นี่คือเรื่องราวความรักของสาวอุบลฯ กับหนุ่มเชียงใหม่
ทราย เป็นสาวอุบลราชธานี ต้อ เป็นหนุ่มเชียงใหม่ ราว 3 ปีก่อนต้อตัดสินใจย้ายจากเชียงใหม่ไปใช้ชีวิตที่อุบลราชธานีกับทราย แต่สุดท้ายทรายและต้อตัดสินใจย้ายจากอุบลราชธานีกลับมาเชียงใหม่
ทำไม – “เพราะอยากให้ธรรมชาติดูแลเรา” ฝ่ายชายเปรย ฝ่ายหญิงพยักหน้าเห็นด้วย

พวกเรานั่งคุยกันบนเรือนไม้ ซึ่งเป็นโชว์รูมของ Karma.Local แบรนด์ผ้าเส้นใยธรรมชาติของเขาและเธอ เราจิบชาพม่าหอม ๆ และขนมอบอร่อย ๆ จาก Zinmè Teahouse ร้านชาเล็ก ๆ ที่อยู่ถัดกัน
“ผมเป็นคนเชียงใหม่ คิดว่าเราไปอยู่ที่ไหนก็ได้ สบาย ๆ พอไปเจอสังคมที่อุบลฯ กลับทำให้ผมเครียด เลยชวนแฟนกลับเชียงใหม่ ไปอยู่แม่แจ่ม กลับมาช่วยแม่ขายของ และสร้างคอมูนิตี้ให้วัยรุ่นมาแชร์ความคิด ด้วยการเปิดร้านกาแฟ ลืมบอกว่าผมเรียนจิตรกรรม ช่วงนั้นเลยได้จับสี ทดลองทำงานศิลปะกับผ้า
“แม่แจ่มมีต้นทุนเรื่องการทอผ้าและผลิตผ้าอยู่แล้ว ถ้าเราทำเรื่องผ้าก็อาจช่วยให้ชาวบ้านมีรายได้ ผมเริ่มศึกษาสีธรรมชาติ และหันมาทำผ้าอย่างจริงจังหลังจากต้องปิดร้านกาแฟ พวกเราสนใจเส้นใยธรรมชาติ เลยเริ่มจากฝ้าย
“แต่จุดเปลี่ยนคือคนญี่ปุ่นคนหนึ่ง เขาสนใจเส้นใยกัญชง เลยถามเราว่าอยากลองทำไหม เส้นใยมันแข็งแรง ใช้น้ำน้อย เปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมในพื้นที่ได้ ผมศึกษากัญชงมาจนถึงทุกวันนี้ ปีที่แล้วก็ทดลองปลูก แต่ด้วยสภาพแวดล้อมบ้านเราต้นมันเลยยังโตได้ไม่เต็มที่

“พวกเราทำแบรนด์ Karma.Local ขึ้นมา เพราะอยากสื่อสารเรื่องเส้นใยธรรมชาติ Slow Fashion และตั้งใจทำเสื้อผ้าของใช้จากเส้นใยเหล่านี้ ให้ใช้งานได้เป็น 10 ปี 20 ปี ไม่ใช่ปีสองปีแล้วต้องเปลี่ยนใหม่”
เส้นใยธรรมชาติที่ Karma.Local สนใจ มีฝ้าย ไหม และกัญชง แต่ละเส้นใยให้คุณสมบัติแตกต่างกัน เหมาะกับการสวมใส่ในสภาพภูมิอากาศที่แตกต่างกันด้วย ตอนนี้ต้อและทรายกำลังทดลองนำเส้นใย 3 ชนิดมาทอรวมกัน เพื่อทดสอบว่าจะให้ผลลัพธ์หรือคุณสมบัติอย่างไร
“เรามีความรู้สึกพิเศษกับเส้นใยกัญชงค่อนข้างมาก” ทรายเล่าพร้อมรอยยิ้ม “กัญชงนำไปใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วน มันทำปัจจัย 4 ได้ด้วย เครื่องนุ่งห่ม กินเป็นอาหาร ฟื้นฟูหน้าดินที่โดนสารเคมีเยอะ ๆ ได้ ส่วนกลีบก็ดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ เราว่ากัญชงช่วยโลกที่กำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงตอนนี้ได้”
