24 ธันวาคม 2025
449

การเดินทางไปต่างแดนแต่ละครั้งล้วนมีหมุดหมายแตกต่างกันออกไป เราไม่เคยไปฮ่องกงมาก่อน ฮ่องกงในความทรงจำของเราจึงหยุดอยู่ในภาพยนตร์ยุค 90 ที่ผู้คนแต่งตัวโก้เก๋ สวมเสื้อหนัง กางเกงยีน ถุงน่องตาข่าย บ้างสวมแว่นตาดำ เดินโลดแล่นท่ามกลางแสงไฟนีออนที่สาดส่องทั่วทั้งเมือง 

เราจดจำเรื่องแฟชั่นและศิลปะของฮ่องกงไว้แบบนั้น 

แต่เมื่อได้ไปเยือนเมืองนี้เป็นครั้งแรก ได้มาเปิดหู เปิดตา และเปิดใจ สำรวจโลกแฟชั่นของฮ่องกงในปัจจุบันในเทศกาล Hong Kong Fashion Fest 2025 เรารู้ได้ทันทีว่าดินแดนแห่งนี้เต็มไปด้วยพลังของศิลปะและการออกแบบนับตั้งแต่ปี 2023 ฮ่องกงทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างแฟชั่นตะวันตกกับตะวันออก พวกเขาทุ่มเทอย่างหนักในการผลักดันตัวเองสู่การเป็นศูนย์กลางด้านการออกแบบแฟชั่นของเอเชียผ่านการจัดเทศกาล Hong Kong Fashion Fest อย่างต่อเนื่อง

ในปีนี้ สำนักงานเศรษฐกิจและการค้าฮ่องกงประจำกรุงเทพมหานคร (HKETO Bangkok) ชวนเรามาร่วม Hong Kong Fashion Fest สิ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจคือแฟชั่นโชว์และนิทรรศการที่กระจายตัวจัดแสดงตามสถานที่สำคัญทางวัฒนธรรม รวมถึงพื้นที่ด้านการออกแบบแฟชั่นทั่วเมือง ฮ่องกงยังร่วมมือกับ Paris Fashion Week และ Milano Fashion Week เพื่อดึงดูดนักออกแบบและคนทำงานในอุตสาหกรรมแฟชั่นจากทั่วโลกให้มารวมตัวกัน

ความสนุกของเทศกาลนี้คือการควบรวมแฟชั่นและศิลปะมัลติมีเดียเข้าด้วยกัน เราได้เห็นการนำเสนอเสื้อผ้าในรูปแบบที่แปลกใหม่ของดีไซเนอร์ท้องถิ่นและนานาชาติที่ให้ความสำคัญกับวาระระดับโลกอย่างเรื่องความยั่งยืน คอลเลกชันต่าง ๆ ที่ไม่เพียงสวยงาม แต่เต็มไปด้วยแนวคิดเชิงลึกและนวัตกรรมที่ท้าทายกรอบเดิมของวงการแฟชั่น

เราขออาสาพาไปทัวร์บางส่วนของ Hong Kong Fashion Fest 2025 และเล่าให้ฟังว่าวงการแฟชั่นของฮ่องกงในห้วงเวลานี้กำลังเคลื่อนไปในทิศทางใด

VIRTUOSE: The Artistry of Couture 2025
เสื้อผ้ากูตูร์ของดีไซเนอร์นานาชาติ

เราเดินทางไปยังท่าเรือเฟอร์รีเซ็นทรัลหมายเลข 4 เพื่อชมแฟชั่นโชว์ VIRTUOSE หนึ่งในโชว์ที่โดดเด่นที่สุดของเทศกาล 

เป็นครั้งแรกที่เราได้ชมแฟชั่นกูตูร์หรือการตัดเย็บชั้นสูงด้วยตาเนื้อ รวมดีไซเนอร์รุ่นใหม่ที่น่าจับตามองจาก 4 ดินแดนมาไว้บนรันเวย์เดียวกัน แต่ละคนถ่ายทอดเอกลักษณ์เฉพาะตัวผ่านเทคนิคการตัดเย็บที่ต่อยอดมาจากวัฒนธรรมและรากเหง้าของถิ่นฐานตนเอง

