ไม่ว่าที่ไหน ๆ ในโลกก็มักเปรียบเปรยให้แม่น้ำเป็นเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คน
เช่นเดียวกับที่เปรียบให้แม่น้ำเจ้าพระยาเป็นเส้นเลือดใหญ่ของคนในพื้นที่ราบลุ่มภาคกลางของประเทศไทย มีลำน้ำสาขาเป็นเส้นเลือดฝอยนับร้อย ๆ สายกระจายตัวอยู่ทั่วภูมิภาค แม่น้ำเหล่านี้หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนมาแต่ครั้งบรรพกาล จนถูกขนานนามให้ภาคกลางเป็น ‘อู่ข้าวอู่น้ำ’ ของไทย ก่อกำเนิดเป็นวิถีชีวิต ความเชื่อ และวัฒนธรรมของผู้คนในพื้นที่ราบลุ่มของภาคกลางจวบจนปัจจุบัน


เราเริ่มต้นเดินทางจากกรุงเทพฯ เกือบปลายสุดของลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา นั่งรถทวนแม่น้ำ เลาะไปตามลำน้ำสาขา ในเส้นทางของทริป ‘The Cloud Journey : Route to Roots 06 – River Route’ เพื่อไปสำรวจวิถีชีวิตของผู้คนใน 3 ลุ่มน้ำภาคกลาง เริ่มต้นที่ลุ่มแม่น้ำท่าจีนที่จังหวัดสุพรรณบุรี ต่อด้วยลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาที่จังหวัดชัยนาท ปิดท้ายด้วยลุ่มน้ำสะแกกรังที่จังหวัดสุพรรณบุรี
ทั้งหมดที่จะเล่าต่อไปนี้ เป็นประสบการณ์ของเราตลอด 3 วันที่ได้ไปสัมผัส 3 ลุ่มน้ำ
ลุ่มแม่น้ำท่าจีน
ทำปลาหมำ ฟังเรื่องเล่าประเพณีทางสายน้ำ
เรานั่งรถข้ามสะพาน ผ่านแม่น้ำท่าจีน คนสุพรรณฯ เรียกแม่น้ำสายนี้ว่า ‘แม่น้ำสุพรรณบุรี’ จนถึงหมุดหมายที่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเปลญวน-ปลาหมำ ของชุมชนวัดแม่พระประจักษ์ อำเภอสองพี่น้อง
ที่นี่เป็นชุมชนคริสตชนคาทอลิกเชื้อสายญวนหรือเวียดนามที่ใหญ่ที่สุดในสุพรรณบุรี
“ในอดีตคลองสองพี่น้องมีปลาชุกชุมมาก ชาวบ้านจึงคิดวิธีถนอมอาหาร” ป้าแก้ว-เรือนแก้ว สังขรัตน์ ประธานวิสาหกิจชุมชน เล่าถึงวิถีชีวิตกับคลองสองพี่น้อง ลำน้ำสายหลักของชุมชน เป็นที่มาของกรรมวิธีถนอมอาหารของคนย่านนี้ นั่นคือการทำปลาหมำ (หมำ เป็นภาษาเวียดนาม แปลว่า หมัก)


วันนี้ป้าแก้วเปิดคลาสเรียนวิชาทำปลาหมำฉบับรวบรัด ป้าแก้วบอกว่าปลาหมำของที่นี่ใช้เฉพาะปลาช่อนและปลาชะโดเท่านั้น เพราะเป็นปลาที่มีมากในแถบนี้ ข้อดีคือมีเนื้อเยอะและก้างน้อย จากนั้นนำมาทำตามสูตรกรรมวิธีหมักของแต่ละบ้าน ใช้ระยะเวลา 6 เดือนเป็นอย่างต่ำถึงจะนำมากินได้
กลุ่มวิสาหกิจนำปลาหมำมาแปรรูปและรังสรรค์เป็นเมนูอาหารหลายอย่าง เช่น หลนปลาหมำ น้ำพริกปลาหมำ และปลาหมำสมุนไพรทอดกรอบที่ได้รับคัดเลือกให้เป็น 1 จังหวัด 1 เมนู รสชาติ…ที่หายไป The Lost Taste ของจังหวัดสุพรรณบุรี ประจำ พ.ศ. 2566 ซึ่งเราได้ลองชิมน้ำพริกปลาหมำและปลาหมำสมุนไพรทอดกรอบ ก่อนตบท้ายด้วยขนมบัวลอยญวน น้ำกระทิรสเค็มเข้ากันดีกับบัวลอยไส้หวาน

ยังมีการสาธิตทำเปลญวณ ซึ่งเป็นหนึ่งเอกลักษณ์ของชุมชนญวนสองพี่น้องแห่งนี้ที่สืบทอดภูมิปัญญา-หัตถกรรมมากว่า 70 ปี ปัจจุบันกลุ่มวิสาหกิจนี้นำมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ
เราเดินทางต่ออีก 10 นาทีไปยังโบสถ์วัดแม่พระประจักษ์แห่งภูเขาคาร์แมล
ที่นี่มี ครูแต๋ว-อรพิน ธูปเทียน อดีตครูเกษียณ รอเล่าประวัติชุมชนให้เราฟังอยู่ในโบสถ์


ครูแต๋วเล่าว่ากลุ่มคริสตชนสองพี่น้องเป็นกลุ่มญวนที่อพยพมาจากชุมชนญวน สามเสน เขตดุสิต กรุงเทพฯ มาตั้งรกรากอาศัยริมคลองสองพี่น้องในสมัยรัชกาลที่ 3 และประกอบอาชีพชาวนา-ประมง เป็นหนึ่งในความชำนาญพื้นฐานของชาวญวน สอดคล้องกับพื้นที่ที่มีปลาชุกชุม พร้อมสร้างโบสถ์หลังแรกขึ้นมา ถือเป็นกลุ่มความเชื่อที่มีอายุ 175 ปี ส่วนโบสถ์หลังปัจจุบันเป็นหลังที่ 2 ของชุมชนมีอายุ 70 ปี


บาทหลวงเอกพงษ์ พงษ์สูงเนิน เจ้าอาวาสวัดแม่พระประจักษ์ ให้เกียรติมาเล่าเรื่องราวชุมชน ท่านเพิ่มเติมเรื่องการแห่แม่พระทางสายน้ำ ซึ่งเป็นประเพณีของชุมชน สืบต่อกันมาและหายไปในช่วง พ.ศ. 2530 จนฟื้นกลับมาครั้งใหญ่ในช่วง พ.ศ. 2560 ปัจจุบันยังคงมีประเพณีนี้ในเดือนตุลาคมของทุก ๆ ปี
คุณพ่อเอกพงษ์และครูแต๋วยังชี้ชวนให้ดูบ้านเรือนโบราณริมคลองสองพี่น้องฝั่งตรงข้ามโบสถ์ ซึ่งในอดีตคือบ้านของกลุ่มตระกูลขุนนางคริสตชนที่ร่วมกันก่อร่างสร้างชุมชนแห่งนี้ขึ้นมา

กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเปลญวน-ปลาหมำ บ้านแม่พระประจักษ์
วัดแม่พระประจักษ์แห่งภูเขาคาร์แมล สองพี่น้อง
กินปลาจากลุ่มน้ำสุพรรณฯ
เรามุ่งหน้ามากินข้าวมื้อกลางวันที่ร้านกุ่ยหมง ร้านอาหารระดับตำนานคู่เมืองสุพรรณบุรี เปิดร้านรุ่นแรกเมื่อ พ.ศ. 2466 จนถึงรุ่นของ เฮียเอี้ยง-ศุภชัย วทาทิยาภรณ์ เจ้าของร้านรุ่นปัจจุบัน แต่ละเมนูล้วนแต่ผ่านลิ้นของบุคคลมีชื่อทั่วฟ้าเมืองไทย อาทิ หม่อมราชวงศ์ถนัดศรี สวัสดิวัตน์ เจ้าของเชลล์ชวนชิม รวมถึงนักการเมืองอีกหลายคนที่มาเยือนสุพรรณบุรี มื้อนี้ได้กินเมนูปลาจากแม่น้ำสุพรรณฯ อย่างต้มยำปลาม้า เนื้อปลากรายผัดกะเพรา ผัดผักก้ามกุ้ง และหมูซีอิ๊ว อิ่มท้องแล้วพร้อมเดินทางต่อ
กุ่ยหมง
เดินตามภัณฑารักษ์ ดูของเก่า ฟังเรื่องเล่าเมืองสุพรรณฯ
เดินทางเข้าสู่ใจกลางเมืองสุพรรณฯ มุ่งหน้าสู่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี
เรามาที่นี่เพื่อฟังเรื่องวิถีชีวิตของคนลุ่มแม่น้ำสุพรรณตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน
เมืองยุทธหัตถี วรรณคดีขึ้นชื่อ เลื่องลือพระเครื่อง รุ่งเรืองเกษตรกรรม สูงล้ำประวัติศาสตร์ แหล่งปราชญ์ศิลปิน ภาษาถิ่นชวนฟัง
พี่เปิ้ล-เบญจพร สารพรม หัวหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี ท่องคำขวัญสุพรรณบุรีให้เราฟังตั้งแต่เริ่ม เพราะห้องจัดแสดงที่นี่มีธีมล้อไปกับคำขวัญของจังหวัด


