14 พฤศจิกายน 2025
1 K

ถ้ามาเยือน teamLab Biovortex Kyoto พิพิธภัณฑ์ teamLab แห่งใหม่ในเมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น คุณจะได้เดิน วิ่ง กระโดด เต้น สไลด์ ปีนป่าย หรืออาจจะลื่นล้มด้วยความเต็มใจเลยล่ะ! 

‘เกียวโต’ (Kyoto) เป็นจังหวัดในภูมิภาคคันไซ (Kansai) อยู่ไม่ไกลจากเมืองใหญ่อย่างโอซาก้า (Osaka) ด้วยความที่เคยเป็นเมืองหลวงเก่าของประเทศญี่ปุ่นนานนับพันปี เป็นที่ประทับของจักรพรรดิหลายพระองค์ เมืองนี้จึงเจริญรุ่งเรืองในทุกด้าน มีโบราณสถาน โบราณวัตถุ มีวัดอยู่กว่าพันแห่ง

ถ้าถามวัยรุ่นเทสดีว่าเมืองนี้มีภาพจำอย่างไร คงจะได้คำตอบว่า เกียวโตคือเมืองแห่งมัทฉะและชาเขียว เมืองอูจิ (Uji) ในเกียวโตเป็นแหล่งผลิตชาที่เก่าแก่และมีชื่อเสียงที่สุด พวกเขาปลูกชากันมานานกว่า 800 ปี เป็นชาและมัทฉะเกรดพิธีการที่รสเลิศขนาดได้รับเลือกให้ถวายแด่จักรพรรดิ

แต่ถ้าถามกลุ่มคนรักศิลปะและเทคโนโลยี พวกเขารู้กันดีว่าที่เกียวโตมีแลนด์มาร์กใหม่ นั่นคือ ‘teamLab Biovortex Kyoto’ ซึ่งเป็น teamLab แห่งล่าสุดและใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น นำ Interactive Art มาตีความร่วมกับวิธีคิดละเมียดละไมแบบญี่ปุ่น ออกมาเป็นอาร์ตเวิร์กกว่า 50 ชิ้น จัดแสดงบนพื้นที่กว่าหมื่นตารางเมตร บางชิ้นเป็นอาร์ตเวิร์กใหม่ ยิ่งใหญ่ และเปิดตัวที่นี่เป็นครั้งแรก 

ที่นี่เหมาะมากสำหรับคนที่วางแผนไปเยือนเกียวโต-โอซาก้า-นารา-โกเบ แล้วอยากเติมความตื่นตาตื่นใจให้การเที่ยวภูมิภาคคันไซให้ครบรสยิ่งขึ้น teamLab Biovortex Kyoto ไม่ไกลจาก Kyoto Station ในระยะเดินถึง ซึ่งแถวนี้เป็นย่านคึกคักที่ใครมาเกียวโตก็ต้องแวะ 

เราในฐานะคนไทยกลุ่มแรก ๆ ที่ได้ไปเยือน teamLab Biovortex Kyoto จึงเลือก 13 โซนที่น่าสนใจมาฝาก มีทั้งงานใหม่ที่เพิ่งเปิดเป็นครั้งแรก และงานซิกเนเจอร์สร้างชื่อของ teamLab ที่นี่เพิ่งเปิดอย่างเป็นทางการไปเมื่อเดือนตุลาคม นิฮงจินเองก็ยังตื่นเต้น แวะไปเช็กอินกันเพียบ 

แนะนำให้ซื้อตั๋วเข้าชมไปล่วงหน้า เผื่อเวลาสัก 4 – 5 ชั่วโมง เตรียมน้ำหรือขนมไว้เติมพลังหลังเดินในอาคาร 4 ชั้นจนครบ 

ขอเริ่มต้นด้วยงานศิลปะที่นำ Interactive Art มาตีความร่วมกับวิธีคิดอย่างละเมียดละไม ทันทีที่ก้าวเข้ามา เราจะเห็นงานศิลปะขนาดใหญ่เท่าผนัง วางตัวทอดยาวขนานไปกับทางเดินที่มีเส้นสายสีทองเกิดขึ้นตามย่างก้าวของผู้มาเยือน 

