เจ้าอื่น คอนเทนต์ยอดดีสุด คือซีรีส์ ละคร ภาพยนตร์ที่เป็นกระแส
ที่นี่ หนึ่งในคอนเทนต์ที่คนดูมากที่สุดของ VIPA.me คือถ่ายทอดสดงานแข่งเรือยาว ภาพสะท้อนของความเป็นไทยที่เชื่อมรากวัฒนธรรมกับความร่วมมือของผู้คนในท้องถิ่น
VIPA คือสตรีมมิ่งของ Thai PBS สื่อสาธารณะที่ก้าวข้ามจาก ‘หน้าจอทีวี’ สู่สนามสื่อยุคใหม่ ด้วยความเชื่อว่า สื่อไม่เพียงมีหน้าที่เล่าเรื่องของสังคม แต่ยังต้อง ‘สร้างพื้นที่’ ให้คนทำคอนเทนต์ไทยมีที่ยืนอย่างมั่นคง
VIPA จึงไม่ได้เป็นแค่แพลตฟอร์ม Archive ของ Thai PBS หากแต่เป็นเวทีของคอนเทนต์ออริจินัลจากคนทำคอนเทนต์ Local ที่มีของแต่ขาดโอกาส มีละครและสารคดีคุณภาพที่สะท้อนมุมมองสดใหม่ไม่เหมือนใคร งานแข่งเรือยาวที่ VIPA เรียกว่า ‘Local Sport’ คือหนึ่งในคอนเทนต์ที่พิสูจน์ว่า หากเนื้อหามีคุณค่าและหาชมจากที่อื่นไม่ได้ ยังไงก็มีคนดู
เมื่อมานั่งคุยกับพวกเขา เราพบว่า VIPA กำลังมีแผนใหญ่ในการทำแพลตฟอร์มแห่งชาติที่เปิดทางให้คนทำคอนเทนต์ไทยทุกกลุ่มมีพื้นที่ของตนเองในระบบเดียวกัน โมเดลคล้าย BBC และที่สื่อสาธารณะกำลังทำกันทั่วโลก
งานนี้ไม่ง่ายนัก อดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ด้านเทคโนโลยี มาเล่าวิสัยทัศน์ และ กนกพร ประสิทธิ์ผล ผู้อำนวยการสำนักสื่อดิจิทัล เล่าการทำงานจริงว่า ทำไม VIPA จะกลายเป็นความหวังของอุตสาหกรรมคอนเทนต์ในไม่ช้า

VIPA.me เริ่มต้นขึ้นใน พ.ศ. 2559 ในช่วงที่วงการสื่อเริ่มเปลี่ยนผ่านจากหน้าจอโทรทัศน์สู่โลกออนไลน์
ยุคนั้น Facebook Live เพิ่งเริ่ม Netflix ยังไม่มีสำนักงานในประเทศไทย แต่ผู้บริหาร Thai PBS เห็นว่าแวดวงสื่อกำลังจะเปลี่ยน คนจะเปลี่ยนจากดูโทรทัศน์มาดูผ่าน OTT TV เป็นหลัก จึงริเริ่มระบบสตรีมมิ่งเพื่อให้ผู้ชมเลือกรับชมเนื้อหาได้ทุกที่ ทุกเวลา
คำว่า OTT มาจาก Over the Top หมายถึงบริการจากสื่อที่ทำให้เราดูภาพและเสียงได้ผ่านอินเทอร์เน็ต ดูได้โดยตรง ไม่ต้องผ่านผู้ให้บริการโทรทัศน์
OTT จึงไม่ได้หมายถึงแค่สตรีมมิ่ง แต่คือบริการ ‘ทุกอย่าง’ ที่ทำให้เราดูรายการได้ทุกเวลา ทุกประเทศ ไม่ต้องมาท่องว่ารายการนี้จะออกทางช่องไหน ตอนกี่โมง มันคือนวัตกรรมที่เปลี่ยนพฤติกรรมคนดูคอนเทนต์ทั่วโลก
OTT เข้ามา Disrupt วงการในหลายมิติ เริ่มจากเมื่อคนดูช่องโทรทัศน์น้อยลง แบรนด์ก็มาลงโฆษณาน้อยลง สถานีได้เงินน้อยลง คนทำคอนเทนต์ไม่ได้มองสถานีโทรทัศน์เป็นพระเจ้าอีกต่อไป แต่หันไปทำคอนเทนต์เพื่อเสนอแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งชั้นนำ
แต่ธุรกิจสตรีมมิ่งเองก็ไม่ได้รองรับได้ทุกคอนเทนต์ นั่นทำให้อาชีพคนทำคอนเทนต์ (รวมถึงคนทำคอนเทนต์ดั้งเดิมอย่างผู้จัดละครและรายการโทรทัศน์) ต้องเอาตัวรอดด้วยการหาช่องทางปล่อยงานของตัวเอง เพื่อสร้างเครดิต หาช่องทางทำรายได้จากสปอนเซอร์

VIPA.me เกิดขึ้นในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้พอดี ต้องปรับตัวผ่านความเปลี่ยนแปลงอันรวดเร็ว กนกพรเล่าว่า จุดเริ่มต้นของ VIPA.me คือความพยายามสร้างฐานข้อมูลผู้ชม เพื่อให้เข้าใจพฤติกรรมการรับชมได้จริง และต่อยอดไปสู่การผลิตเนื้อหาที่ตอบโจทย์ผู้คนอย่างแท้จริง ช่วงแรก VIPA ตั้งเป้าเป็นแพลตฟอร์มสาย Learning เป็นแพลตฟอร์มแนวการเรียนรู้สำหรับนักศึกษา
แต่เมื่อเทรนด์เปลี่ยน กลุ่มเป้าหมายและกลยุทธ์จึงต้องปรับตัวตาม ปัจจุบัน VIPA.me มีคอนเทนต์เด่น ๆ 3 แนวหลัก คือละคร สารคดี และรายการเด็ก
โดยเฉพาะรายการเด็ก – หมวดที่หายากที่สุดในวงการโทรทัศน์ปัจจุบัน รายการเด็กแทบจะล้มหายตายจากไปหมดแล้วในสถานีโทรทัศน์ โฆษณาไม่เข้า คนทำรายการอยู่ไม่ได้ ทุกวันนี้เราเห็นคอนเทนต์เด็กจาก YouTuber ซึ่งถ้าตั้งใจทำและทำอย่างมีคุณภาพก็ดีไป
แต่ถ้ากลับกัน คนทำคอนเทนต์บางคนไม่ได้เชี่ยวชาญเรื่องเด็ก แต่จับพลัดจับผลูทำเนื้อหาแล้วดันมีเด็กดูเยอะ กลายเป็นขวัญใจ พวกเขาเลยต้องปั่นรายการเพื่อเด็ก ซึ่งถ้าทำอย่างไม่ระมัดระวัง ขาดความเข้าใจ มีโอกาสสูงที่คอนเทนต์นั้นจะชี้นำเด็กไปในทางที่ไม่ควรจะไป

VIPA คัดสรรคนทำรายการเด็กที่ดี ให้พวกเขามีช่องได้ปล่อย มีงานให้ทำ ที่สำคัญคือทำให้บริษัททำรายการเด็กเริ่มกลับมาได้อีกครั้งในทางธุรกิจ
การให้โอกาสคนทำคอนเทนต์จึงไม่ใช่สโลแกนสวยหรูและไม่ใช่เรื่องเล็ก เรารู้อยู่แล้วว่าคอนเทนต์มีพลัง เป็นเรื่องของยุคสมัย ถ้าคัดสรรให้ดี โอกาสที่เราจะได้สังคมที่ดี ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันเกินเอื้อม
นี่เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งเท่านั้น VIPA ยังมีความฝันอีกหนึ่งก้อนใหญ่ที่ต้องรวมพลังคนทั้งอุตสาหกรรม และทั้งประเทศ
แม้สถานีโทรทัศน์ส่วนใหญ่จะมี OTT เป็นของตัวเองเพื่อรองรับคอนเทนต์เดิม หลายเจ้ายังนำคอนเทนต์ไปทำความร่วมมือต่อในแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งระดับโลก แต่ทุกช่องก็ยังมีภาคพื้นดิน ต้องแบกค่าใช้จ่ายในการดูแล ใบอนุญาตช่องทีวีดิจิทัลจะหมดอายุประมาณ พ.ศ. 2573 แต่คนดูตกลงไปเรื่อย ๆ ช่องจึงมีคำถามว่า ควรจะไปต่อกับทีวีดิจิทัลแค่ไหน หรือจะทุ่มสุดตัวกับ OTT ไปเลยดี
อดิศักด์ทำงานในสมาคมทีวีดิจิทัล แรกเริ่มเขาเสนอไอเดียสร้างแพลตฟอร์มที่จะรวมคอนเทนต์จากช่องทีวีดิจิทัล 15 ช่อง แต่ต่อมาเขาพบว่าควรยกระดับเป็น National Platform ที่รวมงานคนทำคอนเทนต์ทั้งประเทศ จะตอบโจทย์ที่สุด
ช่วงแรกไอเดียนี้ไม่ค่อยถูกตอบสนอง คนทำคอนเทนต์ยังมุ่งเป้าไปที่แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งระดับโลก เพราะดังกว่า เงินเยอะกว่า ที่สำคัญคือช่วงนั้นเพิ่งเข้ามาตั้งสำนักงานในไทย แพลตฟอร์มต้องพยายาม Localize ด้วยการหาเนื้อหาโลคอลมามัดใจคนดูชาตินั้น แพลตฟอร์มจึงยังง้อคนทำคอนเทนต์อยู่ เสนอไม่ยากนัก
เมื่อเวลาผ่านไป คอนเทนต์ที่ถูกเสนอมากขึ้นจนกลายเป็นคอขวด มีผู้กำกับหนังและซีรีส์ไทยน้อยมากที่ได้โอกาส ถ้าเอาคอนเทนต์มาปล่อยในโซเชียลมีเดียก็น่าเสียดาย เพราะต้องแบ่งส่วนแบ่งที่ควรได้ 40% ให้แพลตฟอร์มนั้น แต่ทุกคนไม่มีทางเลือก ต้องทำ โดยไปหวังหารายได้จาก Merchandise เงินสนับสนุนจากคนดู หรือสปอนเซอร์ในรูปแบบอื่น
สองทีมงาน VIPA ประมาณคร่าว ๆ ว่า ในไทยมีคอนเทนต์ครีเอเตอร์ราว 9 ล้านคน ทำเป็นอาชีพหลักแสน ถ้าคนทำเป็นอาชีพปล่อยแค่ในโซเชียลมีเดีย เท่ากับว่าเราเสียเงินที่ไม่ควรเสียให้แพลตฟอร์มเยอะมาก
2 – 3 ปีที่ผ่านมา เราเริ่มเห็นโปรเจกต์ภาพยนตร์และซีรีส์ที่ได้เงินสนับสนุนจากองค์กรด้านสื่อมากขึ้น คำถามคือ ถ้าทำเสร็จ พวกเขาเอางานไปฉายที่ไหน ถ้าแพลตฟอร์มต่างชาติไม่ซื้อ โรงหนังไม่ฉาย พวกเขาจะมีโอกาสหาเลี้ยงชีพจากมันได้อย่างไร
เมื่อมองในภาพรวมของอุตสาหกรรม จะเห็นว่าผู้ผลิตคอนเทนต์ไทยจำนวนมากต้องการพื้นที่ในการนำเสนอผลงาน แต่กลับขาดช่องทางรองรับอย่างเป็นระบบ ไอเดีย National Platform จึงกลับมาอีกครั้ง เพื่อตอบทุกคำถามนี้

อดิศักดิ์ยกตัวอย่างประเทศเกาหลีใต้ มีแพลตฟอร์มที่รวมคอนเทนต์จากคนทั่วประเทศของตัวเอง เป็นการรวมตัวระหว่างสถานีโทรทัศน์ 4 ช่อง ลงทุนโดยรัฐและบริษัทเครือข่ายโทรคมนาคม
จุดแข็งหลัก คือเป็นแพลตฟอร์มภาษาเกาหลี ไม่ง้อต่างชาติ แต่ได้รับความนิยมสูงมาก ประเทศนี้ไม่มีใครทำงานเดี่ยว ๆ ทุกคนรู้ว่าผู้เล่นใหม่ไม่มีทางได้เกิดในระดับโลก ถ้าไม่มีสนามระดับชาติให้เขาได้เริ่มเล่น
อีกตัวอย่างคือ BBC ของอังกฤษ ด้วยชื่อเสียงของแบรนด์ ทำให้แพลตฟอร์มของ BBC ทำมูลค่าให้ประเทศ ผ่านการนำคอนเทนต์ไปขายต่อในระดับโลก เงินเหล่านั้นกลับมาในประเทศ เพื่อสนับสนุนคนทำคอนเทนต์ต่อไป นี่คือประโยชน์ที่จับต้องได้ของ National Platform
“ผู้อำนวยการ BBC คนปัจจุบันประกาศล่วงหน้าว่า เขาจะยุติการออกอากาศภาคพื้นดินปี 2030 และเปลี่ยนไปสู่ระบบออนไลน์เต็มรูปแบบ ตอนนี้เขาเริ่มขยับในทิศทางนั้นแล้ว เช่น การปรับรูปแบบช่องเด็ก BBC Three และ CBBC ที่ค่อย ๆ ลดการออกอากาศภาคพื้นดิน และย้ายคอนเทนต์หลักไปอยู่บนแพลตฟอร์ม OTT อย่าง BBC iPlayer มากขึ้น ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านจากทีวีสู่ดิจิทัลอย่างจริงจัง”
ตอนนี้ถ้าคนอังกฤษจะดู BBC ดูผ่านกล่องได้เหมือนบ้านเรา และยังดูย้อนหลังหรือแบบ Video on Demand ได้ฟรีผ่าน BBC iPlayer เพราะเขามีระบบ TV Licence ที่รองรับอยู่เบื้องหลัง และมีการพัฒนาแพลตฟอร์มให้เปิดกว้างขึ้น โดยร่วมมือกับผู้ผลิตอิสระและสถานีอื่น ๆ ในประเทศให้นำคอนเทนต์มาวางใน Ecosystem เดียวกัน เพื่อให้ผู้ชมเข้าถึงได้ง่ายขึ้น
“แต่ถ้าอยู่นอกประเทศอังกฤษ ใครอยากดู BBC ต่างประเทศต้องเสียเงิน จากเดิมที่ให้ดูผ่านดาวเทียมเป็นเคเบิลแต่ละประเทศ ผมว่าในที่สุด Thai PBS อาจจะคล้ายอย่างนั้น แต่เราต้องมีความร่วมมือที่กว้างกว่า เช่น บริษัทโทรคมนาคม เพราะพวกเขามีโครงข่าย เพราะถ้าเราจะแข่งขันกับสื่อระดับโลกได้จริง ก็ต้องมีพันธมิตรในลักษณะนั้น” อดิศักดิ์เล่า

กนกพรเล่าว่า National Platform แก้ปัญหาให้อุตสาหกรรมได้ 3 ข้อ หนึ่ง คือเรื่องการกำกับคอนเทนต์ ปรับสัดส่วนให้เป็นธรรมได้ สอง ช่วยเรื่องเงิน ไม่ให้ไหลออกนอกประเทศ สาม เก็บ Data เอาไปต่อยอดได้ เพิ่มอำนาจต่อรอง มีมูลค่ามหาศาล
ในหลายประเทศ แพลตฟอร์มลักษณะนี้ช่วยให้คนทำคอนเทนต์เติบโตได้โดยไม่ต้องพึ่งพาแพลตฟอร์มต่างชาติ เป็นระบบที่รายได้หมุนกลับคืนมาสู่คนทำงานและประเทศ ขณะเดียวกันยังเป็นกลไกสำคัญในการรักษาภาษาและวัฒนธรรมของตนเองให้เข้มแข็ง
กลับมาที่บ้านเรา Thai PBS คือสื่อสาธารณะที่ขับเคลื่อนด้วยภาษีประชาชน พวกเขาควรเป็นหัวหอกหลักสำหรับเรื่องนี้ VIPA ซึ่งเป็นสตรีมมิ่งของช่องจึงต้องยกระดับตัวเองไปสู่การเป็นแพลตฟอร์มแห่งชาติเต็มตัว
แต่งานนี้ ไม่ง่ายนัก
ถ้าคุณอยากมีสตรีมมิ่งหรือ OTT ของตัวเอง ต้องใช้เงิน 3 ก้อน
ก้อนแรก ใช้กับการสร้างเว็บไซต์ แอปพลิเคชัน เครือข่าย และระบบพื้นฐาน เงินก้อนนี้เยอะมากที่สุด ใช้เวลาไม่น้อยเพื่อให้ระบบเสถียร
การสร้างแพลตฟอร์มเริ่มต้นอาจใช้เงิน 5 – 10 ล้านบาท หลายช่องจึงใช้วิธีทยอยจ่าย โดยเน้นที่แอปพลิเคชันและเว็บไซต์ก่อนเพื่อรีบโปรโมต นั่นเป็นเหตุผลหนึ่งที่เรายังไม่ค่อยเห็นแอปพลิเคชันเหล่านี้ใน Smart TV ต้องทยอยทำ เพราะบริษัทต้องกันเงินไปใช้ส่วนแรกก่อน
ก้อนที่ 2 เงินสำหรับคอนเทนต์ แพลตฟอร์มเหมือนโรงหนัง เมื่อโรงเสร็จ เราก็เริ่มป้อนหนังเข้า ใครที่มีคอนเทนต์เดิมอยู่แล้วจะได้เปรียบ ไม่ต้องลงทุนใหม่ (VIPA ใช้คอนเทนต์ตั้งแต่เปิดสถานีเมื่อ 10 กว่าปีก่อนเป็นต้นทุนช่วงแรก)
แต่เมื่อเริ่มมีสมาชิก มีคนติดตาม บริษัทต้องเริ่มทำ Original Content เพื่อไม่ให้คนรู้สึกว่าเป็นแค่แหล่งปล่อยคอนเทนต์ย้อนหลังของช่อง กนกพรเล่าว่า ถ้าทุ่มทำออริจินัลตอนที่สมาชิกยังน้อยจะไม่คุ้ม ควรใช้เนื้อหาของเดิมเลี้ยงก่อน แต่ต้องมีกลยุทธ์ในการทำให้มีลูกเล่นที่น่าสนใจ
ก้อนที่ 3 สำหรับ PR และการตลาด เนื่องจาก OTT เป็นออนไลน์อย่างเดียว ไม่มีหน้าร้านช่องทางอื่นมากนัก คนทำ OTT จริงจังจะไม่นำเอาคอนเทนต์ทั้งหมดลงในโซเชียลมีเดีย เพราะต้องเอาคนดูกลับมาที่เว็บไซต์และแอปพลิเคชัน
ถ้ามองจากมุมคนทำคอนเทนต์ ทุกคนอยากไปแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งระดับโลก เพราะดังกว่า สวยกว่า ไป Global ได้ง่ายกว่าเพราะคนทั้งโลกรู้จัก
ถ้า VIPA จะสู้กับเขา ก็มีเรื่องต้องทำอีกหลายด้านมาก
Thai PBS แยกทีม VIPA ออกจากทีมที่ดูแลโทรทัศน์ชัดเจน ทุ่มทรัพยากรเพื่อพัฒนา แต่ VIPA ภายใต้กรอบของ Thai PBS มีความท้าทายที่แตกต่าง
ในฐานะแพลตฟอร์มของสื่อสาธารณะ VIPA ต้องดำเนินงานภายใต้กรอบกฎหมายและงบประมาณที่จำกัด การสร้างรายได้ต้องมาจากช่องทางตามที่พระราชบัญญัติกำหนด ทำให้ VIPA เก็บค่า Subscription ไม่ได้ แม้ว่ายอดดาวน์โหลดแอปพลิเคชันจะสูงกว่า 700,000 ครั้ง ซึ่งสวนทางกับหลักการของ OTT ที่ยิ่งมีคนดูเยอะ ยิ่งต้องมีเงินจาก Subscription มาช่วยดูแลค่าใช้จ่ายของระบบที่เพิ่มขึ้น แต่กับ VIPA ทำไม่ได้ จะทำให้คนดูเยอะขึ้น ก็ทำได้ไม่สุด ยิ่งมีผู้ชมมาก ค่าใช้จ่ายในการดูแลระบบก็สูงขึ้นตาม
พันธกิจ Thai PBS ที่เป็นมากกว่าสถานีโทรทัศน์
ทำไมรายได้ 2,000 ล้านบาทต่อปี ถึงไม่พอ ใช้จ่ายเยอะขนาดนั้นเลยเหรอ คำตอบคือเยอะมาก Thai PBS มีบริการช่วยวงการและสังคมเยอะมาก
งานที่เพิ่งเกิดเร็ว ๆ นี้คือ Thai PBS Verify บริการเช็กความถูกต้องของข่าว ให้บริการแบบพีก ๆ ช่วงเหตุการณ์ไทย-กัมพูชาที่ผ่านมา สงครามข่าวเท็จที่ผ่านมาสังคมไทยอาจเหนื่อยกว่านี้ถ้าไม่มี Thai PBS
Big Sign คือบริการสำหรับคนหูหนวก เรื่องนี้ฟังดูเล็ก แต่แพลตฟอร์มในบ้านเราทั้งสตรีมมิ่งและออนไลน์ลงทุนเรื่องนี้น้อยมาก ในขณะที่ VIPA จริงจังเรื่องนี้ตั้งแต่ต้น ลองกดเข้าไปดูจะรู้ว่าพวกเขาไม่คิดว่ามันคือ Add on แต่เป็นมาตรฐานที่ต้องทำ

Locals Thai PBS คือสื่อเครือข่ายของ Thai PBS ที่เน้นเล่าประเด็นสาธารณะในท้องถิ่นโดยเฉพาะ เป็นช่องเดียวที่ลงทุนเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ
C-Site พื้นที่และเครื่องมือสำหรับนักข่าวพลเมือง สมมติว่ามีข่าวสำคัญเกิดขึ้นที่จังหวัดกาญจนบุรี ประชาชนไม่จำเป็นต้องรอให้รายการดัง หยิบไปนำเสนออีกต่อไป เพราะโมเดลนักข่าวพลเมืองจะทำให้ข่าวจากท้องถิ่นขยายวงสู่สาธารณะได้ด้วยพลังของคนในพื้นที่เอง
และยังมีอีกหลายบริการที่เราไม่รู้ บริการเหล่านี้สะท้อนถึงบทบาทของสื่อสาธารณะที่อยู่เคียงข้างสังคม
แม้จะอยู่ใต้ร่มของ Thai PBS แต่ VIPA ไม่ได้มีงบประมาณมากอย่างที่ใคร ๆ คิด เพราะ Thai PBS มีพันธกิจมหาศาล ทำให้ทรัพยากรต้องกระจายไปในหลายทิศทาง VIPA จึงต้อง ‘Transform’ ตัวเองในหลายมิติ ทั้งเชิงธุรกิจ ภาพลักษณ์ และระดับนโยบาย เพื่อสร้างเสน่ห์ให้แพลตฟอร์มเป็นพื้นที่ที่คนอยากเข้ามาร่วมสร้างสรรค์และสนับสนุน
คำว่า Content is King เคยถูกใช้กันบ่อยในช่วงที่ตลาดสื่อออนไลน์ดุเดือด
VIPA มีคอนเทนต์ในระดับคิงไม่น้อย เช่น สารคดี อ่านป่ากับหมอหม่อง ของ หมอหม่อง-นพ.รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ คุณหมอนักดูนกที่ชวนเข้าใจธรรมชาติผ่านการสังเกตแบบง่าย ๆ
มนตราล้านนา เรื่อง ม้าขี่ สารคดีกึ่งละคร เล่าเรื่องคนทรงในภาคเหนือที่เกี่ยวข้องกับชุมชน LGBT โดนใจคนกลุ่มนี้ที่ชอบคอนเทนต์สายมูมาก

กนกพรเล่าว่า “ฟีดแบ็กจากผู้ชมบางเรื่องก็ชวนให้ทีมต้องคิดต่อ เช่น ละคร จากเจ้าพระยาสู่อิรวดี ที่มีกลุ่มแฟนคาดไม่ถึงอย่างผู้สูงอายุ ซึ่งใช้งาน VIPA ผ่านมือถือหรือคอมพิวเตอร์ได้ไม่สะดวก ฟีดแบ็กนี้ทำให้ VIPA มองเห็นโอกาสใหม่ ทั้งการพัฒนาแพลตฟอร์มให้ใช้งานง่ายขึ้น และต่อยอดไปสู่แอปพลิเคชันบนสมาร์ตทีวี
“อีกเรื่องที่ทำให้ทีมงานประหลาดใจไม่น้อย คือการพา VIPA ไปเปิดตัวในงาน Thai Festival 2025 ที่ประเทศญี่ปุ่น ปรากฏว่าคนญี่ปุ่นให้ความสนใจอย่างมาก ทั้งสารคดีและละครไทย กระแสตอบรับนี้ทำให้ทีมคิดต่อยอดเพิ่มเติมซับไตเติลให้มีมากขึ้นจากเดิม ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มซับไตเติลภาษาญี่ปุ่น อังกฤษ จีน หรือภาษาอื่น ๆ เพื่อให้ผู้ชมต่างชาติเข้าถึงและเข้าใจเรื่องราวได้ง่ายขึ้น”

ตอนนี้ขั้นตอนของการผลักดัน National Platform ช้าหน่อย เพราะเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกับเรื่องทีวีดิจิทัล กสทช. กำลังทำ Public Hearing เพื่อทำ Roadmap ให้เสร็จภายในปีนี้ เรื่อง OTT ก็ต้องชัดเจน ช่องจะได้วางแผนกันถูก ทุกอย่างต้องเตรียมการล่วงหน้า ทั้งเรื่องการยื่นประมูล การทำคอนเทนต์ ฯลฯ
VIPA ไม่ได้มองแค่การเป็นแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง แต่พวกเขาต้องการเป็นส่วนหนึ่งของการร่วมการสร้างอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทยให้แข็งแรง การทำให้หนัง ซีรีส์ หรือคอนเทนต์แบบไทยมีมูลค่าทัดเทียมคู่แข่ง ต้องเริ่มจากการสร้างฐานให้แข็งแรง ใส่ใจคนตัวเล็ก พากันเดินกันไปด้วยกัน

และในท้ายที่สุด แพลตฟอร์มแห่งนี้จะช่วยให้คอนเทนต์ไทยไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่เติบโตอย่างแข็งแกร่งและก้าวสู่ตลาดโลกได้โดยไม่ทิ้งคนทำคอนเทนต์ไทยไว้ข้างหลัง VIPA จึงเป็นความหวังที่กำลังจะกลายเป็นความจริงของอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทย
Website : vipa.me/en
