24 กันยายน 2025
2 K

วันที่ 19 สิงหาคมเป็นวันถ่ายภาพโลก (World Photography Day) ที่รัฐบาลฝรั่งเศสประกาศให้

สิทธิบัตรในการทำภาพแบบ Daguerreotype ที่รัฐบาลฝรั่งเศสซื้อสิทธิมาจาก หลุยส์ ดาแกร์ (Louis Daguerre)

เป็นสมบัติของโลกที่ทุกคนใช้ได้โดยไม่มีลิขสิทธิ์

การบันทึกภาพแบบ Daguerreotype คิดค้นขึ้นในปี 1837 เพียง 10 ปีหลังจากที่ นีเซฟอร์ เนียปส์ (Nicéphore Niépce) บันทึกภาพด้วยแสงภาพแรกของโลก เรียกว่า Heliography ที่ใช้สารเคลือบบนแผ่นดีบุกผสมตะกั่ว นำไปล้างในน้ำมันลาเวนเดอร์แล้วจึงปรากฏภาพ เป็นกรรมวิธีที่ยุ่งยากและต้องใช้เวลาเปิดรับแสงนานถึง 8 ชั่วโมง ในขณะที่วิธี Daguerreotype ใช้สารเคลือบไว้บนแผ่นทองแดง ใช้เวลาในการเปิดรับแสงเพียงแค่ 15 – 40 นาที ตามแต่สภาพของแสงที่บันทึกในขณะนั้น

ฝูงวิลเดอร์บีสต์นับล้านตัวอพยพข้ามไปมาระหว่างท้องทุ่งเซเรนเกติในประเทศแทนซาเนียกับท้องทุ่งมาไซมารา เพื่อกินหญ้าซึ่งเป็นแหล่งอาหารในธรรมชาติตามวงรอบของฤดูกาล 

การที่รัฐบาลฝรั่งเศสประกาศให้กระบวนการ Daguerreotype เป็นสมบัติสาธารณะ ทำให้โลกของการถ่ายภาพแพร่กระจายออกไปทั่วยุโรปในเวลาเพียงปีกว่า ๆ เท่านั้น และ 6 ปีหลังจากนั้น การบันทึกภาพแบบ Daguerreotype ก็เดินทางมาถึงประเทศไทยในปลายสมัยรัชกาลที่ 3 และพัฒนามาสู่ยุคฟิล์มกระจกในปี 1851 ที่เอากระจกมาใช้แทนเพลตโลหะ ซึ่งเป็นมาตรฐานในการบันทึกภาพอยู่เกือบครึ่งศตวรรษ ก่อนท่ี่จะมาถึงยุคของฟิล์มเซลลูโลสไนเตรตในปี 1881 ก่อนจะกลายฟิล์มเซลลูโลสอะซิเตตที่ไม่ติดไฟในต้นศตวรรษที่ 20 ซึ่งเป็นสิทธิบัตรของ Eastman Kodak ทำให้การถ่ายภาพนั้นง่ายและแพร่หลายขึ้น ก่อนที่จะมาถึงยุคดิจิทัล ซึ่งพัฒนาโดย Kodak เองในปี 1977

ร้อยกว่าปีที่ผ่านมา ภาพถ่ายทำหน้าที่หลากหลาย ทั้งบันทึกความทรงจำของครอบครัว คนรัก เพื่อนฝูง มิตรสหาย การหยุดช่วงเวลาในประวัติศาสตร์เอาไว้บนแผ่นฟิล์ม เป็นประจักษ์พยานในแง่มุมของความงดงาม ความโหดร้าย ความสุข ความเศร้า และความทุกข์ยากของผู้คนในหน้าประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาบนโลกใบนี้

หลังจากมาตั้งหลักรีรออยู่ริมแม่น้ำมาราหลายชั่วโมง ในท่ี่สุดกลุ่มที่นำฝูงกลุ่มแรกก็ตัดสินใจกระโดดลงไปในลำน้ำอันเชี่ยวกรากและเต็มไปด้วยจระเข้ขนาดใหญ่ที่มาเฝ้ารอดักกินอาหารมื้อใหญ่

มีผู้คนมากมายที่ใช้ภาพถ่ายเพื่อวัตุประสงค์ที่แตกต่างกันไป เกิดอาชีพมากมายที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการถ่ายภาพ ทั้งช่างภาพที่เริ่มต้นพัฒนางานในสาขาต่าง ๆ ที่แตกต่างกันออกไป ทั้งช่างภาพนิ่งและช่างภาพยนตร์ที่ถ่ายภาพข่าว โฆษณา ประชาสัมพันธ์ ภาพบุคคล ไปจนถึงงานนิตยสารที่หลากหลาย ทั้งแฟชั่น ธรรมชาติ แล็บล้างฟิล์ม ห้องภาพถ่ายรูปติดบัตร ล้วนแต่ใช้การถ่ายภาพในวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันไป

ในขณะที่โลกก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว จำนวนภาพถ่ายที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน ในแต่ละชั่วโมง ในแต่ละนาที เพิ่มจำนวนไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน มาถึงในยุคสมัยปัจจุบันที่โทรศัพท์ก็บันทึกภาพได้ ทุกคนมีโซเชียลมีเดียของตัวเอง เรามาถึงยุคที่ท่วมท้นไปด้วยภาพถ่ายมากมายมหาศาล เหมือนพายุที่พัดพาคลื่นลมโหมกระหน่ำเข้ามาปะทะใบหน้าทุกวินาที 

ซ้ำเติมเข้าไปด้วยเทคโนโลยีในการสร้างภาพเสมือนจริงได้โดยไม่ต้องใช้กล้องและการถ่ายภาพอีกต่อไป เทคโนโลยีการสร้างภาพจาก AI ทุกวันนี้ที่สร้างภาพอะไรก็ได้ขึ้นมาจากจินตนาการ จนบางทีก็ไม่รู้เหมือนกันว่า อาชีพช่างภาพสาขาต่าง ๆ ที่เคยมีมาเป็นร้อยปีจะยืนหยัดต่อไปได้นานสักแค่ไหน

ด้วยความแรงของกระแสน้ำ ทำให้ฝูงวิลเดอร์บีสต์ไหลไปตามกระแสน้ำ และพยายามใช้กำลังที่มีอยู่ว่ายทวนน้ำกลับขึ้นไปยังที่ราบฝั่งตรงข้าม 

ผมย้อนนึกกลับไปถึงเหตุการณ์เมื่อ 10 กว่าปีก่อนริมฝั่งแม่น้ำมารา ในประเทศเคนยา ที่ผมใช้เวลาครึ่งค่อนวันเฝ้ารอช่วงเวลาท่ี่ฝูงวิลเดอร์บีสต์นับพันตัวจะมายืนอยู่ริมฝั่งแม่น้ำที่เชี่ยวกรากและเต็มไปด้วยจระเข้ พวกมันมาหยุดยืน ตัดสินใจ บางตัวก้าวลงไปเพียงไม่กี่ก้าวก็กระโจนกลับขึ้นมาบนฝั่งอีกครั้ง

มันเป็นช่วงเวลาของการตัดสินใจที่ไม่แน่ใจว่าอนาคตข้างหน้าจะเป็นอย่างไร 

การจะก้าวไปสู่ทุ่งหญ้าที่อุดมสมบูรณ์เบื้องหน้านั้น ต้องฝ่าข้ามลำน้ำที่เต็มไปด้วยอันตรายนานาประการ จากทั้งกระแสน้ำที่เชี่ยวกรากและจระเข้ที่เฝ้ารอดักเหยื่ออยู่ในแม่น้ำ 

ในขณะที่เฝ้ารอบันทึกภาพ ผมรู้สึกว่าตนเองไม่ต่างจากวิลเดอร์บีสต์ตัวหนึ่งในฝูงนั้น จะก้าวไปข้างหน้าก็ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร จะถอยหลังกลับไปก็ไม่มีทุ่งหญ้าเหลืออยู่ทางฝั่งนี้เหลือพอแล้ว

ก่อนจะมืด จ่าฝูงที่เดินอยู่แถวหน้าสุดตัดสินใจกระโจนลงไปในสายน้ำอันเชี่ยวกราก แล้วทุกตัวก็กระโจนตามลงไป 

เพียงไม่กี่นาที หลังจากที่รอคอยมานานหลายชั่วโมง วิลเดอร์บีสต์บนฝั่งนับพันตัวก็กระโจนลงไปอยู่ในน้ำ ต่อแถวเป็นสายยาวราวกับขบวนรถไฟที่มีชีวิต

ผมกดชัตเตอร์ในกล้องดิจิทัลรัวต่อเนื่อง 16 ภาพต่อวินาที บันทึกภาพช่วงเวลาเพียงเสี้ยววินาทีไว้ได้นับร้อย โดยไม่ต้องเสียจังหวะเปลี่ยนฟิล์ม ไม่ต้องรอให้แสงแดดทำปฏิกิริยากับสารไวแสงนานถึง 8 ชั่วโมงหรือ 15 นาที เหมือนกล้องในยุคแรก

แต่ทุกจังหวะที่กดชัตเตอร์ลงไปนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างปรากฏขึ้นเบื้องหน้าของผมจริง ๆ 

วิลเดอร์บีสต์ไหลลงไปในร่องน้ำที่เชี่ยวกราก พยายามกระเสือกกระสนเอาตัวรอดจากสายน้ำแห่งนั้นเพื่อไปยังฝั่งตรงข้าม

แน่นอนที่สุด วิลเดอร์บีสต์ส่วนใหญ่ข้ามลำน้ำสายนั้นไปได้ แต่ก็มีบางส่วนที่ข้ามไปไม่ถึง บางตัวหมดแรง โดนสายน้ำพัดพาลอยตามน้ำไป บางตัวจมลงกลางทาง ในขณะที่บางตัวกลายเป็นอาหารของจระเข้ขนาดใหญ่ที่มาคอยดักเหยื่ออยู่ริมสายน้ำ 

เมื่อข้ามแม่น้ำมาได้แล้วก็ใช่ว่าจะปลอดภัย ในบางครั้งจระเข้ขนาดใหญ่ก็ดักรออยู่ตลอดแนวริมฝั่งแม่น้ำมารา

วันรุ่งขึ้นเมื่อผมเดินทางออกจากทุ่งหญ้ามาไซมารา เดินทางลงไปทางใต้ของลำน้ำสายนั้น เพื่อข้ามไปเซเรนเกติทางฝั่งแทนซาเนีย ผมเห็นซากวิลเดอร์บีสต์ไร้วิญญาณนับร้อยถูกน้ำพัดพามากองไว้รวมกันที่ริมฝั่ง 

แร้งฝูงใหญ่นับร้อยและนก Marabou Stork ต่างพากันมารุมทึ้งกินซากที่ลอยมาตามน้ำ เป็นช่วงเวลาที่ความตายของบางชีวิตอาจจะหมายถึงโอกาสของบางชีวิต

จุดจบนั้นอาจจะหมายถึงการเริ่มต้นใหม่ หรือการที่ไม่มีโอกาสจะได้เห็นวันพรุ่งนี้

แต่ใครจะไปสนใจวิลเดอร์บีสต์ตัวที่ข้ามไปไม่ถึงอีกฝั่งของแม่น้ำล่ะ

ซากของวิลเดอร์บีสต์ที่ถูกสายน้ำพัดพามากองกันอยู่ในบริเวณปลายน้ำ กลายเป็นอาหารของฝูงแร้งและนก Marabou Stork

มันอาจจะแก่ไป อ่อนแอไป หรือไม่แข็งแกร่งพอจะอยู่รอดได้ในวันพรุ่งนี้

ในเมื่อยังมีฝูงวิลเดอร์บีสต์อีกมากมาย คงเหลืออยู่เต็มท้องทุ่งในวันถัดมา…

Writer & Photographer

นัท สุมนเตมีย์

ช่างภาพใต้น้ำมืออาชีพที่เรียกได้ว่าคนแรกๆ ของประเทศไทย เริ่มต้นจากการเป็นช่างภาพและนักเขียนให้กับนิตยสาร อ.ส.ท. และ อีกหลากหลายนิตยสารทั้งในและต่างประเทศมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2537 ปัจจุบันนอกเหนือจากการถ่ายภาพแล้ว นัท ยังถ่ายภาพยนต์สารคดีใต้ท้องทะเล และบันทึกภาพทางอากาศให้กับทีมงานสารคดีหลายทีม