6 กันยายน 2025
1 K

อะไรที่อยู่ใกล้สายตา เรามักจะมองว่ามันธรรมดา ไม่เห็นคุณค่าอย่างที่คนอื่นเห็น

อาหารที่เราเคยกิน งานประจำปีที่เราเคยเดินเที่ยว วัฒนธรรมที่เราคุ้นชิน หรือเมืองที่เราอยู่ก็เช่นกัน

เพราะแบบนั้น ‘โครงการอวดเมือง 2568 The Pitching’ จึงเกิดขึ้น Thailand Creative Culture Agency (THACCA) และสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) (TCEB) เชื่อว่าเมืองแต่ละเมืองนั้นมีของดี มีเรื่องเล่า และมีเสน่ห์ที่เป็นเอกลักษณ์จนน่าบอกต่อ

บางเมืองอาจเป็นศิลปะ บางเมืองอาจเป็นดนตรี บางเมืองอาจเป็นผืนผ้า THACCA และ TCEB เชื่อว่า หากผู้คนในเมืองปรับมุมมองที่มีต่อเมืองเสียใหม่ โฟกัสกับจุดแข็งของบ้านเกิดถูกจุด และสื่อสารอัตลักษณ์เหล่านั้นผ่าน ‘เทศกาล’ เราอาจมีเทศกาลแห่งใหม่ที่ดึงนักท่องเที่ยวเข้ามาได้จากทั่วโลก

หลังจากเปิดเวทีให้ทุก ๆ จังหวัดในประเทศไทย จนได้ 12 จังหวัดสุดท้ายที่เข้าอบรมเข้มข้นจากผู้เชี่ยวชาญเรื่องการสื่อสารแบรนด์เมืองและหลักคิดเรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โครงการอวดเมือง 2568 The Pitching ก็ได้ผู้ชนะมาอวดเมืองของตัวเองผ่านโซน ‘อวดเมืองพาวิลเลี่ยน’ ภายในงาน SPLASH – Soft Power Forum 2025 ที่จัดเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

ใครที่ไม่มีโอกาสไปดูเทศกาลใหม่ของเมืองที่พวกเขาอยากอวด เรารวมมาไว้ให้ในบทความนี้ พร้อมคุยเบื้องลึกกับทีมผู้ชนะ 3 อันดับแรก ตั้งแต่เรื่องอะไรในเมืองของพวกเขาที่น่าอวด และจะอวดอย่างไรให้คนทั่วโลกสนใจ

K-Battle International Hiphop Festival 

นครราชสีมา

ในสายตาของหลายคน โคราชเป็นเมืองใหญ่ ประชากรเยอะ มีประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่เก่าแก่และมีมนต์ขลัง 

ทว่าท่ามกลางของดีโคราชทั้งหมดที่เรานึกถึง ทีมโคราชเลือกวัฒนธรรมของคนรุ่นใหม่อย่างการเต้นฮิปฮอปและบีบอยมาเป็นตัวชูโรงในเทศกาลที่พวกเขาส่งเข้าประกวด

‘K-Battle International Hiphop Festival’ คือชื่อของเทศกาลนั้น และเป็นเทศกาลที่ชนะโครงการอวดเมืองในปีนี้เสียด้วย

“ฮิปฮอปเป็นศิลปะที่เป็นสากล เป็นที่นิยมของคนทั่วโลก เราเลยมองว่าฮิปฮอปน่าจะเชื่อมให้คนทั่วโลกมารู้จักโคราชได้” หนึ่งในทีมงานเล่าให้เราฟัง “สำหรับเรา ฮิปฮอปเป็นมากกว่าแค่ดนตรี แต่เป็นวัฒนธรรมสตรีตที่มีปรัชญาของความรักและการต่อสู้อยู่ในนั้นด้วย และปรัชญานี้ใช้เพื่อสร้างสังคม พัฒนาคน และพัฒนาเมืองได้”

