คนทำธุรกิจที่ดี มักมองเห็นสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น
กับศูนย์การค้าหรือห้างสรรพสินค้า เราเห็นเป็นแหล่งขายสินค้า แต่นักธุรกิจจะมองเห็นโอกาส เปลี่ยนพื้นที่นี้ให้กลายเป็นกำไร
แต่นักธุรกิจที่ดียิ่งกว่า คือมองว่าโอกาสนั้นทำได้มากกว่ากำไรที่เป็นตัวเงิน แต่เป็นโอกาสที่เรามอบให้ผู้อื่นได้พัฒนาคุณภาพชีวิตให้ตัวเอง สร้างอนาคตใหม่บนพื้นที่แห่งโอกาสนี้
หนึ่งในบริษัทที่เชื่อเรื่องนี้มาตั้งแต่วันแรกของการทำธุรกิจ คือ บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด
สมัยนี้เรามักเห็นองค์กรธุรกิจใส่ใจกับปรัชญาในการทำงาน Vision และ Mission ของบริษัทที่เคยถูกพูดถึงในวงประชุมภายในก็เผยแพร่ผ่านพื้นที่สื่อสาธารณะมากขึ้น สยามพิวรรธน์เป็นบริษัทที่มาก่อนกาล พวกเขามีปรัชญาธุรกิจที่เรียกว่า ‘วิถีสยามพิวรรธน์’ เป็นองค์กรที่พูดเรื่อง ‘ความยั่งยืน’ ก่อนที่คนอื่นจะพูดกันร่วม 60 ปี และยังทำสิ่งนี้ไม่เคยหยุด เพราะนั่นคือพันธกิจที่หล่อหลอมเข้าสู่ทุกกระบวนการทางธุรกิจ สร้างต้นแบบแห่งการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืนที่เป็นรูปธรรม ด้วยแนวคิดเติบโตเคียงคู่สิ่งแวดล้อมเพื่อโลกที่ดีขึ้น พร้อมเป้าหมายชัดเจนในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์
The Cloud ทำงานร่วมกับสยามพิวรรธน์มาพักใหญ่ เห็นวิธีการทำงานที่ยึดหลักปรัชญานี้ในพนักงานทุกระดับ จึงเป็นที่มาของบทความนี้ว่า บริษัทที่ต้องทำธุรกิจและดูแลคนมากมาย ทำอย่างไรให้ทุกคนเชื่อในปรัชญาธุรกิจที่ซ่อนความยั่งยืนเอาไว้ร่วม 6 ทศวรรษ

แพลตฟอร์มแห่งโอกาส
ในวงการอสังหาริมทรัพย์ คำว่า Developer มีความหมายที่หลากหลาย
คนอาจมองว่าหน้าที่คือการสร้างตึก แต่สำหรับสยามพิวรรธน์ หน้าที่คือทำอย่างไรให้พื้นที่แห่งศักยภาพเป็นพื้นที่ที่มอบโอกาสให้คน เปลี่ยนสิ่งนี้เป็นเวทีที่สร้างอนาคตใหม่ให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในวงการค้าปลีก
องค์กรนี้ไม่เคยตั้งเป้าเล็ก ทุกโครงมีเป้าหมายระดับโลกเสมอ ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจน คือโครงการที่เป็น Iconic ของกรุงเทพฯ นั่นคือสยามเซ็นเตอร์
สยามพิวรรธน์ไม่ใช่องค์กรที่มีจำนวนโครงการมากที่สุด แต่เน้นให้แต่ละโครงการมี ‘จิตวิญญาณ’ มีตัวตนที่แตกต่างกัน ไม่เคย Copy/Paste โมเดลโครงการ ที่นี่คือธุรกิจที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์เป็นธงนำในการพัฒนา ให้โครงการนั้นกลายเป็นต้นแบบในอุตสาหกรรม
สยามเซ็นเตอร์สร้างขึ้นจากไอเดียของการทำศูนย์การค้าไทยที่มีมาตรฐานระดับโลก ด้วยขนาดพื้นที่ซึ่งไม่ใหญ่นัก ต้องสร้างมูลค่าในพื้นที่ให้สูง สยามพิวรรธน์จึงอยากเปลี่ยนสยามเซ็นเตอร์ให้เป็นแหล่งช้อปปิ้งไอเดียทางแฟชั่นและไลฟ์สไตล์

