22 ธันวาคม 2025
631

ย้อนกลับไป 8 ปีที่แล้ว ในวันที่ร้านกาแฟในกรุงเทพฯ เกิดขึ้นเป็นดอกเห็ด แค่จากปากทาง BTS ใจกลางกรุงเทพมหานคร รวมร้านข้างทาง ร้านเล็ก ร้านใหญ่ ร้านกาแฟโบราณ ร้านกาแฟสเปเชียลตี้ ก็นับได้มากกว่า 100 ร้าน 

การเดินนับร้านกาแฟในวันนั้นของ ดาว-ดาวใจ ศรลัมพ์ ผู้บริหารและผู้ก่อตั้งแบรนด์ ณ หทัย (Na Ha Thai) อดีตผู้ช่วยนักวิจัย รศ.ดร.จุฑามาศ แก้วพิจิตร คณะพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ จุดประกายให้ ‘จิตวิญญาณนักวิจัย’ ในตัวเธอลุกโชนอีกครั้ง หลังจากที่ผันตัวเป็นคุณแม่และให้เวลากับการเลี้ยงลูกเต็มตัว

ดาวมีพื้นฐานคลุกคลีในวงการเกษตรเป็นทุนเดิม มีประสบการณ์เป็นผู้ช่วยนักวิจัยมากกว่า 7 ปี ทำให้การหาคำตอบในเรื่อง ‘กาแฟ’ ไม่ใช่ในแง่มุมธุรกิจร้านกาแฟเท่านั้น แต่คือการรวบรวมข้อมูลของอุตสาหกรรมกาแฟในประเทศไทยที่มีการเชื่อมโยงและวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ 

จนเธอมาเจอ ‘กองขยะเปลือกและเนื้อกาแฟ (Coffee Cherry)’ ที่เห็นแล้วรู้เลยว่า วัตถุดิบนี้ไม่ใช่แค่ขยะ 

จากจุดนั้นเอง เธอกลายเป็นคนแรก ๆ ของประเทศที่สกัดสารสำคัญอย่าง ‘แอนตี้ออกซิแดนต์ (Antioxidant)’ แบบผง จากขยะเปลือกและเนื้อกาแฟสำเร็จ และพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์บำรุงสุขภาพผิวหรือสกินแคร์ที่มีฐานลูกค้ากว่า 40,000 ราย 

งานวิจัยที่ขายได้จริงนี้ช่วยแก้ปัญหาราคาพืชผลตกต่ำ ยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร ผ่านการพัฒนาและวิจัยสารสกัดในพืชอย่างกาแฟ ข้าว ถั่วแระญี่ปุ่น และดอกชาอู่หลง ร่วมกับทีมนักวิจัยของมหาวิทยาลัยชั้นนำ และเมื่อไม่นานมานี้ เธอเพิ่งได้รับโล่เชิดชูเกียรติพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 โดยมีผู้แทนพระองค์เป็นผู้ประทานรางวัล ‘นักวิจัยชุมชนดีเด่น’ ประจำ พ.ศ. 2568

การเดินทางค้นหาคำตอบอันน่าตื่นเต้นของ Na Ha Thai เริ่มต้นขึ้นหลังจากที่…ลูกหลับไปแล้ว

เชื่อมข้อมูล

“หลังจากที่ลูกหลับช่วงกลางวันและกลางคืน ดาวใช้เวลาทำ Mini Research อย่างเงียบ ๆ เราสนุกกับการอ่านงานวิจัย บทความวิชาการ ตัวเลข สถิติ เกี่ยวกับกาแฟทั้งหมด เราศึกษาไปจนถึงแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ฉบับที่ 9 ที่พูดถึงการส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกกาแฟ ทำให้เกิดคำถามต่อว่า แล้วตลาดล่ะ ปลูกแล้วขายใคร ขายยังไง”

ดาวขุดลึกลงไปเรื่อย ๆ จึงเห็นภาพใหญ่ของธุรกิจกาแฟตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ จนเธอตัดสินใจลงพื้นที่ไปดูให้เห็นกับตาตัวเอง

