ใคร ๆ ก็รู้ดีว่า ‘กะทิ’ ทำจากมะพร้าว ทั้งตะโก้ ทับทิมกรอบ กล้วยบวชชี บัวลอยไข่หวาน ขนมถ้วย และขนมไทยยอดนิยมทั้งหลาย ล้วนต้องมี ‘กะทิ’ เป็นองค์ประธานที่ขาดไม่ได้
สำหรับคนรักขนมไทย การใช้ ‘กะทิคั้นสด’ เป็นจุดตัดความอร่อยและสื่อถึงจิตวิญญาณของขนมไทยที่หอม หวาน มัน อร่อยล้ำ มะพร้าวที่ทำกะทิเรียกว่า ‘มะพร้าวแกง’ เป็นมะพร้าวเนื้อหนา แข็ง นิยมเอาไปคั้นทำน้ำกะทิ เพื่อทำแกงและขนมหวาน
แต่เคยได้ยินเรื่องราวของ ‘มะพร้าวกะทิ’ กันไหม

มะพร้าวกะทิ เป็นมะพร้าวเนื้อหนานุ่มและนิ่ม รสชาติหอมอ่อน ๆ เอาช้อนตักได้เหมือนมะพร้าวอ่อน กินสด ๆ โรยน้ำตาลเล็กน้อย อร่อยนุ่มลิ้นอย่าบอกใคร ถือเป็นมะพร้าวหายากที่กลายพันธุ์มาจาก ‘มะพร้าวแกง’ กว่าจะเจอสักลูก ต้องคัดจากมะพร้าวแกงมากถึง 100 – 200 ลูก ด้วยความหายากนี้ ราคาจึงสูงถึงลูกละ 250 บาท สูงกว่ามะพร้าวทั่วไปเป็น 8 – 10 เท่า
ในวงการคนสวนมะพร้าว ต้องใช้ทักษะการฟังเสียงแยกมะพร้าวกะทิออกจากมะพร้าวแกง ด้วย ‘การเขย่า’ และนี่เป็นหนึ่งในทักษะความชำนาญของหญิงสาวคนหนึ่งที่อาชีพเดิมดูห่างไกลจากสวนมะพร้าวเหลือเกิน
เพราะเธอเป็นสัตวแพทย์

บี-สพ.ญ.นิรมล มิ่งโมฬี ทายาทรุ่นสามแห่ง Bebo Coco Family ที่โตมากับสวนมะพร้าวกะทิอายุกว่า 60 ปี และเหลืออยู่ไม่กี่แห่งในจังหวัดราชบุรี ตัดสินใจกลับมาสานต่อสวนมะพร้าวของพ่อ
เธอเปลี่ยนการจับสเตโทสโคปเพื่อฟังเสียงหัวใจของสัตว์ มาจับไม้จิ้มมะพร้าวและฟังเสียงมะพร้าวจากการเขย่า วินิจฉัยมะพร้าวว่าลูกไหนเป็น มะพร้าวกะทิน้ำข้น หรือมะพร้าวกะทิน้ำใส เพื่อตามหาความหมายของกะทิ และสร้างคุณค่าใหม่ของกะทิไทยแท้ให้ไม่เลือนหายไปจากสังคมไทย
ธุรกิจ : สวนมะพร้าวแกงและมะพร้าวกะทิ
ปีที่ก่อตั้ง : พ.ศ. 2508
อายุ : 60 ปี
ประเภท : ผลผลิตทางการเกษตร
ผู้ก่อตั้ง : ทวี มิ่งโมฬี
ทายาทรุ่นสอง : นิคม มิ่งโมฬี
ทายาทรุ่นสาม : สพ.ญ.นิรมล มิ่งโมฬี
หลานตาโบ้
จุดเริ่มต้นของ Bebo Coco Family สวนมะพร้าวกะทิอายุกว่า 60 ปี เริ่มจากรุ่นก๋งของบี ในสมัยที่คนราชบุรีและคนสมุทรสงครามทำสวนมะพร้าวแกงเป็นเรื่องปกติ
สวนมะพร้าวของ ตาโบ้ แห่งแรก อยู่ในตำบลบางนกแขวก อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม เมื่อมาถึงรุ่นพ่อ นิคม มิ่งโมฬี ย้ายสวนมะพร้าวมาอยู่ที่ราชบุรีบนพื้นที่เกือบ 100 ไร่ โดยนำต้นมะพร้าวแกงพันธุ์ดั้งเดิมจากสวนของตาโบ้มาปลูกเป็นหลัก และทำหน้าที่รับซื้อมะพร้าวจากสวนของเครือญาติที่ทำสวนมะพร้าวมาตั้งแต่รุ่นก๋ง พูดง่าย ๆ คือสวนมะพร้าวเป็นของก๋ง แต่ล้งเป็นธุรกิจของพ่อ

