“ผมมองอีสานด้วยความภาคภูมิใจ คนอีสานจะขาดจะแคลนอะไรบ้าง แต่ก็เข้มแข็งพอที่จะดูแลตัวเองได้ ผมว่าดีนะที่คนอีสานเราดูแลตัวเองได้ดี ไม่ใช่มองตัวเองแบบคนมีปมด้อย ผมว่าอีสานที่มีปัญหาอยู่ที่ปม”
คำสิงห์ ศรีนอก เจ้าของนามปากกา ลาว คำหอม ในวัย 94 ย่าง 95 ปี เอื้อนเอ่ยน้ำเสียงแหบพร่าตามกายภาพที่ผันแปรในจังหวะเนิบช้า เพื่อโอบประคองความคิดที่ยังคงคมคายผ่านคำพูด ถ่ายทอดความเป็นจริงของอีสานบ้านเกิดในวันนี้อย่างอ่อนโยนสู่ผู้รับฟัง
ถัดเข้าไปจากไหล่ถนนมิตรภาพ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ไม่ไกลนัก ‘ไร่ธารเกษม’ สถานที่พำนักของลาว คำหอม ยังคงร่มเย็น ถนนดินแคบ ๆ ลอดผ่านอุโมงค์ต้นไม้ทอดสู่บ้านของศิลปินแห่งชาติผู้นี้ที่เขารัก เคยเป็นจุดนัดหมายของเหล่านักคิดนักเขียนทั่วฟ้าเมืองไทยแวะเวียนมาคาราวะพูดคุยกับผู้เป็นเจ้าของ สะท้อนให้เห็นว่าลุงคำสิงห์คือปูชนียบุคคลด้านวรรณกรรมที่ได้รับความเคารพนบนอบ และเป็นที่รักของคนในแวดวงน้ำหมึกเพียงไร
ด้วยนิสัยรักการอ่านเป็นชีวิตจิตใจตั้งแต่เด็ก เสน่ห์แห่งตัวอักษรจึงเป็นเสมือนพาหนะส่งให้ ด.ช.คำสิงห์ ศรีนอก ลูกชาวนาอีสานจากอำเภอบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา เติบใหญ่ และก้าวสู่การเป็นนักเขียนคุณภาพของไทย ภายใต้นามปากกาลาว คำหอม ผลงานของเขามีไม่มาก หากแต่ละชิ้นล้วนเป็นมาสเตอร์พีซ โดยเฉพาะผลงานรวมเรื่องสั้น ฟ้าบ่กั้น (พ.ศ. 2501) ที่ถ่ายถอดเรื่องราวเชิงวิจารณ์สังคมและความรู้สึกของคนอีสานไว้อย่างลุ่มลึก
เขาเคยเขียนระบุไว้ในคำนำรวมเรื่องสั้นดังกล่าวฉบับภาษาสวีดิชว่า เขากำลังตั้งใจ ‘เขียนคำร้องทุกข์’ จากคนอีสาน ผ่านภาพความยากไร้ ความเสื่อมโทรม และความล้าหลังของชาวไร่ชาวนา ด้วยเจตนาจะเรียกขานมโนธรรมของชาวเมือง
67 ปีนับจากผลงานรวมเรื่องสั้น ฟ้าบ่กั้น ตีพิมพ์ มาจนถึงวันนี้ อีสานเปลี่ยนแปลงไปมากโข สิ่งที่น่าสนใจที่สุดก็คือ ด้วยวัยวันที่ผันผ่าน วันนี้อีสานในสายตาและความรู้สึกของลาว คำหอม เป็นอย่างไร มีสิ่งใดที่กั้นคนอีสาน มีสิ่งใดอีกหรือไม่ที่คนอีสานต้องตีกลองร้องทุกข์อีกครั้ง (หากต้องทำ) และอีกหนึ่งประเด็น คือการขอคำแนะนำสำหรับผู้ที่รักการเขียนและอยากเป็นนักเขียนให้ประสบความสำเร็จจากศิลปินแห่งชาติด้านวรรณศิลป์ผู้นี้