หากตอนที่ไปมีผู้คนเดินไปมาในห้องมาก เส้นสายจะคดเคี้ยว ยุ่งเหยิง เแต่ก็มีบางจุดเชื่อมถึงกันเป็นวังวน แต่หากตอนนั้นมีเพียงคุณ เส้นสายมากมายนั้นก็จะพุ่งตรงมาอยู่ใต้ฝ่าเท้าคุณเพียงคนเดียว ตามทฤษฎีความต่อเนื่องของอนุภาค

ลองเอามือไปแตะเบา ๆ สิ แตะลงตรงภาพดอกไม้ที่ปรากฏขึ้นมา 

กลีบดอกไม้จะร่วงโรย แต่เมื่อคุณยืนนิ่ง ดอกไม้จะเบ่งบานใหม่

ดอกไม้เหล่านั้นเวียนว่ายอยู่ในวัฏจักรแห่งการเกิดและดับอย่างไม่สิ้นสุด สถานที่ที่ดอกไม้เติบโตขึ้นเปลี่ยนแปลงไปตามการมีอยู่ของผู้คน เมื่อถูกสัมผัส กลีบดอกไม้จะโปรยปราย แต่เมื่อยืนนิ่ง ดอกไม้ใหม่จะเริ่มผลิบานขึ้นมา พวกมันเปลี่ยนแปลงไปตามกระแสของเวลาไม่ต่างจากสิ่งมีชีวิตชนิด และไม่ต่างจากมนุษย์

ถัดมาไม่ไกลกันเป็นชิ้นงานที่ชาวศิลป์ภาษาน่าจะใช้เวลานานเป็นพิเศษ จัดแสดงบนผนังคล้ายกับงานศิลปะชิ้นก่อนหน้า แต่วิธีคิดและบรรยากาศต่างกันลิบลับ 

บนผนังมีตัวอักษรภาษาจีนมากมายร่วงหล่นลงมา หากเจอคำที่ถูกใจ ให้ลองใช้มือแตะที่คำนั้น แล้วถอยห่างออกมาสัก 3 ก้าว โลกของตัวอักษรเหล่านั้นจะปรากฏขึ้น 

ตัวอักษรแต่ละตัวมีโลกของมันเอง เมื่อถูกสัมผัส ตัวอักษร โลก และมนุษย์ ต่างเกิดปฏิสัมพันธ์จนกลายเป็นโลกใบเดียวกัน เช่นเดียวกับหิมะที่ปกคลุมภูเขา และนกที่พยายามยามบินไปให้ถึงต้นไม้

โลกที่เราสร้างขึ้นจะมีปฏิสัมพันธ์กับโลกที่ผู้คนอื่นสร้างขึ้นเสมอ เช่นเดียวกับภาษาที่ทำให้คนจากซีกโลกหนึ่งสื่อสารกับคนอีกซีกโลกได้

งานศิลปะตรงนี้ออกแบบมาให้นั่งหรือเอนกาย แล้วใช้เวลาสักพักในการรับชม Spatial Calligraphy หรือศิลปะการเขียนพู่กันญี่ปุ่นแบบดิจิทัล โดยจะปรากฏลายเส้นอย่างต่อเนื่อง เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และลายเส้นนั้นจะถูกเขียนต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด 

สิ่งที่กระตุ้นให้ผู้ชมเข้าถึงงานศิลปะได้เป็นอย่างดี คือเสียงของอักขระแต่ละตัวที่ดังก้องกังวานออกมาจากตำแหน่งของมัน เมื่อเสียงเหล่านั้นมาบรรจบกัน จะกลายเป็นบทสวดที่ดำเนินต่อเนื่องไม่รู้จบ

ตาดู หูฟัง ส่วนสมองคิดตามว่าว่า ถ้า teamLab เดินทางมาถึงเมืองไทย น่าจะยกห้องที่เราตั้งชื่อเล่นให้ว่า ‘ห้องบทสวด’ ไปทำร่วมกับรายการเล่าเรื่องลี้ลับล้านวิว เพราะแสง สี เสียง และทุกองค์ประกอบของอาร์ตเวิร์กนี้ กระทบแทบทุกประสาทสัมผัสของเรา 

แม้ความรู้สึกตอนอยู่ในห้องจะออกไปทางผวานิด ๆ แต่ห้องนี้เหมาะมากสำหรับคนที่อยากรู้ อยากลอง และอยากเข้าใจว่าเทคโนโลยีกับลายเส้นลี้ลับจะอยู่ด้วยกันได้อย่างไร

ถัดมามีชื่อว่า Megaliths in the Eternal Existence of the Open Universe เป็นเสาสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นกลางพื้นที่ คล้ายกับที่ teamLab นำไปจัดแสดงมาแล้วหลายแห่ง เช่นในโรงอาบน้ำร้างในสวน Mifuneyama Rakuen และอีกมากมาย 

มาถึงเกียวโตทั้งที Megaliths ก็ปรากฏตัวอย่างยิ่งใหญ่อีกครั้ง และรอบนี้มาพร้อมกับเซอร์ไพรส์

คำว่า Megaliths หมายถึงหินหรือโครงสร้างขนาดใหญ่ ใช้สำหรับสร้างอนุสาวรีย์ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ มาถึงศตวรรษที่ 21 มันจึงไม่ใช่แค่เสาหินธรรมดา แต่สร้างขึ้นมาเป็นเสางานศิลปะที่เต็มไปด้วยองค์ประกอบสนุกสนาน สอดแทรกกิมมิกที่สื่อถึงญี่ปุ่นและเมืองเกียวโตเอาไว้ด้วย

Megaliths หลายสิบต้นที่ตั้งอยู่บนพื้นที่นับร้อยตารางเมตรแห่งนี้ปักอยู่บนมอสส์! – ใช่ ต้นมอสส์ของจริงที่ส่งกลิ่นเขียวชะอุ่มสดชื่น ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในป่าดิบชื้นทันทีที่เข้ามา หากได้ไปเยือน เราขอชวนคุณใช้เวลาอยู่ที่ห้องนี้นานสักหน่อย ค่อย ๆ ก้มตัวลงไปดูพินิจพิจารณามอสส์ใกล้ ๆ โดยเฉพาะส่วนที่อยู่ใกล้กับเสา เราว่าคู่สีใน Megalith ที่ตัดกับสีเขียวหลากเฉดของป่ามอสส์สวยมาก 

ที่บอกให้อยู่ในนี้นาน ๆ เพราะด้วยความที่ในห้องนี้มีมอสส์ตัวจริงเสียงจริงอยู่ จึงต้องรดน้ำตามเวลาด้วยน้ำฝนที่ตกลงมาจากบนเพดาน และ teamLab ก็ใส่ความพิเศษตอนรดน้ำเอาไว้ด้วย

Massless Amorphous Sculpture เป็นประติมากรรมลอยตัวชิ้นไฮไลต์ที่ teamLab Biovortex Kyoto ภูมิใจนำเสนอ 

ทะเลฟองสบู่แห่งนี้สร้างโดยอิงจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติและแนวคิดว่า ‘มวล’ ไม่จมลงสู่พื้น ไม่ลอยขึ้นไปบนเพดาน แต่มวลจะล่องลอยอยู่กลางอากาศ ขอบเขตของประติมากรรมนี้จึงไม่ชัดเจน แตกออกเป็นชิ้นเล็ก ๆ ได้ และรวมตัวกันเป็นมวลขนาดใหญ่อีกกี่ครั้งก็ได้เช่นกัน

ก่อนเข้าไปหากใครกลัวเลอะ ที่นี่มีเสื้อกันฝนและที่คลุมรองเท้าจำหน่าย หรือถ้าอยากสวมแว่นตากันน้ำด้วยก็ตามสะดวก จากนั้นปล่อยเราเข้าไปอยู่ท่ามกลางทะเลฟองสบู่คละขนาดทั้งเล็ก-ใหญ่ เราเคลื่อนย้าย ตี หรือผลักฟองสบู่ยังไงก็ได้ (แต่ต้องทำอย่างนุ่มนวลและห้ามวิ่งนะจ๊ะ) 

