ถ้าย้อนเวลากลับไปเมื่อสัก 10 ปีก่อน คำว่า ‘ความยั่งยืน’ ยังเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับคนทั่วไป หลายคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าขยะที่ทิ้งไปหนึ่งชิ้นจะเดินทางไปที่ไหนหรือส่งผลต่อโลกอย่างไร สิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนั้นคือการพยายามปลุกความเข้าใจและพยายามพูดถึง ‘ผลกระทบ’ ให้สังคมหันมามอง
แต่ปัจจุบันเราอยู่ในช่วงเวลาที่แตกต่างออกไป คนรุ่นใหม่ไม่ได้ติดอยู่แค่การทำความเข้าใจปัญหาอีกต่อไป พวกเขารู้ว่าปัญหาอยู่ตรงไหน และรู้ด้วยว่ามันยังคงอยู่
สิ่งที่เปลี่ยนไป คือพวกเขามองปัญหาด้วยสายตาใหม่ และเชื่อว่าทางออกของปัญหาไม่ใช่แค่การพูดซ้ำ แต่คือการลงมือทำจริง
นี่จึงเป็นเหตุผลที่เราอยากพาคุณไปดูมุมมองของเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่ไม่ได้แค่เข้าใจปัญหา แต่ต้องการเปลี่ยนโลกทีละนิดด้วยมือของตัวเอง ผ่านพื้นที่ที่ชื่อว่า ‘Wonder Lab: Youth for a Greener Tomorrow’ ซึ่งจัดขึ้นโดยความร่วมมือของธนาคารยูโอบี ประเทศไทย กับ Mindventure สร้างพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้เยาวชนจากทั่วประเทศได้เสนอแนวคิดเพื่อจัดการกับปัญหาขยะและสิ่งแวดล้อม ในแบบที่กล้าคิด กล้าแตกต่าง และพร้อมทดลอง


ปัญหาที่รุ่นก่อนหน้าพยายามแก้ไข
หนึ่งในไฮไลต์ของงาน คือการแชร์แรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตที่คำนึงถึงความยั่งยืนจาก ก้อง-ชณัฐ วุฒิวิกัยการ หรือ KongGreenGreen คอนเทนต์ครีเอเตอร์ผู้เลือกใช้ชีวิตแบบ Low Waste และได้ชวนผู้ร่วมงานทุกคนกลับไปตั้งคำถามพื้นฐานที่สุดของการดำรงอยู่ในโลกยุคนี้ว่า ‘เราทิ้งอะไรไว้ให้โลกบ้าง’
ก้องเริ่มต้นจากการสำรวจขยะหน้าบ้าน และต่อยอดเป็นเรื่องเล่าที่ทำให้ปัญหาใหญ่กลายเป็นเรื่องใกล้ตัวจนใคร ๆ ก็อดสะดุ้งไม่ได้
“น้อง ๆ รู้กันไหมครับว่าประเทศไทยมีภูเขาขยะกว่า 1,855 แห่งทั่วประเทศ โดยในจำนวนนี้มีเปอร์เซ็นต์ที่น้อยมาก ๆ ที่ได้รับการจัดการอย่างถูกวิธี”
ก่อนเฉลยตัวเลขนี้ ภายในห้องกลับมีน้อง ๆ บางคนทายถูกราวกับรู้ข้อมูลมาก่อนแล้ว ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเสียงของรุ่นพี่ที่พยายามสื่อสารถึงปัญหามานานหลายปีได้ส่งต่อมาถึงน้อง ๆ ทำให้หลายคนเห็นความสำคัญว่าเรื่องสิ่งแวดล้อม ขยะ ความยั่งยืน ไม่ได้ไกลไปจากชีวิตประจำวันแม้แต่น้อย
นอกจากนี้ยังมีศิลปินอย่าง ผึ้ง-ปรัชญา เจริญสุข มาร่วมแบ่งปันเรื่องราวปัญหาขยะไมโครพลาสติกที่เธอพบเห็นตามชายหาดที่บ้านเกิดในจังหวัดชุมพร ซึ่งจุดประกายให้เธอเริ่มสื่อสารเรื่องนี้ผ่านงานศิลปะที่สร้างสรรค์จากไมโครพลาสติก เพื่อสื่อถึงปริมาณขยะมหาศาลและผลกระทบของขยะประเภทนี้ที่ใกล้ตัวเรากว่าที่คิด
เวทีแห่งนี้จึงไม่ใช่เพียงห้องทดลองเพื่อหาวิธีสร้างการตระหนักรู้เพียงอย่างเดียว แต่คือการส่งไม้ต่อให้คนรุ่นถัดไปกว่า 10 ทีมได้คิด ออกแบบ และทดลองสร้างระบบที่ช่วยจัดการปัญหาในหลากหลายมิติ