เขาและเธอก็สวมเสื้อผ้าใยกัญชงสีน้ำตาล ทำให้บรรยากาศอบอุ่นเป็นพิเศษ
ภายในห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้าแห่งนี้ตกแต่งอย่างเรียบง่าย มีราวไม้ที่แขวนเสื้อผ้าหลากสไตล์ ดีไซน์ไม่หวือหวา ชายใส่ได้ หญิงใส่ได้ และหยิบมาสวมใส่ได้ทุกวัน จะประยุกต์เสริมเติมแต่งกับเครื่องแต่งกายชิ้นอื่นก็เพิ่มเสน่ห์ บางมุมของห้องประดับด้วยของตกแต่งบ้านจากเส้นใยธรรมชาติ เราว่าเป็นโชว์รูมที่บ่งบอกตัวตนของแบรนด์ ตัวตนของต้อและทรายได้เป็นอย่างดี – สงบเงียบ และงดงามตามธรรมชาติ
จริงอยู่ที่สินค้าของ Karma.Local ส่วนใหญ่เป็นเสื้อผ้า ต้อว่ามันสื่อสารกับผู้คนง่ายกว่า การออกแบบเน้นให้คนเอเชียสวมใส่ บางทีทรายไปวัด เจอพ่ออุ้ย-แม่อุ้ย แต่งตัวสไตล์ล้านนา ก็หยิบมาเป็นแรงบันดาลใจ ส่วนสีธรรมชาติที่นำมาย้อม มาจากฮ่อม มะเกลือ ฝาง เปลือกมะพร้าว ดอกบัว ทองกวาว
ขณะเดียวกัน พวกเขาก็เริ่มสนุกกับการแปลงเส้นใยธรรมชาติเป็นสินค้าแต่งบ้าน เพื่อหาความเป็นไปได้ใหม่ ๆ และใช้ประโยชน์สูงสุดจากวัสดุให้ได้มากที่สุด ซึ่งต้อและทรายไม่ได้ทำงานคนเดียว พวกเขาชวนแม่ ๆ ช่างทอผ้าจากหลายพื้นที่มาทำงานร่วมกัน ทั้งจากเชียงใหม่ อุบลราชธานี และนครราชสีมา เหตุผลที่พวกเขาทำงานกับช่างฝีมือจากหลายชุมชน เพราะเห็นศักยภาพของช่างรุ่นเก๋า และอยากเล่นกับวัสดุเล่นที่แตกต่างกัน สินค้าบางชิ้นของ Karma.Local จึงมีเส้นใยธรรมชาติมากกว่า 1 ชนิด
ต้อรับหน้าที่ออกแบบและย้อมสีธรรมชาติ ชายหนุ่มพลังเยอะบิดผ้าจุ่มน้ำย้อมสี นี่งานถนัดเขาล่ะ! ส่วนทรายรับหน้าที่บริหารจัดการและสื่อสารกับลูกค้า เธอเป็นคนพูดจาน่ารัก น้ำเสียงนุ่มนวลน่าฟัง ถ้าเมื่อไหร่ต้องลงพื้นที่ไปคุยกับช่างทอบนแม่แจ่ม ต้อจะอาสาสื่อสาร เพราะทรายกำลังหัดอู้กำเมือง
ตอนนี้ลูกค้าของแบรนด์เป็นชาวต่างชาติมากกว่าชาวไทย เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี และจีน
เราย้อนกลับไปถามเขาและเธอว่า คิดถูกไหมที่เลือกกลับมาเชียงใหม่
“เราคิดถูก ชอบมาก รักเชียงใหม่มาก” สาวอุบลฯ ตอบด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “ทุกวันนี้เวลาเราเข้ามาในเมือง ต้องเจอผู้คนเยอะ พลังงานหมด พอกลับแม่แจ่มไปเจอธรรมชาติ เจอพ่ออุ้ย แม่อุ้ย พลังมันก็กลับมาจนมากพอจะเติมพลังให้ตัวเอง แล้วส่งต่อพลังและแรงบันดาลใจให้คนอื่น ๆ ได้เรื่อย ๆ”
“เราคิดช้าลง เราว่าการกลับบ้านและธรรมชาติช่วยได้จริง ๆ” หนุ่มเชียงใหม่ตอบ
เราคิดว่ากระบวนการทำผ้ามีส่วนทำให้พฤติกรรมของต้อเปลี่ยนแปลง เพราะงานหัตถกรรมต้องใช้ระยะเวลา ‘ทำ’ จะให้สำเร็จเห็นผลเดี๋ยวเดียวราวธานอสดีดนิ้วคงไม่ได้ บางทีธรรมชาติก็ไม่อนุญาตให้เราสร้างงาน พืชพรรณ ฤดูกาล และสภาพภูมิอากาศ สำคัญมากกับงานผ้า รวมถึงวิถีชีวิตของชาวบ้านที่ดำเนินไปอย่างเป็นธรรมชาติ จะให้สำเร็จเห็นผลเดี๋ยวเดียวราวกับเครื่องจักรก็คงไม่ได้
ความช้า คือเสน่ห์ของงานคราฟต์ เราคิดว่าต้อกับทรายก็คงเห็นพ้องตรงกันกับเรา
“เราอยากสืบทอดภูมิปัญญา นอกจากนำเสนอเส้นใยธรรมชาติ เราอยากให้คนรุ่นใหม่สนใจพื้นฐานการทำหัตถกรรมแบบดั้งเดิมเพื่อไม่ให้สูญหาย แต่จะบอกเล่าด้วยวิธีไหน นี่เป็นสิ่งที่น่าสนใจ” ต้อเปรย ก่อนทรายจะเสริม “เราว่างานคราฟต์เชื่อมกับประเด็นสิ่งแวดล้อมได้ งานทำมือส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมค่อนข้างน้อย และปัจจุบันมีชาวบ้านสนใจมาทำงานร่วมกับเรามากขึ้น เพราะเรามีการแบ่งรายได้อย่างเป็นธรรม ไม่กดราคา นั่นทำให้เขาเห็นคุณค่าในตัวเองและคุณค่าในงานที่พวกเขาทำจริง ๆ
“ถ้าท้องไม่อิ่ม มันสร้างสรรค์อะไรไม่ได้ เราเข้าใจ ถ้าท้องอิ่ม ครอบครัวก็อิ่มด้วย จะเกิดการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ร่วมกัน เพราะการเดินไปข้างหน้าคนเดียวเหงานะคะ ไปด้วยกันสนุกกว่าเยอะ”
ต้อบอกว่าอนาคตเขาจะกลับไปจริงจังกับการทำงานร่วมกับชุมชนมากขึ้น เขาบอกเราว่านี่คือการกลับไปหาจุดเดิมที่เขาจากมา (Back to Basic) ส่วนทรายบอกว่าเธอกับต้อมีความฝันว่าอยากผลิตเส้นใยกัญชงเป็นของตัวเอง พวกเขารู้ว่ามันต้องใช้เวลานานเป็นแน่ แต่สักวันเขาจะทำให้ได้
เชื่อหรือยัง ความช้าคือเสน่ห์ของงานคราฟต์ เวลาจะบ่มให้งานทำมือมีคุณค่า

ติดตามเรื่องราวของ Karma.Local ได้ที่ Instagram : karma.local
แวะเวียนไปหาพวกเขาได้ที่ Bamboo Family Market (เชียงใหม่) ทุกวันเสาร์-อาทิตย์