“ดาวติดต่ออาจารย์ท่านหนึ่งที่เคยทำงานร่วมกัน ตอนนั้นท่านทำโครงการ ‘กาแฟ 9 ดอยตามรอยพ่อ’ ที่ปลูกกาแฟตามดอยต่าง ๆ ซึ่งเรามีโอกาสไปดูโครงการในพระราชดำริของสมเด็จพระพันปีหลวง ที่ดอยป่าคา จังหวัดกำแพงเพชร ได้เห็นกระบวนการทั้งหมดที่สร้าง ‘ขยะ’ ปริมาณมาก เพราะต้องสีเอาเมล็ดออก แล้วเหลือเปลือกกับเนื้อกาแฟทิ้งไว้”

ดาวต่อภาพจิ๊กซอว์ในหัวได้ใหญ่ขึ้น และเห็นโอกาสที่ธุรกิจกาแฟยังมีจุดที่พัฒนาต่อได้อีกมาก จนเกิดคำถามเปลี่ยนชีวิตอีกครั้งว่า 

ตรงไหนล่ะที่เราทำได้จริง ในเงื่อนไขชีวิตของเราเอง

ตั้งสมมติฐาน

“ตอนที่เห็นกองขยะจากเนื้อและเปลือกกาแฟครั้งแรก ก็รู้ทันทีว่านี่ไม่ใช่แค่กองขยะ ชาวบ้านเองก็ไม่รู้ว่าจะจัดการกับกองขยะนี้ยังไง เพราะมันทั้งส่งกลิ่นเหม็น เป็นขยะแฉะ ๆ ไม่มีใครต้องการ แม้ชาวบ้านจะเคยทดลองเอาไปทำน้ำหมักชีวภาพ แต่ลงทุนเยอะ ได้ผลผลิตไม่ดี ทำไม่คุ้มเสีย”

เธอจึงขอกองเปลือกกาแฟที่ชาวบ้านเห็นว่าเป็นขยะกลับไปหาคำตอบด้วยตัวเอง ด้วยความโชคดี ญาติของเธอ ผศ.บุณยกฤต รัตนพันธุ์ แนะนำให้ได้พบกับ ผศ.ดร.เอนก หาลี อาจารย์ในภาควิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร ช่วยชี้ทางให้ไปต่อ

“สาเหตุที่เอาเปลือกกาแฟไปทำเป็นปุ๋ยชีวภาพแล้วไม่ได้ผล เพราะมีสารกลุ่มแอนตี้ออกซิแดนต์และแอนตี้แบคทีเรียสูง กระบวนการหมักจึงไม่สมบูรณ์

“ความอยากรู้ของเรายังคงไปต่อ เราต้องหาวิธีสกัดสารเหล่านี้ออกมาให้ได้ก่อน แต่ก็กลายเป็นคำถามใหญ่ว่า ถ้าได้สารสกัดมาแล้ว ผลลัพธ์สุดท้ายจะเอาไปทำอะไรต่อ”

การสกัดสารสำคัญของกาแฟออกมานำไปใช้ใน 2 รูปแบบ คืออาหารฟังก์ชัน (Functional Food) และส่วนผสมในผลิตภัณฑ์บำรุงผิว (Skincare) ซึ่งการเลือกทำเป็นอาหารฟังก์ชันอาจจะต้องใช้เงินลงทุนมหาศาลสำหรับการทดสอบ และการทำสกินแคร์ก็มีคู่แข่งในตลาดมหาศาล

การหาจุดยืนที่โดดเด่นเป็นเรื่องท้าทายสำหรับดาวในตอนนั้น

1 ใน 20

8 ปีที่แล้ว ไม่มีใครในประเทศนี้เคยสกัดสารสำคัญจากเปลือกกาแฟในรูปแบบผงโดยไม่ใช้ตัวทำละลายสำเร็จ เธอวางกรอบการหาคำตอบไว้ในหัว และต้องการสกัดสารเหล่านี้ในวิธีที่ไม่มีใครทำมาก่อน 

ฟังดูเหมือนทำให้เป็นเรื่องยาก แต่ในมุมของคนทำวิจัย มันกลับเป็นการสโคปโจทย์ให้เล็กลงเรื่อย ๆ 

จนในที่สุด เธอก็ได้วิธีสกัดด้วยการใช้ ‘คลื่น’ สกัดสารสำคัญจากเปลือกและเนื้อกาแฟออกมาสำเร็จ

แต่จะไปเอาเครื่องสกัดมาจากไหน เพราะในประเทศไทยยังไม่มีใครใช้กระบวนการแบบนี้มาก่อน ทว่าจุดนั้นเอง สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นในใจดาวตอนนั้นคือ 