ไม่ว่ามนุษย์จะพยายามขยับเขยื้อนประติมากรรมฟองสบู่อย่างไร หรือแม้แต่ใช้ลมก้อนใหญ่พัด เราก็แปรสภาพมวลไม่ได้ เหมือนกับบางสิ่งที่จะฟื้นฟูตัวเองได้ตามธรรมชาติ แม้จะถูกทำลายกี่ครั้งก็ตาม

เจ้าลูกบอลเหล็กสีเงินทรงคล้ายไข่ไดโนเสาร์ คือประติมากรรมที่นับเป็นซิกเนเจอร์ของ teamLab ก็ว่าได้ มันเคยตั้งอยู่ในสวนมอสส์ของ teamLab Planets TOKYO เคยไปเรืองแสงอยู่กลางสวนดอกคามิเลียที่ teamLab Botanical Garden Osaka เคยไปอยู่บนสวนดาดฟ้า LaLaport BBCC กัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย 

มาที่ teamLab Biovortex Kyoto เจ้าวัตถุสีเงินที่กันเรียกว่า Ovoid ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง! โดยทั้งหมดเปลี่ยนเป็นสีใหม่ได้ถึง 32 เฉด ตามทฤษฎี Solidified Light Colors

เมื่อมีคนผลักไข่ใบหนึ่ง มันจะส่องแสงสว่างจ้า ส่งเสียง แล้วค่อย ๆ กลับมาตั้งตรง จากนั้น Ovoid อันรอบข้างจะตอบสนองต่อเนื่องกันไปทีละใบ โดยเปล่งแสง สี และเสียงเดียวกัน แผ่ขยายออกไปอย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อผู้คนหยุดนิ่ง ไข่ทุกใบจะเริ่มกะพริบแสงช้า ๆ และกลับมาสะท้อนภาพโดยรอบอีกครั้ง 

ทั้งหมดนี้ก็เพื่อสะท้อนว่า อิทธิพลจากผู้คนและสภาพแวดล้อม หรือแม้แต่แรงผลักเบา ๆ จากมนุษย์ ล้วนส่งผลถึงกัน

น้อง ๆ หนู ๆ น่าจะเคยกระโดดทิ้งตัวลงในบ่อบอล บ้างก็หยิบมาขว้างแล้วบอลหนัก ๆ เหล่านั้นก็หล่นตุ๊บลงพื้น แต่จะตื่นตาขนาดไหนถ้าบอลเหล่านั้นลอยฟุ้งไปทั่วห้อง ไม่ว่าจะหยิบมันแยกจากกันเท่าไหร่ มันก็จะลอยมารวมกันใหม่อีกครั้ง จนกลายเป็นแท่นขนาดยักษ์สูงท่วมหัว!

ประติมากรรมนี้สร้างขึ้นเพื่อพิสูจน์แนวคิดเรื่องการแยกออกจากกันในเชิงพื้นที่และเวลา แต่เมื่อเกิดระเบียบโครงสร้างขึ้นระหว่างองค์ประกอบเหล่านั้น พวกมันจะรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน เช่นเดียวกับจักรวาล 

ประติมากรรมนี้ก่อรูปขึ้นบนพื้นในฐานะมวลและลอยขึ้นสู่อากาศ ขอบเขตของมันเป็นอิสระ ไม่มีใครกำหนดได้ แม้จะมีมนุษย์มาสัมผัสหรือแม้แต่กีดขวาง ลูกบอลจำนวนมากก็ยังแทรกซึมผ่านไปได้ ไม่ว่าจะพยายามเคลื่อนย้ายหรือดึงดันอย่างไร สุดท้ายลูกบอลมหาศาลก็จะลอยมารวมกันได้อยู่ดี

เชื่อเถอะว่าหากเคยไปเยือน teamLab สักครั้งไม่ว่าจะเป็นที่ไหน ต้องมีรูปถ่ายงานศิลปะที่เต็มไปด้วยคริสตัลหลากสีนี้แน่นอน และที่ teamLab Biovortex Kyoto ก็ยกมาจัดแสดงเช่นกัน 