บีเป็นลูกสาวคนกลางในพี่น้อง 3 สาวแห่งบ้านมิ่งโมฬีที่เติบโตมาในสวนมะพร้าวของพ่อตั้งแต่จำความได้ จากที่พ่อพาไปเที่ยวสวนในทุกวันเสาร์-อาทิตย์ ด้วยความที่เป็นเด็กเรียนเก่ง กอปรกับพ่อไม่เคยฝากฝังว่าต้องกลับมาทำสวนมะพร้าว บีจึงเลือกเรียนในคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และจบมาเป็นสัตวแพทย์เต็มตัว โดยที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าวันหนึ่งเธอจะต้องกลับมาสานต่อกิจการสวนมะพร้าว
“คำว่า บีโบ้ มาจากตอนเพื่อน ๆ เรียกติดปาก ตอนที่เราทำงานเป็นสัตวแพทย์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุดช่วงหนึ่งของชีวิต เพราะเราสุขใจที่ได้รักษาสัตว์ และเชื่อมโยงกับชื่อของ ‘ตาโบ้’ ก๋งของบีที่เป็นที่รู้จักในชุมชนสมุทรสงคราม เวลาใครถามว่ามาจากไหน เราจะตอบว่า ‘หลานตาโบ้’ เขาจะรู้จักทันที เลยกลายเป็นที่มาของชื่อแบรนด์ Bebo Coco Family ที่สะท้อนความเป็นเรา และรากเหง้าจากครอบครัวไปด้วยกัน”


ลาออก
จุดเปลี่ยนที่สำคัญของชีวิตสัตวแพทย์ของบี เกิดขึ้นตอนที่รู้ว่าต้องลาออกจากอาชีพที่รัก เพื่อกลับไปช่วยพ่อสู้คดีความเกี่ยวกับทางเข้า-ออกสวนมะพร้าวของที่บ้าน ซึ่งครอบครัวใช้มาตั้งแต่รุ่นอาก๋ง เมื่อเพื่อนบ้านทำพิษ ปิดทางเข้า-ออกสวน กระทบต่อการทำสวนและความอยู่รอดของครอบครัว

“เมื่อ 4 ปีที่แล้ว พ่อโทรมาบอกให้ลาออกจากงานสัตวแพทย์ หลังจากที่ทำงานมา 7 ปี ตอนนั้นเป็นช่วงที่เรากำลังจะได้ตำแหน่งพนักงานมหาวิทยาลัย และมีโอกาสจะไปเรียนต่อเฉพาะทางที่ต่างประเทศ ทุกอย่างที่วางแผนไว้ในอาชีพสัตวแพทย์พลิกหมดในเวลาไม่กี่วัน”
ปีแรกที่กลับมาบ้าน บีแทบไม่ได้ทำอะไรใหม่เกี่ยวกับสวนเลย นอกจากเรียนรู้ระบบงานจากพ่อและต่อสู้คดีควบคู่ไปด้วย ใช้เวลาสู้คดีไปเกือบปีครึ่ง จนชนะคดีและครอบครัวได้สิทธิในการใช้ทางคืนมา ก่อนจะไกล่เกลี่ยซื้อขายที่ดินแปลงนั้นในราคาที่เป็นธรรม จนกลายเป็นของครอบครัวจริง ๆ เหตุการณ์นี้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตของเธอ
“ทำให้เรารู้สึกเลยว่า ถ้าผ่านด่านนี้มาได้ ชีวิตนี้ไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้แล้ว เราไม่อยากไปแต่ก็ต้องไป พ่อเองที่เคยแข็งแรงมาก ๆ กลับทรุดทันทีเมื่อเจอปัญหาที่ดิน วันนั้นเราไม่ได้สู้เพื่อตัวเอง แต่สู้เพื่อให้พ่อกลับมามีชีวิตต่อ เราแพ้ไม่ได้” บีกล่าว

บ้านจะแตก

3 ปีแรกที่เธอกลับมาทำสวนและดูแลล้ง ต้องเจอกับวิกฤตหนัก ทั้งราคามะพร้าวตกต่ำจาก 20 บาท เหลือเพียง 8 บาทต่อลูก และน้ำท่วมใหญ่ที่ทำให้มะพร้าวลอยเต็มล้ง จึงไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับคนที่แทบไม่มีพื้นฐานเรื่องการทำสวนมาก่อน ตั้งแต่เรียนมัธยมจนถึงทำงาน เธอแทบไม่ได้กลับมาช่วยงานเลย
“โอ้โห ทะเลาะกับพ่อบ้านจะแตก ตอนกลับมาเหมือนรีเซตใหม่ ไม่รู้เรื่องอะไรเลย ลูกน้องยังรู้มากกว่า มันทำให้รู้สึกว่าเราเหมือนคนนอกที่อยู่ในสวนของตัวเอง ช่วงแรกเรารู้สึกเลยว่า ธุรกิจที่บ้านมันไม่มีอะไรดีเลย เราไม่ได้อยากกลับมาทำแค่เหมือนเดิมแล้ววางไว้ มันต้องดีกว่านี้สิ ทำไมปัญหาเดิม ๆ ถึงยังอยู่เหมือนรุ่นพ่อ เราทะเลาะกับพ่อแรงมาก ถึงขั้นเราบอกว่า งั้นพ่อเอาคืนไปเลย หนูจะกลับไปเป็นหมอ ไม่ทำแล้ว” เธอเล่าอย่างตรงไปตรงมา


ความไม่แน่นอนของชาวสวนมะพร้าว คือการควบคุมราคาตลาดไม่ได้ ปีไหนผลผลิตมาก ราคาก็ถูก ปีไหนผลผลิตน้อย ราคาก็แพง พ่อผู้เข้าใจวัฏจักรราคามะพร้าวหน้าสวน มีขึ้นมีลง เพราะอย่างไรมะพร้าวก็ยังขายได้
คนไทยยังทานกะทิ กินข้าวเหนียวมูนและขนมไทยเป็นชีวิตจิตใจ
พ่อจึงอยากให้ลูกสาวเพียงแค่ ‘รับไม้ต่อ’ ดูแลสวนไว้ไม่ให้หายไป และกลับไปเป็นหมอรักษาสัตว์อย่างที่เรียนมาไปพร้อมกันได้
อยู่เพื่ออะไร
“ตอนนั้นเราไม่เข้าใจเลยว่าธุรกิจนี้จะมีอยู่ไปทำไม โลกใบนี้จำเป็นต้องมีธุรกิจของเราอยู่มั้ย แล้วเราจะดูแลมันยังไง เราไม่เห็นภาพอะไรทั้งนั้น”
ด้วยความสับสน บีจึงตัดสินใจสมัครเข้าร่วม The Cloud School : Rinen รุ่นที่ 5 ของ อ.ดร.กฤตินี เพิ่มทรัพย์ ที่ชวนหาคำตอบว่า ‘ธุรกิจของเรามีอยู่เพื่ออะไร’
หนึ่งในคำถามสำคัญที่กลายเป็นการตามหาความหมายของกะทิในแบบฉบับของบีเริ่มต้นขึ้นจากคำถามที่ว่า
“ลองถามลูกค้าคุณสิว่า ผลิตภัณฑ์ของคุณดียังไง”
เพื่อตามหาคำตอบ บีเริ่มจากไปถามพ่อค้าแม่ค้าที่นำมะพร้าวที่สวนไปขายต่อ จึงได้คำตอบจากลูกค้าว่า มะพร้าวของ Bebo Coco Family ‘หอม หวาน มัน นัว’
ไม่เพียงเท่านั้น บีตัดสินใจไปเรียนทำขนมไทย ทั้งที่ไม่ถนัดทำอาหารหรือขนมมาก่อนเลย

กะทิ คือ หัวใจ
ประสบการณ์ในครัวขนมไทยทำให้บีเปลี่ยนมุมมองต่อธุรกิจครอบครัวไปอย่างสิ้นเชิง โดยเริ่มจากการทดลองเอามะพร้าวจากสวนไปให้ครูทำขนม เพื่อตามหาว่ามะพร้าวเฉดสีไหนเหมาะกับขนมแบบไหน นั่นทำให้เธอค้นพบว่า มะพร้าวแต่ละเฉดสีมีรสชาติและความมันต่างกันตามอายุ
เฉดสี ‘เขียว’ คือเนื้ออ่อน ไม่มันมาก
เฉดสี ‘ก้ามปู’ มีเนื้อปานกลาง กำลังดี
และเฉดสี ‘น้ำตาล’ หรือมะพร้าวห้าว จะมีไขมันจัด เหมาะกับขนมไทยที่ต้องการความเข้มข้น

การได้เห็นกะทิสดเปลี่ยนเป็นขนมไทยที่อร่อย ทำให้เธอ ‘ปลดล็อก’ ความคิดทั้งหมดที่เคยมีต่อธุรกิจครอบครัว บีเสริมว่า
“เราเคยมองกะทิแค่เป็นของที่พ่อบังคับให้ขาย แต่พอวันหนึ่งได้ชิมขนมจากกะทิสดของตัวเอง เรารู้เลยว่า กะทิคือหัวใจของขนมไทย
“โจทย์ของเรา คือจะทำยังไงให้คนรุ่นใหม่หันมามองขนมไทยอีกครั้ง เราตั้งใจใช้ขนมไทยเป็นสื่อกลางเพื่อให้คนได้สัมผัสคุณค่าของกะทิ”
บีจึงเริ่มสังเกตเสียง เขย่าลูกมะพร้าว ดูสีเปลือก รู้ว่าอายุแต่ละช่วงจะให้กะทิแบบไหน แล้วนำไปทดลองกับขนมไทยหลากหลายเมนู จากการถูกบังคับให้กลับบ้าน กลายเป็นการเลือกด้วยหัวใจของบีจริง ๆ ว่า กะทิของสวนที่บ้านมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เป็นวัตถุดิบที่มีคุณค่ามาก


มะพร้าวกะทิต้องเขย่า
การหัดเขย่ามะพร้าว กลายเป็นจุดเริ่มต้นการเรียนรู้ของบี เพื่อฟังเสียงน้ำกระทบกับเนื้อ ซึ่งการคัดแยกมะพร้าวกะทิออกจากมะพร้าวแกงไม่ใช่เรื่องง่าย จึงกลายเป็นความท้าทายประจำเดือนที่บีรู้สึกสนุกและไม่เบื่อที่จะฟังเสียงจากการเขย่าได้อย่างแม่นยำ และด้วยความที่พ่อได้เก็บพันธุ์มะพร้าวกะทิไว้ปลูกในสวนอย่างจริงจัง ปัจจุบันสวน Bebo Coco Family กลายเป็นหนึ่งในสวนที่มี ‘มะพร้าวกะทิ’ อยู่ร่วมกับมะพร้าวแกงจำนวนมาก

“ใน 1 รอบ คนสวนจะคัดและเขย่าเบื้องต้นก่อนทำสัญลักษณ์ไว้ เรามีหน้าที่เขย่าทุกลูก สมมติมี 300 ลูก เราต้องเขย่าทั้งหมด เพื่อฟังว่าลูกไหนใช่ ลูกไหนไม่ใช่ ลูกไหนเป็นมะพร้าวกะทิน้ำข้น ลูกไหนเป็นน้ำใส ทุกลูกต้องผ่านหูเราก่อนส่งตรงถึงลูกค้า ช่วงปีแรกคือผ่ามหาศาลเลยค่ะ ฟังแล้วไม่แน่ใจ ต้องผ่าดูว่าเนื้อข้างในเป็นยังไง น้ำข้น น้ำใสแค่ไหน พอทำซ้ำ ๆ ทุกเดือน มันสะสมกลายเป็นประสบการณ์”

บีเล่าต่อว่า ภารกิจการเขย่ามะพร้าวประจำเดือนเหมือนการตามหาของขวัญจากธรรมชาติ แม้จะฝึกมาแล้ว 4 ปี แต่ยังรู้สึกว่า ‘มะพร้าวกะทิไม่เคยเหมือนเดิม’ เพราะธรรมชาติสอนให้เข้าใจถึงความเปลี่ยนแปลง กลายเป็นความพิเศษที่ธรรมชาติซ่อนไว้ และความสนุกที่บีต้องฟังมะพร้าวด้วยหัวใจ
หาลูกค้าให้เจอ
การเขย่ามะพร้าวนำไปสู่การค้นพบคุณค่าของมะพร้าวกะทิน้ำใสที่คนทั่วไปมักมองว่าไม่มีราคา ก่อนหน้านี้มีแต่มะพร้าวกะทิน้ำข้นเท่านั้นที่ราคาดี แต่สวนของบีกลับมีแต่มะพร้าวกะทิน้ำใส เพราะพ่อคัดพันธุ์มะพร้าวลูกใหญ่ ด้วยกะลาที่กว้างกว่า จึงเจอแบบชนิดน้ำข้นน้อยกว่า แต่แล้วโอกาสก็มาเยือน เมื่อมีลูกค้าอยากได้แต่มะพร้าวกะทิน้ำใสไปทำขนมบางชนิด
“เราเห็นเลยว่ากะทิน้ำใสที่เคยถูกลืมมีคุณค่าไม่แพ้น้ำข้น อย่างน้อยวันนี้เราส่งมะพร้าวไปถึงมือคนที่เห็นคุณค่าของมันได้แล้ว และเชื่อว่าสักวันมันจะไปได้ไกลกว่านี้ ลูกค้ามีความต้องการที่หลากหลาย เราแค่ต้องหาลูกค้าที่เห็นคุณค่าแบบเดียวกับที่เรามี”
จุดนี้ทำให้เธอได้คำตอบของคำถามถึงการดำรงอยู่ของ Bebo Coco Family คือการได้เชื่อมต่อกับคนที่เห็นคุณค่าของมะพร้าวในสวนของบ้านเธอจริง ๆ

กะทิเลิฟเวอร์
หนึ่งในความตั้งใจของบี คือการรักษามะพร้าวกะทิ ซึ่งนับวันยิ่งหายากเข้าไปทุกที
ความท้าทายใหม่ คือจะทำอย่างไรให้คนรุ่นใหม่รู้จัก เธอจึงเริ่มทดลองทำเมนูใหม่ ๆ เช่น เค้กมะพร้าวกะทิครีมสดร่วมกับร้านเค้กในจังหวัด เพื่อให้คนรุ่นใหม่เปิดใจลองชิม โดยเชื่อว่ามะพร้าวกะทิไม่จำเป็นต้องเชื่อมอย่างเดียว แต่พัฒนาไปสู่ขนมรูปแบบอื่น ๆ ได้
“นี่คือมะพร้าวที่ธรรมชาติสร้างจริง ๆ พ่อเราตั้งใจปลูก เราเองก็อยากสานต่อและส่งต่อให้ทุกคนรู้จัก เรามีแผนในอนาคตที่จะเปิดร้านเล็ก ๆ หน้าสวนมะพร้าวของที่บ้าน เพราะคนที่เข้าใจกะทิที่สุดก็คือตัวเราเอง เราเลยต้องเป็นคนเล่าเรื่องนี้ออกไปก่อน เราหวังว่าจะได้เจอกับ ‘กะทิเลิฟเวอร์’ อีกหลายคน และได้แบ่งปันรสชาติกะทิไทยแท้ที่เป็นหัวใจของอาหารไทยจริง ๆ”
เป้าหมายในอนาคตระยะยาวของเธอ คือการสร้างคุณค่าให้มะพร้าวกะทิและกะทิไทยคุณภาพสูงให้ได้เฉิดฉาย และออกจากวงจรการซื้อขายตามราคาที่โรงงานกำหนด เธออยากทำให้กะทิดู ‘ไลต์’ ขึ้น เป็นไขมันธรรมชาติที่มีประโยชน์ ถ้ากินพอดีก็ไม่ต่างจากการกินน้ำมันมะกอกหรือถั่วที่มีไขมันดี บีทิ้งท้ายว่า
“กะทิคือของขวัญจากธรรมชาติที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว อยากให้คนมองกะทิในมุมมองใหม่ เพราะกะทิคือหัวใจของอาหารไทยนานาชนิด และอยากให้ลองใช้กะทิสดในการทำอาหาร แล้วคุณจะรู้เลยว่าความอร่อย หอม หวาน ของกะทิคั้นสดจากสวนมันดีกว่ามาก ๆ”

Facebook : Bebo coco family มะพร้าวกะทิ ล้งก๋ง สวนมะพร้าว 50 ปี