มองเรื่องเดิม ผ่านสายตาคนรุ่นใหม่
เมื่อถึงช่วงนำเสนอแนวคิดของแต่ละทีม สะท้อนให้เราเห็น ‘ปัญหาร่วม’ แห่งยุคสมัยที่คนรุ่นใหม่เห็นตรงกัน โดยมีตั้งแต่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมส่วนบุคคลไปจนถึงการแก้ไขในเชิงนโยบาย
01 วิธีแยกขยะยังเป็นเรื่องซับซ้อน
เด็กยุคนี้ไม่ได้มองแค่ ‘มีขยะเยอะ’ หรือตั้งคำถามว่าทำไมเราต้องแยกขยะ แต่ไปถึงจุดที่ตั้งคำถามว่า ควรจัดการขยะอย่างไรให้ถูกวิธี
หลายทีมเล่าตรงกันว่า ปัญหาในชีวิตประจำวันของพวกเขาคือการไม่รู้ว่าควรเริ่มแยกขยะจากตรงไหน แม้จะมีสัญลักษณ์ตามถังขยะก็ตาม และต่อให้รู้ว่าสำคัญ อยากเปลี่ยนพฤติกรรม แต่กลับไม่มีข้อมูลหรือเครื่องมือที่เข้าใจได้ง่ายเพียงพอ
“เรารู้ว่าการแยกขยะสำคัญ แต่เวลาจะลงมือทำจริงกลับไม่มีอะไรที่อธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ” หนึ่งในทีมเยาวชนกล่าว
นั่นจึงเป็นเหตุผลที่หลายทีมเลือกออกแบบเครื่องมือที่ช่วยเปลี่ยนความเข้าใจที่ซับซ้อนให้กลายเป็นสิ่งที่จับต้องและใช้งานได้ทันที เช่น ทีม ECO.EDU จากโรงเรียนสาธิตนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่สร้างสื่อการเรียนรู้อย่างบอร์ดเกม เพื่อสร้างการตระหนักรู้เกี่ยวกับปัญหาไมโครพลาสติกที่แทรกซึมในชีวิตประจำวัน โดยแปลงให้อยู่ในรูปแบบเล่นสนุก กลายเป็นกิจกรรมที่แม้แต่เด็ก ๆ ก็อยากมีส่วนร่วม


ส่วนทีม MYNES GREEN RANGERS จากภาคอีสาน เล็งเห็นว่าแม่น้ำโขงที่เปรียบเหมือนชีวิตของชุมชนกำลังเผชิญกับขยะที่คนโยนทิ้งไปแบบไม่คำนึงถึงผลกระทบ พวกเขาจึงลงพื้นที่จริงไปพูดคุยกับชาวบ้าน แล้วออกแบบเวิร์กช็อปจำลองเมืองริมฝั่งแม่น้ำที่สอดแทรกความรู้เรื่องขยะกับการพัฒนาเมือง ทำเป็นกิจกรรมทั้งออนไลน์และออฟไลน์ที่เปิดให้คนในชุมชนทึกช่วงวัยได้ร่วมเรียนรู้ไปด้วยกัน
“พวกเราเชื่อว่าชุมชนที่จะพัฒนาไปได้อย่างมีประสิทธิภาพต้องเริ่มจากการมีผู้นำที่เข้าใจและเป็นแบบอย่างที่ดีให้ผู้อื่นได้”