พี่เปิ้ลเดินนำหน้า ชี้ชวนให้ดูโบราณวัตถุในตู้จัดแสดง พร้อมกับเล่าพัฒนาการของเมืองสุพรรณบุรี ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์จนถึงยุครุ่งเรืองในสมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีการวางระบบผังเมืองโดยใช้แม่น้ำท่าจีนเป็นคูเมืองด้านทิศตะวันออก เสร็จแล้วเดินต่อไปยังห้องต่าง ๆ ตั้งแต่ห้องคนสุพรรณฯ ที่เล่าเรื่อง 11 ชาติพันธุ์ในสุพรรณบุรี ห้องพระเครื่องสุพรรณบุรี ห้องวรรณกรรมท้องถิ่น จนมาถึงห้องเพลงพื้นบ้าน บอกได้เลยว่าหากใครต้องการทำความรู้จักสุพรรณบุรีในทุกมิติ ที่นี่มีข้อมูลครบ


เราเดินมาถึงห้องของที่ระลึก สินค้าที่น่าสนใจคือน้ำหอมหลากหลายกลิ่นที่บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับสุพรรณบุรี อย่างกลิ่นที่ได้แรงบันดาลจาก สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 (ขุนหลวงพระงั่ว) กษัตริย์สมัยต้นอยุธยา หรือกลิ่นของตัวละครในวรรณคดี ขุนช้างขุนแผน นิทานท้อนถิ่นของเมือง
เราเลยเดินจากอาคารแรกไปยังอาคารที่อยู่ในบริเวณเดียวกัน เพื่อไปชมห้องแสดงประติมากรรมสำริดเล่าเรื่องขุนหลวงพระงั่วและประวัติศาสตร์เมืองสุพรรณฯ ซึ่งถือกันว่ายาวที่สุดในประเทศไทย

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี
ชิมขนมไทยรสมือแม่
ช่วงบ่ายเรามาแวะผ่อนคลายกันที่คาเฟ่แม่ ในบรรยากาศบ้านสวนริมแม่น้ำสุพรรณบุรี


เสียงเพลงลูกกรุงเปิดคลอ นำให้เราเข้าไปเจอกับ หนิง-มธุดานันท์ คชคง เจ้าของร้านที่รอต้อนรับพร้อมกับสมาชิกในครอบครัว ก่อนจะชวนเข้าไปกินเมนูขนมไทยที่เตรียมไว้ให้ มีฝอยทอง เม็ดขนุน ตะโก้เผือกและแห้ว วุ้นกาแฟ ขนมตาล และขนมไข่ปลา ทั้งหมดเป็นฝีมือของคุณแม่และน้า ๆ ของหนิงที่รวมตัวกันใต้ถุนบ้านตั้งแต่เช้า เพื่อทำขนมหวานสูตรสุพรรณบุรีให้เราทาน
เราได้ชิมทุกอย่างและชอบทุกอย่าง หวนคิดถึงรสมือคนที่บ้านเลยทีเดียว

คาเฟ่แม่
ร้องเพลงสำเนียงเหน่อ ตามรอยเส้นทางประวัติศาสตร์เมื่อร้อยปีก่อน
มองนาฬิกาอีกที ตอนนี้เป็นเวลาเกือบ 4 โมงเย็น เรามีนัดล่องเรือกับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยววิถีชุมชนตำบลบ้านแหลม อำเภอบางปลาม้า โดยมี พี่โสภณ พันธุ ประธานกลุ่ม พร้อมสมาชิกหญิง-ชายวัยเก๋า ยืนรอต้อนรับอย่างยิ้มแย้ม พร้อมผายมือชวนเราลงเรือเอี้ยมจุ๊นสำหรับล่องท่องเที่ยว
เสียงตีกลอง ฉิ่ง ฉับ กรับพวง กับเสียงร้องเพลงพื้นบ้านสำเนียงเหน่อสุพรรณดังทั่วคุ้งน้ำ ตามเส้นทางเดียวกับที่ สุนทรภู่ เคยนั่งเรือผ่านพร้อมกับแต่ง โครงนิราศสุพรรณ พรรณาถึงย่านนี้เมื่อ 180 ปีที่แล้ว และราว 30 ปีต่อมา รัชกาลที่ 5 ได้เสด็จฯ ประพาสต้นมาตามลำน้ำสายนี้เช่นเดียวกัน

วันนี้เราเลยได้ล่องเรือไปตามเส้นทางที่ว่า มองสองข้างทางที่เต็มไปบ้านทรงไทยหลังงามกระจายอยู่ทั่ว แต่ละหลังมีเอกลักษณ์เป็นหน้าจั่วแหลมสูง เป็นที่มาของชื่อตำบลแห่งนี้ที่ชื่อว่า ‘บ้านแหลม’
พี่โสภณขับเรือมาเทียบท่าที่วัดป่าพฤกษ์ วัดเก่าแก่สมัยอยุธยา จากนั้นเดินขึ้นโบสถ์ไปสักการะหลวงพ่อสีแสง พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ประจำชุมชนในพระวิหาร ก่อนจะพาเดินไปชมวิหารเก่าอีกหลังที่มีซุ้มประตูและหน้าต่างประดับลวดลายฝรั่งและจีนทรงสวย สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2471 ตามจารึกที่อยู่ด้านหน้าวิหาร พร้อมกับระบุว่ามีชาวจีนเป็นผู้สร้าง ที่สำคัญ ในวันออกพรรษาของทุกปีทางวัดยังมีประเพณีชักพระเล่นเพลงตักบาตรทางน้ำ เป็นประเพณีท้องถิ่นของชาวลุ่มน้ำสุพรรณที่สืบต่อกันมาช้านาน


แดดร่มลมตก เรากลับมานั่งเรือกันต่อ คราวนี้มีสำรับอาหารที่ทางกลุ่มวิสาหกิจเตรียมให้ อาหารทั้งหมดเป็นอาหารท้องถิ่นของบางปลาม้า เช่น น้ำพริกบางปลาม้าพร้อมผักสดตามฤดูกาล ผัดสายบัว ไข่เจียวเป็ดไล่ทุ่ง ต้มยำปลาม้า กินไปฟังเรื่องราววิถีชาวลุ่มน้ำจากกลุ่มวิสาหกิจไปด้วย อร่อยเพลินใจ

กลุ่มวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยววิถีชุมชนตำบลบ้านแหลม
ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา
เดินตลาด คุยกับพ่อค้าแม่ค้าทำความรู้จักปลาน้ำจืด
มุ่งหน้าไปยังอำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท เพื่อให้ทันตลาดปลาเขื่อนเจ้าพระยา เรารู้จักตลาดแห่งนี้จากหน้าเพจ รีวิวชัยนาท ของ พี่หมู-ขวัญเรือน นุ่มอินทร์ เราเลยชวนพี่หมูมาเดินตลาดด้วย

ตลาดปลาเขื่อนเจ้าพระยาตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ไหลผ่านชัยนาท ใกล้กับสันเขื่อนเจ้าพระยา สินค้าส่วนใหญ่เป็นสารพัดปลาน้ำจืดที่จับได้จากแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำลำคลองในชัยนาท โดยเฉพาะบริเวณสันเขื่อนเจ้าพระยาที่มีปลาชุกชุมมาก ด้วยเหตุที่ว่าปลาจะทวนกระแสน้ำขึ้นมาวางไข่กันมากในหน้าน้ำ
พี่หมูพาเราเดินคุยกับพ่อค้าแม่ค้า ชวนให้ทำความรู้จักปลาน้ำจืดกว่า 10 ชนิด ที่จำได้แม่นมีปลาค้าว ปลาคัง ปลากด ปลาบู่ ปลาสังกะวาด ปลากราย ฯลฯ แต่ที่ตื่นตาคงเป็นปลาบึก ขนาดใหญ่มหึมา น้ำหนักมากกว่า 100 กิโลกรัม ในตลาดยังมีสินค้าท้องถิ่นเมืองชัยนาทขายอยู่หลายร้าน อย่างปลาส้ม ปลาย่าง หรือปลาร้า ว่ากันว่าจังหวัดชัยนาทเป็นแหล่งผลิตปลาร้าที่มากที่สุดในภาคกลาง


ถ้ามาเช้าวันอาทิตย์จะมีตลาดปลาอีกแห่งหนึ่งที่อยู่ใกล้กัน คือตลาดปลาบางกระเบื้อง ตลาดปลาอีกแห่งหนึ่งของชัยนาทที่เกิดขึ้นหลังจากสร้างเขื่อนเจ้าพระยาใน พ.ศ. 2500 ตลาดใหญ่และมีปลาเยอะ
ตลาดเขื่อนเจ้าพระยา
ไหว้หลวงปู่ศุข ชมจิตรกรรมฝีพระหัตถ์กรมหลวงชุมพรฯ
เรามีนัดกับ คุณครูจรรยงค์ พุ่มมูล ปราชญ์ท้องถิ่นเมืองชัยนาทที่วัดปากคลองมะขามเฒ่า
เริ่มต้นด้วยไปดูต้นแม่น้ำท่าจีน เราเคยเห็นปากแม่น้ำท่าจีนที่ไหลออกทะเลอ่าวไทยที่สมุทรสาคร วันนี้เรามาดูต้นแม่น้ำท่าจีนที่แตกสาขาออกมาจากแม่น้ำเจ้าพระยาให้เห็นกับตา บอกเลยว่า เล็กกว่ามาก!
คนชัยนาทเรียกแม่น้ำสายนี้ว่า ‘คลองมะขามเฒ่า’ เพราะอดีตบริเวณนี้เคยมีต้นมะขามขนาดใหญ่ และเป็นที่มาของชื่อ ‘วัดปากคลองมะขามเฒ่า’ วัดโบราณที่มีหลักฐานย้อนกลับไปสมัยรัชกาลที่ 5

ต่อด้วยไปไหว้หลวงปู่ศุข พระเกจิเลื่องชื่อของชัยนาท ครูจรรยงค์เล่าว่า หลวงปู่ศุข มีความสามารถด้านการแพทย์โบราณและอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ มีกิตติศัพท์จนทำให้ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ บิดาแห่งกองทัพเรือไทย ซึ่งทรงสนพระทัยในตำรายาสมุนไพรและไสยเวทย์ พระดำเนินทางเรือมายังวัดปากคลองมะขามเฒ่า พระองค์ทรงเห็นการแสดงปาฏิหาริย์ของหลวงปู่ศุข จึงฝากตัวเป็นศิษย์ และฝากผลงานฝีพระหัตถ์เป็นภาพจิตรกรรมภายในพระอุโบสถ

ภาพจิตรกรรมฝีพระหัตถ์ของกรมหลวงชุมพรฯ อยู่บนผนังด้านทิศตะวันออก เขียนเป็นภาพมารผจญและภาพพระพุทธเจ้าบำเพ็ญทุกกรกิริยา มีรูปแบบตามอย่างจิตรกรรมตะวันตก แสดงให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพในด้านศิลปะที่น้อยคนจะรู้ ส่วนจิตรกรรมบนผนังอื่น ๆ เขียนขึ้นเป็นภาพพุทธประวัติ มีลักษณะเป็นงานช่างท้องถิ่น โดยเป็นผลงานของน้องและลูกศิษย์ของหลวงปู่ศุข
ก่อนกลับ ครูจรรยงค์พาแวะไปชมมณฑปพระพุทธบาทที่หลวงปู่ศุขว่าจ้างให้ช่างชาวจีนเป็นคนสร้าง และไปดูต้นไม้ภายในวัด ซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องราวของหลวงปู่ศุขและกรมหลวงชุมพรฯ ทั้งนั้น


ถึงเวลาอาหารกลางวัน เราเลือกอิ่มอร่อยที่ร้านครัวสมร แม่ครัวเสิร์ฟปลาจากแม่น้ำน้อย หนึ่งในลำน้ำสาขาของแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นลำน้ำที่ 4 ของทริปที่เรานับได้ เติมแรงก่อนเดินทางต่อ
วัดปากคลองมะขามเฒ่า
ครัวสมร ปลาแม่น้ำ แห่งใหม่
ลุ่มแม่น้ำสะแกกรัง
แวะอ่านหนังสือและสนทนากับนักเขียนถึงเรื่องราวสายน้ำ
“ผมเกิดใกล้ ๆ แม่น้ำสะแกกรัง มีวัยเด็กที่ใกล้ชิดกับสายน้ำแห่งนี้ ว่ายน้ำเป็นและพายเรือได้ก็ที่นี่” พี่อ้วน-วิรัตน์ โตอารีย์มิตร เจ้าของร้านหนังสือเล่าสิ่งนี้ไว้ในอนุสาร อ.ส.ท. ฉบับเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2568 ในฐานะที่เขาเคยมีประสบการณ์ร่วมกับแม่น้ำสะแกรัง ลำน้ำสายหลักของเมืองอุทัยธานีที่เรามาเยือนโดยตรง เป็นเหตุให้เราต้องมาฟังเรื่องเล่าของแม่น้ำสายนี้จากปากเจ้าตัวถึงที่ Booktopia


“ในอดีตแม่น้ำสะแกกรังคือถนนของเมืองอุทัยฯ” พี่อ้วนเริ่มต้นบทสนทนา ก่อนเล่าชีวิตที่เติบโตมากับแม่น้ำสะแกกรังที่เขาทันเห็น ไม่ว่าจะภาพเรือนแพเต็มคุ้งน้ำ วิถีของคนที่ใกล้ชิดกับแม่น้ำ เด็ก ๆ รวมตัวกันว่ายน้ำ คนมาหาปลากันคึกคัก มีเรือก๋วยเตี๋ยวแล่นผ่าน แม้แต่การขนส่งไม้ซุงและเรือบรรทุกข้าวผ่านลำน้ำไปส่งยังพระนคร ภาพเหล่านี้เคยเกิดขึ้นในแม่น้ำสะแกกรังและหายไปพร้อมกาลเวลา
“ความสัมพันธ์ของคนกับแม่น้ำลึกซึ้ง” พี่อ้วนกล่าวทิ้งท้าย เป็นคำที่เราจำได้ติดหู
เรายังพอมีเวลา เลยพากันเดินไปยังโรงแรมอุไทย เฮอริเทจ ที่อยู่ไม่ไกล เพื่อชมโรงเรียนอุทัยวิทยาลัย อดีตโรงเรียนเอกชนแห่งแรกของจังหวัด ปัจจุบันเป็นหนึ่งในจุดหมายของนักท่องเที่ยว

Booktopia
ล่องเรือ ชมแพ แลน้ำสะแกกรัง
ในที่สุดเราก็เดินทางมาถึงแม่น้ำสะแกกรัง ลำน้ำสายที่ 5 ในทริป เรากำลังมาล่องเรือในแม่น้ำสายนี้ โดยมี จ่ายุทธ เจ้าของเรือที่คนอุทัยฯ รู้จักกันดี ทำหน้าที่เป็นนายเรือและคนเล่าเรื่องไปพร้อมกัน
มีหลายเรื่องราวที่จ่ายุทธเล่าให้ฟังเกี่ยวกับแม่น้ำสายนี้
เช่น แม่น้ำสะแกกรังมีต้นกำเนิดที่เทือกเขามูโจกู ในเขตอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ จังหวัดกำแพงเพชร ไหลผ่านนครสวรรค์มาบรรจบกับแม่น้ำเจ้าพระยาที่อุทัยธานี มีความยาวร่วม 220 กิโลเมตร

พี่ยุทธเล่าเหมือนที่พี่อ้วน เจ้าของร้าน Booktopia เล่าไว้ว่า “ในอดีตแม่น้ำสะแกกรังเปรียบเสมือนถนนของเมืองอุทัยฯ” แม่น้ำสายนี้จึงทำหน้าที่เป็นเส้นทางขนส่งข้าว ไม้ซุง แร่เหล็ก และของป่า ส่งไปขายยังที่ต่าง ๆ เป็นส่วนสำคัญต่อการขยายตัวของเมือง และยังเป็นแม่น้ำที่เต็มไปด้วยเรือนแพอยู่อาศัยของคนลุ่มน้ำ ปัจจุบันเหลืออยู่ประมาณ 120 หลัง เรียกได้ว่าเป็นชุมชนชาวแพแห่งสุดท้ายของไทย

ล่องเรือคราวนี้เรามีโอกาสไปแวะชมเรือนแพไม้สักทองที่กล่าวกันว่าสวยที่สุดในลำน้ำ
ซึ่งเคยป็นเรือนอยู่อาศัยของตระกูล คุณนิลฉวี ศิวลักษณ์ ภรรยาของ คุณสุลักษณ์ ศิวรักษ์ (ส. ศิวรักษ์) ปัญญาชนสยาม โดยมี ทันตแพทย์กฤตพล พรพิบูลย์ เจ้าของโรงแรมอุไทย เฮอริเทจ ผู้รับหน้าที่ดูแลเรือนแพรุ่นปัจจุบันชี้ให้เราดูภาพถ่ายของ ส. ศิวรักษ์ ที่ติดเป็นพยานไว้ตรงเสากลางเรือน ก่อนจะพาเดินชมเรือนแพทุกซอกทุกมุม ที่เราชอบเป็นพิเศษเห็นจะเป็นลวดลายไม้ฉลุที่ประดับตามแต่ละจุดในเรือน