Zhaoyi Yu ดีไซเนอร์จากจีนแผ่นดินใหญ่ ปัจจุบันทำงานอยู่ที่ลอนดอน เข้าสู่วงการด้วยการเปิดตัวคอลเลกชันแรกที่งาน London Fashion Week 2024 เขาได้รับการยกย่องจากนิตยสาร 10 Magazine ว่าเป็นหนึ่งในนักออกแบบที่เปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์ แม่นยำในเทคนิคสิ่งทอที่ล้ำสมัย 

ผลงานที่นำเสนอในโชว์ VIRTUOSE โดดเด่นด้วยการนำศิลปะการฝังมุกแบบจีนดั้งเดิมมาตีความใหม่ให้เป็นศิลปะที่สวมใส่ได้ในรูปแบบของชุดราตรี ตัดเย็บจากผ้าไหมมันวาวและโปร่งแสง ให้ความรู้สึกเหมือนกลีบดอกไม้บางเบาที่พลิ้วไปตามการเคลื่อนไหว เสริมรายละเอียดด้วยเครื่องประดับจากเปลือกหอย เพื่อเชื่อมโยงเสื้อผ้าเข้ากับโลกของธรรมชาติอย่างแนบแน่น

“โปรเจกต์นี้พูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และธรรมชาติ ฉันเริ่มต้นแนวคิดในการออกแบบจากปรัชญาและวิถีแบบจีนดั้งเดิม” Zhaoyi Yu กล่าว 

Peet Dullaert ดีไซเนอร์ชาวดัตช์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเสื้อผ้ากูตูร์ ก่อตั้งแบรนด์ PEET DULLAERT ในปี 2012 โดยมุ่งมั่นสร้างสรรค์แฟชั่นที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนควบคู่ไปกับงานฝีมือขั้นสูง

ผลงานที่นำเสนอในโชว์ VIRTUOSE ได้รับแรงบันดาลใจมาจากผู้คนรอบตัว เขาตัดเย็บเสื้อผ้าโดยไม่ทำมู้ดบอร์ด เริ่มต้นจากกายภาพของผู้สวมใส่และการเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวัน ถ่ายทอดออกมาเป็นชุดราตรีหรูหราที่ประดับด้วยคริสตัล เน้นเส้นสายและโครงสร้างที่ให้ความรู้สึกพลิ้วไหวอย่างเป็นธรรมชาติ

“ผมให้ความสำคัญกับการเคลื่อนไหวของผู้คนมากที่สุด เมื่อคุณขยับแขน เสื้อผ้าควรจะตัดเย็บให้แขนเสื้อขยับได้อย่างลื่นไหล สบายตัว” Peet Dullaert กล่าว 

Tomo Koizumi ดีไซเนอร์จากประเทศญี่ปุ่น ผู้หลงใหลชุดราตรีกูตูร์ ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญด้านแฟชั่นของประเทศอย่างรวดเร็ว และโด่งดังไปทั่วโลกจากการนำเสนอผลงานใน New York Fashion Week 2019 

ผลงานของเขาโดดเด่นด้วยรูปทรงที่คล้ายประติมากรรมและสีสันสดใส อยู่ก้ำกึ่งระหว่างแฟชั่นกับงานศิลปะ สำหรับคอลเลกชันนี้ เขานำเสนอชุดแต่งงานที่เปี่ยมด้วยพลังและสีสัน จุดเด่นอยู่ที่กระโปรงทรงพองฟูขนาดใหญ่ ซึ่งกลายเป็นไฮไลต์ที่แย่งซีนบนรันเวย์ได้อย่างน่าจดจำ

“ผมอยากเปลี่ยนความคิดอนุรักษนิยมที่ว่าเจ้าสาว (โดยเฉพาะในญี่ปุ่น) ไม่ควรใส่อะไรที่ตะโกนมากจนเกินไป อยากทำให้เจ้าสาวมั่นใจที่จะสวมใส่เสื้อผ้าที่แตกต่าง ชุดเจ้าสาวที่ผมออกแบบจึงใส่ความสนุกและขับเน้นให้เจ้าสาวเจิดจรัสที่สุด” Tomo Koizumi กล่าว 

Caroline Hu ดีไซเนอร์สาวชาวฮ่องกง เป็นที่รู้จักจากการถ่ายทอดประสบการณ์ชีวิตที่ลึกซึ้งและกินใจผ่านงานออกแบบแฟชั่นกูตูร์ที่เต็มไปด้วยรายละเอียดของงานฝีมือ 

เธอมีจุดยืนชัดเจนในการสนับสนุนอิสระและเสรีภาพของผู้หญิง และสื่อสารแนวคิดนี้ออกมาผ่านคอลเลกชันเสื้อผ้า เรายกให้คอลเลกชันนี้เป็นหนึ่งในผลงานที่ชวนหลงรักเป็นพิเศษ ด้วยงานปักมืออันละเมียดละไม นำทักษะการปักแบบดั้งเดิมมาประยุกต์บนผืนผ้าอย่างร่วมสมัย ผสานแรงบันดาลใจจากภาพวาดสีน้ำมัน ถ่ายทอดออกมาเป็นชุดราตรีที่ให้ความรู้สึกอ่อนโยน โรแมนติก และมีดอกไม้เป็นองค์ประกอบสำคัญ

“เสื้อผ้าของฉันเป็นตัวแทนของผู้หญิงที่ใส่ใจและรู้จักตัวตนของตัวเอง เป็นคนที่โรแมนติกและรักอิสระ แต่งตัวในแบบที่ตัวเองชอบได้” Caroline Hu กล่าว 

เราว่าการนำเสนอแฟชั่นกูตูร์โดยดีไซเนอร์นานาชาติและเลือกจัดแสดงที่ฮ่องกง คือภาพสะท้อนการขยายขอบเขตโลกแฟชั่นในปัจจุบัน แฟชั่นกูตูร์อาจเคยถูกมองว่าเป็นตลาดเฉพาะ เกิดขึ้นในลอนดอนหรือปารีสเท่านั้น แต่ปัจจุบันไม่เป็นแบบนั้นอีกต่อไป กูตูร์เกิดขึ้นได้ทุกที่ โดยดีไซเนอร์จากประเทศใดก็ได้ เพราะสิ่งที่นิยามกูตูร์อย่างแท้จริง คือความประณีตและการทำงานด้วยฝีมือ

The 4th Hong Kong Denim Festival – Denim Artistry
พื้นที่โชว์ของสำหรับดีไซเนอร์รุ่นใหม่หัวใจเดนิม

นอกจากการจัดแสดงแฟชั่นโชว์ของดีไซเนอร์ระดับนานาชาติแล้ว Hong Kong Fashion Fest 2025 ยังสนับสนุนดีไซเนอร์ระดับท้องถิ่น โดยบรรจุเทศกาล Denim Festival ที่โชว์ผลงานของดีไซเนอร์ท้องถิ่นจากโครงการบ่มเพาะการออกแบบเดนิม ทั้งในรูปแบบนิทรรศการในห้างสรรพสินค้าและแฟชั่นโชว์ เพื่อนำเสนอวิวัฒนาการของแฟชั่นเดนิม พร้อมแสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ในการสร้างสรรค์ผ้าฝ้ายเนื้อหนาให้เป็นแฟชั่นร่วมสมัย 

ไฮไลต์ของเทศกาลคือ Denim Artistry แฟชั่นโชว์ที่รวบรวมแบรนด์เดนิมของคนรุ่นใหม่ แต่ละแบรนด์มีนวัตกรรมด้านวัสดุที่สนับสนุนแนวคิดเกี่ยวกับความยั่งยืน โดยมีดีไซเนอร์ท้องถิ่น 4 คน เป็นหัวหอกสำคัญ 

CHEUK Tsz Fa (Jasmine) นักออกแบบแฟชั่นเสื้อผ้าสำหรับผู้หญิง เธอเป็นเจ้าของ Fab.Flow แบรนด์น้องใหม่ที่ให้ความสำคัญกับกระบวนการผลิตเสื้อผ้า ใช้วัสดุที่ดีต่อโลก มิกซ์แอนด์แมตช์ให้ผ้าเดนิมมีรูปแบบที่หลากหลายขึ้น 

TSANG Chi Fung (Max) ผู้ก่อตั้งแบรนด์แฟชั่น IP AXIS INDUSTRIAL STUDIO ที่ประยุกต์เสื้อผ้าเดนิมเข้ากับความไซไฟให้ใส่ได้จริง ออกแบบเสื้อผ้าให้เหมาะกับสภาพแวดล้อม ให้ความสำคัญกับสรีระของผู้สวมใส่ แต่ละชิ้นได้รับการประดิษฐ์อย่างพิถีพิถันโดยอิงงานวิจัยด้านสรีรศาสตร์ มีดีไซน์ที่เท่ ใส่ได้หลายโอกาส

LEE Kui Kei (Jason) ผู้นำแบรนด์ YMDH ที่ผสมผสานการตัดเย็บแบบจีนกับตะวันตกเข้าด้วยกัน เติมกลิ่นอายของสตรีตแฟชั่นเข้าไป เกิดเป็นเสื้อผ้าที่มีเอกลักษณ์ หรูหรา และร่วมสมัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีกระบวนการย้อมที่ประหยัดน้ำ ใช้ผ้าออร์แกนิก ใช้เทคนิคเดนิมสมัยใหม่เพื่อเพิ่มความทนทานและยืดอายุการใช้งานของเสื้อผ้าให้นานขึ้น

LEE Hin Fung (Jesse) ดีไซเนอร์ชาวฮ่องกงที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ ได้รับรางวัล Redress Design Award All Star จากผลงานการร่วมมือกับ The R Collective และ Levi’s® ในคอลเลกชัน Denim Reimagined เน้นการนำวัสดุเหลือใช้กลับมาสร้างผลงานใหม่ จนตอนนี้เขากลายเป็นตัวแทนของดีไซเนอร์รุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญเรื่องแฟชั่นเพื่อความยั่งยืน

โครงการ Denim Festival เป็นเหมือนป้ายโฆษณาสำหรับคนรุ่นใหม่ซึ่งจะเป็นอนาคตของวงการเดนิมฮ่องกง และเป็นโอกาสสำคัญในการเชื่อมโยงดีไซเนอร์แบรนด์ท้องถิ่นกับผู้ซื้อที่สนใจ 

ในปีหน้า ดีไซเนอร์ทั้ง 4 คนจะเข้าร่วมแสดงสินค้าในงาน Paris Fashion Week ซึ่งเป็นเวทีระดับโลก นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมเวิร์กช็อป สัมมนา และกิจกรรม ให้คนทั่วไปเข้ามาซื้อขายแลกเปลี่ยนเสื้อผ้าของพวกเขาได้ตลอดทั้งปีอีกด้วย 

FASHION TO RECONNECT: A Tale of Two Style Capitals
บทสนทนาข้ามวัฒนธรรมว่าด้วยเรื่องความยั่งยืน

นิทรรศการที่ได้รับแรงบันดาลใจจากผลงาน Third Paradise ของศิลปินชาวอิตาลี Michelangelo Pistoletto ซึ่งตั้งคำถามถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ธรรมชาติ และการพัฒนา แนวคิดนี้นำมาปรับใช้กับนิทรรศการ เพื่อกระตุ้นให้ผู้ชมตระหนักถึงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมผ่านแฟชั่นที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับวิดีโอที่บอกเล่ากระบวนการผลิตซึ่งเป็นมิตรต่อโลก

โปรเจกต์ FASHION TO RECONNECT เป็นความร่วมมือระหว่าง Hong Kong Fashion Fest และ Milano Fashion Week เพื่อเชื่อมโยง 2 เมืองแฟชั่นเข้าด้วยกัน ผ่านผลงานของนักออกแบบฮ่องกง 9 คน และนักออกแบบอิตาเลียน 15 คน

