็พร้อมขยายฝันไปด้วยกัน โดยให้ตึกของเราเป็นพื้นที่สร้างสรรค์และทำเงิน” เฮาเชื้อเชิญ
เป้าหมายสูงสุดของ belivin’ คือการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ (IPO) ภายใน 5 ปี ซึ่งเป็นตลาดที่ให้ความสำคัญกับธุรกิจแบบ Asset-light ที่ขับเคลื่อนด้วยไอเดียและนวัตกรรม นำแนวคิด Bring Old Buildings back to Life ไปสร้างคุณค่าและประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้กับอาคารที่ถูกทิ้งร้างทั่วโลก
สิ่งที่ทั้งสองเน้นย้ำเสมอคือ “belivin’ ไม่ได้เติบโตด้วยตึก แต่เติบโตด้วยคน” ตั้งแต่เจ้าของตึก คนในชุมชน ทีมงาน ไปจนถึงนักลงทุน
ภาพฝันของ belivin’ อาจชูช่อใบไปถึงต่างประเทศ แต่รากของธุรกิจยังคงอยู่ที่ประเทศไทย คือการออกแบบโรงแรมที่เบาในเชิงทรัพย์สิน หนักในเชิงความสร้างสรรค์ จริงใจกับพื้นที่และชุมชนเสมอมา








