The Cloud x การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

ทุกวันนี้ถ้าลองมองไปรอบ ๆ จะเห็นว่าผ้าไทยกลายเป็นสัญลักษณ์ความเก๋ไก๋และอยู่ในชีวิตประจำวันของทุกคนมากขึ้นอย่างน่าชื่นใจ ไม่ว่าจะเป็นของใช้ในบ้าน เสื้อผ้าทันสมัยที่ประยุกต์ผ้าไทยให้ใส่แล้วสนุก หรือการเดินทางออกไปถึงที่มาเพื่อดูว่าผ้าผืนนั้นมีความพิเศษอย่างไร
ถ้าย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ เรามักได้ยินเรื่องราวของโครงการศิลปาชีพของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งเกิดจากพระวิสัยทัศน์ที่ทรงเห็นคุณค่าของงานหัตถกรรมไทยตั้งแต่ยุคที่ผ้าไทยยังไม่เป็นที่รู้จัก และคนยังไม่รู้ว่าจะนำภูมิปัญญาเหล่านี้ไปต่อยอดอย่างไร จนพระองค์ท่านทรงผลักดันให้ช่างฝีมือทั่วประเทศมีโอกาสพัฒนาฝีมือและสร้างรายได้ให้ครอบครัวรวมถึงชุมชนจากภูมิปัญญาท้องถิ่น
อีกฟันเฟืองหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือนักออกแบบ นักสร้างสรรค์ และชุมชน ที่หยิบผ้าไทยไปต่อยอดให้เราเห็นความเป็นไปได้ใหม่ ๆ จากรุ่นสู่รุ่น
ทั้งหมดนี้มีเป้าหมายเดียวกัน นั่นคือการต่อยอดผ้าไทยให้เป็นมากกว่างานคราฟต์หรือแฟชั่นที่ผ่านมาแล้วผ่านไป แต่เป็นพื้นที่ให้วัฒนธรรมและท้องถิ่นเฉิดฉาย รวมถึงคนทุกกลุ่มเข้าใจ เข้าถึง และเป็นส่วนหนึ่งได้
ผ้าไทยในยุคนี้จึงกลายเป็นเรื่องราว ความตั้งใจ และผลผลิตจากฝีมือของคนจำนวนมาก ทั้งคนรุ่นเก่า-ใหม่ที่ผลักดันให้ผ้าไทยยังมีลมหายใจต่อ เราจึงอยากแนะนำแบรนด์ผ้าไทยทั้ง 4 ภาคที่นำผ้าไทยมาต่อยอดได้อย่างน่าสนใจ แถมยังเปิดพื้นที่เป็นศูนย์การเรียนรู้ให้เข้าไปศึกษาเพื่อสืบทอดเจตนารมณ์อีกด้วย
ภาคเหนือ
OUKE, เชียงใหม่
แบรนด์ผ้าพิมพ์ใบไม้ของวัยเก๋าหัวสมัยใหม่
‘OUKE’ ของ คุณป้าวิไล ไพจิตรกาญจนกุล แม้เป็นวัยเก๋าอายุ 73 ปีแต่แนวคิดของคุณป้าทันสมัยมาก ความเจ๋งแรกคือคุณป้านำเทคนิคย้อมสีผ้าด้วยการพิมพ์ใบไม้ (Eco Print) มาประยุกต์ใช้

เธอเริ่มจากสังเกตใบไม้ในฤดูฝนที่ทิ้งใบลงพื้นจนสีติดบนซีเมนต์ หากเป็นเช่นนั้น สีใบไม้ก็ย่อมติดบนเสื้อผ้าได้เช่นกัน คุณป้าวิไลจึงศึกษาศาสตร์นี้จากชาวต่างชาติที่เคยทำมาก่อน แล้วนำความรู้หลากหลายศาสตร์มารวมกัน รวมถึงความรู้ด้านผ้าที่สั่งสมมาจากการทำโรงงาน Bua Bhat Factory ของครอบครัว วิชาย้อมผ้าจาก แม่ครูแสงดา บันสิทธิ์ ผู้รื้อฟื้นการย้อมผ้าสีธรรมชาติ ซึ่งประยุกต์จากการย้อมเป็นการพิมพ์ และป้าวิไลยังศึกษาวิชาวิทยาศาสตร์ด้วย อย่างความเป็นกรด-ด่าง สารเคมี หรือชนิดของเส้นใยมาประกอบ พอเริ่มทำแล้วนำไปอวดโฉม ทำให้มีคนสนใจอยากเรียนรู้ จึงเป็นที่มาของแบรนด์ OUKE