จากนั้นจ่ายุทธพาล่องเรือทวนแม่น้ำ เขาร้องเพลงแห่เรือสลับกับชวนให้ดูสองข้างของลำน้ำ ฝั่งขวามือเป็นเกาะเทโพ เกาะน้ำจืดขนาดใหญ่ที่สุดของไทย ฝั่งเดียวกันเป็นที่ตั้งของวัดอุโปสถาราม คนอุทัยฯ เรียกว่าวัดโบสถ์ ก่อนจะพาล่องมายังแพย่างปลาของ ป้าแต๋ว เพื่อดูการย่างปลารมควันแบบโบราณ ซึ่งเป็นวิถีถนอมอาหารอย่างหนึ่งของคนลุ่มน้ำสะแกกรังที่นับวันจะเหลือน้อยลงเข้าไปทุกที
เวลาร่วมชั่วโมงที่เราอยู่บนแม่น้ำสายนี้ คงไม่ผิดไปจากที่จ่ายุทธกล่าวให้ฟังก่อนกลับว่า
“ถึงอุทัยฯ ไม่ต้องอุทธรณ์ ค่ำแล้วก็นอนที่เมืองอุทัยฯ แม้ใครได้ดำน้ำสามผุด คงไม่หลุดไปจากอุทัยฯ”

เป็นคำเปรียบเปรยถึงคนที่มาเมืองอุทัยฯ เป็นต้องหลงรักจนไม่อยากกลับ เราคงเป็นหนึ่งในนั้น
เรือเทียบท่าเป็นเวลาหกโมงเย็น วันนี้วันเสาร์ พอดีกับที่มีถนนคนเดินตรอกโรงยา เราเลยพากันเดินไปซื้อของกินจุบจิบ เก็บท้องไว้สำหรับมื้อเย็น เพื่อกินปลาจากแม่น้ำสะแกกรังที่ร้านเจ๊ดาปลาลวก
ร้านเจ๊ดาปลาลวก
ของดี 8 อย่างในลุ่มน้ำสะแกกรัง
วันสุดท้าย เราตื่นแต่เช้าเพื่อมาเดินตลาดเช้าเมืองอุทัยฯ ริมน้ำสะแกกรัง เช้านี้มี คุณครูถวิล พึ่งสุข ปราชญ์ท้องถิ่นนำเราเดินในตลาด พาตามหาของดี 8 อย่างของเมืองอุทัยฯ ที่ว่ากันว่า ส้มก็ซ่า ปลาก็แรด มะม่วงก็กะล่อน ไข่ก็เน่า ขนมก็บ้าบิ่น ไข่ก็เหี้ย ผักก็เสี้ยน และมะเขือก็ตอแหล

ครูถวิลพาแวะดูปลาแรด ของดีอย่างแรกที่เราตามหาตั้งแต่ต้นตลาด ปลาแรดมีมากในลำน้ำสะแกกรังจนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นหนึ่งในสินค้า GI และเป็นส่วนหนึ่งในคำขวัญของจังหวัดที่ว่า ปลาแรดรสดี เดินต่อจนได้มาเจอกับของดีอื่น ๆ ทั้งส้มซ่า ขนมบ้าบิ้น ผักเสี้ยน ขนมไข่เหี้ย ในตลาดยังมีสินค้าอีกหลากหลาย อย่างร้านเมี่ยงคำกลีบดอกบัว เป็นร้านที่เราถูกใจมาก! ร้านปลาต้มเค็ม ปลาย่างรมควัน ยังมีพืชผักท้องถิ่นและอีกสารพัดร้านค้า ตั้งแต่เราเกิดบางอย่างก็เพิ่งเคยเห็นครั้งแรกที่นี่


เมื่อเดินตลาดจนหนำใจ ถึงเวลาได้บุญ เราซื้อข้าวสวย แกงถุง ขนมหวาน และดอกไม้ สำหรับใส่บาตร จะมีพระสงฆ์จากวัดโบสถ์พายเรือจากฝั่งตรงข้ามมาเทียบท่าริมน้ำสะแกกรังตั้งแต่ 7 โมงเช้า

เดินเล่นเมืองเก่าอุทัยฯ ส่งท้ายทริปสายน้ำ
ช่วงสาย ๆ เรานัดเจอกันที่วงเวียนห้าแยกวิทยุ กลางเมืองอุทัยฯ
ครูถวิลยังคงรับหน้าที่พาไปเดินเลาะตลาดเก่าบ้านสะแกกรัง ย่านเก่าแก่ของเมือง
ครูถวิลเล่าประวัติศาสตร์เมืองอุทัยฯ ให้เราฟังคราว ๆ ว่า ในอดีตศูนย์กลางเมืองอุทัยฯ ไม่ได้ตั้งอยู่ตรงนี้ แต่อยู่ที่อำเภอหนองฉาง ห่างไปประมาณ 30 กิโลเมตร ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 3 ได้ย้ายเมืองมาตั้งยังบ้านสะแกกรัง ใกล้ลำน้ำสะแกกรัง อดีตย่านอยู่อาศัยของชาวจีน ซึ่งเรากำลังจะไปเดินสำรวจ

ครูถวิลพาเราเดินเลาะดูสถาปัตยกรรมของตึกแถวเก่าตลอดแนวถนนของเมืองอุทัยฯ พาแวะไปชมบ้านโบราณของ ขุนกอบกัยกิจ (ตั้งอุยสุ่น) ผู้นำชาวจีนมีชื่อของเมืองอุทัยฯ ซึ่งเป็นย่านที่นำมาสู่เหตุแห่งการเปลี่ยนธงช้างมาเป็นธงชาติในสมัยรัชกาลที่ 6 เดินต่อไปแวะร้านวิรัติพานิช ร้านยาหอมเก่าแก่ของเมืองอุทัยฯ วนไปซื้อขนมปังสังขยาที่ร้านไพพรรณ (ร้านอร่อยขึ้นชื่อที่ต้องจองล่วงหน้า) เราเดินต่อ เข้าตรอกในตลาดไปดูสถาปัตยกรรมของโรงหนังนิวเฉลิมอุทัย อดีตโรงหนังเก่าของเมืองอุทัยฯ ก่อนจะพากันเดิมข้ามไปยังฝั่งเกาะเทโพ เพื่อไปยังวัดอุโปสถารามที่เรานั่งเรือผ่านเมื่อวาน ที่นี่มีหลายสิ่งที่ควรแวะมาชม


อย่างแรก คือสถาปัตยกรรมของโบสถ์และวิหารที่ตั้งอยู่บนฐานสูง เพื่อปรับให้รับกับสายน้ำที่ขึ้นลงตลอดปี สอง คือจิตรกรรมฝาผนังของโบสถ์และวิหารสมัยรัตนโกสินทร์ที่เขียนภาพสะท้อนวิถีชีวิตคนลุ่มน้ำสะแกกรังในอดีต ด้านหลังมีมณฑปแปดเหลี่ยมสร้างสมัยรัชกาลที่ 5 ใช้สถาปัตยกรรมตะวันตกผสมจีน เดินดูได้เพลิน ๆ เรายืนมองย้อนกลับไปอีกฝั่งน้ำเห็นเป็นภาพของเมืองอุทัยฯ ยุคปัจจุบันขนานกับแม่น้ำสะแกกรัง พลางหวนให้นึกถึงภาพเก่า ๆ ในอดีตที่คนอุทัยฯ เล่าให้ฟัง เป็นภาพส่งท้ายของทริปแม่น้ำนี้
วัดอุโปสถาราม (วัดโบสถ์)


พับแผนที่ปิดจบซีรีส์ ‘The Cloud Journey : Routes to Roots’ กันที่ River Route ทริปเดินทางทวนแม่น้ำไปดูวัฒนธรรมของผู้คนตามเส้นทางซึ่งเกิดขึ้นจากการวิเคราะห์ข้อมูล True-dtac Mobility Data โดยศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านการออกแบบเพื่อสังคม (Social Design Lab), คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และบริษัท เออร์เบินฟลิป จำกัด ภายใต้การสนับสนุนของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.), สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.), หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.)
โดย Social Design Lab วิเคราะห์ข้อมูลการเดินทางท่องเที่ยวจาก True-dtac Mobility Data เพื่อเข้าใจพฤติกรรมการเดินทางท่องเที่ยวจริงของนักท่องเที่ยวในแต่ละพื้นที่ นำไปสู่การออกแบบเส้นทางท่องเที่ยวที่สอดคล้องกับพฤติกรรมและศักยภาพของพื้นที่ รวมถึงการเปิดพื้นที่ใหม่ที่ยังไม่ถูกค้นพบ
Write on The Cloud
Travelogue

ถ้าคุณมีประสบการณ์การเรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ และเบอร์โทรติดต่อ มาที่อีเมล writethecloud@cloudandground.com ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งหมวกรุ่นพิเศษจาก Calm Outdoors แบรนด์แฟชั่นสายแคมป์แบรนด์แรกของไทยที่ทำเสื้อผ้าตอบโจทย์คนเมืองแต่ใจลอยไปอยู่ในป่า ซึ่งสกรีนลวดลายพิเศษที่ไม่มีจำหน่ายที่ไหนให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ



