ภัยพิบัติน้ำท่วมภาคใต้ พ.ศ. 2568 คือสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
มันจึงเป็นเรื่องใหญ่ที่สังคมพูดถึง การช่วยเหลือแห่แหนมาทั่วสารทิศ
คำถามคือ เราช่วยกันถูกจุดมั้ย
เรื่องที่เราควรทำและไม่ควรทำในเหตุการณ์นี้คืออะไร
เราต่อสายโทรหา สมบัติ บุญงามอนงค์ จากมูลนิธิกระจกเงา หนึ่งในองค์กรที่มีความรู้จัดการภัยพิบัติสมบูรณ์ที่สุดในไทย ตอนนี้สมบัติและทีมกำลังระดมเรือจากทั่วประเทศลงไปช่วยคนให้เร็วที่สุด นำแพลตฟอร์ม jitasa.care ลงไปช่วยบริหารทรัพยากรอาสาสมัครที่กรูกันไปที่ภาคใต้ ร่วมกับมณฑลทหารบกที่ 42 (มทบ.42) ซึ่งเป็นทีมทหารในพื้นที่ สร้างระบบจัดการอย่างรวดเร็ว
ความรู้ของมูลนิธิกระจกเงามีค่ามาก พวกเขาผ่านการจัดการภัยพิบัติใหญ่ ๆ มาแล้วหลายครั้ง ผ่านมาแล้วทุกขั้นตอน
สมบัติช่วยสละเวลามีค่า ตอบข้อสงสัย ไขความกระจ่าง ว่าสิ่งที่เราควรทำตอนนี้คืออะไร เพื่อให้คนนอกพื้นที่จิตใจดีช่วยได้ถูกจุด
สรุปมาได้คำแนะนำ 5 ข้อ ดังนี้

เราควรเข้าใจว่า การจัดการน้ำท่วม ไม่ใช่แค่การจัดการเฉพาะช่วงการเผชิญเหตุ
ภัยพิบัติทุกประเภทเผชิญกับช่วงเวลา 4 แบบ
- ช่วงป้องกันและเตือนภัย ถ้าเมืองไหนมีระบบที่ดี จะช่วยบอกคนในเมืองได้รู้และเตรียมตัวล่วงหน้า
- ช่วงเผชิญเหตุ ภัยพิบัติเกิดขึ้นช่วงนี้ เป็นเวลาที่โกลาหลที่สุด
- ช่วงฟื้นฟู ภัยพิบัติผ่านไปแล้ว คนที่อพยพทยอยกลับเข้าบ้าน สำรวจความเสียหาย หาทางฟื้นฟูตัวเองให้กลับมาสู่สภาพก่อนเกิดเหตุ
- ช่วงพัฒนา ช่วงนี้เมืองหันกลับดูพื้นที่ของตัวเอง และคิดว่าจะพัฒนาเมืองอย่างไร ลงลึกไปถึงการออกแบบเมืองใหม่ เพื่อไม่ให้เจอปัญหาเดิม
การช่วยเหลือที่เราเห็นตอนนี้โฟกัสไปที่การช่วยคนในช่วงเผชิญเหตุ ซึ่งสำคัญมาก แต่สิ่งที่เราไม่ควรลืมคือภัยพิบัติไม่ได้มีแค่ช่วงเดียว การป้องกัน การฟื้นฟู และการพัฒนาเมืองให้ดีขึ้นก็สำคัญไม่แพ้กัน ที่ต้องย้ำเรื่องนี้ เพราะหลายคนมักจะหยุดการช่วยเหลือ เมื่อน้ำลงแล้วอย่าลืมว่าภัยพิบัติยังไม่จบ สิ่งที่ตามมายังต้องจัดการอีกมาก
ปัจจุบันทีมของมูลนิธิกระจกเงาลงไปร่วมกับมณฑลทหารบกที่ 42 (มทบ.42) เพื่อเป็นทีมหลังบ้านจัดการระบบ jitasa.care ระบบนี้คนในภาคใต้ยังไม่คุ้นเคยนัก ทีมจากกระจกเงากำลังลงไปช่วยสนับสนุน ให้ทหารและหน่วยงานใช้แพลตฟอร์มนี้สะดวกขึ้น ช่วยคนได้เร็วขึ้น
แต่ในขณะเดียวกันมูลนิธิกระจกเงาก็กำลังเตรียมพร้อมเรื่องการล้างบ้าน และช่วยเหลือคนช่วงฟื้นฟูไปพร้อมกัน ต้องบริหารทรัพยากรกระจายไปช่วงหลังน้ำลดด้วย
ในแง่การจัดการ เราควรคิดเรื่องป้องกันและเตือนภัยก่อนการเผชิญเหตุ และเมื่อน้ำลด ปัญหาที่ใหญ่กว่าคือการฟื้นฟู

เราควรจัดหาแบตเตอรี่หรือแหล่งพลังงานพกพาและอาหารให้เร็วที่สุด เพราะเป็นสิ่งสำคัญมาก โดยเฉพาะในแง่การสื่อสาร
ธรรมชาติของภัยพิบัติ คือมันจะมีเรื่อง ‘เกินคาด’ เกิดขึ้นเสมอ
ปัจจุบันน้ำท่วมเข้าสู่วันที่ 5 ครั้งนี้น้ำอาจอยู่ถึง 10 วันหรือมากกว่านั้น ถ้ามองเฉพาะหาดใหญ่ หลายคนแบตโทรศัพท์มือถือหมดแล้วหรือใกล้จะหมดในไม่ช้า เช่นเดียวกับไฟฟ้าที่ถูกตัดในหลายพื้นที่
คืนนี้และคืนต่อ ๆ ไปหาดใหญ่จะเผชิญหน้าความมืดและความเงียบ คนไม่มีโทรศัพท์ ไม่มีไฟฟ้า ติดต่อญาติและครอบครัวนอกพื้นที่ไม่ได้ หน่วยกู้ภัยยังเข้าไม่ถึง นี่คือสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น
น้ำดื่มยังพอรองน้ำฝนได้ อาหารก็จำเป็น แต่แบตเตอรี่หรือแหล่งพลังงานพกพาหาไม่ง่าย ถ้ามีจะช่วยให้คนสื่อสารได้ ระบุตำแหน่งได้ นำไปสู่การช่วยเหลือต่อไป
ภัยพิบัติภาคใต้ครั้งนี้เป็นสิ่งที่ไม่เคยขึ้นมาก่อน เป็นเรื่องที่คนไม่เคยคาดคิด
ถ้ามองเฉพาะเมืองหาดใหญ่ ความจริงแล้วหาดใหญ่มีประสบการณ์การจัดน้ำท่วมดีมาก (ถ้าเทียบกับเมืองอื่น) เพราะเคยผ่านเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่มาแล้วหลายครั้ง เช่น ใน พ.ศ. 2543 ซึ่งเป็นเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในเมืองครั้งแรก และ พ.ศ. 2553 ที่เริ่มมีระบบปักธงเตือนที่คลอง แต่ยังไม่เร็วพอ
หาดใหญ่มีระบบเตือนน้ำท่วมด้วยการปักธง โดยมีธงเหลืองและธงแดง ธงเหลืองเตือนให้รีบขนของขึ้นที่สูง ธงแดงคือน้ำอยู่ในระดับอันตราย
คนหาดใหญ่เลือกอยู่บ้านมากกว่าอพยพ เพราะคิดว่าเดี๋ยวน้ำก็ลง จากประสบการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในอดีต คนหาดใหญ่จริง ๆ คิดว่าน้ำจะอยู่แค่ระดับนี้ ทนหน่อย อีก 3 วันน้ำก็ลง
ครั้งนี้น้ำลงก็จริง แต่น้ำก็กลับขึ้นมาใหม่ เพราะฝนตกตลอดเวลา และมีน้ำจากพื้นที่อื่นมาเสริม
คนในพื้นที่เล่าว่า หลายคนเห็นธงเหลืองและแดงบริเวณคลองอู่ตะเภา แต่ยังไม่ขนของเพราะเห็นว่าน้ำในคลอง ร.1 (คลองภูมินาถดำริ) ยังไม่เต็ม แต่ด้วยปัจจัยเรื่องฝน น้ำมาช่วงกลางคืน และขาดนักวิชาการที่มาฟันธงว่าเมื่อไหร่ควรอพยพ คนจึงหนีไม่ทันเพราะขาดข้อมูลที่ชัดเจน ไม่รู้จะดูข่าวช่องไหน และไม่รู้จะขนของไปไหนเพราะน้ำล้อมหมดแล้ว
ภัยพิบัติมักทำสิ่งที่เกินความคาดหมาย ระบบที่เตรียมไว้จะล่ม
สถิติที่เคยมีถูกทำลายได้เสมอในช่วงภัยพิบัติ

เราควรให้คนนอกพื้นที่เข้ามาช่วยเหลือได้ดีขึ้น
วันนี้ (25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568) น้ำท่วมในภาคใต้หนักจนหลายคนอพยพด้วยตัวเองไม่ได้ ต้องอาศัยความช่วยเหลือจากหน่วยงานภาคอื่น
แต่การช่วยเหลือจากภายนอกเข้ามาไม่ง่ายด้วยหลายสาเหตุ
ประการแรก หน่วยกู้ภัยที่อยู่ไกล ยังไม่เดินทางมาหาดใหญ่และภาคใต้ในช่วงแรก เพราะคิดว่าเดี๋ยวน้ำก็ลง จากประสบการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในข้อ 2 ส่วนหนึ่งเพราะหน่วยกู้ภัยต้องออกเงินในการเดินทางเอง ไม่มีใครช่วย ถ้ารู้ว่าน้ำจะลง จึงเกิดการลังเล
ปัจจุบันหน่วยกู้ภัยภาคอื่นรู้แล้วว่านี่คือเหตุการณ์เกินคาด ไม่ปกติ น้ำไม่ลงสักที ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมาจึงเริ่มทยอยเดินทางลงในพื้นที่ ขนเรือจากภาคอื่นลงมาช่วย แต่ก็ยังไม่พอ
ประการที่ 2 บางหน่วยงานโดยเฉพาะหน่วยรัฐบาล ติดปัญหาข้อกฎหมายว่า ต้องใช้ทรัพยากรของตัวเองช่วยคนในพื้นที่ตัวเองเท่านั้น ถ้าออกนอกพื้นที่ต้องขออนุญาตเพิ่ม ซึ่งรวมถึงการขอเบิกใช้งบประมาณ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการช่วยคนเช่นกัน
ปัจจุบันรัฐบาลเปลี่ยนกฎหมายนี้เป็นการเฉพาะกิจแล้ว แต่เรื่องยังมาไม่ถึงคนในพื้นที่ เราต้องเร็วกว่านี้เพื่อให้ภาคอื่นลงมาช่วยได้เร็วที่สุด

เราควรสนับสนุนผู้ช่วยเหลือ ให้ช่วยเหลือคนในพื้นที่ได้ต่อเนื่อง
จากข้อที่แล้ว หน่วยกู้ภัยนอกพื้นที่หลายคนไม่มีเงิน เมื่อลงมาแล้ว ถ้าเรือน้ำมันหมด ก็ต้องหาทางดิ้นรนกันเอง
กลยุทธ์ที่สำคัญในช่วงนี้ คือการช่วยสนับสนุนดันหลังทีมกู้ภัยที่อยู่ด่านหน้าให้ทำงานได้ต่อเนื่อง ตอนนี้มูลนิธิกระจกเงากำลังเตรียมบัตรน้ำมัน 500 – 1,000 บาท ให้หน่วยกู้ภัยในพื้นที่ได้ใช้ ถ้ามีน้ำมันพร้อม การช่วยเหลือก็ไม่ขาดตอน
การช่วยเหลือผู้ช่วยเหลือยังมีอีกหลายวิธี และไม่ควรจำกัดอยู่แค่พื้นที่หาดใหญ่เท่านั้น น้ำท่วมครั้งนี้เกิดขึ้นหลายจังหวัดในภาคใต้ หน่วยที่สำคัญมากและยังไม่เกิดขึ้นในหลายจังหวัดคือ ‘ครัวกลาง’ ที่คอยสนับสนุนอาหารให้ทั้งผู้ประสบภัยและผู้ช่วยเหลือ
ความยากของภาคใต้ครั้งนี้คือฝนตกตลอดเวลา จนใช้โดรนในการส่งอาหารไม่ได้ มูลนิธิกระจกเงาเคยมีโมเดลการช่วยเหลือที่ประสบความสำเร็จที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย แต่รอบนี้ฝนเป็นปัจจัยหลัก ทำให้โมเดลแม่สายยังไม่เกิดขึ้น
การลงไปช่วยเหลือเป็นเรื่องดี แต่จะดีมากถ้าเราช่วยคนที่ลงพื้นที่ไปแล้วให้เขาทำงานสะดวกขึ้น ไม่ต้องแย่งกันช่วย จะได้ผลดีสุด

เราไม่ควรลืมเรื่องการฟื้นฟู เพราะเป็นปัญหาที่ใหญ่มากของการจัดการภัยพิบัติ
สมบัติเล่าว่า ผู้ประสบภัยน้ำท่วมจังหวัดน่านเมื่อต้นปี จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ฟื้น เพราะน้ำท่วมทำให้ธุรกิจเดียวที่ทำมาเจ๊งหมด หมดเนื้อหมดตัว การจะกลับมาไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
ในแง่ที่อยู่อาศัย อุปกรณ์ที่ต้องใช้ในช่วงฟื้นฟูคือเครื่องฉีดน้ำ เอาไว้ล้างบ้าน และเฟอร์นิเจอร์ทดแทนของที่ถูกน้ำท่วม เพราะต้องทิ้งทั้งหมด
มองเฉพาะหาดใหญ่ ปัญหาที่กำลังจะตามมาในช่วงฟื้นฟูคือปัญหาขยะ จังหวัดอื่นน้ำท่วมสูงพอ ๆ กัน แต่ที่หาดใหญ่ได้รับผลกระทบหนักกว่า เพราะมีพื้นที่เมืองเยอะกว่า ความเสียหายกับทรัพย์สินจึงเกิดขึ้นเป็นวงกว้างมากกว่า ขยะในหาดใหญ่จะเยอะและหนักมากจนน่าหวาดหวั่นในไม่ช้า
การฟื้นฟูไม่ควรทำคนเดียว ฝ่ายเดียว แต่ควรเตรียมการอย่างเป็นระบบ
การฟื้นฟูไม่ควรทำแค่ลงของ ลงแรง แต่ควรสร้างระบบที่ทำให้คนหมดเนื้อหมดตัว กลับมามีชีวิต ทำมาหากินได้ดังเดิม อาจจะไม่เหมือนเดิมนัก แต่อย่างน้อยที่สุด ควรให้เขาได้กลับมาใช้ชีวิตใกล้เคียงก่อนเกิดภัยพิบัติที่สุด

ภาพ : Weerapong Narongkul