‘อุ๊ก’ ภาษาเหนือ แปลว่า การบ่มด้วยความร้อน เช่น บ่มผลไม้เพื่อเร่งให้สุกเร็วขึ้น
สำหรับขั้นตอนพิมพ์ลายด้วยสีจากธรรมชาติ คุณป้าจะถ่ายทอดความรู้ตั้งแต่ต้น เริ่มจากใบไม้ที่นำมาพิมพ์มีชนิดใดบ้าง แต่ละชนิดให้สีอะไร รวมถึงการลงสารเคลือบหรือมอร์แดนต์ (Mordant) แบบไหนเพื่อให้ได้สีที่ต้องการ หลังจากนั้นนำใบไม้สดมาวางบนผ้าเส้นใยธรรมชาติ เพื่อออกแบบลวดลายตามต้องการ แล้วม้วนผืนผ้าให้แน่น (รูปทรงคล้ายโรตี) นำไปนึ่งด้วยความร้อน ป้าวิไลบอกว่าตอนทำครั้งแรก ๆ ตื่นเต้นมากจนไม่ยอมกินข้าว เพราะอยากรู้ว่าผ้าที่นำไปอุ๊กจะออกมาหน้าตาแบบไหน
ความหัวสมัยใหม่ของคุณป้าวิไลอีกข้อ คือเธอประยุกต์วิชาอุ๊กผ้ากับผ้าทอเข้าด้วยกัน
ปกติคนมักอุ๊กผ้ากันบนผ้าที่ทอเสร็จแล้ว แต่นวัตกรรมของคุณป้าเจ๋งแจ๋วกว่านั้น เธอใช้วิธีอุ๊กบนเส้นด้าย นำด้ายมาเรียงด้วยแกนม้วนด้าย ‘ยืน’ หรือ ‘พัด’ กว่า 2,400 เส้น ยาวประมาณ 20 เมตร จากนั้นก็เริ่มต้นอุ๊ก ได้ผ้าลายคล้ายมัดหมี่บนเส้นด้ายยืน ซึ่งแตกต่างจากมัดหมี่ภาคอีสานเพราะเป็นลายบนเส้นพุ่ง ผ้าที่เธอส่งเข้าประกวดคว้ารางวัลระดับประเทศมาถึง 2 รางวัล

ถ้าถามว่าคนที่มาเรียนส่วนใหญ่เป็นใคร ก็มีตั้งแต่เด็กเล็ก 2 ขวบจนถึงอายุ 80 ปี เปิดรับเวิร์กช็อปเป็นรอบตั้งแต่ 9 โมงเช้า เคยมีคนมาเรียนรอบหนึ่งมากสุดถึง 80 คน
เราถามถึงเหตุผลที่ทำให้คุณป้าวิไลผูกพันกับผ้าไทยถึงขนาดเปิดเวิร์กช็อปอุ๊กผ้ามาตลอดหลายปี เธอเล่าย้อนไปว่า ตัวเองเกิดมาในบ้านที่ขายผ้า แถมมีคุณพ่อเป็นครูสอนทอผ้ายกดอกที่ดังไกลถึงลำพูน จึงรู้ว่าผ้าไทยถูกมากจนแทบไม่มีราคา แต่เมื่อมีโครงการศิลปาชีพที่ส่งเสริมผ้าไทย ก็เหมือนต่อลมหายใจให้ผ้าไทยกลับมามีชีวิตอีกครั้ง

“ถ้าไม่มีพระองค์ท่าน อาชีพนี้คงตายไปแล้ว”
คุณป้านึกเสียดายองค์ความรู้ของตัวเอง และไม่อยากให้ผ้าภาคเหนือหายไป จึงสร้างแบรนด์ใหม่ และปรับพื้นที่ส่วนหนึ่งของโรงงานเป็นศูนย์การเรียนรู้ด้านการอุ๊กผ้า เปิดให้ใครก็ตามที่สนใจมาเรียนรู้
“ป้าไม่คิดจะเอาความรู้ลงโลงไปด้วย ไม่เอาแบบนั้น ตั้งใจจะสอนให้คนรู้มาก ๆ เพราะถ้าเรามีสถานที่แบบนี้เยอะ ๆ คนรุ่นใหม่จะเปลี่ยนจากคนใช้ผ้าเป็นคนทำผ้ามากขึ้น” เธอทิ้งท้าย

OUKE Eco Print Chiangmai
ภาคอีสาน
Tohsang Cotton Village, อุบลราชธานี
ศูนย์ผ้าฝ้ายทอมือที่ชูภูมิปัญญาคนโขงเจียม
รุ่นพ่อแม่เลือกทำกิจการโรงแรม Tohsang Heritage Ubon Ratchathani Hotel แต่ แพรรี่-ปริญญาภา อยู่ประเสริฐ กลับสนใจผ้าท้องถิ่น เพราะรักงานคราฟต์และธรรมชาติ เมื่อรู้จากคุณแม่ว่าการปลูกฝ้ายริมโขงที่มีมากว่าร้อยปีเริ่มหายไป เธอจึงหวนกลับบ้านเกิดไปตามหารากเหง้าและภูมิหลังของตัวเอง โดยปลุกปั้น ‘Tohsang Cotton Village’ มีเป้าหมายเป็นศูนย์การเรียนรู้สำหรับสำหรับผ้าฝ้ายทอมือ


จังหวัดอุบลราชธานีขึ้นชื่อเรื่องการปลูกฝ้ายและทอผ้า แต่ละชุมชนมีทักษะหรือความถนัดต่างกัน หากชุมชนไหนเน้นปลูกก็ปลูกเพื่อขาย แล้วรับซื้อเส้นฝ้ายที่ผ่านการเข็น (ทำให้เป็นเส้น) จากที่อื่นกลับมา หรือบางชุมชนเก่งเรื่องเข็นฝ้าย แต่ไม่ถนัดย้อมผ้า แพรรี่จึงเลือกทำศูนย์การเรียนรู้เพื่อช่วยลดช่องว่างของคนในโขงเจียม ด้วยการฝึกฝนและแลกเปลี่ยนทักษะกัน รวมถึงสร้างอาชีพแก่ช่างฝีมือให้เป็นครูช่างเพื่อสอนคนที่มาเวิร์กช็อป ปัจจุบันมีแม่ ๆ พี่ ๆ ช่างฝีมือในกลุ่ม 12 คนแล้ว


ถ้ามาเวิร์กช็อปที่ Tohsang Cotton Village คุณจะได้เป็นส่วนหนึ่งของ Cotton Journey เริ่มต้นตั้งแต่แยกเมล็ดฝ้ายจากฝัก เข็นฝ้ายให้เป็นเส้น ลงมือย้อมสีธรรมชาติ รวมถึงชมขั้นตอนการตัดเย็บ
ผู้เข้าร่วมทุกคนจะได้เสื้อย้อมสีธรรมชาติฝีมือตัวเองกลับบ้านไปด้วย
แพรรี่เล่าว่าตอนเริ่มทำเรื่องผ้าท้องถิ่นอีสาน มีคนรุ่นใหม่สนใจน้อยมาก นับเป็นความท้าทาย เพราะต้องลงไปทำความเข้าใจกับคนรุ่นเก่าในท้องถิ่นว่าเธอกำลังจะทำอะไร แล้วพวกเขาจะได้ประโยชน์อย่างไรจากการก่อตั้งศูนย์การเรียนรู้ ปัจจุบันมีคนรุ่นใหม่หันมาให้ความสำคัญกับผ้าไทยมากขึ้น อาจเป็นเพราะเธอเติบโตมาในวัฒนธรรมที่หลากหลาย จึงเห็นว่าสิ่งเหล่านี้มีคุณค่าควรแก่การอนุรักษ์ไว้


“ความฝันของแพรคือทำสถานที่ให้คนมาเรียนรู้ และเล่าผ่านการให้คนมาสัมผัสประสบการณ์ ซึ่งสุดท้ายมันจะกลายเป็นคุณค่าที่ติดตัวเขากลับไป” เธอให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ โดยเฉพาะ Storytelling และ Experience-based Learning เพราะเมื่อใดที่ผู้คนได้ลงมือทำจนเป็นส่วนหนึ่งกับเรื่องราวท้องถิ่นหรือการอยู่ร่วมกับธรรมชาติ เขาจะเกิดความภูมิใจและอยากสานต่อวัฒนธรรมต่อไป

Tohsang Cotton Village
ภาคใต้
SriYala Batik, ยะลา
แบรนด์ของชาวยะลาที่รื้อฟื้นผ้าทำมือโบราณ
ผ้าปะลางิง คือภูมิปัญญาผ้าพิมพ์ลายด้วยบล็อกไม้แบบโบราณในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ที่หายสาบสูญไปพร้อมการเลี้ยงไหม แต่ ปิยะ สุวรรณพฤกษ์ ชาวยะลาที่ได้รับเลือกเป็นครูช่างศิลปหัตถกรรมประจำ พ.ศ. 2560 พาผ้าที่หายไปกว่า 80 ปีกลับมาด้วยการสร้างแบรนด์ ‘SriYala Batik’

เขาเริ่มต้นทำงานผ้าจากการทำพร็อปประกอบฉาก เมื่อหาผ้าลายที่ต้องการไม่ได้จึงลงมือเพนต์ลายผ้าเอง จนจุดประกายให้ศึกษาเรื่องผ้าตั้งแต่นั้น และกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญการอนุรักษ์ผ้าโบราณ
ปิยะรื้อฟื้นเทคนิคบนผ้าปะลางิง ทั้งการเย็บย้อม เทคนิคการแกะ ฉลุลายด้วยการพิมพ์บล็อกไม้ และปั๊มเทียนกั้นสีด้วยมือทีละช่อง รวมถึงการทออันเป็นเอกลักษณ์ นับเป็นหัวใจสำคัญของผ้าปะลางิงที่ควรค่าแก่การรื้อฟื้นให้กลับมาเป็นที่รู้จัก เพราะเป็นหัตถกรรมที่เปี่ยมคุณค่าและมีเพียงชิ้นเดียวในโลก
ความยากและท้าทายในการทำเริ่มตั้งแต่การออกแบบ เพราะต้องทำให้ลายผ้าต่อกันทั้งผืนอย่างสวยงาม ลวดลายที่ออกแบบมาจากการเดินทางไปศึกษาตามมัสยิดและสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งในยะลา เขาเก็บเรื่องราวระหว่างทางมาเป็นแรงบันดาลใจ และทำงานวิจัยเรื่องสีธรรมชาติในท้องถิ่นภาคใต้สำหรับย้อมผ้าควบคู่กันไป
“เราเคยได้ยินแต่สีท้องถิ่นเหนือกับอีสาน แต่ภาคใต้ไม่มี เลยทดลองแล้วบันทึกไว้ อย่างสีสะตอ สีลูกเนียง สีเปลือกเงาะ” เขามีโอกาสถวายงานให้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา และ SriYala Batik ยังเป็นแบรนด์ที่พระองค์เลือกใช้ไปออกแบบชุดเพื่อจัดแสดงที่ฝรั่งเศส


สตูดิโอแห่งนี้เปิดพื้นที่ให้นักออกแบบรุ่นใหม่มากิน-นอน หาไอเดียและลงมือทำผ้า รวมถึงเปิดให้ชาวบ้านมาสร้างทักษะและสร้างรายได้มานานหลายสิบปี ช่างฝีมือหลายท่านกลายเป็นเสาหลักของครอบครัว ส่วนปิยะก็ถ่ายทอดวิชาให้ทั้งหมดแบบไม่หวง ปล่อยให้ทุกคนคิดและออกแบบเองอย่างอิสระ ส่วนใครที่อยากเข้ามาเรียนรู้ตั้งแต่การออกแบบวางลายและเพนต์จริง ติดต่อเข้ามาได้เช่นกัน

“บางทีเราไม่ต้องรู้เยอะ แค่รู้ในสิ่งที่มีอย่างชัดแจ้งก็นำมาต่อยอดได้เยอะมากแล้ว”
SriYala Batik
ภาคกลาง
Marionsiam, พระนครศรีอยุธยา
แบรนด์ผ้าบาติกที่ใช้เรื่องเล่าเข้าถึงคนรุ่นใหม่
จากธีสิสจบเกี่ยวกับภูมิปัญญาผ้าบาติก สู่แบรนด์ ‘Marionsiam’ ของ แพท-ทยิดา อุนบูรณะวรรณ ที่มองเห็นโอกาสว่างานผ้าบาติกแบบเดิม ๆ จะต่อยอดเป็นอะไรได้อีกบ้าง

เธอตั้งใจทำแบรนด์เสื้อผ้าที่สวมใส่ได้ทุกยุค ไม่เน้นตามเทรนด์แฟชั่น เพราะกว่าผ้าบาติกเพนต์มือแต่ละผืนจะออกจากสตูดิโอ ต้องใช้ทั้งเวลาและความประณีต ความช้านี่แหละเสน่ห์ของงานฝีมือ
“ถึงเราจะอยากทำตามเทรนด์ เราก็ทำไม่ได้อยู่ดี ขอไปช้า ๆ ของเราดีกว่า” แพทยิ้ม
ผ้าที่ Marionsiam เลือกใช้คือผ้าไหมทอมือหรือผ้าเปลือกไหมจากชุมชน อีกส่วนหนึ่งเป็นผ้าส่วนเกินจากอุตสาหกรรมสิ่งทอมาเป็นวัตถุดิบ ในแต่ละรอบจะได้ผ้าแตกต่างกัน เธอต้องทดลองว่าผ้าแบบใดใช้ทำบาติกได้ จากนั้นก็เข้ากระบวนการออกแบบ เขียนลายด้วยเทียน และลงสี จากนั้นจะวัดตัวตัดเย็บตามแบบเสื้อผ้าที่ลูกค้าต้องการ หรือออกแบบ-ตัดเย็บเป็นเสื้อผ้าที่คนรุ่นใหม่สวมใส่ในชีวิตประจำวันได้
เรามักเห็นแพทผ่านสื่อโซเชียลมีเดียอยู่บ่อย ๆ เธอทำ Storytelling เล่าเรื่องผ้าและเทคนิคบาติกเก่งมาก เราจึงขอเทคนิคว่าเธอทำอย่างไรให้เรื่องเล่าแข็งแรง เธอบอกว่าเป็นเพราะข้อดีจากการทำงานวิจัยตอนเรียนจบ และเธอมักทำคอลเลกชันจากการส่งงานประกวด จึงได้คลุกคลีกับการเขียนข้อมูล รวมถึงความจริงใจและความตั้งใจที่เธอสื่อสารอย่างเป็นธรรมชาติ
และวิธีนี้เองที่ทำให้ Marionsiam พางานผ้าไทยไปเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่


“เมื่อเราทำสิ่งใดอย่างจริงจัง แล้วคนอื่นเห็นถึงความตั้งใจว่า กว่าจะได้ผ้าสวย ๆ สักผืนมันมีที่มาที่ไปและยากขนาดไหน เขาจะไม่รู้สึกว่างานคราฟต์ราคาสูงและอยากสนับสนุน”
กระบวนการปรินต์ลายลงผ้าง่ายกว่ามาก แต่เธอเลือกทางที่ยากกว่าอย่างการเพนต์บาติก เพราะอยากให้คนสวมใส่รับรู้เรื่องราวผ่านเสื้อผ้าและภาคภูมิใจ มิใช่เพียงซื้อ ใส่ แล้วจบไป
ก่อนหน้านี้แพทใช้สตูดิโอที่อยุธยาเพื่อทำงานเท่านั้นเพราะเธอทำแบรนด์ด้วยตัวคนเดียว แต่ต้นเดือนธันวาคมปีนี้ เธอกำลังจะเปิดพื้นที่ให้คนเข้าไปทำเวิร์กช็อปและเรียนรู้กระบวนการทำผ้าบาติก แพทตั้งใจสร้างพื้นที่ให้คนมาพบปะพูดคุยเหมือนมาเล่นบ้านเพื่อน และในอนาคต เธอวางแผนจะทำนิทรรศการให้ความรู้ แกลเลอรี รวมถึงร้านค้าในพื้นที่ สำหรับคนที่สนใจ โปรดรอติดตาม

Marionsiam
ช่างภาพ : ศรีภูมิ สาส่งเสริม, วิศรุต ผดาเวช, กษิดิศ พันธารีย์ และ มูหมัดซอเร่ เดง

















