รถจมน้ำซ่อมได้ไหม
น้ำที่บ้านลดแล้วต้องทำอะไรต่อ
มีอาการแพนิกจากเหตุการณ์น้ำท่วมต้องแก้อย่างไร
นี่อาจเป็นคำถามที่บางคนเริ่มหาคำตอบแล้ว แม้ตอนนี้หลายพื้นที่ในประเทศไทยจะยังจมอยู่ใต้น้ำ โดยเฉพาะในภาคใต้และภาคกลาง ข้อมูลจากกรมทรัพยากรน้ำเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568 รายงานสถานการณ์น้ำท่วมว่า ภาคใต้ยังมีจังหวัดที่ประสบอุทกภัย 12 จังหวัด ได้แก่ ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี กระบี่ นครศรีธรรมราช ตรัง พัทลุง สตูล สงขลา ปัตตานี นราธิวาส และยะลา ส่วนภาคกลางมีอีก 11 จังหวัด ได้แก่ พิษณุโลก นครสวรรค์ อุทัยธานี สิงห์บุรี ชัยนาท อ่างทอง สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี และนครปฐม
ขณะเดียวกันก็มีหลายพื้นที่ที่เข้าสู่สถานการณ์น้ำลด และเริ่มหาข้อมูลเพื่อเตรียมตัวเข้าสู่ ‘ระยะฟื้นฟู’ The Cloud จึงต่อสายตรงคุยกับ 3 ตัวแทนจากทีม War Room ภาคประชาชน อาสาสมัครช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้
3 ตัวแทนที่ว่า ได้แก่ อาจารย์เอเชีย-ดร.สรยุทธ รัตนพจนารถ ผู้อำนวยการร่วมธนาคารจิตอาสา ทำหน้าที่ดูแลด้านจิตใจ แมน-ธีรภัทร์ มีเดช เจ้าของช่อง ดร.แมน ย่อยข่าว รับหน้าที่ดูแลเรื่องการจัดการขยะ และ บอส-จิรภัทธ์ เฟื่องฟูพิทักษ์ ผู้ร่วมก่อตั้ง 24CARFIX บริษัทให้บริการซ่อมแซมรถยนต์ ที่มาเป็นหัวหน้าทีมอาสาการกู้รถของผู้ประสบภัย ทั้ง 3 คนจะมาให้ข้อมูลที่เราควรรู้เมื่อเข้าสู่ภาวะฟื้นฟูหลังน้ำท่วม
แม้การทำงานนี้จะเกิดอย่างฉุกละหุก แต่ทั้ง 3 คนและคนอื่น ๆ ในทีมตั้งใจว่า การทำงานครั้งนี้จะเป็นต้นแบบให้ภาครัฐหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการรับมือภัยพิบัตินำไปพัฒนาต่อ เพื่อให้ประเทศไทยรับมือกับภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ
เพราะนี่คงไม่ใช่ภัยพิบัติสุดท้ายที่เราจะเจอ


บ้าน
บ้านเป็นเรื่องที่คนกังวลมากที่สุดหลังน้ำท่วม เพราะเป็นที่อยู่อาศัยและเป็นของขนาดใหญ่ ถ้าจะซ่อมหรือซื้อใหม่ ต้องแลกมากับค่าใช้จ่ายจำนวนมาก เพื่อบรรเทาความกังวล แมนแนะนำ 4 แนวทางจัดการบ้านหลังน้ำท่วมให้ฟังว่า
- เริ่มจาก ‘สำรวจความเสียหาย’ ที่เกิดขึ้น ควรทำตอนที่ไม่มีน้ำเหลือในบ้านแล้ว และควรสวมใส่รองเท้ายางเพื่อป้องกันไฟฟ้ารั่วไหล
- หลังสำรวจเสร็จ สิ่งที่ต้องทำต่อมา คือ ‘ซ่อมแซมและทำความสะอาดบ้าน’ ในส่วนของการซ่อมแซม แมนแนะนำให้ใช้บริการผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้แก้ปัญหาอย่างถูกต้อง ซึ่งตอนนี้ทีมของแมนกำลังประสานงานกับผู้ประกอบการและหน่วยงานที่ให้บริการซ่อมแซมในพื้นที่ภาคใต้ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยต่อ
ที่สงขลามีศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน (Fix it Center) โดยสถาบันการอาชีวศึกษาในจังหวัด รวบรวมนักเรียนอาชีวศึกษามาเป็นอาสาซ่อมแซมบ้านและเครื่องใช้ไฟฟ้าให้ประชาชน (ดูรายชื่อจุดซ่อมทั้ง 50 จุดได้ที่นี่)

- ‘การทำความสะอาด’ แมนแนะนำว่า ควรเริ่มจากการเคลียร์ของ ในความรู้สึกของผู้ประสบภัยส่วนมากคงเลือกทิ้งของให้หมด เพราะอยากเห็นบ้านสะอาด และของพวกนี้ตอกย้ำให้นึกถึงเหตุการณ์ร้าย ๆ ยามเผชิญภัยพิบัติ แต่แมนขอเตือนก่อนทิ้งด้วย 4 ข้อสำคัญว่า
- เก็บของดี คัดเลือกของที่ยังอยู่ในสภาพดี ยังใช้ต่อได้
- แยกของทิ้ง ของชิ้นไหนที่พังจากน้ำท่วมจนใช้งานไม่ได้แล้ว ให้แยกออกมากองไว้เพื่อจัดการต่อไป
- ย่อยของขาย ก่อนทิ้ง ควรตรวจสอบอีกรอบ เพราะของบางอย่างยังสร้างมูลค่าเพิ่มได้ เช่น ฟูกนอนที่จมน้ำจนใช้งานไม่ได้ ยังแยกส่วนเอาสปริงข้างในไปขายต่อได้
- เลือกของซ่อม ของบางอย่างแม้จะพังแต่ไม่ได้แปลว่าต้องทิ้ง เพราะยังซ่อมได้ ส่วนใหญ่เป็นพวกเครื่องใช้ไฟฟ้า เทคนิคของแมนในการเลือกว่าของชิ้นไหนยังซ่อมได้ คือถ้าอยู่ในหมวดเครื่องใช้ไฟฟ้า ให้ตรวจสอบว่ามีชิปหรือเสียบปลั๊กทิ้งไว้ตอนน้ำท่วมไหม น้ำอาจสร้างความเสียหายจนซ่อมไม่ได้
- สภาพบ้านหลังน้ำท่วมมักจะเจอปัญหาดินโคลนที่พอกหนาและมีเชื้อราที่เกิดจากของถูกแช่ทิ้งไว้ในน้ำนาน ๆ แมนแนะนำให้ใช้บริการผู้เชี่ยวชาญเพื่อทำความสะอาดบ้านให้กลับไปอยู่ได้อย่างปลอดภัย แต่ถ้าใครไม่มีทุนทรัพย์เพียงพอ แนะนำให้ประสานงานกับมูลนิธิกระจกเงา ซึ่งเป็นหนึ่งหน่วยงานในตัวตั้งต้นของ War Room ภาคประชาชน และมีความเชี่ยวชาญด้านการทำความสะอาด

แต่แมนตั้งใจว่าหลังจากนี้ทีม War Room ภาคประชาชน จะประสานงานกับรัฐเพื่อสร้างแรงจูงใจดึงผู้ประกอบการให้มาทำความสะอาดช่วยเหลือประชาชนต่อไป
หลังจากจัดการบ้านแล้ว แมนคาดการณ์ว่าสิ่งที่ตามมาคือปริมาณขยะมหาศาล จากการสำรวจของแมน จังหวัดสงขลามีขยะตกค้างที่ยังไม่ผ่านกระบวนการจัดการประมาณ 1.8 ล้านตัน เขาคาดว่าจะมีปริมาณขยะที่เกิดหลังจากนี้มากถึง 6 แสนตัน (ตามสูตรคำนวณของกรมควบคุมมลพิษ) แมนจึงอยากถามไปที่ภาครัฐว่า เตรียมรับมือจัดการขยะที่กำลังจะเกิดขึ้นอย่างไร
“สิ่งที่ผมว่ารัฐต้องคิดต่อ คือหนึ่ง ยานพาหนะสำหรับขนขยะ อาจต้องใช้รถตักหรือรถดัมป์ถึงจะจัดการได้ น่าจะมีขยะชิ้นใหญ่ด้วย จึงใช้รถขนขยะทั่วไปไม่ได้ สอง จุดพักขยะ ต้องมีพื้นที่สำหรับพักขยะเหล่านี้ก่อนส่งไปจัดการต่อ และสาม การตามหาโรงไฟฟ้าขยะและเตาเผาขยะสำหรับจัดการขยะเหล่านี้
“นี่เป็น 3 เรื่องที่ผมอยากให้ภาครัฐนำไปคิดต่อ เพื่อหามาตรการรองรับต่อไป ไม่อย่างนั้นสงขลาหรือจังหวัดอื่น ๆ อาจประสบปัญหาขยะหลังน้ำท่วม”

รถ
รถเป็นอีกเรื่องที่สร้างความกังวลใจไม่แพ้กัน บอสแนะนำให้ผู้ประสบภัยจัดการเรื่องที่สำคัญกว่าก่อนมาจัดการกับยานพาหนะ ซึ่งแนวทางจัดการรถหลังน้ำท่วมของบอสมี 5 ข้อด้วยกัน
- ‘ตามหา’ เพราะน้ำอาจพัดพายานพาหนะไปไกลกว่าจุดสุดท้ายที่จอดไว้ บอสบอกว่ารถยนต์จะพัดไปไม่ไกลเท่ามอเตอร์ไซค์ การตามหาควรเริ่มจากสำรวจพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งตอนนี้ประสานงานกับทีมเทคโนโลยีของ War Room ภาคประชาชน เพื่อจัดทำคลังข้อมูลรวบรวมยานพาหนะตามจุดต่าง ๆ พร้อมให้ข้อมูลที่สำคัญ เช่น ประเภทรถ ป้ายทะเบียน ฯลฯ ให้เจ้าของตามหารถของตนได้
- ต่อจากเรื่องการตามหายานพาหนะ บอสบอกว่าตอนที่น้ำท่วม ภาครัฐมีการเตรียมเส้นทางจราจรสำหรับรถที่ต้องเข้า-ออกไปให้ความช่วยหลือประชาชนในพื้นที่ ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ รถของประชาชนที่จอดไว้อาจถูกเจ้าหน้าที่รัฐเคลื่อนย้าย ในพื้นที่หาดใหญ่ รถจะขนไปไว้ที่สถานีตำรวจใกล้เคียงหรือสนามกีฬาจิระนคร ส่วนในพื้นที่อื่น ๆ ให้ติดตามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป
- เมื่อเจอรถของตนแล้ว สิ่งที่ต้องทำถัดมาคือ ‘ตรวจสอบความเสียหาย’ โดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) กำหนดเกณฑ์ความเสียหายของรถไว้ 5 ระดับ ได้แก่ น้ำท่วมถึงพื้นรถ น้ำท่วมถึงเบาะนั่งหรือระบบไฟฟ้า น้ำถึงส่วนล่างคอนโซล น้ำถึงส่วนบนคอนโซล และน้ำจมรถทั้งคัน
เราประเมินความเสียหายของรถได้จากเกณฑ์เหล่านี้ เพื่อวางแผนซ่อมแซมต่อไป ถ้ารถใครมีประกันภัย บอสแนะนำให้มอบหมายให้ประกันภัยดูแลต่อไป
- สิ่งสำคัญคือ ‘ห้ามสตาร์ตรถเด็ดขาด’ เพราะอาจจะยังมีน้ำค้างอยู่จนสร้างความเสียหายแก่เครื่องยนต์ ควรให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบก่อน และซ่อมแซมทำความสะอาดให้เรียบร้อยก่อนนำรถไปใช้งาน
- กรณีที่ประเมินแล้วว่าการซ่อมไม่คุ้มค่า บอสเสนอแนะว่ายังมีทางเลือกอื่น ๆ นอกเหนือจากการทิ้ง เช่น แยกชิ้นส่วนขาย
สิ่งที่บอสอยากเสนอไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือจำเป็นต้องมีมาตรการดูแลประชาชนในส่วนนี้ เช่น อำนวยความสะดวกด้วยการมีผู้เชี่ยวชาญมาช่วยประเมินความเสียหายในเบื้องต้น หรือประสานงานกับธุรกิจให้บริการซ่อมรถเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชน

จิตใจ
จัดการข้าวของภายนอกแล้ว อย่าลืมดูแลจิตใจภายในด้วย ในฐานะเป็นคนที่ทำงานสุขภาวะทางปัญญามายาวนาน และร่วมผลักดันให้คนหันมาดูแลจิตใจตัวเองให้ได้ อาจารย์เอเชียแนะแนวทางดูแลจิตใจหลังน้ำท่วม 6 ข้อด้วยกัน
- ‘สติ’ คือสิ่งที่อาจารย์เอเชียเน้นยํ้าว่าอยากให้ทุกคนบ่มเพาะและรักษาไว้ จะได้ตั้งหลักและก้าวไปข้างหน้าต่อได้
- ตรวจสอบว่าเราเป็นคนกลุ่มไหน เพราะไม่ได้มีแค่ผู้ประสบภัยที่ได้รับผลกระทบ ยังมีญาติและคนอื่น ๆ เช่น อาสาสมัคร เจ้าหน้าที่ที่ลงมาทำงาน คนติดตามข่าว และอีกมากมาย เมื่อตรวจสอบได้แล้วว่าเราเป็นคนกลุ่มไหน จะหาวิธีดูแลจิตใจตัวเองได้
- ตรวจเช็กสุภาพจิตตัวเองเบื้องต้นผ่านแอปพลิเคชัน MENTAL HEALTH CHECK IN โดยกรมสุขภาพจิต มีแบบประเมินให้ทำเพื่อตรวจสอบจิตใจเบื้องต้นและวางแผนดูแลต่อไป
- บริการเบื้องต้น อาจารย์เอเชียแบ่งเป็น 2 ส่วน คือส่วนออนไซต์ มีเจ้าหน้าที่ของกรมสุขภาพจิตและอาสาสมัครจาก War Room ภาคประชาชน ‘ทีมภูมิคุ้มใจ (Hear & Heal)’ ลงพื้นที่ไปดูแลจิตใจผู้ประสบภัย ส่วนที่ 2 คือการให้คำปรึกษาทางไกล เช่น สายด่วน 1667 ให้บริการดูแลผู้ประสบภัยในสงขลาโดยเฉพาะ หรือแอด LINE @1323 เพื่อขอคำปรึกษาผ่าน LINE โดยกรมสุขภาพจิต พร้อมกันนี้ ทางทีมภูมิคุ้มใจกําลังจะเผยแพร่คู่มือดูแลตัวเอง และรายการช่องทางติดต่อขอความช่วยเหลือต่าง ๆ อีกด้วย
- นอกจากนี้ ในมุมคนเสพข่าว อาจารย์เอเชียแนะนำว่า พวกเขาอาจตกอยู่ในสภาวะที่รู้สึกว่าตัวเองช่วยเหลือใครไม่ได้นอกจากเป็นคนติดตามข่าว ส่งผลให้เกิดอารมณ์ลบและกระทบจิตใจ คําแนะนํา คือ อย่าอยู่เฉย อย่าจมกับความคิด ให้ออกมาลงมือทํา อาจเริ่มจากสมัครเป็นอาสาสมัครของทีม War Room ภาคประชาชนผ่านการกรอกฟอร์มนี้ ซึ่งมีงานอาสามากมายให้เลือกทำ และการได้ลงมือทำจะช่วยแก้สภาวะนั้นได้
- ผู้ประสบภัยเป็นคนที่ได้รับผลกระทบจิตใจมากที่สุด และการจมอยู่กับบ้านที่เสียหายเป็นเวลานาน หรืออยู่กับสภาพแวดล้อมเดิม ๆ อาจส่งผลกระทบเชิงลบมากขึ้น อาจารย์เอเชียแนะนำว่าให้ลองออกไปหาเพื่อนบ้าน หรือไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยคนอื่น ๆ พาตัวเองออกจากสภาวะนั้นชั่วคราว และเติมคุณค่าให้ตัวเอง

ที่สำคัญ คุณจะรับรู้ว่าคุณไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว ยังมีคนที่ประสบปัญหาเดียวกัน และในทางหนึ่ง คนที่คุณไปช่วย จะกลับมาช่วยให้คุณผ่านพ้นเรื่องนี้ไปได้เช่นกัน
ทางทีมภูมิคุ้มใจเปิดคอร์สอบรมการเป็นอาสาสมัครดูแลจิตใจ ซึ่งเขาแนะนำว่าทุกคนควรเรียน ไม่ใช่แค่เอาไว้ช่วยคนอื่นเท่านั้น แต่นำความรู้ที่ได้มาใช้กับตัวเองได้ จากประสบการณ์ของอาจารย์เอเชีย มนุษย์เจอเหตุการณ์ที่ส่งผลต่อจิตใจมากมาย ไม่ใช่แค่ภัยพิบัติเท่านั้น การมีเครื่องมือช่วยดูแลตัวเองจะช่วยให้เราผ่านพ้นปัญหาเหล่านี้ไปได้
นี่เป็น 3 เรื่องจาก 3 ผู้เชี่ยวชาญเพื่อเป็นแนวทางรับมือหลังน้ำลด ยังมีเรื่องอื่น ๆ ที่ต้องทำอิีกมาก แต่ข้อมูลเหล่านี้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการตั้งหลักและค่อย ๆ เดินหน้าต่อไป ที่สำคัญ ในฐานะคนที่ได้คุยกับพวกเขา เราก็มีความหวังเช่นเดียวกันว่าแนวทางนี้จะไม่ได้มีอายุอยู่ถึงแค่หลังเหตุการณ์น้ำท่วม แต่จะพัฒนาเป็นระบบรับมือน้ำท่วมโดยภาครัฐ เพื่อให้ประชาชนอุ่นใจ ไม่หวาดกลัวต่อภัยพิบัติมากเกินไป เพราะเรามีรัฐที่มีศักยภาพและดูแลชีวิตพวกเราได้จริง

ภาพจากมูลนิธิกระจกเงา
