มีคนเคยกล่าวไว้ว่า เวลาก็คล้ายกับสายน้ำที่ไหลผ่านเลยไปแล้วไม่มีวันไหลย้อนกลับ…
ในช่วงเวลาหนึ่งของชีวิต เราอาจจะเคยเดินทางไปยังสถานท่ี่แห่งหนึ่ง ใช้ชีวิตในห้วงเวลานั้น ผูกพันคุ้นเคยกับสถานที่แห่งนั้นในช่วงระยะเวลาหนึ่ง
และแล้วเวลาที่เคลื่อนผ่านไป ชีวิตก็พาเราก้าวเดินต่อไป และสถานที่แห่งนั้นที่เราเคยผูกพันก็เป็นเพียงแค่ความทรงจำท่ี่พร่าเลือนไปตามห้วงเวลา
เมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ผมมีโอกาสกลับไปดำน้ำในทะเลพม่าอีกครั้ง ตามคำเชิญของ Victoria Cliff Resort (Nyaung Oo Phee Island) หรือที่เรียกง่าย ๆ ว่าเกาะนาวโอพี หลังที่ไม่ได้เข้าไปดำน้ำในทะเลพม่าอย่างจริงจังมาเกือบ 20 ปี
เมื่อราว ๆ พ.ศ. 2539 ในสมัยที่ผมยังทำงานที่ อนุสาร อ.ส.ท. ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กลุ่มผู้ประกอบการในจังหวัดระนองในตอนนั้น ถ้าผมจำไม่ผิดน่าจะเป็นกลุ่มโรงแรมจันทร์สมธารา ติดต่อมาให้เข้าไปทำสารคดีเพื่อเปิดเส้นทางท่องเที่ยวในท้องทะเลพม่า (ในสมัยที่ยังไม่ได้เปลี่ยนชื่อประเทศเป็นเมียนมาเหมือนทุกวันนี้)

ท้องทะเลพม่าในบริเวณหมู่เกาะที่เรียกกันว่า Mergui Archipelago ในยุคสมัยนั้นนับได้ว่าเป็นดินแดนลับแลที่ถูกปิดตาย ยังไม่เคยเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าไปสัมผัสมาก่อน เนื่องจากยังมีปัญหาเรื่องความปลอดภัยจากกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์
แต่ก็มีเรือให้บริการดำน้ำของต่างชาติที่อยู่ในเมืองไทยหลายลำ เริ่มออกไปสำรวจแหล่งดำน้ำที่อยู่ห่างไกลจากชายฝั่งในแนวเขตน่านน้ำสากลนอกชายฝั่งพม่าที่เรียกว่า Burma Banks ตั้งแต่ราว พ.ศ. 2534 – 2535 และสร้างเส้นทางดำน้ำที่เรียกว่า Andaman Triangle ขึ้นมา โดยเริ่มจากบริเวณหมู่เกาะสิมิลัน ตัดออกไปที่ Burma Banks ก่อนวิ่งกลับเข้ามาที่กองหินริเชลิว ใช้เวลาในเดินเรือ ดำน้ำตามจุดต่าง ๆ ตลอดทั้งรูตราว ๆ 1 สัปดาห์
จุดเด่นที่ทำให้นักดำน้ำจากทั่วโลกเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาดำน้ำบนเส้นทางนี้ก็คือฉลาม Silvertip ซึ่งเป็นฉลามขนาดใหญ่ ในบริเวณ Burma Banks ที่เป็นเนินเขาใต้น้ำขนาดใหญ่หลายยอด จมอยู่ใต้น้ำราว 10 – 30 เมตร โผล่ขึ้นมาจากความลึกนับพันเมตรกลางมหาสมุทรอินเดีย
แต่สำหรับหมู่เกาะในทะเลพม่าหรือท่ี่เรียกกันว่า Mergui Archipelago ยังไม่เคยมีเรือให้บริการดำน้ำลำไหนเข้าไปก่อนหน้านั้นเลย

ผมจำได้ว่าครั้งแรกที่เราออกเรือกันไปเพื่อสำรวจนั้น ผมสั่งแผนที่เดินเรือมาจากบริษัทเดินเรือแห่งหนึ่งแถวคลองเตย เพื่อมาวางแผนหาจุดดำน้ำกับ พี่ปัญญา งามสุวรรณ ที่ในตอนนั้นยังทำงานให้กับบริษัท Fantasea Divers เราเดินทางล่วงหน้าไปเตรียมการที่ระนองอยู่หลายวัน ขนเครื่องอัดอากาศและถังดำน้ำมาจากภูเก็ต ข้ามฝั่งไปรอที่เกาะสองเพื่อรอคำสั่งอนุญาตให้เดินทางไปสำรวจอยู่ 1 วันเต็ม ๆ ตั้งแต่เช้าจรดเย็น ก่อนที่ทหารพม่า 1 หมวดจะเดินทางมาถึง และตั้งรังปืนกลไว้บนดาดฟ้าเรือของเราเพื่ออารักขาคณะสำรวจ
เรือลำนั้นไม่ใช่เรือให้บริการดำน้ำ แต่เป็นเรือนำเที่ยวของบริษัทจันทร์สมธารา เป็นเรือขนาดใหญ่ ไม่มีห้องเป็นสัดส่วน แต่เป็นห้องโถงขนาดใหญ่ และเราทุกคนก็มานอนรวมกันในห้องโถงนั้น
ตอนที่เรานั่งดูแผนที่เพื่อวางแผนกันว่าจะไปสำรวจที่ไหนก่อน ผมกับพี่ปัญญาชี้ไปที่เกาะเดียวกัน ก็คือเกาะ Western Rocky อยู่ทางด้านใต้สุดและห่างออกไปจากกลุ่มเกาะอื่น ๆ ไปในแนวน้ำลึกมากที่สุดที่เราเชื่อกันว่าน้ำน่าจะใสที่สุด

เช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อโดดน้ำลงไปครั้งแรก ผมจำได้ว่าบริเวณรอบเกาะ Western Rocky นั้น ไม่ว่าจะลงไปตรงจุดไหน ทั้งกองหินที่อยู่ด้านนอกหรือว่าตัวเกาะใหญ่ เราจะเห็นฉลามขนาดใหญ่ ผมเองก็ไม่แน่ใจว่าเป็น Silvertip Shark หรือ Grey Reef Shark ตัวโตนับสิบตัวว่ายวนเวียนอยู่ในสายตาตลอดเวลา แตกต่างไปจากท้องทะเลไทยที่บางครั้งเราดำน้ำนับปียังแทบจะไม่เห็นฉลามขนาดใหญ่สักตัว
ในไดฟ์ที่ 2 เราเจอโพรงถ้ำขนาดใหญ่บริเวณเกาะใหญ่ของ Western Rocky ในโพรงถ้ำนั้นเต็มไปด้วยกุ้งมังกรหรือ Lobster อาศัยอยู่เต็มผนังถ้ำ เมื่อว่ายเข้าไปถึงโถงกลางถ้ำที่ทะลุออกไปอีกฟากได้ เราก็พบฉลาม Nurse Shark หลายตัวนอนเรียงกันขวางอยู่ เรียกได้ว่าเราต้องเบียด ๆ กันแทรกฉลามท่ี่นอนหลับอยู่ออกไปอีกฝั่งฟากหนึ่ง และเมื่อออกจากถ้ำไป ก็พบฉลามวาฬตัวโตที่ว่ายวนอยู่รอบเกาะเล็ก ๆ แห่งนั้น
ทั้งหมดนี้คือความประทับใจแรกที่ผมมีต่อท้องทะเลพม่าแห่งนี้

หลังจากนั้นไม่นานเรือให้บริการดำน้ำหลายลำ ไม่ว่าจะเป็น MV Fantasea Diver Mermaid, MV DIvemaster, MV Panunee และอีกหลายลำก็เริ่มเปิดเส้นทางดำน้ำในบริเวณ Murgui Archipelago แห่งนี้ในช่วงหลัง พ.ศ. 2542 และในช่วงเวลานั้น ผมก็มาทำงานประจำบนเรือ MY Aqua One และเดินทางเข้ามาดำน้ำในท้องทะเลพม่าแห่งนี้แทบทุกสัปดาห์ เริ่มพบจุดดำน้ำใหม่ ๆ มากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็น North Twin, South Twin ขึ้นไปถึง Shark Cave และขึ้นไปสุดทางที่ Black Rock ซึ่งเป็นจุดดำน้ำที่ดีที่สุดอีกแห่งหนึ่งในท้องทะเลพม่าแห่งนี้
ในช่วงเวลานั้น เราจะเห็นเรือให้บริการดำน้ำของไทยและต่างชาติหลายลำวิ่งสวนกันไปมาบนเส้นทางสายนี้เสมอ ๆ
แล้วอยู่ดี ๆ ในช่วงหลัง พ.ศ. 2546 ก็เริ่มมีเรือประมงจากทั้งอินโดนีเซียและเวียดนามเข้ามาล่าฉลามในบริเวณท้องทะเลพม่าแห่งนี้ จำนวนฉลามที่เคยมีอยู่มากมายแทบทุกจุดดำน้ำ โดยเฉพาะบริเวณ Burma Banks ที่เคยเป็นแหล่งดำน้ำดูฉลาม Silvertip ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลกก็กลายเป็นพื้นที่ร้างไร้ฉลามขนาดใหญ่ต่อเนื่องยาวนานมานับสิบปี
และหลังจาก พ.ศ. 2553 ที่เกิดปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวในทะเลอันดามันในบ้านเรา ทำให้แนวปะการังเสื่อมโทรมลง เส้นทางดำน้ำในบริเวณหมู่เกาะโคโมโดและราชาอัมพัตในอินโดนีเซียเริ่มมีชื่อเสียงมากขึ้น ออกเรือหมุนเวียนให้บริการได้ทั้งปี ผิดกับในทะเลอันดามันที่มีช่วงฤดูกาล เรือให้บริการดำน้ำหลายสิบลำก็ค่อย ๆ ทะยอยย้ายจากภูเก็ตเปลี่ยนธงเป็นอินโดนีเซีย ย้ายไปอยู่ที่บาหลีและโคโมโดแทน
ท้องทะเลพม่าที่เคยคึกคักก็เงียบสงบลงไปนานเกือบ 20 ปี และผมก็ไม่ได้เดินทางมาดำน้ำในบริเวณนี้อีกเลย

จนกระทั่งไม่กี่ปีก่อน เมื่อเกาะนาวโอพีเริ่มมาเปิดให้บริการ เริ่มทำตลาดดำน้ำลึกแบบ Scuba เมื่อประมาณ 3 – 4 ปีก่อน เริ่มต้นจากเรือ Day Trip จากเกาะสอง มาจนมีการสร้างรีสอร์ต ที่พักสะดวกสบายอยู่บนเกาะส่วนตัวที่เงียบสงบ เหมาะกับการพักผ่อน โดยเฉพาะสำหรับนักดำน้ำที่เดินทางมากับครอบครัว
หลายครั้งหลายหนที่ผมพบว่าเวลาออกไปดำน้ำด้วยเรือให้บริการดำน้ำแบบ Liveaboard แม้ว่าเราจะไปได้ไกลและจริงจังกับการดำน้ำได้มากกว่า แต่ในบางครั้ง ถ้าเรามีครอบครัวที่อาจจะไม่ได้ดำน้ำหรือมีลูกเล็ก ๆ ปัญหาใหญ่อย่างหนึ่งที่ทำให้นักดำน้ำหลายคนต้องเลิกดำน้ำไป เพราะพาลูกมาเที่ยวบนเรือ Liveaboard ได้ไม่สะดวกนัก
Diving Resort แบบเกาะนาวโอพี จึงเข้ามาเติมเต็มความต้องการนี้ ด้วยความสะดวกสบายของที่พักบนชายหาดส่วนตัวที่สวยงามและเงียบสงบ บวกกับการดำน้ำที่แม้จะเป็นเรือ Day Trip แต่ก็ไม่ลำบาก เหมือนรีสอร์ตหลายแห่งที่เราจะต้องขนอุปกรณ์ดำน้ำและกล้องถ่ายภาพขึ้นลงจากเรือทุกวัน เราทิ้งอุปกรณ์ทุกอย่างไว้บนเรือได้อย่างปลอดภัย เพราะเป็นเกาะส่วนตัว ไม่มีรีสอร์ตหรือเรือลำอื่นเข้ามาวุ่นวาย ให้ความรู้สึกที่แทบจะไม่แตกต่างจากเรือให้บริการดำน้ำแบบ Liveaboard เลย
และขั้นตอนการผ่านแดนก็ไม่ได้ยุ่งยากเหมือนเมื่อก่อน ชาวไทยใช้แค่บัตรประชาชนก็เดินทางมาดำน้ำที่เกาะนาวโอพีได้ โดยมาลงเรือ Speed Boat ของเกาะที่ท่าเรือในจังหวัดระนอง ก่อนที่จะข้ามไปผ่านแดนที่เกาะสอง ใช้เวลาไม่กี่นาทีในการตรวจเอกสาร และใช้เวลาอีกประมาณชั่วโมงกว่า ๆ ก็จะมาถึงเกาะนาวโอพีแล้ว

ช่วงเวลา 3 – 4 วันที่ได้เดินทางมาใช้เวลาเงียบสงบอยู่บนเกาะแห่งนี้ ผมพบว่าแม้ว่าเราจะหมุนเวลาย้อนกลับมาไม่ได้ แต่ประสบการณ์ใหม่ ๆ ของวันนี้กับสถานที่ที่เราเคยผูกพัน สร้างความประทับใจและตำนานบทใหม่ให้ชีวิตที่ก้าวเดินไปกับคืนวันข้างหน้าได้ไม่แพ้กัน