ย้อนกลับไปในปี 2009 งาน K-Battle International Hiphop Festival เกิดขึ้นครั้งแรกที่ลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี ใจกลางเมืองโคราช โดยชวนคนรุ่นใหม่ที่มีใจรักในการเต้นฮิปฮอปและบีบอยมารวมตัวแล้วเต้นแบตเทิลกัน แรกเริ่มทำแค่กลุ่มเล็ก ๆ เต้นบีบอยกันแบบสนุก ๆ ใครจะคิดว่า 15 ปีผ่านไป K-Battle จะกลายเป็นเทศกาลที่ปลุกให้เมืองเงียบ ๆ อย่างโคราชให้เป็นที่รู้จักของคนรักการเต้นฮิปฮอปจากทั่วโลก บินข้ามน้ำข้ามทะเลมาแข่งกันทุกปี

จากกิจกรรมที่เคยแข่งเต้นบีบอยอย่างเดียว ทุกวันนี้ K-Battle เป็นการแข่งขันเต้นฮิปฮอปที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน โดยมีการแข่งเต้นทั้งหมด 8 ประเภท แถมยังมีการรวมศิลปินที่ทำศิลปะหลากหลายรูปแบบมาไว้ในงาน ไม่ว่าจะเป็นดีไซเนอร์เสื้อผ้าแนวสตรีต ดีเจ ศิลปินกราฟฟิตี้ หรือช่างสัก เพื่อสร้างความหลากหลายของศิลปะและดึงผู้ร่วมงานใหม่ ๆ เข้ามางานได้ 

“สำหรับคนในวงการเดียวกัน เวลามาเห็นคอมมูนิตี้ที่ใหญ่ ๆ แบบนี้ ช่วยให้เขามีแรงบันดาลใจ ทำให้มีไอเดียและความคิดสร้างสรรค์ได้มากขึ้น ส่วนคนที่อาจจะไม่ได้ชอบศิลปะของเรา จะได้เข้ามาศึกษาว่าวัฒนธรรมฮิปฮอปทั่วโลกเป็นยังไง ที่สำคัญคือได้มาเห็นว่าความเป็นโคราชบ้านเรา เพราะฮิปฮอปมีอยู่ทั่วโลกเลย แต่ฮิปฮอปแบบโคราชบ้านเรามีเอกลักษณ์แตกต่างจากคนอื่น เช่น รูปแบบการใช้ภาษาในการแรปที่ไม่เหมือนใคร และได้เห็นความหลากหลายของโคราชในอีกหลายองค์ประกอบ ทั้งเรื่องอาหารการกินและผู้คน”

มากกว่านั้น คือการจับคู่ทางธุรกิจ เพราะงานนี้เปิดโอกาสให้ค่ายเพลงที่อยากหาศิลปินหน้าใหม่ได้ในงาน ยิ่งทำให้วงการฮิปฮอปไทยพัฒนาไปมากขึ้น

“สำหรับพวกเรา คำว่าดนตรีมันกว้างและไม่มีถูกผิด เมื่อไม่มีถูกผิดก็ยิ่งทำให้เราได้เห็นสิ่งใหม่ ถามว่าเทศกาลนี้สะท้อนความเป็นโคราชยังไง อาจเป็นการใช้ภาษาโคราชในการแรป ในการเต้นฮิปฮอป เราใช้ดนตรีพื้นถิ่นมามิกซ์รวมกัน พวกเราคิดว่าจุดนี้แหละที่มันไปด้วยกันได้แบบไม่เคอะเขิน

“เทศกาลนี้เป็นเทศกาลที่ให้โอกาสผู้คน ทำให้เด็กกลุ่มหนึ่งรู้ว่าตัวเองมีตัวตน รู้ว่าสิ่งที่ตัวเองชอบมีคนที่ชอบเหมือนกัน และผู้ใหญ่ก็ได้เห็นศักยภาพของเราและเห็นว่าศิลปะก็มีความหลากหลาย ความตั้งใจของเรากับเทศกาล K-Battle คือไม่ได้อยากทำแค่ให้เป็นงานในโคราช แต่อยากทำให้เป็นเทศกาลของประเทศไทย” ทีมงานย้ำด้วยแววตามีความหวัง

สมาชิกในทีม

1. จิรพิสิษฐ์ รุจน์เจริญ : อินฟลูเอนเซอร์และที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม 