สยามเซ็นเตอร์เกิดขึ้นใน พ.ศ. 2516 ยุคนั้นการบอกทุกคนว่าศูนย์การค้าจะไม่ได้มีไว้ขายของ แต่นำเสนอไอเดีย แรงบันดาลใจ และประสบการณ์ เป็นเรื่องใหม่มาก สยามพิวรรธน์เป็นคนแรกที่พูด พวกเขาเชื่อว่านี่คือสถานที่ที่ ‘ต้องมี’ ในประเทศไทย เพราะเราไม่ได้ออกจากบ้านมาเพื่อซื้อของอย่างเดียว แต่มาเพื่อค้นหาอะไรบางอย่างที่ทำให้ชีวิตรื่นรมย์ขึ้น
ภายใต้หลักคิดวิถีสยามพิวรรธน์ มีนโยบายหนึ่งที่ถูกต่อยอดมา คือ Blue Ocean Strategy เป็นกลยุทธ์ที่บริษัทจะไม่ลงไปแข่งขันในสนามธุรกิจที่แดงเดือดมาก ๆ บริษัทเชื่อเรื่องการใช้ความคิดสร้างสรรค์ที่จะเอามาสร้างตัวตน สร้างแบรนด์ Add Value ให้เป็นที่จดจำ
หลักการนี้ส่งผลตั้งแต่การทำเลย์เอาต์ของอาคาร ปกติการสร้างศูนย์การค้าจะมีภาพจำคล้ายกัน สยามเซ็นเตอร์คิดใหม่ จุดหน้าตึกออกแบบมาให้เด่น จัดกิจกรรมได้ กลายเป็นที่มาของบันได สยามเซ็นเตอร์ที่เป็นหนึ่งในเอกลักษณ์ของวัยรุ่นยุค 90 ถึง 2000 เป็นกลยุทธ์ที่ดึงเด็กรุ่นใหม่เข้าศูนย์การค้า
สยามเซ็นเตอร์ยังเป็นหนึ่งในโครงการที่รีโนเวตบ่อยมาก ทุกครั้งทำเพื่อการนำเสนอไอเดียที่ก้าวไปข้างหน้า เช่น สยามเซ็นเตอร์เคยเปลี่ยนอาคารให้กลายเป็นสีดำ ล้ำเทรนด์ในยุคนั้นสุด ๆ
การเปลี่ยนแปลงทุกครั้งไม่ได้ทำแบบไม่มีที่มาที่ไป หนึ่งใน Value ของสยามพิวรรธน์คือกระตุ้นให้พนักงานมีความกล้า ถ้าอยากจะนำคนอื่นก็ต้องกล้าเสี่ยง แต่ต้องเป็นความเสี่ยงแบบ Calculated Risk มีการศึกษาเพื่อเข้าใจพฤติกรรมคนและการเปลี่ยนแปลงของโลกในยุคข้างหน้า การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดจะมีข้อมูลรองรับว่าทำไปทำไม เป็นเทรนด์ที่บริษัทศึกษามาก่อนคนอื่น