ห้องนี้ใช้เทคนิค Pointillism คือการสร้างภาพด้วยการสะสมจุดสีเล็ก ๆ ที่แยกออกจากกันให้รวมกันเป็น 1 ภาพ โดยใช้ ‘จุดของแสง’ แทนสีเพื่อสร้างวัตถุ 3 มิติ ซึ่งประติมากรรมแห่งแสงนี้ขยายตัวออกไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุดในทุกทิศทาง

เรากดคำสั่งเลือกองค์ประกอบให้โลกแห่งคริสตัลแห่งนี้ได้ แล้วมันจะถือกำเนิดขึ้นใหม่ในรูป 3 มิติ ซึ่งหากมีคนอื่น ๆ อยู่ภายในห้อง ก็จะส่งผลต่อการแสดงผลของแสงสีด้วย เรียกว่าเป็นงานศิลปะที่อยู่ในสภาวะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แปรเปลี่ยนไปในทุกขณะ ภายใต้อิทธิพลของผู้คนที่อยู่ในพื้นที่นั้น ทั้งผู้ที่ออกคำสั่งและผู้ที่ยืนอยู่เฉย ๆ

งานศิลปะซิกเนเจอร์ของ teamLab อีกชิ้น คือโคมไฟที่เปลี่ยนได้หลากสี แต่มีใครรู้บ้างว่าเบื้องหลังมันซ่อนทั้งหลักคณิตศาสตร์ ศิลปะ และความงามของผ้าไหมในญี่ปุ่น 

ห้องโคมไฟแห่งนี้มีที่มาจากคำว่า Kasane no Irome เป็นภาษาญี่ปุ่น แปลว่า เฉดสีจากการซ้อนของชั้นผ้า สมัยก่อนคนสวมใส่ผ้าไหม แต่ผ้าไหมนั้นบางเบา จึงต้องมีทั้งผ้าซับในและผ้าชั้นนอก การซ้อนทับทำให้เกิดการไล่เฉดสี 

งานศิลปะในห้องนี้เกิดจากแนวคิดเรื่องความต่อเนื่องของแสง เมื่อผู้คนเคลื่อนที่อย่างอิสระและมีปฏิสัมพันธ์กับโคมไฟ หากยืนนิ่ง โคมไฟดวงใกล้ที่สุดจะส่องแสงสว่าง แล้วแสงจากโคมไฟนั้นจะไหลต่อไปยังดวงใกล้ที่สุดต่อไป และตัดกันกับแสงที่เกิดจากโคมไฟดวงอื่น ๆ (ที่ส่องแสงสว่างโดยผู้อื่น)

การจัดวางโคมไฟในห้องอาจจะดูเหมือนสุ่ม แต่จริง ๆ แล้วจัดวางตามหลักคณิตศาสตร์ เริ่มจากดวงไหนก็ได้ แล้วลากเส้นไปยังดวงใกล้ที่สุด จะได้เส้นทางแสงเดียวที่เชื่อมผ่านโคมไฟทุกดวง คล้ายกับ Unicursal Stroke

แม้จะยาก แต่เราอยากให้ลองเดินเข้าไปในห้องนี้คนเดียว รอสักพัก แล้วคุณจะได้เห็นโคมไฟทุกดวงค่อย ๆ ส่องสว่างไล่เฉดสีขึ้นมา

teamLab Biovortex Kyoto ไม่ได้มีแต่งานศิลปะชิ้นใหญ่หรือการจัดแสดงอาร์ตเวิร์กตระการตา รายละเอียดเล็ก ๆ ที่แทรกตัวอยู่ตามทางเดินก็น่าสนใจไม่แพ้กัน อันหนึ่งที่เราอยากชวนสังเกต คือกรอบสี่เหลี่ยมขนาดใกล้เคียงกรอบรูปติดผนัง มีเส้นสีดำทิ้งตัวดิ่งลงมาตรงกลาง โอบล้อมด้วยรังสีสีขาว ไล่เฉดไปสู่วงกลมสีเหลือง 

หากเดินผ่านไปมา องค์ประกอบทั้งหมดที่ว่ามานี้มองเห็นชัดเจนราวกับว่ามันมีอยู่จริง แต่ถ้าเดินเข้ามาใกล้ ลองเอื้อมมือไปสัมผัส จะเริ่มพบกับความผิดปกติ เพราะเส้นแบ่งระหว่างสิ่งที่มนุษย์สัมผัสได้กับงานศิลปะที่อยู่ตรงหน้า กลับเลือนรางลงเรื่อย ๆ จนแทบไม่มีอยู่จริง ขอเฉลยเลยว่า ในกรอบที่มองเห็นด้วยตาว่ามีเชือกหรือวัตถุเส้น ๆ ปรากฏอยู่นั้น แท้จริงแล้วมันว่างเปล่า แสงแข็งตัวกลายเป็นเส้นไม่ได้ มวลที่เกิดจากแสงล้วน ๆ ก็ไม่มีอยู่จริง ทรงกลมและเส้นสีดำน้ำดำรงอยู่ได้เพียงในการรับรู้ของมนุษย์เท่านั้น

ถึงเวลาขยับแข้งขยับขา ชวนไปกันต่อที่ Athletics Forest พื้นที่ทางกีฬาใน teamLab ที่กระตุ้นให้เกิดการคิด ในวันที่โลกโอบล้อมไปด้วยข้อมูลแบน ๆ มากเกินไป ทั้งหนังสือ โทรทัศน์ สมาร์ตโฟน Athletics Forest จึงเกิดขึ้นมาเพื่อให้ทุกคนขยับร่างกายอย่างท้าทายบนพื้นที่ 3 มิติ

ห้องแรกที่ชวนแวะมีชื่อเล่นว่า ‘บ้านหนอนผีเสื้อ’ เต็มไปด้วยวัตถุทรงกลมนิ่ม ๆ ที่ฉายภาพว่ากำลังหมุนอย่างรวดเร็ว เรากระโดดขึ้นไปบนวัตถุนั้นได้ แต่เริ่มแล้วห้ามหยุด ถ้าหยุดจะเกิดแรงต้านที่ทำให้เซหรืออาจจะล้มได้ แนะนำให้ก้าวต่อไปเรื่อย ๆ 

หากก้าวไปบนทรงกลมสีเดียวกันติดต่อกัน ทรงกลมเหล่านั้นจะระเบิดออก อนุภาคแสงจะแผ่กระจายไปทั่วพื้นที่ ถ้าก้าวไปบนทรงกลมสีเดียวกันติดต่อกันมากขึ้น ตัวหนอน (Caterpillars) จะปรากฏตัว ถ้าก้าวไปบนทรงกลมสีเดียวกันต่อเนื่องจนจบ ตัวหนอนหลายตัวก็จะเกิดขึ้น

อ้อ มีวัตถุทรงกลมนิ่ม ๆ อยู่ที่ผนังด้วย แต่แค่กระโดดเล่นก็หมดแรงแล้ว ใครได้ลองกระโดดแตะตรงผนัง แวะมาบอกกันด้วยว่าสนุกขนาดไหน

คุณสร้างหลุมดำได้ ถ้ากระโดดแรงพอ!

Multi Jumping คือผืนผ้าผิวยืดหยุ่นที่ขึ้นกระโดดขึ้นไปได้ และจมลงหรือกระโดดสูงได้กว่าปกติจนเกือบจะเป็นแทรมโพลีนอยู่แล้ว 

เมื่อยืนอยู่บน Multi Jumping พื้นผิวใต้เท้าจะจมลง เกิดความบิดเบี้ยวในพื้นที่และเวลา ความบิดเบี้ยวนี้ดึงดูดฝุ่นดาว (Stardust) จากจักรวาลและก่อกำเนิดดาวดวงใหม่ หากกระโดดบนดาวดวงนั้น ดาวจะเริ่มเคลื่อนไหว หากยังคงกระโดดต่อไป ดาวดวงนั้นจะเติบโตจนครบถ้วนทั้งวัฏจักรชีวิต

เมื่อชีวิตของดาวสิ้นสุด มันจะกลับคืนสู่ฝุ่นดาวและกลายเป็นส่วนประกอบในการสร้างดาวดวงใหม่ แต่ถ้าคุณสร้างดาวดวงใหม่ที่ขนาดใหญ่และหนักมากพอ มันกลายเป็น หลุมดำ (Black Hole) ซึ่งกลืนกินดาวและฝุ่นดาวรอบตัวทั้งหมด

บอกเลยว่ากว่าจะเกิดหลุมดำได้นั้นไม่ง่าย แนะนำให้หาเพื่อนไปด้วย ถึงจะช่วยกันกระโดดไม่ได้ แต่เสียงปรบมือและโห่ร้องจากเพื่อนจะเป็น Emotional Support ชั้นดีตอนที่สร้างหลุมดำสำเร็จ!

ถ้าคุณคิดว่า Graffiti Nature and Beating Earth ซึ่งกินพื้นที่ขนาดใหญ่ใน Athletics Forest เหมาะสำหรับให้เด็ก ๆ มาวิ่งปล่อยพลังเท่านั้น – คุณคิดผิด

ตรงนี้เหมาะมากสำหรับผู้ใหญ่ที่มีหัวใจเป็นเด็ก ติดเล่น และสนใจเรื่องระบบนิเวศ ที่นี่เปิดโอกาสให้คุณเป็นจิตรกร วาดสิ่งมีชีวิตและปล่อยมันมาเคลื่อนไหวอยู่บนผืนผ้าใบดิจิทัล แต่ถ้าไม่ถนัดวาด เราขอชวนคุณกระโดดขึ้นมาบนลานขนาดใหญ่ แล้วเหยียบสัตว์น้อยใหญ่เหล่านี้ไปด้วยกัน 

กฎคือสิ่งมีชีวิตจะขยายพันธุ์หากกินสิ่งมีชีวิตอื่นได้ แต่จะตายและหายไปหากกินไม่พอ ถ้าชักช้ามัวแต่คิดมากก็อาจจะกลายเป็นอาหารของสิ่งมีชีวิตอื่นไปเสียก่อน

ซาลาแมนเดอร์กินงู งูกินกิ้งก่า กิ้งก่ากินกบ กบกินผีเสื้อ สิ่งมีชีวิตทุกตัวจะขยายพันธุ์ตามผลของการกิน เช่นเดียวกับผีเสื้อจะขยายพันธุ์ในดอกไม้ที่เติบโต แม้ว่าดอกไม้จะผลิบาน แต่ถ้าคนที่ยืนอยู่บนดอกไม้นั้นยืนนิ่ง ปล่อยให้กลีบร่วงหล่นหรือมีใครสักคนมาเหยียบดอกไม้ ผีเสื้อก็อดขยายพันธุ์

งานศิลปะชิ้นนี้สะท้อนว่า เป็นธรรมดาที่สิ่งมีชีวิตจะกระจายไปทั่วโลก เพิ่มและลดจำนวนตามธรรมชาติ สิ่งมีชีวิตที่คุณวาดอาจกำลังเพิ่มจำนวนอยู่ที่ใดที่หนึ่ง หรือกำลังถูกทำลายอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่งก็ได้

teamLab Biovortex Kyoto
  • 21-5 Higashikujo Higashiiwamotocho, Minami Ward, Kyoto, Japan, 601-8006 (Maps)
  • www.teamlab.art/jp/e/kyoto
  • teamlabkyoto 
  • แนะนำให้เดินทางด้วยสายการบิน AirAsia X ปลายทางโอซาก้า จากนั้นเดินทางต่อมายังเมืองเกียวโต โดยนั่งรถไฟชินคันเซ็นสถานี JR ชินโอซาก้า (JR Shin-Osaka) ไปยังสถานี JR เกียวโต (JR Kyoto) แล้วเดินต่ออีกประมาณ 550 เมตร

Writer

สุดาวรรณ วนสุนทรเมธี

บรรณาธิการฝึกหัดที่มักจะหลงรักพระรองในซีรีส์เกาหลี และอยู่ระหว่างรักษาระยะห่างจากชานมไข่มุก

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล