โยชิโอะ ซาดะสุเอะ (Yoshio Sadasue) เคยทำงานอยู่บริษัทแฟชั่นเสื้อผ้าผู้ชาย จนบริษัทนั้นปิดกิจการไป เขาถูกทาบทามให้ไปเป็นที่ปรึกษาของบริษัทในวงการแฟชั่นอยู่หลายแห่ง จนวันหนึ่ง ซาดะสุเอะกลับไปทานข้าวกับอดีตประธานบริษัทแฟชั่นบริษัทก่อน ท่านประธานเล่าให้เขาฟังว่า “ในอเมริกาและยุโรป มีร้านทำเสื้อเชิ้ตสำหรับผู้ชายโดยเฉพาะอยู่จำนวนมาก แต่ในญี่ปุ่นยังไม่มีร้านแบบนั้นเลย จะมีใครสื่อความตั้งใจของฉันที่อยากทำให้ผู้ชายญี่ปุ่นดูมีสไตล์ขึ้นบ้างไหมนะ”

ซาดะสุเอะเก็บคำพูดของท่านประธานมาคิด และเริ่มวางแผนธุรกิจ ‘ร้านเสื้อเชิ้ตเฉพาะสำหรับสุภาพบุรุษ’
ในปี 1993 ตอนซาดะสุเอะอายุ 53 ปี เขาเปิดร้านจำหน่ายเสื้อเชิ้ตเล็ก ๆ ที่เมืองคามาคุระ บ้านเกิดของภรรยาเขา และตั้งชื่อร้านว่า Kamakura Shirts (ภายหลังปรับเป็น Maker’s Shirt Kamakura)

เสื้อเชิ้ตคุณภาพระดับแบรนด์พรีเมียม แต่ราคาเข้าถึงได้
ซาดะสุเอะตระเวนดูเสื้อเชิ้ตของแบรนด์ต่าง ๆ และคิดว่าถ้าเป็นตัวเขาเอง เขาจะอยากซื้อเสื้อเชิ้ตแบบไหน
ซาดะสุเอะสนใจเสื้อเชิ้ตคุณภาพดีของแบรนด์ดังอย่าง Ralph Lauren หรือ Brooks Brothers ซึ่งเสื้อแบรนด์เหล่านี้ปกติราคาประมาณตัวละ 15,000 เยน แต่ถ้าซาดะสุเอะ (รวมถึงลูกค้าคนอื่น ๆ) จะซื้อ เขาคงอยากให้เสื้อคัตติ้งเนี้ยบ ใส่สบายเหล่านี้ ราคาสัก 5,000 เยนก็พอ
ราคาเสื้อเชิ้ตของแบรนด์ Kamakura Shirts จึงเริ่มที่ 4,900 เยน (ปัจจุบันราคาเริ่มต้น 6,900 เยน)
ราคาที่เป็นมิตร แต่ต้องมาพร้อมความพิถีพิถัน กระบวนการตัดเย็บทุกอย่าง เป็น ‘Made in Japan’
ช่างเย็บจะใช้เทคนิค ‘เย็บประกบแบบพันทบอย่างประณีต’ ใช้ฝีเข็มที่ละเอียด และใช้กระบวนการเย็บที่ประณีตจนถึงขั้นว่า ไม่ว่าจะมองจากด้านนอกหรือด้านในก็แทบดูไม่ต่างกันเลย

ภาพ : www.itohari.jp
ส่วนเส้นด้ายที่นำมาใช้ทอเสื้อนั้นก็เป็นด้ายอย่างดี
เบอร์ของเส้นด้าย หมายถึง ความหนาของเส้นด้าย ยิ่งค่าสูง แปลว่า เส้นด้ายยิ่งบาง เมื่อใช้เส้นด้ายบาง ๆ มาทอ ผ้าจะยิ่งละเอียด สวมใส่แล้วรู้สึกเบาสบาย สำหรับฝั่งผู้ผลิต ยิ่งเส้นด้ายมีความละเอียดสูงเท่าไหร่ การปั่นให้เส้นใยบิดเกลียวอย่างสม่ำเสมอยิ่งทำได้ยาก และต้องการเทคนิคการปั่นด้ายขั้นสูง ต้องใช้การควบคุมคุณภาพที่แม่นยำมาก

ส่วนใหญ่เส้นด้ายเบอร์ 60 ขึ้นไปถือว่าเป็นเส้นด้ายเบอร์ละเอียด และเริ่มนำมาใช้ทำเสื้อเชิ้ตระดับพรีเมียมแล้ว แต่ Kamakura Shirts เลือกใช้ผ้าที่ทอจากเส้นด้ายเบอร์ 80 ขึ้นไปเท่านั้น เสื้อส่วนใหญ่ของแบรนด์ใช้ด้ายเบอร์ 100 – 120 ส่วนเสื้อระดับหรูบางรุ่นของแบรนด์ใช้เส้นด้ายละเอียดถึงเบอร์ 400


กระดุมเสื้อก็ไม่ได้ใช้กระดุมพลาสติกเหมือนแบรนด์ทั่วไป แต่เลือกใช้เปลือกหอยมาทำ ซึ่งทนความร้อนสูง ยิ่งรีดโดนก็ยิ่งเงางาม หากเป็นเสื้อรุ่นหรู กระดุมจะทำมาจากเปลือกหอยมุก ยิ่งเปล่งประกายเมื่อโดนแสง
ส่วนแบบเสื้อนั้นออกแบบมาให้เข้ากับหุ่นของคนญี่ปุ่น ทั้งความยาวของคอ บ่า ไหล่ ช่วงแขน ข้อมือ จนถึงความกว้างช่วงเอว ทำให้ผู้สวมใส่ดูดีได้แม้เป็นเสื้อเชิ้ตเรียบ ๆ


กรรมวิธีการผลิตที่ประณีต ทุกขั้นตอนตัดเย็บในญี่ปุ่น ใช้วัสดุสุดหรูขนาดนี้ แต่เหตุใด Kamakura Shirts ถึงยังคงราคาเสื้อที่ตัวละเกือบ 2,000 บาทในปัจจุบันได้
ราคาและกระบวนการผลิตที่ปฏิวัติวงการ
แบรนด์เสื้อผ้าทั่วไปในญี่ปุ่นมีกระบวนการผลิตและขายที่ซับซ้อน ส่วนใหญ่แบรนด์เหล่านี้จะใช้บริษัทตัวกลางในการจัดหาเส้นด้าย โรงทอ ตลอดจนมีพ่อค้าส่งช่วยกระจายสินค้า
ในการผลิตจะผลิตเป็นล็อตใหญ่ ตามฤดูกาล เมื่อผลิตเสร็จ บริษัทจะนำไปรวมไว้ที่คลังสินค้า ก่อนทยอยจัดส่งไปหน้าร้าน
แต่ Kamakura Shirts มีเครือข่ายและสายสัมพันธ์ที่ดีกับโรงงานเย็บหลายแห่งในญี่ปุ่น พวกเขาจัดซื้อวัตถุดิบเอง และ ‘สั่งผลิตโดยตรง’ กับโรงงานเย็บ การขายก็ขายผ่านหน้าร้านของตัวเองโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง เมื่อโรงงานผลิตเสร็จจะส่งตรงไปยังหน้าร้านเลย ทำให้ลดต้นทุนการสต็อกสินค้า

Kamakura Shirts พยายามลดต้นทุนที่ไม่จำเป็นและตัดคนกลางออก เพื่อชดเชยค่าวัตถุดิบที่สูงกว่าเจ้าอื่น โดยเฉลี่ยแล้ว ต้นทุนเสื้อผ้าของแบรนด์ทั่วไปอยู่ที่ร้อยละ 20 – 25 ของราคาจำหน่าย ทางแบรนด์ต้องตั้งเผื่อกรณีผลิตสินค้าแต่ละรุ่นแต่ละไซซ์ออกมาแล้วจำหน่ายไม่หมด ส่วนใหญ่เมื่อหมดฤดูกาล แบรนด์ทั่วไปจึงเอาเสื้อผ้าเหล่านี้มาลดราคา อาจจะลดร้อยละ 30 บ้าง 40 บ้าง
ทว่า Kamakura Shirts เลือกยุทธวิธีที่แตกต่างไป ต้นทุนค่าเสื้อของแบรนด์สูงถึงร้อยละ 60 ของราคาสินค้า หากพูดง่าย ๆ คือแบรนด์อื่นอาจทำเสื้อผ้าขายตัวละ 10,000 เยน โดยเสียต้นทุนสินค้า 2,000 เยน แต่ Kamakura Shirts จำหน่ายเสื้อตัวละ 5,000 เยน จากต้นทุน 3,000 เยน
แน่นอนว่า Kamakura Shirts มีความเสี่ยงด้านสินค้าที่จำหน่ายไม่ออก แต่พวกเขาลดความเสี่ยงนั้นด้วยการออกแบบสินค้า ‘คลาสสิก’ เสื้อเชิ้ตเรียบ ๆ ที่จะเป็นที่รักไปนาน ๆ ส่วนสินค้าแฟชั่นหรือเสื้อที่มีลวดลายนั้นก็จำกัดปริมาณไว้ในระดับหนึ่ง
การที่แบรนด์มีโรงงานพันธมิตรของตนเอง ทำให้ควบคุมปริมาณและคุณภาพการผลิตได้ดียิ่งขึ้น เมื่อทางหน้าร้านแจ้งข้อมูลลูกค้า ปริมาณความต้องการ ทางโรงงานก็ปรับปริมาณการผลิตได้ทันที เช่นนี้ ทำให้สินค้าค้างสต็อกหรือสินค้าหลงฤดูกาลของแบรนด์มีน้อยมาก ทางแบรนด์จึงตั้งราคาเสื้อที่เอื้อมถึงเช่นนี้ได้

ตั้งแต่เปิดกิจการมา Kamakura Shirts ยังไม่เคยขาดทุนเลยสักครั้ง แม้ช่วงโควิด-19 ที่ต้องปิดหน้าร้าน ทางแบรนด์ก็เพิ่มยอดขายจากการจำหน่ายมาสก์และจำหน่ายทางออนไลน์ได้ด้วยการสนับสนุนของแฟนคลับอย่างเหนียวแน่น
ปัจจุบัน Kamakura Shirts มีทั้งหมด 25 สาขาในประเทศ (เช่น ที่ Tokyo Midtown ที่กินซา ชินจูกุ ชิบูยา) และอีก 2 สาขาในเซี่ยงไฮ้และนิวยอร์ก
“ในยุคที่ข้าวของขาดแคลน แค่ได้ซื้อของใช้สักชิ้นก็เป็นความสุขแล้ว แต่เมื่อความต้องการพื้นฐานได้รับการเติมเต็ม ความสุขก็จะเปลี่ยนจาก ‘สุขในปริมาณ’ ไปเป็น ‘สุขจากคุณภาพ’ และเพราะความพึงพอใจในคุณภาพนั้นไม่มีที่สิ้นสุด เราจึงต้องมุ่งมั่นยกระดับคุณภาพสินค้าให้สูงยิ่ง ๆ ขึ้นไป
“แม้เราจะโฟกัสสินค้าแค่เสื้อเชิ้ตเพียงอย่างเดียว แต่จำนวนคนที่เข้าใจและเห็นคุณค่าจะต้องเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้น เราจะไม่ประนีประนอม และจะสร้างเสื้อเชิ้ตคุณภาพดียิ่ง ๆ ขึ้นต่อไป”
โยชิโอะ ซาดะสุเอะ
ผู้ก่อตั้ง Kamakura Shirts
Website : kamakurashirts.com