นอกจากนี้ยังมีทีม 6P จากโรงเรียนปลาปากวิทยา เสนอไอเดียนำเทคโนโลยีมาช่วยแยกขยะให้ง่ายและสร้างแรงจูงใจเพิ่มขึ้น ทีม GreenCycleCrew ที่นำระบบ AI มาช่วยแยกขยะและแปลงขยะเป็นของที่ระลึก รวมทั้งกลุ่มที่พูดถึง ‘โอกาส’ จากการแยกขยะอย่างถูกต้อง อย่างน้อง ๆ ชั้น ม.5 จากทีม Trashformers ที่เสนอวิธีนำลังกระดาษจากการสั่งของออนไลน์มาประดิษฐ์เป็นเครื่องกรองอากาศ และทีมนครสวรรค์รักษ์สิ่งแวดล้อม จากมหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ ที่นำพลาสติกมาทำเป็นเส้นใยทอผ้าภายในชุมชน
02 มหาขยะจากภาคการเกษตร
บางทีมไม่ได้เริ่มจากโจทย์ใหญ่ว่า ‘จะช่วยโลกยังไง’ แต่เริ่มจากขยะกองเล็ก ๆ ที่เขาเห็นทุกวัน ไม่มีใครอยากใส่ใจจะเก็บ แล้วตั้งคำถามกับของที่คนในชุมชนมองว่า ‘ไร้ค่า’ ว่ามันทำอะไรได้อีกไหม
มีทีม Big Family PPP จากนครพนม สังเกตเห็นว่าในชุมชนโรงเรียนของตนเองไม่มีอุปกรณ์กีฬาเพียงพอสำหรับนักเรียนทุกคน เลยหันกลับไปมองชุมชน และพบว่ามีขยะทางเกษตรกรรมอย่างถุงปุ๋ย กระสอบ และพลาสติกเหลือใช้อยู่มากมาย จึงทดลองแปรรูปเป็นกรวยฝึกซ้อมกีฬา โดยมีเป้าหมายจะเริ่มผลิตต้นแบบทดลองใช้ในโรงเรียนของตัวเองเป็นอันดับแรก

เช่นเดียวกับทีม Jungle Natural Team จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ ที่เติบโตในพื้นที่เกษตรกรรม และสังเกตว่ามีใบสับปะรดเหลือทิ้งหลังฤดูเก็บเกี่ยว กลายเป็นปัญหาที่วนซ้ำทุกปี ชาวบ้านมักเลือกเผาทิ้งเพราะไม่รู้จะจัดการอย่างไร ทำให้เกิดทั้งมลพิษทางอากาศและของเสียที่ไร้ทางออก
แทนที่จะมองผ่าน พวกเขาเลือกหยิบขึ้นมาทดลองสร้าง ‘ทรายแมวจากเส้นใยธรรมชาติ’ ซึ่งอาศัยคุณสมบัติดูดกลิ่นของใบไม้ ผสมกับเทคโนโลยีอัดขึ้นรูป ผลลัพธ์คือผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ได้ทั้งในแง่สิ่งแวดล้อมและตลาด
ความน่าสนใจคือทั้ง 2 ทีมไม่ได้เริ่มจากไอเดียไกลตัวหรือฝันใหญ่ว่าจะเปลี่ยนโลก แต่เริ่มจากการยอมรับว่านี่คือปัญหาของชุมชนที่พบเจออยู่ทุกวัน โดยเฉพาะประเทศไทยที่เน้นเรื่องเกษตรกรรม นี่จึงเป็นปัญหาใหญ่ที่ใกล้ตัวใครหลายคน ซึ่งพวกเขากำลังพยายามหาทางออกด้วยของที่มีอยู่แล้ว


03 ขยะอาหารไม่ใช่แค่แก้ที่การกิน
ในงานนี้ มีทีม ตุ้ยออฟสิ่งแวดล้อม นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เลือกใช้เมนูธรรมดาอย่าง ‘ผัดไทย’ เป็นเครื่องมือเล่าเรื่อง Food Waste ผ่านหนังสั้น เพราะพวกเขาเชื่อว่าอาหารจานนี้สะท้อนคาร์บอนฟุตพรินต์ได้ครบทุกมิติ ตั้งแต่ต้นทางของวัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ ไปจนถึงเศษอาหารที่เหลือทิ้ง
“ปัญหา Food Waste คือสิ่งที่หลายคนอาจมองว่าเล็ก แต่รู้ไหมว่ามันสร้างก๊าซเรือนกระจกมากกว่าอุตสาหกรรมการบินถึง 5 เท่า”
พวกเขาไม่จบแค่การเล่าเรื่อง แต่เสนอแนวทางร่วมมือกับหน่วยงานในมหาวิทยาลัย เพื่อระดมไอเดียและสร้างนโยบายจัดการขยะอาหารอย่างเป็นระบบให้กับเขตพื้นที่ของพวกเขา ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าปัญหาอาจไม่ได้หยุดอยู่แค่พฤติกรรมส่วนบุคคล แต่อาจติดอยู่กับระบบหรือนโยบายบางอย่างที่ยังไม่ได้ออกแบบมาให้ใช้งานได้จริง