สิ่งที่เราประทับใจเป็นพิเศษคือวิธีเสนอเสื้อผ้าในนิทรรศการ ชุดต่าง ๆ ถูกตรึงอยู่บนโครงเหล็กดัดรูปทรงหลากหลาย พร้อมจัดแสงให้ขับเน้นพื้นผิวและน้ำหนักของผืนผ้า จนเสื้อผ้าเหล่านั้นดูคล้ายประติมากรรมที่กำลังเคลื่อนไหวในท่วงท่าต่าง ๆ

“คำว่ายั่งยืนเป็นคำที่กว้างมาก เราจึงโฟกัสไปที่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม ทุกชิ้นงานในนิทรรศการจำเป็นต้องมีวัสดุหรือกระบวนการผลิตที่โดดเด่นและเกี่ยวข้องกับประเด็นนี้” Prof.Esterina Nervino ผู้ประสานงานโครงการ FASHION TO RECONNECT อธิบายถึงแนวคิดในการคัดสรรผลงาน

Prof.Esterina Nervino เป็นชาวอิตาเลียนที่อยู่ในฮ่องกงมานานถึง 14 ปี เขาคิดว่าวัฒนธรรมอิตาลีและฮ่องกงคล้ายคลึงกันในแง่คุณค่าที่ยึดถือ เช่น อาหาร ครอบครัว ไปจนถึงการดื่มด่ำกับแฟชั่นในชีวิตประจำวัน

“ในยุโรปมีการถกเถียงเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มข้น ในขณะที่ฮ่องกงก็มีกฎระเบียบที่จริงจัง เราจึงชวนคนที่มีภูมิหลังแตกต่างกันมาถกเถียงกันเพื่อทำให้นิทรรศการเกิดขึ้น” Prof.Esterina Nervino เล่าด้วยความภูมิใจ

อีกหนึ่งมุมมองที่น่าสนใจมาจาก Vivienne Tam ดีไซเนอร์จากฮ่องกงที่อยู่ในนิวยอร์ก เป็นหนึ่งในนักออกแบบที่เข้าร่วม FASHION TO RECONNECT สำหรับเธอ ความยั่งยืนไม่ได้หมายถึงสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นด้วย

 Vivienne Tam นำเสนอชุดจีนดั้งเดิมสีแดง ประยุกต์เข้ากับกระโปรงพลีตทรงพอง ถ่ายทอดคุณค่าที่เธอยึดถือในรูปแบบร่วมสมัย 

“ฉันสนใจเรื่องการเปลี่ยนแปลงและการฟื้นฟู ผลงานของฉันนำงานปักแบบดั้งเดิมที่กำลังจะเลือนหายมาสร้างเป็นชิ้นงานใหม่ เพื่อให้มันกลับมามีชีวิตอีกครั้ง” Vivienne Tam เล่าถึงแนวคิดในการทำงานเธอเชื่อว่ารากเหง้าทางวัฒนธรรมเหล่านี้คือสิ่งที่ย้ำเตือนว่า เราเป็นใคร มาจากไหน และมีอะไรจากอดีตที่นำไปต่อยอดในอนาคตได้

แม้เทศกาลจบลงไปแล้ว แต่วงการแฟชั่นยังคงดำเนินต่อไป เหล่าดีไซเนอร์ยังขะมักเขม้นในการสร้างสรรค์ผลงาน ตั้งคำถาม ทดลอง และมองหาคำตอบใหม่ ๆ ให้กับสิ่งที่สวมใส่ในชีวิตประจำวัน 

สำหรับเรา Hong Kong Fashion Fest 2025 ไม่ได้เป็นเพียงเทศกาลแฟชั่น แต่เป็นภาพสะท้อนของฮ่องกงในวันที่กำลังนิยามตัวเองใหม่ ว่าเป็นเมืองที่เชื่อมอดีตเข้ากับอนาคต และเชื่อมแฟชั่นเข้ากับความรับผิดชอบต่อโลก

Writer

นฤภรกมล แมงกะพรุน

ชีวิตขับเคลื่อนด้วยอาหารอร่อย หมาหน้าตลก อยู่เพื่ออ่านวรรณกรรมแล้วดูหนังไปเรื่อย ๆ ฝันอยากเป็นนักเขียนเรื่องสั้น มีชีวิตเปลี่ยนแปลงไปทุกที่และทดลองทำอีกหลายล้านอย่าง