ฉันติดต่อนัดหมายขอเข้าพบกับคุณลุงคำสิงห์ ศรีนอก ด้วยเหตุผลข้างต้น ผ่าน พี่คำหอม ศรีนอก ผู้เป็นลูกสาว เบื้องต้นเธอแบ่งรับแบ่งสู้ด้วยเหตุผลว่า ผู้เป็นพ่ออายุมากแล้ว เกรงว่าจะให้สัมภาษณ์ยาว ๆ ไม่ได้ แต่เมื่อแจ้งเจตจำนงและแนวทางการพูดคุยให้ทราบ จึงรับนัดหมายให้เข้าพบกับท่าน แม้ระยะเวลาการพูดคุยไม่นานมากนัก แต่ถ้อยแถลงจากลาวคำหอมยังคงสะท้อนถึงสายตาอันเฉียบคมลุ่มลึกต่อสังคมอีสานที่เขามอง และวิพากษ์ออกมาได้ชัดเจน งดงาม อ่อนโยน ทว่าหนักแน่นน่าสนใจอย่างยิ่ง สมฐานะนักเขียนแห่งชาติและปัญญาชนชาวอีสาน

ด้วยเล็งเห็นว่าถ้อยคำทุกถ้อยคำของลาว คำหอม ศิลปินแห่งชาติสาขา วรรณศิลป์ นั้นมีคุณค่ามาก ครั้งนี้เราจึงขอนำเสนอบทความในลักษณะการสัมภาษณ์ถามตอบอย่างตรงไปตรงมา ไม่ขัดเกลาใด ๆ เพื่อคงความหมายอันคมคายและถ้อยคำของลาว คำหอม เอาไว้อย่างครบถ้วน
ณ บ้านพักหลังใหม่ที่รีโนเวตให้เหมาะกับการอยู่อาศัยของผู้สูงอายุมากขึ้น คำสิงห์ ศรีนอก หรือ ลาว คำหอม นั่งอยู่บนโซฟารองหมอนอิงลายทางสีฟ้าขาว โต๊ะด้านหน้าเต็มไปด้วยกองหนังสือ ผมสีขาวกับท่าทีเชื่องช้าบ่งบอกถึงวัยชราที่มาเยือน หากท่านยังนั่งหลังตรงดูสงบนิ่งทั้งทีท่าและแววตา ข้าง ๆ มี คำหอม ศรีนอก บุตรสาวคนกลางในบรรดาลูกทั้ง 3 คน คอยดูแลผู้เป็นพ่อด้วยท่าทางอ่อนโยนเฉกเดียวกับน้ำเสียงเนิบช้า ชัดถ้อยชัดคำ ยามสื่อสารกับผู้เป็นบิดา ขยับมาเล็กน้อย ป้าประวี ศรีภรรยาของลุงคำสิงห์ ยิ้มแย้มต้อนรับด้วยน้ำเสียงแจ่มใส

“คนไหนเกม” ลุงคำสิงห์ถามกับลูกสาว ตอนที่ฉันเดินเข้าไปถึงโถงด้านในนั้นพอดี ฉันจึงไหว้สวัสดีท่าน
“อ้อ นานมาแล้วนี่” ลุงว่า
ฉันจึงตอบลุงคำสิงห์กลับไป “ใช่ครับ ครั้งแรกเกมมาหาคุณลุงตอนเรียนจบมัธยม มากับ ครูสุข แล้วอีกทีตอนที่มาสัมภาษณ์คอลัมน์ครอบครัว สมัยนั้นยังทำงานที่แมกาซีน และครั้งนี้มาหาคุณลุงเป็นครั้งที่ 3 ครับ”
(ครูสุข หมายถึง สุขสันต์ เหมือนนิรุทธิ์ ศิลปินอีสานผู้ถ่ายทอดวิถีชีวิตคนอีสานผ่านผืนผ้าใบ และแผ่นภาพกวีเพลงในนาม สันติภาพ นาโค ผู้ที่รักและเคารพลุงคำสิงห์มาก ส่วน ครูแจ๋ว คือ เสาวลักษณ์ เหมือนนิรุทธิ์ ผู้เป็นภรรยา)
“ครูสุขกับครูแจ๋วไม่รู้ใครไปก่อนกันนะคะ” ป้าประวีถามฉัน
