2 ธันวาคม 2025
938

ทุกวันนี้มีผู้ป่วยรอบโลกจำนวนมากที่ตรวจพบอาการความเจ็บป่วยของตัวเองในระยะลุกลามแล้ว เช่น มะเร็งระยะสุดท้าย ซึ่งยากต่อการรักษา ทั้งที่ก่อนหน้านี้ก็อาจยังดูสบายดี 

อาจเป็นเพราะความซับซ้อนของโรคที่ยากจะตรวจพบ

หรือผู้ป่วยไม่มีโอกาสได้รับรู้ถึงสุขภาพของตัวเอง ด้วยความกังวลและกลัวการตรวจสุขภาพ 

หรือตรวจแล้ว แต่แพทย์ โรงพยาบาล ขาดแคลนเครื่องมือ บุคลากรที่เชี่ยวชาญเฉพาะด้านในโรงพยาบาล โดยเฉพาะโรงพยาบาลในพื้นที่ห่างไกล 

แต่ตอนนี้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหานี้ พร้อมเป็นเพื่อนคู่คิดของแพทย์และโรงพยาบาลได้แล้ว 

Perceptra’ คือผู้พัฒนาแพลตฟอร์ม AI ช่วยแพทย์ตรวจวินิจฉัย คัดกรองโรค เช่น ความผิดปกติในปอด มะเร็งเต้านม ภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตา ซึ่งวิเคราะห์ผลได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำเกือบจะ 100 เปอร์เซ็นต์ ใช้งานได้ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลชุมชนที่อยู่ห่างไกล หรือโรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่มีเตียงนับพัน

นำทีมพัฒนาโดย ไอซ์-สุพิชญา พู่พิสุทธิ์ และทีมงานคนไทยที่ตั้งใจพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์ให้เทียบเท่ามาตรฐานสากล

ในอุตสาหกรรมที่เรามักต้องพึ่งพาเครื่องมือจากต่างประเทศและมีความซับซ้อนสูง พวกเขาพัฒนาเทคโนโลยีที่ตอบรับกับปัญหาใหญ่นี้ได้อย่างไร อยากชวนคุณมาสำรวจแนวคิดเบื้องหลังการพัฒนานี้ไปด้วยกัน โดยเฉพาะผู้ที่เป็นผู้ประกอบการ

บางอย่างเมื่อมองเห็นแล้ว โลกทั้งใบอาจเปลี่ยนไป

มองเห็นปัญหา

“เราเห็นความเหน็ดเหนื่อยของบุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาลต่างจังหวัดมาตั้งแต่เด็ก” ไอซ์เล่าถึงจุดเริ่มต้นของ Perceptra ที่อาจมีแรงผลักดันจากความทรงจำที่เก็บสะสมไว้ของเธอ

ทั้งคุณพ่อและคุณแม่ของไอซ์เป็นบุคลากรทางการแพทย์ในจังหวัดนครสวรรค์ ภาพการทำงานดึกดื่นข้ามวันคืนภายใต้ทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดจึงเป็นสิ่งที่เธอคุ้นเคยอย่างดี และเลือกจะไม่ทำงานทางด้านนี้ มุ่งไปทางด้านเศรษฐศาสตร์และการบริหารธุรกิจ ด้วยความตั้งใจที่จะทำธุรกิจของตัวเองที่สร้างการเปลี่ยนแปลงได้ในสังคม 

ระหว่างทาง เธอมีโอกาสไปเรียนที่สหรัฐอเมริกา ในเมืองที่ถือเป็นศูนย์กลางด้านการแพทย์อย่างบอสตัน ได้เห็นความเจริญของวิทยาการสมัยใหม่

เมื่อมีจังหวะกลับไทย เธอพบกับบัณฑิตที่เพิ่งเรียนจบทางด้าน Computational Neuroscience ที่ศึกษาและหาวิธีการใช้เทคโนโลยีจำลองการทำงานของสมองมนุษย์ เป็นความเข้าใจเบื้องหลังการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ในทุกวันนี้ จึงตัดสินใจรวมทีมกันพัฒนาและใช้ AI แก้โจทย์ธุรกิจให้ลูกค้าในอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น ธนาคาร

