17 ธันวาคม 2025
4 K

หีบไม้ในร้านตั้งเซ่งจั้ว สาขาแสนภูดาษ รอดจากเหตุการณ์ไฟไหม้มาถึง 2 หน เก่าแค่ไหน ลูกหลานก็เก็บไว้อย่างดี เพราะบรรจุสมบัติล้ำค่ามากว่า 93 ปี ทว่าไม่ใช่เงินทองหรือข้าวของราคาแพง แต่เป็น ‘ไม้ทำขนมเปี๊ยะ’ ของอากง ที่มีคุณค่าทางใจและเป็นความภูมิใจของลูกหลาน

สมัยก่อน ขนมเปี๊ยะเป็นหนึ่งในกิจการที่คนจีนไม่อยากให้ลูกหลานสานต่อ ถึงขั้นว่าบ้านไหนมีลูกสาวก็ไม่อยากให้แต่งงานเข้ามา เพราะต้องปั้นขนมกันทั้งวันทั้งคืน แต่ปัจจุบันตั้งเซ่งจั้วลบภาพจำนั้นไปอย่างสิ้นเชิง เพราะนอกจากกิจการจะอายุเฉียดร้อยปี ขยับขยายไปกว่า 6 สาขา ยังเป็นหมุดหมายของนักท่องเที่ยวที่มาเยือนฉะเชิงเทรา ถึงขั้นว่ามีชาวสิงคโปร์จัดทัวร์มาชิมขนมเปี๊ยะตั้งเซ่งจั้วโดยเฉพาะ 

อาคารที่ตั้งของร้านขนมเปี๊ยะเจ้าดังแห่งฉะเชิงเทราแห่งนี้จึงไม่ใช่เพียงสถาปัตยกรรมที่งดงาม แต่เป็น ‘กล่องเก็บความภาคภูมิใจ’ ของตระกูลตันคงคารัตน์ ที่ช่วยกันฝ่าฟันความยากลำบากมาจนถึงวันที่ได้เห็นฟ้าหลังฝนอันแสนสดใส

ธุรกิจ : ตั้งเซ่งจั้ว

ประเภท : ขนมเปี๊ยะ

ปีที่ก่อตั้ง : พ.ศ. 2475

อายุ : 93 ปี

ผู้ก่อตั้ง : เกียปอ แซ่ตั้ง

ทายาทรุ่นสอง : ประไพ (อยู่อิม) โอสถานุกูล, รัตนา (อยู่เน้ย) ชวลิตนิติธรรม, ชวลิต (อยู่ชวน) ตันคงคารัตน์, ชัยรัตน์ (อยู่กึง) ตันคงคารัตน์, รัตนะ (อยู่เฮียง) พัฒนสิน, พรชัย (เอี่ยมคุง) ตันคงคารัตน์, ช่วงชัย (เอี่ยมลิ้ม) ตันคงคารัตน์ 

ทายาทรุ่นสาม : อัญชุลี โรจนาภรณ์, วสันต์ ตันคงคารัตน์, อรวรรณ ตันคงคารัตน์, จรัส ตันคงคารัตน์, ปิยะพร ตันคงคารัตน์, ระบิล ตันคงคารัตน์, วรรณิสา ตันคงคารัตน์, พิมจวรรณ ตันคงคารัตน์, ศิริรัตน์ ตันคงคารัตน์, ณัฐพร ตันคงคารัตน์, ศศิธร ตันคงคารัตน์

หอบฝันมาเมืองไทย

อุ้ย-ปิยะพร ตันคงคารัตน์ ทายาทรุ่นที่ 3 แห่งตั้งเซ่งจั้ว เล่าย้อนรำลึกถึงวันที่อากงยังเป็นหนุ่มว่า ในช่วง พ.ศ. 2475 อากงอายุยังไม่ถึง 20 ปี แต่เด็ดเดี่ยวพอจะออกเดินทางจากเมืองจีนมาเพียงลำพัง 

เด็กหนุ่มคนนั้นมีเพียงหีบไม้ใบกะทัดรัด หอบหิ้วเอาข้าวของและความฝันมุ่งหน้ามายังแผ่นดินไทย หวังจะสร้างเนื้อสร้างตัว ส่งเงินกลับไปจุนเจือครอบครัว

เขานำทักษะที่มีติดตัวมาทำขนมเปี๊ยะขายกับญาติที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ก่อนจะย้ายมาอยู่ริมแม่น้ำบางปะกง แล้วพาอาม่าจากเมืองจีนมาอยู่ด้วยที่ฉะเชิงเทราในเวลาต่อมา สร้างครอบครัวแสนอบอุ่นคลุ้งฝุ่นแป้งในบ้านไม้กว้างเพียง 1 ห้องแถว ก่อนถูกไฟไหม้ถึง 2 ครั้งจนต้องย้ายบ้านกันอีกครั้ง

ตามธรรมเนียมจีน เรามักจะมอบขนมเปี๊ยะชิ้นโตให้ผู้ใหญ่ในโอกาสสำคัญ อย่างวันตรุษจีน วันปีใหม่ วันไหว้พระจันทร์ และมักจะทานพร้อมกัน โดยหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ตามจำนวนสมาชิกในบ้าน

การให้ขนมเปี๊ยะจึงสื่อถึงความตั้งใจอยากให้ครอบครัวนั้นเต็มไปด้วยความรักและความอบอุ่น ยิ่งชิ้นใหญ่เท่าไหร่ ยิ่งสื่อถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นเท่านั้น

ขนมเปี๊ยะมักมีราคาแพง สมัยก่อนก๋วยเตี๋ยวชามละ 2 – 3 บาท แต่ขนมเปี๊ยะขายกันกล่องละ 10 – 20 บาทตามขนาด จึงไม่ได้เป็นสินค้าที่ซื้อง่ายขายคล่องนัก 

แม้จะเป็นขนมชั้นดี แต่คนไทยเชื้อสายจีนสมัยนั้นกลับยกให้กิจการอย่างขนมเปี๊ยะ ก๋วยเตี๋ยว น้ำเต้าหู้ ติดอันดับอาชีพที่ไม่ค่อยน่าทำ ทั้งหนัก ทั้งเหนื่อย หากมีลูกสาวก็ไม่อยากให้แต่งงานเข้าบ้านนั้น เพราะกลัวว่าลูกจะลำบาก 

“โรงขนมเปี๊ยะ ก๋วยเตี๋ยว น้ำเต้าหู้ คือกิจการที่ไม่น่าทำสำหรับบ้านคนจีน สูงสุดนี่ต้องยกให้ร้านทอง”

ปั้นมากับมือ

อากงมีลูก 7 คน หญิง 3 ชาย 4 โดย 2 คนแรกเป็นลูกสาว แล้วจึงมีลูกชายคือ ชวลิต (อยู่ชวน) ตันคงคารัตน์ คนโตสุดที่มารับช่วงต่อกิจการ

ในช่วงเวลานั้น ชั้นล่างของบ้านเต็มไปด้วยฝุ่นแป้งคลุ้งทั่วห้องจากการทำขนม หลังบ้านร้อนวูบวาบจากเตากระทะใบบัวและเตาอบจนต้องกลั้นใจเวลาเดินเฉียดเข้าไป ชั้นบนไม่มีห้องส่วนตัว ทุกคนนอนเบียดเสียดกันจนต้องต่อเติมบ้านมาเรื่อย ๆ จนถึง 5 ชั้น และต้องเสริมระเบียงเล็ก ๆ ที่ชั้น 2 ไว้ใช้ตากผ้า ทั้งบ้านมีส้วมห้องเดียว ฉะนั้น กิจกรรมอาบน้ำ ซักผ้า ล้างจาน จึงอาศัยการเดินทะลุบ้านตรงข้ามไปใช้ แม่น้ำบางปะกง

ความทรงจำวัยเด็กของพี่น้องตระกูลตันคงคารัตน์ตั้งแต่ตื่นนอนจนถึงหลังเลิกเรียนจึงเต็มไปด้วยภาพนั่งนวดแป้ง ปั้นขนม หรือไม่ก็ถีบจักรยานไปส่งของตามร้านกาแฟ 

แม้แต่อาเจ็กผู้เป็นน้องเล็กสุดก็ต้องหยุดเรียนมหาวิทยาลัยออกมาช่วยงานที่บ้าน เพราะขนมเปี๊ยะตั้งเซ่งจั้วขายดีจนทำแทบไม่ทัน เหล่าทายาทรุ่นสองส่วนมากจึงหวังให้ลูกหลานหาลู่ทางออกไปทำงานอื่นเสียมากกว่า

ตรงข้ามกับอากง ผู้ก่อตั้งกิจการ แม้จะทำงานนี้ด้วยความจำเป็น แต่อากงภูมิใจและทุ่มเทเสมอ ทุกครั้งที่ทำขนม อากงใส่ใจทุกรายละเอียด ถึงขั้นลูกหลานแซวว่า

‘จะทำให้ฮ่องเต้กินเชียวหรือ’

ทว่าความเคี่ยวเข็ญนี้กลับกลายมาเป็นจุดแข็งของตั้งเซ่งจั้ว และเป็นแรงบันดาลใจให้หลาน ๆ อยากมาสืบทอดกิจการต่อไป

ยิ่งยุคก่อนไม่มีการออกบูทตามห้าง ไม่มีการตลาดออนไลน์ จึงต้องใช้ ‘รสชาติ’ เข้าสู้ โดยจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของตั้งเซ่งจั้ว คือป้ายเชลล์ชวนชิม จาก ม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสดิวัตน์ ที่เป็นเหมือนตราประทับศักดิ์สิทธิ์ให้ผู้บริโภคเชื่อมั่น ยอมเดินทางไกลข้ามเมืองมาอุดหนุนกันอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง

ฉะนั้น ลูกหลานจึงยึดถือหัวใจเรื่องรสชาติเสมอมา โดยยังคงรักษากรรมวิธีปั้นขนมเปี๊ยะด้วยมืออย่างประณีตแทนการใช้เครื่องจักร ไม่เคยลัดขั้นตอน และไม่ลดทอนวัตถุดิบมาจนถึงปัจจุบัน 

วันที่ฝันใหญ่ขึ้น

หนึ่งในบทเรียนธุรกิจครอบครัวที่น่าสนใจของตั้งเซ่งจั้ว คือการบริหารจัดการและการขยับขยาย เพราะก่อนส่งไม้ต่อให้ทายาทรุ่นสอง อากงทำงานหนักมาก แต่ทำเท่าไหร่ก็เก็บเงินได้ไม่มากจากหลายสาเหตุ “เรื่องกินอากง อาม่าไม่ค่อยเขียม จะให้อิสระกับลูก ๆ  สมัยนั้นหลายบ้านซื้อก๋วยเตี๋ยวมาจะใส่ข้าวเพิ่มแล้วแบ่งกันให้อิ่ม แต่บ้านนี้ไม่เคยทำ และเป็นที่รู้กันของแม่ค้าทุเรียนจากปราจีนว่า ถ้าขายไม่หมดแล้วแวะมาเจออากงจะไม่ต้องหอบกลับสวน รสชาติความสุขจากการกินจึงเป็นพื้นที่ที่อากงเว้นไว้ให้รางวัลชีวิต  ยังไม่รวมหลากหลายกิจกรรมรวมทั้งชมรมคิดเลขรอบดึก ทำให้เก๊ะเงินของบ้านเราจะว่าง ๆ อยู่เสมอ”

จนกระทั่งช่วงจีนเปิดประเทศ อากงเริ่มวางมือให้ อาป๊าชวลิต ตันคงคารัตน์ ผู้เป็นลูกชายคนโตดูแลกิจการที่ไทย 

“อากงกลับไปเยี่ยมบ้านเกิด ไม่อยู่เมืองไทยประมาณเดือนกว่า พอให้ลูกบริหารการเงิน ช่วงนั้นมีเงินเหลือเลย (หัวเราะ) หลังจากนั้นลูก ๆ จึงเห็นตรงกันว่า ให้อากงรับเงินเดือนดีกว่า” อาเจ็กช่วงชัย ตันคงคารัตน์ ลูกชายคนเล็กของอากงเล่าย้อนถึงจุดเปลี่ยนที่ทำให้พบว่า นอกจากสูตรลับและความตั้งใจ การบริหารจัดการเงินที่ได้มาอย่างเป็นระบบก็สำคัญไม่แพ้กัน 

เมื่อเดินทางมาถึงยุคสมัยของทายาทรุ่นสอง ขนมเปี๊ยะตั้งเซ่งจั้วเริ่มมีคู่แข่งเยอะขึ้น หลายร้านตั้งอยู่ในทำเลที่เข้าถึงง่ายกว่า รสชาติจึงไม่ใช่สิ่งเดียวที่จูงใจผู้บริโภคอีกต่อไป

จากร้านเดิมที่ตั้งอยู่ในซอยลึก อาป๊าชวลิตจึงมองหาทำเลแห่งใหม่เพื่อขยายกิจการ จนมาลงเอยที่บริเวณถนนสาย 304 ฉะเชิงเทรา-กบินทร์บุรี จังหวัดฉะเชิงเทรา 

ในมุมอาป๊าผู้เป็นพี่ใหญ่ที่ต้องดูแลความมั่นคงในครอบครัวและประเมินความเสี่ยงเสมอ จึงเสนอว่า ใช้ตู้คอนเทนเนอร์มาตั้งเป็นร้านคงพอ จะได้ไม่สิ้นเปลืองค่าออกแบบและก่อสร้างมากเกินไป 

แต่อาเจ็กช่วงชัยผู้เป็นน้องเล็กแสนสุนทรีย์และเหล่าลูกหลานเห็นต่าง หากจะทำร้านใหม่ทั้งทีก็อยากทำให้ดีให้สุดทาง เช่นเดียวกับกระบวนการทำขนมเปี๊ยะที่พวกเขายึดถือมาตลอด 

ทว่าอาป๊าก็ยังไม่อนุมัติ 

ทุกคนจึงต้องประชุมกันอย่างลับ ๆ ไปก่อน ส่วนอุ้ยที่เรียนด้านสถาปัตยกรรมศาสตร์มา ก็ไปตามหาสถาปนิกที่ชื่นชอบ จนพบกับ ชาตรี ลดาลลิตสกุล นักออกแบบที่สะท้อนจิตวิญญาณของพื้นที่ได้เป็นอย่างดี ซึ่งปัจจุบันคุณชาตรีเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (สถาปัตยกรรม)

อุ้ยชวนคุณชาตรีมาเยี่ยมบ้าน ดูกระบวนการทำขนม เขาได้ฟังเรื่องราวไม้ทำขนมเปี๊ยะของอากง เกิดความประทับใจ จึงตกลงออกแบบร้านโฉมใหม่ให้ในที่สุด

กล่องเก็บความภูมิใจ

ทุกอย่างไม่ได้สร้างเสร็จทันตาเห็น เพราะงบประมาณก่อสร้างวันนั้นมีเพียง 1 ล้านบาท เมื่อหักลบค่าออกแบบก็เหลือ 9 แสนบาท แต่สุดท้ายร้านขนมนี้ก่อสร้างจบไปด้วยเงิน 18 ล้านด้วยคำพูดประโยคเดียวของคุณชาตรี 

“คุณชาตรีบอกว่า ผมไม่ได้ทำร้านขนม ไม่ได้ทำร้านของฝาก แต่จะทำ ‘กล่องเก็บความภาคภูมิใจ’ ของครอบครัวคนทำขนม 

“ประโยคนี้ไปจี้โดนปมครอบครัวพอดี ชีวิตที่โตมากับงานที่อวดใครไม่ได้ แต่โมเดลแบบร่างคุณชาตรี ทำให้เห็นว่าอาคารจะเป็นหีบห่อ ที่ยกระดับให้คนมองเห็นความตั้งใจของอากง  ป๊าผมจึงฟันธงให้สร้างเพราะประโยคนี้เลย”

จนผ่านไป 3 ปี อาคารเสร็จสมบูรณ์ตามที่คิดไว้ กลายเป็นอาคารที่แลดูคล้ายศาลเจ้าจีน ตั้งโดดเด่นแปลกตาอยู่ริมถนน

ตั้งเซ่งจั้วบางคล้า สาขาเก๋งจีน คว้ารางวัลจากสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ ประเภทอาคารรวมกิจกรรมพาณิชยกรรมดีเด่น เมื่อ พ.ศ. 2547 มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยือนเพิ่มขึ้น ขยายกลุ่มลูกค้ามากกว่าคนกินขนมเปี๊ยะ 

หลังจากนั้นจึงขยับขยายมาสร้างสาขาแสนภูดาษ โดยยังคงแนวคิดกล่องเก็บความภูมิใจเช่นเคยและแบ่งพื้นที่ออกเป็น 4 โซน ได้แก่ โซนคาเฟ่ที่มีทั้งของคาว-หวาน โซนเวิร์กช็อปทำขนมเปี๊ยะ โซนของฝากที่มีสินค้าให้เลือกหลากหลาย และโซนบ้านไม้ที่จำลองบ้านหลังเก่า

ความหลากหลายนี้ช่วยขยายกลุ่มลูกค้าให้ตั้งเซ่งจั้วไปในตัว เพราะไม่ใช่แค่ร้านแวะซื้อของฝาก แต่เป็นหนึ่งในหมุดหมายให้แวะเที่ยว พร้อมต้อนรับทั้งครอบครัวที่มีเด็กและผู้สูงอายุ สายกิน สายเที่ยว สายคาเฟ่ ไปจนถึงคนที่ชื่นชอบประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรม ยิ่งใช้เวลาอยู่ที่นี่นานขึ้น ก็ยิ่งกระตุ้นการจับจ่ายในร้านเพิ่มขึ้นไปด้วย