เธอเดินมาถูกทางแล้ว เธอกำลังอยู่ในจุดเริ่มต้นของการออกเดินทางสร้างธุรกิจจริง ๆ

เธอส่งอีเมลหากว่า 20 บริษัทที่ขึ้นบนหน้ากูเกิล ผ่านไป 2 สัปดาห์ มี 1 ใน 20 บริษัทที่ตอบกลับมา 

“บริษัทตอบกลับมาด้วยคำถามเชิงเทคนิค รวมแล้วกว่า 20 คำถาม ตอนนั้นตอบไม่ได้แม้แต่คำถามเดียว เพราะเรายังไม่เคยทำ เลยตอบไปสั้น ๆ ว่า เราไม่รู้ เราไม่ใช่นักธุรกิจ และไม่มีประสบการณ์มาก่อน แต่เราตั้งใจจะเอากองขยะจากเปลือกและเนื้อกาแฟให้อยู่ในรูปของสารสกัด ซึ่งจะช่วยลดขยะได้ 1.5 ตันต่อไร่”

ความโชคดีเกิดขึ้นเมื่อบริษัทจากเยอรมนีนำ ‘เครื่องสกัดด้วยคลื่นต้นแบบ’ มาให้ดาวทดลองใช้ฟรีอย่างไม่มีกำหนด เพราะชอบในสิ่งที่เธอมุ่งมั่น คือธุรกิจที่ดูแลสิ่งแวดล้อม

ปาฏิหาริย์ข้ามคืน

“พอได้เครื่องสกัดด้วยคลื่นต้นแบบมา เรารีบติดต่ออาจารย์ซึ่งเป็นญาติที่กำแพงเพชร คนในคณะเขาตื่นเต้นกันใหญ่ จากนั้นก็ต้องไปขอเปลือกและเนื้อกาแฟมาใช้ทดลอง ตอนนั้นยังไม่รู้อะไรเลยว่าต้องทำให้แห้งหรือเปียก ขอให้ได้รู้ว่าข้างในมีอะไรก่อน”

เมื่อนำทุกส่วนของกาแฟมาสกัด ทำให้ดาวเจอสารสำคัญ คือกลุ่มโพลีฟีนอล (Phenolic Compounds) ที่มีคุณสมบัติเป็นสาร ‘แอนตี้ออกซิแดนท์’ ที่ใช้กันอยู่ในผลิตภัณฑ์สกินแคร์เกือบทั้งหมด 

แล้วจะเอาเงินจากไหนมาทำต่อ

“ทุนตั้งต้นเราก็ไม่มี แถมตอนนั้นครอบครัวยังมีภาระหนี้สิน แต่มีอาจารย์ท่านหนึ่งเสนอให้ไปขอทุนจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (NIA) ที่ชื่อว่า ‘คูปองนวัตกรรม’ ซึ่งเป็นทุนให้เปล่ามูลค่าสูงสุด 1.5 ล้านบาท หมดเขตรับสมัครวันที่ 29 สิงหาคม จำได้เลยว่าวันนั้นเป็นวันที่ 28 สิงหาคม เหลืออีก 1 วันเท่านั้น”

ดาวใช้เวลาเพียง 1 คืนในการเรียบเรียงข้อมูลทั้งหมดเพื่อขอทุน แล้วปาฏิหาริย์ข้ามคืนก็เกิดขึ้น เพราะเธอได้รับอีเมลตอบกลับจาก NIA ให้ไปนำเสนอข้อมูลต่อคณะกรรมการ

ในที่สุด เธอก็คว้าเงินทุน 1.5 ล้านบาทมาพัฒนาธุรกิจสกินแคร์ต่อ 

ชุมชน คือหุ้นส่วนธุรกิจ

“เราเห็นภาพซ้ำ ๆ มาตลอดว่าเกษตรกรตั้งราคาไม่ได้ แต่ตอนนี้เราอยู่ในจุดที่ช่วยให้พวกเขาตั้งราคาได้จริง”

ดาวเริ่มจากการให้โจทย์ชาวบ้านว่าต้องการวัตถุดิบที่มีความชื้นไม่เกิน 12% โดยต้องผ่านการตรวจความชื้นทุกครั้งที่มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร และให้ความรู้ พร้อมจัดหาเครื่องสีเมล็ดกาแฟและเครื่องทำความชื้น

เมื่อให้ชาวบ้านตั้งราคากองขยะเปลือกและเนื้อกาแฟเอง จากที่เคยมีคนรับซื้อ 30 บาทต่อกิโลกรัม ตอนนี้ตั้งราคาขายเองได้ 400 บาทต่อกิโลกรัม หากทำครบตามขั้นตอนจะได้ 400 บาท แต่หากคุณภาพลดลง ราคาจะลดหลั่นลงมาเป็นขั้นบันได กลายเป็นการแบ่งงานกันทำในหมู่บ้าน บางบ้านเก็บเพียงเมล็ดกาแฟมาขายก็ได้ 50 บาทต่อกิโลกรัมแล้ว เพื่อส่งต่อให้อีกบ้านที่นำไปทำแห้งและได้ส่วนต่างในราคา 350 บาทต่อกิโลกรัม

“ชาวบ้านมีโอกาสเป็นผู้เลือกเป็นครั้งแรก เราไม่ใช่นายทุนที่จะมากว้านซื้อวัตถุดิบและกดราคา สิ่งที่เขาสัมผัสได้ทันทีคือมีรายได้มากขึ้น ไม่ทำลายป่า และขยะที่เคยกองอยู่ในชุมชนกลายเป็นเงินกลับไปให้เขาจริง ๆ เป็นรูปแบบการรับซื้อแบบ Fair Trade คือซื้อในราคาที่เขาอยากขาย”

ชาวบ้านและชุมชนคือหุ้นส่วนทางธุรกิจที่สำคัญของ Na Ha Thai ที่จะต้องค่อย ๆ พัฒนา ผ่านการเรียนรู้กระบวนการทำงานร่วมกัน จุดสำคัญคือการควบคุมคุณภาพวัตถุดิบกับเกษตรกร ด้วยการตากและอบแห้งด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อจัดการเชื้อราอย่างเหมาะสม ถือเป็นความท้าทายฝั่งต้นน้ำที่ต้องจัดการอย่างประณีตละเมียดละไม

500 ขวดแรก

ส่วนความท้าทายฝั่ง ‘ปลายน้ำ’ คือพอคิดสูตรได้แล้ว จัดการวัตถุดิบได้แล้ว ผลิตสินค้าตัวอย่างที่เป็นเทสเตอร์ได้แล้ว แต่กลับขายไม่ได้

หลังจากรับทุน NIA มาวิจัยจนได้ผลทุกอย่างแล้ว เงินก้อนสุดท้ายจาก NIA ที่ Na Ha Thai มีเหลืออยู่ประมาณ 300,000 บาท

“ช่วงนั้นดาวคิดอยู่ 2 – 3 เดือนเต็มว่าจะไปยังไงต่อดี จนตัดสินใจโทรหาโรงงาน ถามเขาว่า 300,000 บาท ทำได้กี่ขวด โรงงานตอบกลับมาว่า เต็มที่ได้ 500 ขวด เลยตัดสินใจทำแจก ถ้ามันจะเจ๊งก็ให้เจ๊งคามือเรา อย่างน้อยให้คนได้ลองใช้ก่อน”

พอดาวแจกเซรั่มให้ทุกคนที่เธอรู้จัก พร้อมขออนุญาตติดตามผล ก็ได้กระแสกลับมาว่า จะทำขายเมื่อไหร่ ทำยังไงถึงจะซื้อได้

ดาวรู้สึกถึงประตูแห่งโอกาสที่เปิดขึ้นอีกครั้ง จึงตัดสินใจขอเครดิตจากโรงงาน เนื่องจากลูกค้าได้ลองใช้ เห็นถึงคุณภาพและความตั้งใจ จนเกิดการติดต่อ ขอซื้อเพิ่มและซื้อซ้ำ และทำให้ธุรกิจเริ่มขยับและเติบโตไปได้อย่างที่ตั้งใจ

ฐานลูกค้าประจำ

ครั้งหนึ่ง มีกระแสจากวัยรุ่นที่โพสต์ลงในทวิตเตอร์ จากการได้ลองใช้ Na Ha Thai Coffee Enrich Serum

“เซรั่มอะไร ทาแล้วเหนียวหน้าเหนียวติดผม แต่สิวยุบเลย” 

บวกกับผลตอบรับที่ได้รับจาก 500 ขวดแรกที่แจกไป พบว่า 98% ของผู้ใช้เซรั่มไม่แพ้ ไม่ระคายเคือง ความมันน้อยลง สิวอักเสบแห้งไว จน Beauty Blogger ตัดสินใจรีวิวสินค้าให้ด้วยความเต็มใจและเกิดเป็นกระแส ‘เซรั่มกาวน้ำ สิวยุบไว’ ทำให้ลูกค้ารู้จักแบรนด์มากขึ้น