“อาจารย์แจ๋วไปก่อนครับ ครูสุขท่านเฮิร์ตมากครับ ช่วงครูสุขป่วยเกมลาพักร้อนไป 5 วัน ไปอยู่กับอาจารย์ ก็ได้เห็นสภาวะจิตใจของอาจารย์ท่าน”
“เรายังมีรูปเขียนของอาจารย์สุขสันต์แขวนอยู่เต็มเลย” พี่คำหอมกล่าวกับฉัน
บทสนทนาสัพเพเหระเบื้องต้นนี้ช่วยคลายความประหม่าของฉันผู้ที่กำลังจะพูดคุยกับลุงคำสิงห์ได้ดี ก่อนจะเข้าสู่บทสนทนา ฉันตั้งคำถามแรกกับคุณลุง ท่านบอกกับฉันว่า “พูดให้ดัง ๆ หน่อย” จึงเพิ่มไดนามิกเสียงด้วยคำถามเดิมกับท่านไปว่า
ในวัย 94 ย่าง 95 ปี กายภาพภายนอกและสภาพภายในจิตใจของ ลาว คำหอม เป็นอย่างไรบ้าง
รู้สึกว่าตัวเองชราลง ได้รับรสชาติความชราว่าเป็นอย่างนี้ แต่ก็ดีใจด้วยที่ได้ผ่านเข้าสู่วัยชรา โดยสุขภาวะส่วนใหญ่ก็ต้องสารภาพว่าดีกว่าปรกติ

อายุผ่านมาถึงวันนี้ มุมมองที่มีต่ออีสาน ณ วันนี้เป็นอย่างไรบ้าง
อีสานก็ยังเป็นลูกเมียน้อยอยู่ ได้รับการดูแลเหมือนเขาดูแลเมียน้อยอยู่นั่นเอง
ทำไมคุณลุงถึงรู้สึกอย่างนั้น
ดูทั่วไปนะครับ การที่คนตกอยู่ในสภาพของลูกเมียน้อยเป็นอย่างไร ชาวอีสานเราก็เป็นอย่างนั้น เขามองเราอย่างนั้นจริง ๆ การทุ่มเทพัฒนาที่เขาดูแลให้ภาคอีสานเหมือนเขาดูแลเมียน้อย ผมหมายถึงรัฐบาลไทยนะครับ ก็ยังมองอย่างนั้นอยู่
อีสานยังประคองตัวเป็นลูกเมียน้อยนะครับ ต้องยอมรับสภาพว่าคนอีสานเดี๋ยวนี้อยู่ในสถานะที่เรียกร้องอะไรไม่ได้มากหรอก สุดแท้แต่จะเมตตา ลูกเมียน้อยก็ต้องรู้สึกอย่างนั้น แล้วแต่เขาจะเมตตา เขาจะเลี้ยงดูยังไงก็ต้องรับสภาพ อีสานรับสภาพนี้มายาวนานจนชินแล้ว ชินกับการเป็นลูกเมียน้อย
ความเคยชินนี้ดีไหม
จะใช้คำว่าดีย่อมไม่ได้ แต่จะเลวไปกว่านี้ก็ไม่ได้ เพราะสถานะของผู้ดูแล สามีก็มีศักยภาพพอจะดูแลได้เท่านี้แหละ เขาทำเต็มที่ ในฐานะสามีเขาก็ดูแลเมียน้อยได้ดีทีเดียว
ในความเป็นลูกเมียน้อยของอีสาน มันเป็นต้นทุนที่จะนำมาผลิตงานเขียนในลักษณะไหนได้บ้าง
ก็มีเท่าที่เขียนนั่นล่ะ ผมหวังว่าคุณน่าจะได้อ่านแล้ว เพราะลุงเขียนหนังสือไม่มากนะ อ่านแล้วเกือบทั้งหมดกระมัง มีแค่นั้นแหละ เรามีต้นทุนน้อย
ต้นทุนส่วนใหญ่เป็นไปในทิศทางไหนครับ ความคับแค้นใจอย่างนั้นหรือ
ไม่เชิงคับแค้นใจ เพราะเขาชินกับสถานะความเป็นลูกเมียน้อย จึงต้องปรับปรุงตัวเอง ดูให้ดีว่าจะทำตัวให้มีศักดิ์มีศรีได้อย่างไร เพราะผมเชื่อว่าคนอีสานรู้ตัวในเรื่องนี้ดี
หากวันนี้ในฐานะที่ลาว คำหอม เป็นคนอีสาน อยากจะเอื้อนเอ่ยสุ้มเสียงของลูกเมียน้อยอย่างคนอีสานในวัย 94 ย่าง 95 ปีให้สังคมได้ยิน อยากจะบอกอะไร
คงจะพูดกับตัวเองนะ น่าจะพูดว่าถือว่าเป็นคนอีสานที่มีศักดิ์มีศรีคนหนึ่ง ในฐานะที่เป็นเมียน้อย สามีดูแลตามมีตามเกิด ลุงว่าดีที่สุดแล้วนะ อย่างน้อยก็ดูแลตามมีตามเกิด ไม่ได้ทอดทิ้งอะไร สิ่งใดที่ควรมี สิ่งใดที่ควรได้ เราก็ได้ เราก็มีอยู่ เพียงแต่อยากให้อีสานนี้รู้สึกจริง ๆ ว่าแม้จะอยู่ในสภาพอย่างนี้เราก็ดูแลตัวเองได้ดีตามสมควร
มีประเด็นอื่น ๆ ด้วยไหมที่อยากพูดออกไปนอกจากเรื่องเมื่อสักครู่
คงไม่มีอะไรมากหรอกครับ นอกจากสำนึกถึงความเป็นจริงของชีวิตของตัวเอง แล้วก็ภาคภูมิใจว่าในสถานะอย่างนี้ เรายังดูแลตัวเองได้ค่อนข้างดี เพียงแต่ให้มีสำนึกในศักดิ์ในศรี ว่าจะถึงยังไงเราก็ได้แค่นี้แหละ
สำหรับเด็กใหม่ ๆ สำหรับคนอีสานในทุกวันนี้ มีคำแนะนำหรืออยากบอกอะไรกับพวกเขาบ้าง (พี่คำหอมช่วยแต่งเติมบทสนทนากับคุณพ่อ)
ไม่มีอะไรมากหรอก มันขึ้นอยู่กับตัวเราเองนะ ถึงจะมองจากภายนอกว่าเราไม่ค่อยมีอะไร แต่พ่อยังอยากเห็นความกล้าแสดงออกและความภาคภูมิใจ ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของพลเมืองในประเทศ

ควรแสดงออกแบบไหนเพื่อให้คนอื่นรู้ว่าเราภาคภูมิใจ
ถึงจะมองดูจากภายนอกว่าคนอีสานไม่ค่อยสู้จะมีอะไรสักเท่าไร แต่จริง ๆ เรามีศักดิ์มีศรี มีความเป็นมนุษย์สมบูรณ์ ปราศจากปมด้อย ไม่อยากให้มองตัวเองต่ำต้อยเกินไป เพราะจริง ๆ เรามีศักดิ์มีศรี สิ่งใดควรจะได้ ควรจะมี เราก็ได้ เราก็มีแล้ว
อยากขอคำแนะนำสำหรับนักเขียนรุ่นใหม่ว่า ต้องทำอย่างไรให้การถ่ายทอดเรื่องราวประสบความสำเร็จ
มองที่ตัวเรา เรามีอะไรที่ควรจะอวด ควรจะภาคภูมิใจ จงเขียนในสิ่งที่เราเองภาคภูมิใจ ผมภูมิใจนำเสนอความเป็นลูกอีสาน ถึงเราขาดแคลนด้านวัตถุ แต่เรามีความเข้มแข็งด้านจิตใจและมโนธรรมเต็มเปี่ยม อยากฝากไว้แค่นี้แหละ
มันไม่ใช่ปมด้อยนะ เราเป็นพลเมืองไทย เป็นคนไทย ถึงจะเป็นคนอีสานแต่ก็เป็นไทยอีสาน ซึ่งเป็นคนไทยคนหนึ่ง คงขอกันแค่นี้ ขอให้มีความสำเร็จโดยมั่นคงในความเป็นคนไทยอีสาน
ความสำเร็จในฐานะนักเขียนควรจะวางอยู่ที่ตรงไหนครับ
แล้วแต่จุดมุ่งหมายนะครับว่าต้องการจะแสดงอะไร ผมเป็นคนอีสาน ในฐานะลูกอีสานก็เขียนสิ่งที่พอใจ ภูมิใจ สุขใจ
พอใจ ภูมิใจ สุขใจ 3 อย่างนี้ที่ฝังอยู่ในตัวของผม
ถ้าอยากเป็นนักเขียนที่ประสบความสำเร็จ ต้องมีหลักคิดและปฏิบัติยังไง
คนอีสานมีทุกสิ่งทุกอย่างที่คนอื่นมี เราไม่ได้ด้อยกว่าใคร ขอให้เก็บสิ่งเหล่านี้เป็นความภาคภูมิใจ ไม่ใช่น้อยใจ


วันข้างหน้าในมุมมองของคุณลุง อีสานจะเติบโตไปอย่างไรครับ
ผมว่าคนอีสานเป็นคนเข้มแข็งทางจิตใจ ผมมองอีสานด้วยความภาคภูมิใจ แม้คนอีสานจะขาดจะแคลนอะไรบ้าง แต่ก็เข้มแข็งพอที่จะดูแลตัวเองได้ ผมว่าดีนะที่คนอีสานเราดูแลตัวเองได้ดี ไม่ใช่มองตัวเองแบบคนมีปมด้อย อีสานที่มีปัญหาอยู่ที่ปม ถ้าเรารู้สึกว่าเป็นคนอีสาน มีศักดิ์มีศรีเท่าเทียมกับคนอื่น เท่านี้ก็น่าจะพอ เพราะโดยสถานะของคนอีสาน คิดอะไรมากไปกว่านี้ไม่ได้ ผมเพียงแต่อยากให้คนอีสานมีความภาคภูมิใจในส่วนนี้ ตัวมองเห็นความดี เห็นความเข้มแข็งของตน เรามีความเข้มแข็งมาก คนอีสานถึงยังไงก็มองหน้าคนอื่นได้เต็มตา พูดได้เต็มปากว่าเราเป็นคนอีสาน
ในนาม ‘ลาว คำหอม’ ผู้เขียน ฟ้าบ่กั้น คิดว่ามีอะไรที่กั้นคนอีสาน ณ ปัจจุบันที่อยากสะท้อนออกมาในวันนี้ไหม
อย่างที่ผมบอกแล้วนั่นล่ะ ขอแค่เรายังมีความภาคภูมิใจ ภูมิใจในความมีศักดิ์มีศรี ก็กล่าวได้ว่าดีมากแล้ว

ไม่มีอะไรต้องร้องทุกข์ต่อไปอีกหรือ
ไม่มี ไม่ต้อง ขอให้ภูมิใจในตัวเอง อย่างที่ผมบอก ถึงเราเป็นลูกเมียน้อย ผู้ดูแลเราเขาก็ดูแลเราอย่างดี ให้เกียรติเราในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของสังคมอีสาน ที่เขาไปมองว่า โอ้ย คนอีสานนี่มันลาว มันเป็นลาว แต่ก่อนมักจะมองกันอย่างนั้น ก็คงขอกันแค่นี้แหละนะครับ
เล่าถึงตรงนี้ ลุงคำสิงห์เริ่มไอ เราจึงพักการสนทนาอึดใจหนึ่ง เพื่อให้ท่านได้ดื่มน้ำสักครู่อึดใจพระพุทธ พี่คำหอมก็เริ่มเปิดบทสนทนากับผู้เป็นพ่อ
“อีสานวันนี้มาไกลกว่ายุคของพ่อมากเลยนะ”
ลุงคำสิงห์กล่าวตอบลูกสาวว่า “มาไกลกว่าใครผู้อื่นด้วย พ่อว่า”
พี่คำหอม “ถ้าเทียบกับภาคอื่น ๆ ใช่ไหม”
“อืม เพราะเราภาคภูมิใจในความเป็นคนอีสาน แต่ก่อนนี้เรามีปมจริง ๆ” ลุงคำสิงห์ตอบกลับ