ความทรงจำที่ไม่เคยจางหาย

ปัจจุบันธุรกิจตั้งเซ่งจั้วยังเป็นระบบกงสีที่ส่งไม้ต่อมาถึงทายาทรุ่นสาม ทั้ง อ้อ แอ้น อุ้ย ปุ๊ก เปี๊ยก คิว เค๊ก คิก เหน่ง หน่อง นุก ลูกหลานที่ยังอยากส่งต่อขนมของอากงให้กับผู้มาเยือน บ้านนี้ไม่มีใครเรียนหมอหรือสายวิทยาศาสตร์ เรียกว่าเป็นครอบครัวสายสุนทรีย์และรักการท่องเที่ยวเป็นชีวิตจิตใจ จนข้างฝาบ้านเต็มไปด้วยรูปเดินทางท่องเที่ยวมากกว่ารูปรับปริญญาเสียอีก 

แต่อาเจ็กช่วงชัยมองว่า นี่คือข้อดีต่อการขยายกิจการ เพราะการออกไปเห็นโลกกว้าง เข้าใจความสุนทรีย์อย่างลึกซึ้ง ทำให้ตั้งเซ่งจั้วเสกร้านขนมเปี๊ยะให้กลายเป็นหมุดหมายของนักท่องเที่ยว และสร้างประสบการณ์ที่ดีให้ผู้มาเยือนได้อย่างไม่รู้ลืมนอกจากนี้ เหล่าลูกหลานยังเป็นนักสร้างสรรค์โปรเจกต์สนุก ๆ ให้ตั้งเซ่งจั้วมีสีสันน่าจับตาอยู่เสมอ ทั้งโปรเจกต์พิเศษร่วมกับ น้องสกิล-เด็กชายปณัฐฑรณ์ ฟักทอง ให้ศิลปินตัวน้อยจากสำนักพิมพ์ผีเสื้อ มาวาดภาพกล่องขนมเปี๊ยะ

ไปจนถึงการนำเอาของดีบางคล้าอย่าง ‘มะม่วงแรด’ มาเป็นเมนูของหวานรสเด็ดในคาเฟ่ (แนะนำให้แวะไปชิมในฤดูเก็บเกี่ยวช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน)

กระทั่งวันที่อาป๊าชวลิตจากไปเมื่อ พ.ศ. 2567 ลูกหลานก็ยังช่วยกันเขียนหนังสือเล่าความทรงจำแสนอบอุ่นใจถึงอาป๊าชวลิตออกมาได้อย่างงดงามทั้งเนื้อหาและการออกแบบรูปเล่ม

ตั้งเซ่งจั้วจึงเป็นมากกว่าร้านขนมเปี๊ยะอาคารสวย แต่เต็มไปด้วยเรื่องราวทรงพลัง พร้อมทั้งสินค้า บริการ และอาคารที่ต่อยอดจากรากเหง้าดั้งเดิมจนยากจะเลียนแบบ 

“ทั้งครอบครัวเราเคยกลับไปที่เมืองจีน ไปดูท่าเรือที่อากงจากมา ตอนนั้นเขาไม่รู้ว่าจะเจออะไร เป็นความรู้สึกมาเผชิญโชคอย่างแท้จริง สถานที่แห่งนั้นมีตัวหนังสือจีนเป็นคำส่งท้าย คำนั้นยังติดอยู่บนท่าเรือตั้งแต่รุ่นอากง 

เส้นทางที่คุณเลือก ขอให้มีลมใต้ปีกพาคุณไปพบกับความสำเร็จ 

ข้อความนี้จึงถูกนำมาบันทึกเป็นอักษรจีนบนแผ่นไม้ ติดไว้ในร้านตั้งเซ่งจั้ว สาขาแสนภูดาษ พร้อมกับแผ่นป้ายคำสอนจากอากงอีกมากมายที่เรียงรายอยู่รอบร้าน

หากมองย้อนไป ความฝันของอากงที่หอบหิ้วมาพร้อมหีบไม้ใบนั้น ไม่ใช่เพียงฝันลม ๆ แล้ง ๆ แต่กลายเป็นความจริงแล้วในวันนี้ และเป็นความภาคภูมิใจของลูกหลานมาเกือบร้อยปี 

เช่นเดียวกับชื่อกิจการ ‘ตั้งเซ่งจั้ว’ ที่หมายถึง สายน้ำแห่งความสำเร็จ

Facebook : ตั้งเซ่งจั้ว 

Writer

ธัญญารัตน์ โคตรวันทา

มนุษย์อยู่ไม่ติดบ้าน มีงานอดิเรกคือการเดิน

Photographer

ดวงสุดา กิตติวัฒนานนท์

ช่างภาพ และ baker ฝึกหัด