“เราเอาข้อมูลทั้งหมดมาทำเป็นอินโฟกราฟิก เผยแพร่ในเพจเรื่อย ๆ แม้วันที่ยังขายไม่ได้ เรายังทำงานทุกวัน ด้วยงบการตลาดที่แทบไม่มี

“Na Ha Thai ใช้วิธีจัดทริปพาลูกค้าไปดอยครั้งละ 10 คน กลายเป็นการช่วยส่งเสริมชาวบ้านด้านการท่องเที่ยวเชิงเกษตรไปในตัว ลูกค้าแต่ละคนก็ช่วยกันแชร์ภาพเล่าเรื่อง”

ดาวเล่าจุดแข็งของ Na Ha Thai คือผลิตภัณฑ์ที่มาจากสารสกัดบริสุทธิ์ ไม่แต่งกลิ่น ไม่แต่งสี แม้ว่าเนื้อสัมผัสจะหนืดกว่าแบรนด์อื่น ๆ แต่ก็เป็นความตั้งใจให้ได้รับสิ่งที่ปลอดภัยจริง ๆ นั่นเป็นเหตุผลที่เธอกล้าพาไปดูแหล่งที่มาวัตถุดิบตั้งแต่ต้นน้ำ 

“เราเป็นแบรนด์ที่ไม่เข้าห้าง ด้วยโครงสร้างราคาและต้นทุนการวิจัยนวัตกรรมที่สูงกว่า 50% ถ้าเอาไปขายที่ห้าง เราจะขายราคาที่เป็นอยู่ไม่ได้เลย Na Ha Thai ขายออนไลน์เกือบ 100% ลูกค้าแนะนำกันแบบปากต่อปาก”

ช่วงโควิด-19 ตอกย้ำว่า Na Ha Thai อยู่ได้ด้วยฐานลูกค้าที่ซื้อเป็นประจำมากกว่าลูกค้าใหม่ ยอดขายในช่วงนั้นเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ทำให้ฐานลูกค้าตอนนี้มีอายุตั้งแต่ 3 ขวบ ถึง 65 ปี

ราคาตกต่ำ

เมื่อความสำเร็จเรื่องกาแฟเลื่องลือออกไป ผ่านกรมการพัฒนาชุมชนบ้าง กรมส่งเสริมการเกษตรบ้าง หรือกลุ่มนักวิจัยด้วยกันเองบ้าง ทำให้ชาวนาที่จังหวัดกำแพงเพชรติดต่อเข้ามาผ่านทางอาจารย์ที่ปรึกษา เพราะกำลังประสบปัญหาราคาข้าวตกต่ำ

ดาวและทีมนักวิจัยของ Na Ha Thai ได้แสดงฝีมืออีกครั้ง เพราะสิ่งที่เธอถนัดคือการ ‘ไขความลับ’ ของธรรมชาติ 

“เราเจอข้าวกล้องโภชนาการสูง พันธุ์มะลินิลสุรินทร์และทับทิมชุมแพ พอนำมาวิจัย พบว่ามีสารเมลาโทนินและสารสำคัญหลายตัวที่ช่วยเรื่องการนอน ลดกระบวนการอักเสบ (Gamma-oryzanol) และมีวิตามินอี (Tocopherol & Tocotrienol) ซึ่งต่อยอดต่อเป็นน้ำมันรำข้าว ที่ Na Ha Thai เอามาทำเป็น Rice Bran oil (Face Oil) และใช้เป็นส่วนผสมในครีมอาบน้ำ (My Heart Shower Cream ครีมอาบน้ำที่ปราศจากสารสร้างฟอง)”

เรื่องราวแบบเดียวกันเกิดขึ้นกับเกษตรกรที่ปลูกถั่วแระญี่ปุ่น ในช่วงโควิด-19 ส่งออกไปญี่ปุ่นไม่ได้ ชุมชนกำลังจะแย่ ถึงขั้นสิ้นเนื้อประดาตัว คิดสั้นจะจบชีวิตตัวเอง 