ฉันตั้งคำถามกับท่านต่อไปว่า ความภาคภูมิใจในตัวเองของคนอีสานที่ไม่มองว่าความขาดแคลนเป็นปมของชีวิต คือหัวใจสำคัญอย่างนั้นหรือ ท่านไม่ได้ตอบย้ำในประเด็นนี้ แต่บอกกับเราว่า
“คนอีสานเป็นพลเมืองส่วนดีด้วย”
ทำไมคุณลุงถึงมองคนอีสานเป็นพลเมืองส่วนดี
ก็เพราะสภาพการณ์ของเราปั้นให้เราเป็นคนเข้มแข็ง เข้มแข็งพอที่จะมองหน้าทุกคนได้ ลุงรู้สึกอย่างนั้นนะครับ เรามีศักดิ์มีศรีเท่ากับคนอื่น ๆ ในบ้านในเมืองนี้ ไม่ด้อยกว่าใคร คนอีสานไม่ด้อยกว่าพลเมืองส่วนอื่น

มีอะไรที่คนอีสานต้องระมัดระวังไหมครับ
อย่าทะนงตัวจนเกินไป ขอให้มีความหยิ่งทะนงในตัวเอง แต่ไม่หยิ่งทะนงจนดูถูกดูหมิ่นคนอื่น จงมองทุกคนว่าเป็นคนมีเกียรติ ให้เกียรติกับเพื่อนร่วมภาคทุกคนว่าเราไม่มีอะไรมากไปกว่าศักดิ์ศรี ขอให้ธำรงความสำนึกในศักดิ์ศรีของคนอีสานไว้ให้มั่นคง
พี่คำหอมเล่าถึงลักษณะคอลัมน์ อีสาน Lifehacker ที่เรามาพูดคุยกับท่านในวันนี้ว่า เป็นการนำเสนอเรื่องราวของคนอีสาน และอยากให้เราช่วยเล่าให้คุณลุงฟังว่าได้ไปพูดคุยกับใครมาบ้าง
ฉันจึงแลกเปลี่ยนในบทสนทนาว่าได้ไปคุยกับคนเก่ง ๆ หลายคนในอีสาน ซึ่งมีวิธีการไปถึงเป้าหมายของตนเองบนข้อจำกัดได้อย่างน่าสนใจ และตั้งคำถามกับลุงคำสิงห์ในประเด็นนี้ต่อไปว่า
วันนี้ก็มาคุยกับศิลปินนักเขียน ซึ่งจริง ๆ แล้วคือผู้อาวุโสของคนในวงการเขียน และเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ของประเทศที่จะเป็นตัวแทนของคนอีสานได้อย่างน่าภาคภูมิใจ กว่าจะมาถึงทุกวันนี้ คุณลุงคิดว่ามาถึงเป้าหมายของตัวเองหรือยัง
มาถึงแล้ว
เป้าหมายของคุณลุงคืออะไร
คือความมีศักดิ์มีศรีที่พูดได้อย่างเต็มที่เต็มปากเต็มคำว่า เราเป็นคนมีพื้นมีเพ มีเผ่าพงศ์วงศ์วานที่เข้มแข็ง แม้จะถูกจำกัดจำเขี่ยบ้าง แต่เราเข้มแข็งพอจะยืนขึ้น และบอกกับทุกคนว่าเราเป็นคนอีสาน เราเป็นคนไทย
กว่าจะมาถึงเป้าหมายตรงนี้ อะไรคือความลำบากที่สุดที่ลาว คำหอม ต้องเผชิญ
คือสภาพที่ถูกยัดเยียดให้เป็นคนอีสานนี่แหละครับ เพราะเกิดมาแบกภาระอันนี้เลยว่าคุณเป็นคนอีสาน ภารกิจของคนอีสานไม่เหมือนคนอื่นเขาเลย ขาของเราต้องแข็งพอที่จะค้ำยันน้ำหนักของตัวเองไว้ได้ เรามองโดยรอบแล้วพูดได้เต็มคำว่าเราเป็นคนอีสาน โดนเพียงแค่นี้ก็หนักมากแล้วครับ เพียงแต่จะสะสมพลัง แบกรับสถานะของตัวเองในฐานะคนอีสานก็หนักอยู่แล้ว แต่เราจำต้องรับสถานะนี้ไว้ต่อไปอย่างภาคภูมิใจ

คุณลุงมีคำแนะนำถึงวิธีจัดการความลำบากนี้อย่างไร
ทำขาให้แข็ง ยืนให้มั่นคง เพราะเราถูกผลักไปผลักมาอยู่ตลอด ถ้าไม่เข้มแข็ง เราอาจจะล้มลงโดยง่าย ขอกันแค่นี้แหละนะครับ ขอให้มีพลังขาเข้มแข็ง แบกรับน้ำหนักของตัวเองให้ได้
(ใบหน้าเรียบนิ่งหากมั่นคงในแววตา คือการตอกย้ำถ้อยคำที่เพิ่งจบลงของบทสนทนาให้หนักแน่นขึ้นและจับใจผู้ฟัง)
“ทางมันลำบาก ขามันต้องแข็งหน่อยเนาะ พ่อคนอีสานอย่างเรา” คำหอมกล่าวกับพ่อและยิ้ม
ขณะที่ป้าประวีเสริมว่า
“คิดถึงสมัยก่อนนะ ไร่มีชีวิตชีวา พวกเด็ก ๆ มาเยี่ยมเยอะ สนุกกัน โดดน้ำกันตูม ๆ ตอนนี้เงียบเหงามาก”
ฉันไหว้ขอบคุณลุงคำสิงห์ ท่านรับไหว้
จากนั้นพี่คำหอมก็พาไปเดินเล่นรอบไร่ธารเกษมให้พอได้รำลึกความหลังครั้งที่เรียนจบมัธยม มากระโดดน้ำเล่น เก็บสายบัวขาว ตกปลาตะเพียนไปทำกับข้าว แม้วันนี้ลำธารในไร่จะไม่ได้มีน้ำเต็มเปี่ยมอย่างวันวาน หากความทรงจำนั้นยังแจ่มชัดราวกับเพิ่งเกิดขึ้น
ระหว่างเส้นทางเดิน พี่คำหอมและฉันพูดคุยกันถึงเรื่องราวของงานเขียน ชีวิตของคนทำงานเขียน วิธีคิดวิธีเขียนของนักเขียนท่านต่าง ๆ การทำงานในฐานะ บ.ก. ของพี่คำหอม ตลอดจนการออกมาเผชิญชีวิตในฐานฟรีแลนซ์ที่ไม่ได้นั่งออฟฟิศรับงานประจำอีกต่อไป ทว่าสิ่งสำคัญหนึ่งที่พี่คำหอมบอกกับฉันก็คือ การได้ฟังสัมภาษณ์ของผู้เป็นพ่อในวันนี้ที่ทำให้เธอถอดความกังวลในใจวางลงได้

“นั่งฟังที่พ่อคุยวันนี้แล้วทำให้พี่สบายใจ เพราะคิดอยู่เสมอว่าพ่ออายุมากแล้ว ความรู้สึกนึกคิดภายในของท่านเป็นอย่างไรเราก็คาดเดาไม่ได้ แต่การได้ฟังสิ่งที่ท่านเล่าวันนี้ พี่พบว่าพ่อเข้าสู่ความชราด้วยความเข้าใจ ด้วยความยอมรับมันเข้าสู่ชีวิตอย่างหมดจด”
ก่อนกลับ ฉันกราบลาลุงคำสิงห์และป้าประวี พร้อมขอถ่ายภาพกับท่านเพื่อเป็นที่ระลึก และหลักฐานอันงดงามของชีวิตฉันที่ได้มีโอกาสพูดคุยกับลาว คำหอม พี่คำหอมหยิบหนังสือ ลาวคำหอม ให้กับฉันเก็บไว้เป็นที่ระลึก แน่นอนว่าฉันเองก็ไม่ลืมขอลายเซ็นจากศิลปินท่านนี้ มือที่สั่นเทาบรรจงจรดปากกาแล้วลากเส้นเชื่อมโยงเป็นตัวอักษรระบุว่า

ด้วยความปรารถนาดี
ลาว คำหอม
14 กรกฎาคม พ.ศ. 2568