2. ว่าที่ร้อยตรีอธิปัตย์ ทองชั้น : ประธานสโมสร K-Battle 

3. วิจิตร กิจวิรัตน์ : รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา

4. พงศกร พิศิษฐวานิช : กรรมการหอการค้าจังหวัดนครราชสีมา ฝ่ายศิลปะและวัฒนธรรม 

5. พงศกร เลิศศักดิ์วรกุล : รองผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลหลานย่าโม

6. ฉวีวรรณ แปวกระโทก : นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ

Sound of Sisaket

ศรีสะเกษ

จักรวาลไทบ้าน ทุเรียนภูเขาไฟ หอมกระเทียม ข้าวหอมมะลิ ฮีโร่โอลิมปิก 

เหล่านี้อาจเป็นของดีศรีสะเกษที่หลายคนจำได้ขึ้นใจ

แต่ในโครงการอวดเมืองปีนี้ ศรีสะเกษไม่ได้ครีเอตเทศกาลจากของดีเหล่านี้ แต่ทีมศรีสะเกษเลือก ‘ดนตรี’ มาเป็นจุดตั้งต้น

“ด้วยความเป็นเทศกาล เราเชื่อว่าเทศกาลควรจะพาคนในเมืองไปเจอประสบการณ์ใหม่ ๆ” รัฐวิทย์ อังคสกุลเกียรติ ประธานหอการค้าจังหวัดศรีสะเกษ ผู้เป็นหนึ่งในทีมงานของโครงการที่ได้รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 เล่า

“เราอยากให้ผู้เข้าร่วมมีมุมมองใหม่ว่า ศรีสะเกษก็มีความเจ๋ง ความคูล และความลึกในด้านวัฒนธรรม ที่ผ่านมา หลายคนอาจไม่รู้ว่าคนศรีสะเกษที่อยู่ในอุตสาหกรรมดนตรีเขาเป็นคนเก่งนะ เทศกาลนี้จึงอยากรวบรวมคนเหล่านี้เข้ามา เพื่อให้คนศรีสะเกษรู้ว่าจังหวัดของเราก็มีของดีมากกว่าที่เขาเคยรู้”

ในอดีต จังหวัดศรีสะเกษเป็นจังหวัดที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ของผู้คนที่เดินทางมาจากที่ต่าง ๆ คนศรีสะเกษเรียกว่า 4 เผ่าไทย ประกอบไปด้วยชาติพันธุ์ส่วย ชาติพันธุ์เขมร ชาติพันธุ์ลาว และชาติพันธุ์​เยอ แต่ละชาติพันธุ์มีเอกลักษณ์ทางดนตรีของตัวเอง เวลาผ่านไปก็เกิดการผสมผสานทางดนตรี จนกลายเป็นแนวเพลงอีสานอินดี้สมัยใหม่ อย่างที่เราได้ยินบ่อย ๆ ในหนังของจักรวาลไทยบ้าน

“เราไม่กล้าเคลมหรอกว่าศรีสะเกษให้กำเนิดแนวเพลงอีสานอินดี้ แต่เรียกได้ว่าเราเป็นจังหวัดที่นำเสนอแนวเพลงเช่นนี้ออกไปมาก นักแต่งเพลง นักดนตรี นักร้องที่ทำเพลงแนวนี้ในศรีสะเกษจึงมีจำนวนมาก เราอยากให้คนศรีสะเกษมีโอกาสแสดงฝีมือ ได้ฟังดนตรีดี ๆ รวมกับต้นทุนที่เรามีเลยกลายมาเป็น Sound of Sisaket