“เรารู้ว่าไม่ใช่แค่เรื่องการพัฒนาสินค้า แต่คือการช่วยชีวิตคนทั้งชุมชน หลังจากที่วิจัย ตรวจวิเคราะห์สารสกัดในถั่วแระญี่ปุ่น พบว่ามีสารโปรไซยานิดีน (Procyanidin) กลายมาเป็นฮีโร่โปรดักต์ของ Na Ha Thai อีกตัวที่ช่วยลดฝ้า กระ จุดด่างดำ ซึ่งขายดีมาก ๆ”

Zero Waste ให้สุดทาง

จุดเริ่มต้นของ Na Ha Thai คือการเห็นคุณค่าของทุกส่วนที่เคยเป็นขยะ ไม่มีใครต้องการ นำมาใช้ประโยชน์ได้ทั้งหมด แม้แต่ ‘กาก’ เหลือจากการสกัด ก็ยังมีบริษัทพันธมิตรที่รับซื้อขยะจากสกินแคร์และอาหารฟังก์ชันไปพัฒนาต่อเป็นเครื่องดื่มคอมบูฉะ แล้วต่อยอดไปเป็นเครื่องดื่มกาบา (GABA) เพื่อบำรุงสมอง ซึ่งผลิตภัณฑ์ตัวนี้ถูกส่งไปแข่งที่ประเทศจีนด้วย

“ส่วนกล่องและขวดบรรจุภัณฑ์ ดาวคิดจบเลยว่า ทุกขวด ทุกกล่อง หลังจากที่ลูกค้าใช้แล้ว ให้ส่งกลับมาที่ Na Ha Thai เพื่อนำไปรีไซเคิลและส่งต่อไปผลิตกระแสไฟฟ้า แล้วทำแคมเปญ Back to Na Ha Thai ร่วมกับลูกค้าเพื่อชิงโชคลุ้นรับของรางวัลจากทางแบรนด์”

เติบโตไปด้วยกัน

“วันนี้เราได้เห็นบางชุมชนมี โรงงานเล็ก ๆ เกิดขึ้น ชาวนาได้สวมหมวกเป็นผู้ประกอบการ

“แปลงนาสะอาดที่จังหวัดกำแพงเพชร กลายเป็นวิสาหกิจชุมชนต้นแบบ และเป็นเกษตรกรตัวอย่างของกรมการข้าว ส่วนทางฝั่งกาแฟ TOKI Organic FARM บ้านขุนแม่รวม อำเภอกัลยาณิวัฒนา จังหวัดเชียงใหม่ กลายเป็นเกษตรกรตัวอย่างของคนรุ่นใหม่ที่ลุกขึ้นมาพัฒนาชุมชน

“อาจารย์ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชรได้เป็นอาจารย์ท่านแรกที่มีอนุสิทธิบัตรร่วมจากงานวิจัยที่ทำกับเรา ได้รับรางวัลนักวิจัยดีเด่น

“ทุกคนเติบโตไปกับ Na Ha Thai ในเส้นทางของตัวเอง”

ส่วนลูกค้าที่ได้มีประสบการณ์ร่วมในการใช้สินค้า 1 ชิ้น เท่ากับกำลังช่วยกำจัดขยะและช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกรไปพร้อมกัน กลายเป็น ‘จุดร่วม’ ของธุรกิจ ที่ทุกคนสัมผัสได้ว่า เส้นทางการเดินทางของNa Ha Thai เป็นธุรกิจที่ดีงามที่ทุกคนเติบโตไปพร้อมกันได้จริง ๆ

Facebook : NA HA THAI

Lessons Learned

  • คิดให้จบ เห็นภาพสุดท้ายให้ชัดเจน ก่อนเริ่มลงมือทำธุรกิจ
  • การเปิดรับฟีดแบ็ก ช่วยให้เข้าถึงความต้องการกลุ่มเป้าหมาย
  • แก้โจทย์ไปทีละขั้น หาข้อมูลให้รอบด้าน และวิเคราะห์ไปสู่คำตอบ

Writer

ชลธาร นราตรี

นักหัดฟัง ผู้ชอบทำอาหารในบางเวลา ชอบกินเต้าหู้ นั่งมองแสงแดดอุ่นๆ ยามเช้าและยิ้มให้กับสายลมตรงหน้า ชอบถ่ายรูป เดินทักทายธรรมชาติ กอดต้นไม้ใหญ่ และอารมณ์ดีเมื่อได้กินไอติม

Photographer

ดวงสุดา กิตติวัฒนานนท์

ช่างภาพ และ baker ฝึกหัด