แต่เมื่อทำไปได้สักระยะ พวกเขาเกิดคำถามว่า จริง ๆ แล้วชีวิตต้องการอะไร

“เรามานั่งคุยกันว่าจริง ๆ เราต้องการอะไร หนึ่งในคำตอบที่มีร่วมกันคือการสร้างอิมแพค ซึ่งน่าจะเหมือนกับคนรุ่นใหม่หลายคนในประเทศ แล้วก็มาคิดต่อว่าด้วยประสบการณ์ที่เรามี เราทำอิมแพคด้านใดได้มากที่สุด

“เราสรุปกันว่าเป็นด้านสาธารณสุข เพราะเป็นอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน เห็นความเหลื่อมล้ำในระบบอย่างชัดเจน และมีความซับซ้อน มีโจทย์ที่ยากมาก ๆ ที่น่าแก้ไข” ไอซ์เอ่ยความตั้งใจ

แต่จะเลือกปัญหาไหนดี วิธีการที่ดีที่สุดคงเป็นการพูดคุย ทำงานร่วมกับคนในแวดวง โดยพวกเขามุ่งไปที่โรงพยาบาลก่อน นัดแนะถามไถ่แพทย์ อ่านงานวิจัยมากมาย เพื่อหาโจทย์ที่ใช่ 

จนมาจบที่ปัญหาหนึ่งที่น่าแก้ไข คือการตรวจเจอโรคช้าเกินไป 

“ผู้ร่วมก่อตั้งทุกคนมีสมาชิกครอบครัวที่ตรวจเจอโรคอย่างมะเร็งในระยะท้าย ๆ และพอได้ถามคนจำนวนมากก็พบว่ามีปัญหาที่คล้ายกันเต็มไปหมด คือตรวจเจอโรคตอนที่ลุกลามแล้ว ไม่ใช่อยู่ ๆ ก็เป็นขึ้นมา แต่ก่อนหน้านี้อาจจะตรวจไม่พบ จึงกลายเป็นโจทย์ที่เราเลือกมาพัฒนาต่อว่า จะทำอย่างไรให้เกิดการคัดกรองที่ช่วยให้ตรวจพบโรคของผู้ป่วยได้ดีขึ้น 

“เช่น มะเร็งปอด เป็นหนึ่งในโรคที่ทำให้คนไทยเสียชีวิตมากที่สุด กว่า 20,000 คนต่อปี ส่วนใหญ่ผู้ป่วยตรวจพบในระยะที่ 3 และ 4 แล้ว ทั้งที่จริง ๆ น่าจะมีสัญญาณของโรคมาก่อนหน้านั้น และเป็นอวัยวะส่วนที่มีภาพจากการเอกซเรย์และการค้นคว้าวิจัยอยู่เยอะ แต่ยังมีข้อมูลที่เราไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์อีกมาก เป็นจุดที่ทำให้เราเริ่มต้นจากโรคเกี่ยวกับปอดก่อน”

ช่วงปี 2017 Perceptra จึงกำเนิดขึ้น

มองเห็นโอกาส

เมื่อปัญหาชัด แนวทางการแก้ไขจึงค่อยตามมา ซึ่ง AI เป็นเทคโนโลยีที่ทางทีมถนัดและนำมาใช้แก้ไขปัญหาเป็นอย่างดี 

หลักการของแพลตฟอร์มที่ทางทีม Perceptra พัฒนา คือการใช้ AI วิเคราะห์ภาพเอกซเรย์และผลการวินิจฉัยประกอบเป็นหลักล้านภาพ ส่วนใหญ่เป็นคนไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อให้จับแพตเทิร์นของโรคและวิเคราะห์ภาพเอกซเรย์ใหม่ ๆ ได้ด้วยสายตาของเทคโนโลยีที่แม่นยำ เพราะบางครั้ง มนุษย์อ่านภาพไปถึงรายละเอียดที่หลบซ่อนอยู่อย่างครบครันไม่ได้ บ้างอยู่ในจุดที่มองเห็นได้ยากจากภาพ หรือก้อนเนื้อมีขนาดเล็กระดับ 5 มิลลิเมตร แต่ AI ตรวจจับได้จากคลังข้อมูลที่มีอยู่ วิเคราะห์ได้อย่างไม่เหน็ดเหนื่อย ไม่มีอารมณ์ร่วม 

ที่สำคัญคือเป็นเทคโนโลยีที่ขยายหรือต่อสเกลได้ง่าย 

แต่ความยากคือต้องเข้าใจผู้ใช้งานแต่ละแบบให้ได้อย่างถ่องแท้ด้วย จึงจะพัฒนาอะไรที่ตอบโจทย์และขยายไปได้ไกล

“โรงพยาบาลแต่ละแห่งมีระบบการทำงานที่ต่างกัน โรงพยาบาลที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลมีข้อจำกัดแบบหนึ่ง โรงพยาบาลที่มีเป็นพันเตียงก็จะมีโจทย์อีกแบบหนึ่ง ทำอย่างไรเราจะพัฒนาเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์กับกลุ่มต่าง ๆ ได้จริง

“เทคโนโลยีเป็นเพียงเครื่องมือ เราต้องทำให้เทคโนโลยีเข้ากับผู้ใช้งานที่มีปัญหาอยู่ในแต่ละบริบทด้วย ต้องเข้าไปอยู่ในชีวิตเขาและใช้งานได้ง่าย ถึงจะทำให้ตรวจได้แม่นยำขนาดไหน แต่ถ้าแพทย์ต้องเข้าสัก 3 โปรแกรมเพื่อใช้งานได้ก็คงไม่ใช่คำตอบ บางทีกดเพิ่มอีกคลิกเดียวก็ไม่อยากใช้แล้ว” 

ด้วยความตั้งใจนี้ พวกเขาเข้าไปพูดคุย ทำความเข้าใจกับโรงพยาบาลหลากหลายแบบ และต้องการทดสอบการใช้งานเทคโนโลยี แต่ช่วงแรก ๆ ที่ยังไม่เป็นที่รู้จัก อะไร ๆ ก็ดูยากไปเสียหมด

“ในตลาดเครื่องมือและเทคโนโลยีทางการแพทย์ ส่วนใหญ่เรานำเข้าหมดเลย สิ่งที่คนไทยพัฒนาเองยังมีไม่เยอะมากนัก และเป็นเรื่องที่ต้องการความถูกต้องสูง ผิดไม่ได้เลย เพราะเป็นเรื่องชีวิตคน พอเป็นโซลูชันที่คนไทยพัฒนา คนอาจยังไม่แน่ใจคุณภาพ ทำให้เราต้องพัฒนาแบบมาตรฐานสากล เพราะเราแข่งกับผู้เล่นอื่นที่เป็นระดับโลกด้วยเหมือนกัน

“เราไปคุยกับโรงพยาบาลหลายแห่งมาก ช่วงเริ่มต้นไม่ค่อยได้รับการตอบรับเท่าไหร่ เคยคิดว่าจะเลิกทำหลายครั้ง จนถึงขั้นคิดว่าถ้าติดต่อไปแล้วไม่มีความเคลื่อนไหวใน 2 สัปดาห์ เราจะเลิกทำ” 

เดิมพันครั้งสุดท้ายของเธอคือการติดต่อนัดหมายกับทางโรงพยาบาลศิริราช เนื่องจากได้รับการแนะนำว่ามีแพทย์ที่สนใจด้านเทคโนโลยีและ AI มาเป็นสิบปีแล้ว และน่าจะเข้าใจสิ่งที่พวกเขากำลังพัฒนาอยู่

ก่อนถึงเดดไลน์ ทีมได้รับการตอบรับให้เข้าไปนำเสนอความคิด โดยที่ผลิตภัณฑ์ยังเป็นเพียงโครงร่าง และได้รับโอกาสให้ทดสอบการใช้งาน ตรวจโรคจากเคสจริง รวม 20 เคส

ปรากฏว่าทีมตรวจเจอโรคได้ถูกต้อง 18 เคส กลายเป็นที่สนใจและถือเป็นจุดพลิกผันครั้งสำคัญของ Perceptra ที่ได้เจอกับคนที่พร้อมจะโอบรับนวัตกรรมใหม่

หลังจากนั้นอีกราวครึ่งปี Perceptra พัฒนาผลิตภัณฑ์ต่อจนได้เริ่มใช้งานจริง วินิจฉัยความผิดปกติจากภาพถ่ายรังสีทรวงอกได้ถึง 8 สภาวะ และมีแววว่าจะขยายต่อไปได้อีก

แต่แล้วโลกก็พบกับวิกฤตทางด้านสาธารณสุขครั้งใหญ่

มองเห็นคุณค่า

การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้ทั่วโลกเกิดความโกลาหล ระบบสาธารณสุขและโรงพยาบาลต้องหันมาดูแลผู้ป่วยติดเชื้อที่พุ่งขึ้นสูงอย่างรวดเร็ว

เมื่อเหตุการณ์รุนแรงขึ้นจนโรงพยาบาลและแพทย์รองรับไม่ไหว มีการรวมตัวกลุ่มรังสีแพทย์ รวมถึงแพทย์แขนงต่าง ๆ จากทั่วประเทศมาร่วมกันช่วยคัดกรองผู้ป่วยที่ติดเชื้อ อ่านผลเอกซเรย์ปอดและแนะนำวิธีการรักษาต่อไป แต่ด้วยปริมาณผู้ป่วย ลำพังแค่แพทย์อาจทำทั้งหมดอย่างทันท่วงทีไม่ได้

Perceptra จึงช่วยเหลือด้วยการนำเทคโนโลยีเข้าไปช่วยตรวจคัดกรอง ภายในเวลาประมาณ 3 เดือน อ่านผลพบผู้ที่ติดเชื้อโควิด-19 ไปได้กว่า 300,000 ราย ช่วยบรรเทาความเหน็ดเหนื่อยของแพทย์ไปได้มากและได้รับคำชื่นชม

การช่วยเหลือครั้งนั้นทำให้แพทย์และโรงพยาบาลเปิดใจรับนวัตกรรมนี้มากขึ้น

“เราเข้าไปช่วยด้วยความคิดว่าอยากให้เหตุการณ์นี้จบเร็วที่สุด แต่กลายเป็นว่าต่อมาเข้าไปที่โรงพยาบาลต่าง ๆ คนก็เริ่มทักว่าเป็นเครื่องมือเดียวกันกับที่เขาได้ใช้ในช่วงโควิด-19 ใช่ไหม

“ก่อนหน้านี้คนอาจยังสงสัยเรื่องคุณภาพ มาตรฐานในการใช้งาน หรือกังวลว่า AI จะมาแทนที่แพทย์หรือเปล่า แต่พอคนได้เห็นภาพการใช้งานจริง ก็เริ่มเห็นว่าเราเข้ามาช่วยเสริมการทำงานให้ดีขึ้น แพทย์เหมือนมีเพื่อนคู่คิด ที่ปรึกษาในการวินิจฉัย ประหยัดเวลาได้มากขึ้น และคนไข้รู้อาการของตัวเองได้เร็วขึ้นด้วย รักษาได้เร็ว ส่วนโรงพยาบาลก็ใช้ทรัพยากรไปกับการรักษาอื่นได้อีกด้วย เป็นผลดีต่อทุกฝ่าย”

เมื่อมีผลงานที่ชัดเจนรองรับและคนเปิดใจ การขยายต่อก็เป็นไปได้อย่างรวดเร็ว ทุกวันนี้ Perceptra ทำงานร่วมกับโรงพยาบาลหลายร้อยแห่งตั้งแต่เหนือจรดใต้ ทั้งเล็กและใหญ่ เข้าไปช่วยการคัดกรอง วินิจฉัยโรคเกี่ยวกับปอดได้แม่นยำขึ้น วิเคราะห์ข้อมูลจากภาพเอกซเรย์ โดยข้อมูลผู้ป่วยยังคงเป็นความลับของทางโรงพยาบาล

ยิ่งพัฒนา พวกเขายิ่งมีความเข้าใจในระบบและทำงานได้ดีขึ้น จากเดิมที่เคยใช้เวลาในการติดตั้งใหม่ 2 สัปดาห์ก็เหลือเพียงแค่ 2 ชั่วโมง และเป็นบริการแบบ Subscription ที่โรงพยายาลไม่ต้องจ่ายเงินก้อนโตในรอบเดียว และจะมีการพัฒนาแพลตฟอร์มให้ดียิ่งขึ้นอยู่เรื่อย ๆ

“เราคิดว่าเทคโนโลยีเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น อีกส่วนที่สำคัญสำหรับโรงพยาบาลคือการบริการ เราอยากให้แพทย์ได้ใช้งานและทำงานได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องกังวลว่าเครื่องจะติดขัด พอเรามีโจทย์ผู้ใช้งานตั้งแต่แรก ก็นำมาพัฒนาเทคโนโลยีที่ครอบคลุมกับความต้องการแต่ละแบบโดยไม่ต้องปรับแต่งเยอะ” 

แม้เป็นสตาร์ทอัพสายเทคโนโลยีสมัยใหม่ แต่ก็อาจกล่าวได้ว่า แก่นสำคัญจริง ๆ นั้นนำไปปรับใช้ได้กับทุกธุรกิจ

คือการเข้าใจผู้ใช้งานอย่างถ่องแท้ ช่วยแก้ไขปัญหาและส่งมอบคุณค่าที่คนต้องการ

มองเห็นหนทาง

“เราไม่ได้เป็นผู้นำที่ใกล้เคียงกับคำว่าสมบูรณ์แบบเลย เราไม่เคยทำสิ่งนี้มาก่อน แต่สิ่งที่เราคิดว่าทำได้ คือการเผชิญหน้ากับปัญหาแล้วหาวิธีแก้ไขร่วมกันกับทีม” CEO หญิงเล่าถึงแนวทางการบริหารงานในธุรกิจที่แสนจะซับซ้อน

“เราไม่ได้มาจากสายการแพทย์ แต่เวลาคุยกับแพทย์และโรงพยาบาล ต้องเข้าใจภาพว่าปัญหาของเขาคืออะไร และพูดภาษาเดียวกันกับเขาให้ได้ ไม่อย่างนั้นจะไม่เกิดความเชื่อใจ 

“ทำให้เราต้องเปิดหู เปิดตา อยู่ตลอดเวลา เก็บข้อมูล คุยกับคน อ่าน Textbook ค่อย ๆ ต่อจิ๊กซอว์ และใช้ประสบการณ์จากสายธุรกิจ แปลงความต้องการของผู้ใช้งานเป็นโจทย์ทางธุรกิจและเทคโนโลยีที่ต้องพัฒนา

“สิ่งที่ท้าทายอีกอย่างคือเรื่องการขาย ยิ่งเมื่อ 7 – 8 ปีก่อน คนยังไม่ได้เปิดรับการใช้งาน AI ขนาดนั้น ทำให้เราต้องค่อย ๆ แนะนำ ปรับวิธีการนำเสนอให้เหมาะสมกับแต่ละที่ เช่น ต้องดูด้วยว่าคนที่เราจะไปคุยด้วยเป็นใคร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลกับแพทย์ที่อยู่หน้างานก็อาจคิดไม่เหมือนกัน แต่ละคนมี Pain Point ต่างกัน” 

และนอกจากการปฏิสัมพันธ์ ทำงานร่วมกับทีมภายนอกแล้ว อีกเรื่องที่เธอยังต้องให้เวลาและความสำคัญ คือการสร้างทีมภายใน

“ไม่ใช่แค่เราที่ต้องพยายามศึกษา แต่เราต้องสร้างวัฒนธรรมให้ทีมรู้สึกไปด้วยกัน ไม่อย่างนั้นเขาอาจไม่เข้าใจว่าทำไมต้องมานั่งอ่านภาพฉายรังสี ทำความเข้าใจเรื่องการแพทย์ แค่เขียนโค้ดตามบทบาทก็พอไหม สิ่งนี้ต้องใช้เวลาสร้างเป็นปี ๆ จนตอนนี้คนรู้สึกว่าการนั่งอ่านภาพฉายรังสีด้วยกันเป็นเรื่องปกติไปแล้ว

“ในการทำงาน เราพยายามให้คนค้นคว้าและกล้าหาคำตอบเอง ซึ่งคำตอบอาจไม่ได้มาจากเราก็ได้ เพราะเราไม่ใช่ลูกค้า ไม่ได้เป็นคนใช้งานทุกวัน และไม่ได้รู้ทุกอย่าง เราพยายามให้เป้าหมายกับทีม ช่วยกันตั้งคำถามที่ถูกต้อง ให้คนได้ไปหาคำตอบจากโจทย์นั้น ทดลองทำ ดูผลลัพธ์ แล้วกลับมาแก้ไขปรับเปลี่ยน”

อาจด้วยแนวคิดการพัฒนาทีมแบบนี้ วันนี้ทีม Perceptra จึงส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการที่มีมาตรฐานไม่แพ้ระดับสากลได้

มองเห็นอนาคต

ด้วยแนวคิดเบื้องหลังเทคโนโลยีเดียวกัน ปัจจุบัน Perceptra ต่อยอดเพื่อนำไปตรวจวินิจฉัยโรคอื่น ๆ ได้ เช่น มะเร็งเต้านม ภาวะเลือดออกในสมอง รวมถึงภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตาที่ได้มีการประกาศร่วมมือกับบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง Google ด้วย

“เรามองว่าเทคโนโลยีนี้ยังขยายไปใช้กับการตรวจ อ่านภาพแบบอื่น ๆ ได้อีก แต่ตอนนี้ตั้งใจจะโฟกัสแต่ละกลุ่มโรคให้ชัดเจนขึ้น อย่างเรื่องปอด นอกจากวัณโรคและมะเร็งปอด ยังมีอีกหลายโรคที่คนเป็นกันเยอะ

“เป้าหมายของเราคือการทำให้คนไทยสุขภาพดีขึ้น มี Health Literacy เข้าใจเกี่ยวกับสุขภาพของตัวเอง และไม่ต้องมาโรงพยาบาลบ่อย ๆ” ไอซ์กล่าวถึงเป้าหมายในระยะยาว

เธอกับ Perceptra ยังมองไกลไปถึงการขยายไปต่างประเทศ เพื่อมีส่วนร่วมในการยกระดับอุตสาหกรรมนี้และพัฒนาเศรษฐกิจใหม่ของไทย

“จริง ๆ คนไทยเก่งมากเลย การแพทย์เป็นจุดแข็งของประเทศไทยที่ตอบโจทย์โลกและเป็น Medical Hub ได้ ถ้าเราช่วยกันผลักดันในแต่ละด้านที่ถนัด จะทำให้ Ecosytem นี้พัฒนาขึ้น”

หากใครสนใจอยากร่วมพัฒนาไปด้วยกัน วงการนี้ยังมีพื้นที่อีกมาก

“ระบบสาธารณสุขยังมีช่องว่างให้พัฒนาได้อีกเยอะ ซึ่งการแก้ไขคงไม่ได้เริ่มจากเทคโนโลยี แต่เริ่มจากเข้าใจปัญหาที่มีอยู่ก่อน แล้วดูว่าทีมที่เรามีถนัดตรงไหน จะเข้าไปตอบโจทย์นั้นได้อย่างไร” 

ไอซ์ย้ำอีกครั้งถึงการไม่รีบกระโดดไปแก้ปัญหาด้วยเทคโนโลยี แต่ให้เริ่มจากการพิจารณาปัญหาก่อน แก้ไขอย่างตรงจุด และสิ่งที่พัฒนาคงเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างอนาคตที่ดีให้เกิดขึ้นจริงไปด้วยกัน

Website : perceptra.tech

Lessons Learned

  • ทุกธุรกิจควรเริ่มจากเข้าใจปัญหาของผู้ที่เกี่ยวข้องให้ได้จริง ก่อนสรุปหาทางออก
  • ความเชื่อใจเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องสร้าง อาจต้องใช้ทั้งเวลาและความต่อเนื่อง
  • ผู้บริหารไม่ต้องรู้ทุกอย่าง สร้างวัฒนธรรมให้คนเรียนรู้ ตั้งคำถามให้ถูก หาคำตอบด้วยตัวเอง

Writer

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