ส่วนอีกทีมคือ ฉันเกิดจากกอไผ่ ฉันเลยรักษ์โลก จากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ มองเห็นปัญหาในเชิงข้อมูล พวกเขาพบว่าแม้โรงเรียนจะมีถังหมักปุ๋ย แต่กลับไม่มีใครรู้ว่าขยะอาหารที่ทิ้งไปกลายเป็นอะไร จึงเสนอการพัฒนาระบบแสดงสถิติขยะอาหารแบบเรียลไทม์ที่เชื่อมต่อกับแอปพลิเคชันของโรงเรียน เช่น วันนี้ห้องของเราทิ้งอาหารไปมากเพียงใด เพื่อช่วยให้เด็ก ๆ เห็น ‘ผล’ จากการกระทำของตัวเองในแต่ละวัน และตัดสินใจใหม่ด้วยข้อมูลจริง ไม่ใช่แค่การขอความร่วมมือที่ได้รับมา
เหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า บางครั้งปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ใช่แค่เรื่องของจิตสำนึก แต่คือการออกแบบระบบที่ดีพอที่จะพาให้คนธรรมดามาลงมือทำด้วยความเต็มใจและเข้าใจอย่างแท้จริง


เวทีทดลอง คือภาพสะท้อนความหวัง
นอกจากปัญหาร่วมที่เห็นจากโครงการนี้แล้ว อีกสิ่งสำคัญที่ส่งพลังมาถึงคนที่นั่งฟังอยู่ห่าง ๆ อย่างเรา คือ ‘ความหวัง’ จากไอเดียที่หลายทีมพยายามคิดค้น ทดลอง และบางทีมก็เริ่มลงมือทำจริงแล้ว หนึ่งในนั้นคือโครงการ ZupparCat ทรายแมวจากใบสับปะรดของ Jungle Natural Team ที่คว้ารางวัลชนะเลิศ ซึ่งเป็นกลุ่มเยาวชนที่เรียนสาขาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม


ตอบโจทย์ยุคสมัยที่มีทาสแมวจำนวนมาก
“พวกเราไม่มีใครเลี้ยงแมวด้วยซ้ำค่ะ” หนึ่งในสมาชิกเล่าพร้อมหัวเราะ
“แต่เราเห็นว่าเพื่อนบ้านเรามี เลยอยากลองทำดู เผื่อจะเป็นประโยชน์กับคนอื่น แล้วพอทำขึ้นมา เจ้าแมวก็เดินไปใช้จริง ๆ ด้วย”
แม้เจ้าเหมียวข้างบ้านจะทดลองใช้แล้ว แต่พวกเขาก็เปิดเผยอย่างตรงไปตรงมาว่ายังต้องพัฒนาอีกมาก โดยทั้งการทดลองใช้จริงและการต่อยอดนอกห้องทดลอง แต่ก็นับเป็นก้าวแรกที่ส่งเสียงให้คนอื่นรับรู้ถึงปัญหานี้มากขึ้น
เรื่องราวทั้งหมดในโครงการ Wonder Lab: Youth for a Greener Tomorrow ครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่า แม้ปัญหาสิ่งแวดล้อมจะรุนแรงขึ้นทุกวัน แต่ก็ยังมีความหวังเล็ก ๆ ว่าเยาวชนของเราไม่เคยขาดพลังหรือไอเดียในการเปลี่ยนแปลง สิ่งที่พวกเขาต้องการมีเพียงพื้นที่ให้ทดลอง สนับสนุน และลงมือทำจริง
หากจะมีอะไรบางอย่างที่เราเก็บกลับไปจากงานนี้ได้ คงไม่ได้มีเพียงไอเดียน่ารักจากบอร์ดเกม หรือทรายแมวจากใบไม้ ทว่าเป็นคำถามที่ค้างอยู่ในใจของเราไปอีกแสนนานว่า หากน้อง ๆ เยาวชนยังลุกขึ้นมาขับเคลื่อนสังคมได้ขนาดนี้ แล้วตัวเราจะช่วยกันลงมือทำเรื่องไหนได้อีกบ้าง
เพราะบางทีการลงมือเปลี่ยนโลกอาจไม่ใช่เรื่องของ ‘ใครสักคน’ แต่คือเรื่องของ ‘เราทุกคน’ และเสียงของเยาวชนวันนี้ก็คือเสียงที่ทุกคนควรฟังก่อนจะสายเกินไป