ในเทศกาลนี้มีสิ่งที่น่าสนใจหลายอย่าง อย่างแรกคือการประกวดวงโยธวาทิตโลกที่ศรีสะเกษจัดติดต่อกันมาหลายปี อย่างที่ 2 คือการแสดงของนักดนตรีนานาชาติร่วมกับนักดนตรีของศรีสะเกษที่มาแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมร่วมกัน อย่างที่ 3 คือเวทีที่เปิด Open Calls ให้คนรุ่นใหม่ คนวัยอิสระ รวมถึงกลุ่มชนเผ่าต่าง ๆ มาเล่นดนตรีกัน นอกจากนี้ ในงานยังมี Creative Market ตลาดนัดที่รวมสินค้าสุดสร้างสรรค์ อาร์ตแกลเลอรี และการเสวนาแลกเปลี่ยนกันเรื่องการพัฒนาเมืองสร้างสรรค์

Sound of Sisaket ยังตั้งใจไปจัดในย่านวงเวียนน้ำพุสถานีรถไฟเชื่อมต่อไปยังย่านวงเวียนแม่ศรี ซึ่งเป็นย่านเมืองเก่าที่เดิมที่มีความเจริญ แต่การขยายของเมืองทำให้บรรยากาศอาจจะไม่คึกคักเช่นเดิม 

“ในวันที่เราคุยกันว่าเราอยากทำเทศกาลดนตรี โจทย์หนึ่งที่เราคิดคือมันจะดีไหมถ้าเราทำให้คนในเมืองเขารู้สึกว่าเขาได้เป็นส่วนหนึ่ง และไปทำเทศกาลในย่านที่เราอยากกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ ใช้เทศกาลเป็นเครื่องมือในการพัฒนาย่านนั้นได้ด้วย

“จริง ๆ แล้ว เทศกาลเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ทำให้เราวางเป้าหมายระยะยาวให้กับเมืองได้ด้วย หนึ่งในเป้าหมายของเราคืออยากให้ศรีสะเกษเข้าเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ UNESCO เรามองว่าถ้าเราทำได้ มันก็จะทำให้ชื่อของศรีสะเกษเป็นที่รู้จักมากขึ้น คนทั่วโลกได้มาท่องเที่ยว ทำให้เราได้แลกเปลี่ยนสิ่งที่มีกับพวกเขา และทำให้ผู้ประกอบการได้มองเห็นโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ

“การได้ทำเทศกาลที่ให้คนในเมืองมีส่วนร่วมจะทำให้เมืองมีความยั่งยืนมากขึ้น มากกว่านั้น เราดึงคนเก่ง ๆ ที่มีความสามารถมาเติบโตในเมืองนี้ได้ เพราะเราให้พื้นที่เขาได้แสดงความสามารถ และทำธุรกิจที่เติมไอเดียใหม่ ๆ ลงไปได้ และสิ่งนี้จะทำให้เทศกาลของเรายกระดับต่อไปในอนาคตได้ด้วย” รัฐวิทย์ระบายยิ้ม

สมาชิกในทีม

1. ณัฐพล หิรัญเรือง : นักพัฒนาการท่องเที่ยวชำนาญการ เทศบาลเมืองศรีสะเกษ

2. วาดน้ำ จันทร์พวง : เลขานุการนายกเทศมนตรีเมืองศรีสะเกษ เทศบาลเมืองศรีสะเกษ

3. รัฐวิทย์ อังคสกุลเกียรติ : ประธานหอการค้าจังหวัดศรีสะเกษ

4. ณัฐรดา ปัทมวัฒน์ : ผู้อำนวยการกลุ่มงานยุทธศาสตร์และข้อมูลเพื่อการพัฒนาจังหวัด สำนักงานจังหวัดศรีสะเกษ

5. บุณยเกียรติ ทวีสุขศิริ : เลขาธิการหอการค้าจังหวัดศรีสะเกษ

MUAN : Festival of Isan Pulse

ขอนแก่น

นึกถึงขอนแก่น เรานึกถึงผ้าไหม

และถ้านึกถึงผ้าไหม สิ่งที่ผุดขึ้นในหัวตามมาคืองานเทศกาลไหมนานาชาติฯ หรือที่คนในชุมชนเรียกติดปากว่า ‘งานไหม’ 

งานไหมเป็นงานประเพณีที่อยู่คู่กับขอนแก่นมานานหลายปี ปกติจัดขึ้นช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน จำนวน 12 วัน โดยจะเปิดให้คนในจังหวัดมาจัดแสดง ประกวด แข่งทอผ้าไหม และจำหน่ายผลิตภัณฑ์​เกี่ยวกับผ้าไหมในงาน 

และงานไหมนี่แหละที่เป็นแรงบันดาลใจของเทศกาล ‘MUAN (ม่วน)’ ที่ทีมขอนแก่นภูมิใจส่งเข้าประกวด

“ถ้าจัดงานแสดงผ้าไหมอย่างเดียว มันก็ไม่แตกต่าง” ผศ.ดร.ดลฤทัย โกวรรธนะกุล ผู้อำนวยการโครงการที่ได้รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 บอกกับเรา “อีกอย่างคือโจทย์ของ TCEB คือต้องมีเรื่องธุรกิจ Business to Business มีเรื่องของการทำเทรดโชว์ และต้องสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจด้วย ขณะเดียวกันก็ต้องมีความสนุกสนาน ถึงจะดึงดูดคนได้” 

เมื่อมีผ้าไหมแล้ว ทีมขอนแก่นนึกถึงสื่อกลางที่จะทำให้ผ้าไหมเข้าถึงกลุ่มคนได้มากและหลากหลายยิ่งขึ้น และคำตอบที่เห็นตรงกันคือ ‘ดนตรีหมอลำ’

“ขอนแก่นเราเป็นชุมทางหมอลำ คำว่าชุมทางหมอลำหมายถึงคณะหมอลำใหญ่ ๆ แทบทุกคณะมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ขอนแก่น แล้วเขาก็จะเดินสายไปทั่วประเทศ ดนตรีนี้ไม่ได้จำกัดขอบเขตแค่กับคนอีสาน แต่ประยุกต์จากภูมิภาคไปนำเสนอให้กว้างกว่านั้นได้

“นอกจากนั้น การแต่งกายของนักแสดงหมอลำยังอลังการ ซึ่งเราคิดว่าสอดแทรกเรื่องผ้าไหมลงไปในการแต่งกายได้ อีกอย่างคือพอโจทย์คืองานเทศกาลมันต้องม่วน ต้องสนุก ถึงจะเป็นงานจัดแสดงสินค้า แต่ก็ต้องมีกิมมิกที่ดึงดูดให้คนเข้ามา เราจึงเลือกนำหมอลำมาผสมผสานในเทศกาลนี้”

และหากดูในแง่มุมธุรกิจ หมอลำเป็นอุตสาหกรรมที่รายได้หมุนเวียนไม่แพ้ผ้าไหม นอกจากโชว์แสนม่วนซื่น หมอลำเองยังมีการซื้อขายลิขสิทธิ์เพลง “แสดงว่าทั้งผ้าไหมและหมอลำ เขามีจุดร่วมเหมือนกัน และมันนำไปยกระดับเป็นงานแสดงสินค้าที่มีมูลค่ามหาศาล” ผศ.ดร.ดลฤทัย สรุป

นอกจากการจัดแสดงสินค้า จำหน่าย ประกวด และการแข่งขันทอไหม ที่งาน MUAN ยังมีการจับคู่ทางธุรกิจ (Business Matching) การเดินแฟชั่นโชว์ผ้าไหมจากดีไซเนอร์รุ่นใหม่และรุ่นจิ๋วในเพลงหมอลำ การพาผู้คนไปทัวร์ลงพื้นที่จริงเพื่อไปดูหมู่บ้านหมอลำและหมู่บ้านผ้าไหม เพื่อกระจายรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่น นอกจากนั้น ยังชวนให้คนมางานได้เห็นไหมในนวัตกรรมใหม่ ๆ ของผ้าไหมที่นอกเหนือจากการแต่งกาย เช่น ไหมเย็บแผลที่แพทย์ใช้ เสื้อเกราะกันกระสุนที่ทำจากไหม หรือเครื่องประดับที่เกิดจากเส้นใยของไหมที่นำไปรีไซเคิลใหม่

ในภาคส่วนของดนตรี หมอลำก็ถูกผลักเพดานให้ขึ้นสูงกว่าเดิม มากกว่าการจับคู่ทางธุรกิจ (Business Matching) อย่างการพาผู้ที่สนใจและเจ้าของเพลงให้มาซื้อขายลิขสิทธิ์เพลงกันในงาน แน่นอนว่าในงานต้องมีการแสดงหมอลำพื้นบ้านแสนอลังการงานสร้าง มากกว่านั้นยังมีการเชิญศิลปินร่วมสมัยมา Featuring และมิกซ์เพลงหมอลำกับดนตรีประเภทอื่น ๆ ที่ร่วมสมัยอย่าง EDM 

“ความคาดหวังของงานนี้ คือทำให้นักท่องเที่ยวได้มาใช้เวลาอยู่ในขอนแก่นนานขึ้น (Long Stay) เพราะเวลาคนมาเที่ยวขอนแก่น คนก็จะมองว่าขอนแก่นไม่ได้มีสถานที่ท่องเที่ยวที่อยู่นาน ๆ ได้ เราอยากให้เทศกาล MUAN เป็นงานที่คนมาจับคู่ทางธุรกิจ อยากให้คนที่มาได้ซื้อแพ็กเกจท่องเที่ยวที่ได้ลองทอผ้า ลองใช้ชีวิตกับหมอลำ ซึ่งอาจจะไม่ได้มางานแค่ 3 – 5 วัน แต่มา 7 วันหรือครึ่งเดือนไปเลย เป็นการสร้างรายได้ให้ชุมชนมากขึ้น” ฐิติมา ด่านวิบูลย์ MC ประจำทีมขอนแก่นพูดเสียงหนักแน่น

พ้นไปจากการโชว์มิติใหม่ของผ้าไหมและหมอลำ MUAN ยังตั้งใจจะเป็นงานเทศกาลที่ให้ความสำคัญเรื่องความยั่งยืน โดยจะเน้นการเป็นเทศกาลไร้กระดาษ ลงทะเบียนเข้างานผ่านระบบดิจิทัล มีรถขนส่งสาธารณะที่ไม่ผลิตคาร์บอนไดออกไซด์ให้บริการ ในกระบวนการทอผ้าก็เน้นทอแบบลดขยะ ที่สำคัญคือเน้นสร้างความร่วมมือจากคนในชุมชน

“สิ่งนี้สำคัญสำหรับเรานะ จริง ๆ เราคิดว่าทุกคนตระหนักแล้วว่าทุกวันนี้โลกของเราร้อนขึ้น วิกฤตถึงขั้นส่งผลต่อชีวิตของเราทุกคน อุตสาหกรรม MICE และการท่องเที่ยวค่อนข้างให้ความสำคัญกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) เราจึงเริ่มหันมาคิดว่า เทศกาลของเราควรจะเป็น Sustainable Festival ด้วย” ผศ.ดร.ดลฤทัย ย้ำ

“โครงการอวดเมืองเป็นเครื่องมือที่ดีที่จะทำให้ชาวขอนแก่นคิดค้นนวัตกรรมและทำให้เราได้เรียนรู้ประสบการณ์จากการประกวดว่าอาจจะมีมุมมองหลายด้านจากกรรมการหลากหลายท่าน และที่แน่ ๆ เลยคือเราได้รับความร่วมแรงร่วมใจจากทุกคน ทุกภาคส่วนในจังหวัด เราก็ดีใจที่เกิดขึ้น” หัวหน้าโครงการสรุปทิ้งท้าย

สมาชิกในทีม

1. วิฑูรย์ ไตรรัตน์วงศ์ : ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าทอ

2. ผศ.ดร.ดลฤทัย โกวรรธนะกุล : ผู้อำนวยการโครงการ

3. ฐิติมา ด่านวิบูลย์ : ผู้ดำเนินรายการ (MC)

4. อภิญญา กันสา : อินฟลูเอนเซอร์

5. ชัยเวช ดวงมั่น : กราฟิกดีไซเนอร์

Writer

พัฒนา ค้าขาย

นักเขียนชาวเชียงใหม่ผู้รักทะเลและหนังสุขซึ้ง สนใจประเด็น gender ความสัมพันธ์ และเรื่องป๊อปทุกแขนง