ใครเดินสยามบ่อยจะรู้ว่าสยามเซ็นเตอร์จะรวมดีไซเนอร์ไทยที่เพิ่งได้รางวัลหรือมีชื่อเสียง ให้มีโอกาสมีหน้าร้านของตัวเอง กลายเป็นที่แจ้งเกิดของพวกเขา มีโครงการประกวด Young Designer ที่สยามเซ็นเตอร์จัดเอง ส่งผู้เล่นใหม่ ๆ เข้าสู่อุตสาหกรรม มีโครงการ Absolute Siam Store สร้าง Multibrand Concept Store รวมสินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ล้ำ ๆ จากนักออกแบบไทย ทำงานร่วมกับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ โดยคัดเลือกสินค้าจากโครงการ DEmark, Talent Thai และอื่น ๆ เพื่อสนับสนุนผลิตภัณฑ์และงานออกแบบที่โดดเด่นของดีไซเนอร์ไทยที่สะท้อนภาพลักษณ์ของความเป็นไทย ปัจจุบันยังเปิดเวทีให้นักออกแบบรุ่นใหม่ นักศึกษา และกลุ่ม LGBTQ+ ได้เปล่งประกายและผลักดันงานไทยสร้างสรรค์ให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล
สยามเซ็นเตอร์วันนี้มี Occupancy Rate ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่สิ่งสำคัญกว่าคือสร้างโอกาสให้คนไทยได้ไปขยายธุรกิจและเติบโตในเวทีโลก ส่งเสริมอุตสาหกรรมท่องเที่ยว สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทย
ผู้นำด้านความยั่งยืน
สยามพิวรรธน์ทำเรื่องความยั่งยืนมาเนิ่นนาน แต่ไม่ค่อยสื่อสารเรื่องนี้ออกสื่อในวงกว้างสักเท่าไหร่
บริษัทนี้เชื่อเรื่องการลงมือทำมาก หนึ่งในโครงการที่พิสูจน์เรื่องนี้ได้ดีคือ ICONSIAM โครงการที่ใช้แนวคิดความยั่งยืนมาพัฒนาโครงการในหลายมิติ
ในการสร้างศูนย์การค้า พื้นที่ชั้น G ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญ เพราะเป็นชั้น Prime Location ขายง่าย ได้ราคาค่าเช่าดี ศูนย์การค้าจึงต้องกันพื้นที่นี้ไว้ให้สิ่งที่สำคัญและเป็นไฮไลต์ที่สุด
ICONSIAM เปลี่ยนชั้น G ให้เป็นโซนที่เรียกว่า สุขสยาม
มองเผิน ๆ พื้นที่นี้ลักษณะคล้ายศูนย์อาหาร แต่ความจริงสยามพิวรรธน์ทำชั้นนี้ให้เป็นแหล่งรวบรวมสิ่งดีงามจากทั่วประเทศไทย โดยเฉพาะด้านอาหาร มานำเสนอสู่สายตาชาวโลก มีการคัดสรรผู้ประกอบการท้องถิ่นเอาของดี 77 จังหวัดมาค้าขาย

ถ้านักท่องเที่ยวต่างชาติมาเที่ยวในประเทศไทย ไม่มีเวลาไปหลายที่ พวกเขาจะหาของดีเจอจากสุขสยามที่เดียว
แต่สิ่งสำคัญของสุขสยาม คือการสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจ (Ecosystem Business Model) ส่งเสริมและพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ
สยามพิวรรธน์ไม่ได้เอาร้านเข้ามาอย่างเดียว แต่ยังสอนการทำธุรกิจให้กับทุกแบรนด์ในโซนนี้ โดยทำงานร่วมกับกรมพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย สยามพิวรรธน์เชื่อว่าการทำธุรกิจต้องเรียน ต้องมีการสอน ถึงจะสำเร็จ พวกเขานำองค์ความรู้หลาย ๆ อย่างแนะนำให้ผู้ประกอบการ สอนการทำธุรกิจที่ยั่งยืน สอนเรื่องการออมเงิน สอนการทำธุรกิจ วิธีการที่ทำให้เขาเข้าสู่ Modern Trade ได้ วันนี้สุขสยามกลายเป็นหมุดหมายของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกดึงดูดผู้มาเยือนวันละกว่า 60,000 คน

อีกจุดที่เป็นความท้าทายของ ICONSIAM คือ ICONCRAFT
ยุคนี้สินค้างานคราฟต์บูม หลายโครงการนำของแนวนี้มาขาย สยามพิวรรธน์อยากใช้พื้นที่นี้สร้างแบรนด์ของผู้ประกอบการให้แข็งแกร่งขึ้น
พวกเขาเริ่มจากเลือกแบรนด์มาโดยร่วมกับองค์กรผู้เชี่ยวชาญระดับชาติ ได้แก่ กระทรวงพาณิชย์, สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT, สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA ทุกแบรนด์มีที่มาที่ไปชัดเจน
สยามพิวรรธน์อยากช่วยช่างฝีมือไทย เลยสร้าง ICONCRAFT ให้เป็นแพลตฟอร์มในการสนับสนุนช่างฝีมือท้องถิ่น ทุกแบรนด์จะไม่ได้ใช้ชื่อ ICONCRAFT ไปครอบ แต่แบรนด์จะถูกดันให้นำเสนอในวิธีการของตัวเอง โดยมีสยามพิวรรธน์และพันธมิตรเป็น Back up อยู่ด้านหลัง

วิธีนี้เหนื่อยกว่า และภาพของ ICONCRAFT อาจจะปรากฏน้อยลง แต่สยามพิวรรธน์เชื่อว่าวิธีนี้ยั่งยืนกว่าหากอยากให้แบรนด์โตไปข้างหน้าได้ยาว ๆ
ถ้าแบรนด์ไหนขาดอะไรก็นำความรู้ไปช่วยเหลือ นำประสบการณ์จริงมาบวกกับฝีมือของผู้ประกอบการ นี่คือจุดที่ ICONCRAFT ต่างจากเจ้าอื่น


โครงการอสังหาริมทรัพย์กับโลกในวันพรุ่งนี้
Developer จะ Develop โลกให้ดีขึ้นได้มั้ย
นี่คือคำถามที่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์กำลังหาคำตอบ
สยามพิวรรธน์ไม่ได้มองความยั่งยืนเป็นเทรนด์ แต่เป็นภารกิจที่ต้องทำ ในภาคธุรกิจ พวกเขาเน้นเรื่องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิในขอบเขตที่ 1 และ 2 ให้เป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050 ทำ Roadmap เส้นทางการดำเนินงานอย่างชัดเจน
สยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ และสยามดิสคัฟเวอรี่ เป็นศูนย์การค้าแห่งแรกของไทยที่ได้รับการรับรองเครื่องหมายการชดเชยคาร์บอน (Carbon Offset & Carbon Neutral) ในกิจกรรมชดเชยคาร์บอนประเภทองค์กร (Carbon Neutral of CFO) จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. โดยทำการชดเชยคาร์บอน 100% จากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรปี 2023 ในขอบเขตที่ 1 และ 2 รวมทั้งสิ้น 23,092 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
สยามพิวรรธน์มีการบริหารจัดการขยะอย่างครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ภายใต้โครงการ Siam Piwat 360° Waste Journey to Zero Waste และได้เปิดตัว Recycle Collection Center (RCC) จุดรับวัสดุบรรจุภัณฑ์สะอาดที่ไม่ใช้แล้วแบบไดรฟ์ทรู (Drive-through) แห่งแรกในไทย ตั้งแต่ พ.ศ. 2564 ที่สยามพารากอน และต่อยอดการสร้างสมดุลด้านสิ่งแวดล้อมบนพื้นที่ไอคอนสยาม ส่งเสริมให้คนไทยจัดการขยะได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังนำขยะมารีไซเคิลเป็นวัตถุดิบเข้ากระบวนการ Upcycling เพิ่มมูลค่า และนำผลิตภัณฑ์บางส่วนนำมาจำหน่ายที่ ECOTOPIA แพลตฟอร์มร้านค้าปลีกรักษ์โลก สร้างระบบนิเวศธุรกิจเชื่อมโยงกลุ่มคนรักษ์โลกให้ร่วมกันสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีให้กับโลก

ธุรกิจยุคนี้ไม่ได้วัดการเติบโตทางตัวเลขความมั่งคั่งอย่างเดียว แต่ยังวัดว่าธุรกิจได้สร้างสิ่งดี ๆ ให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อมมากแค่ไหน
สยามพิวรรธน์มีปรัชญาธุรกิจชัดเจน แต่ความชัดเจนไม่ได้แปลว่าพวกเขาไม่ปรับตัว ในทางกลับกัน เมื่อหลักการวิถีสยามพิวรรธน์ชัดเจน ต่อให้ธุรกิจต้องปรับไปอย่างไรพวกเขาจะไม่ไขว้เขว เพราะมีหลักการที่แข็งแรง มั่นคง อยู่ร่วมกับยุคสมัยได้ยาว ๆ
อ่านเผิน ๆ เหมือนเรื่องนี้จะพูดแต่กับคนทำธุรกิจอย่างเดียว แต่ดูให้ดี หลักการนี้ก็นำมาใช้กับการใช้ชีวิตของเราให้มีความหมายขึ้นได้เช่นกัน


Website : www.siampiwat.com





