22 กรกฎาคม 2025
2 K

สารภาพว่าฉันมาถึงก่อนเวลานัดพูดคุยกับเจ้าของร้าน Wild Woods, Wine Woods ราว ๆ 1 ชั่วโมง แต่แค่เดินเข้ามาในโครงการอยู่เย็นการ์เดนก็สะดุดตากับหน้าร้าน ไม่เพียงตั้งอยู่ตรงหัวมุม แต่ต้นไม้ที่วางตกแต่งดูน่ารัก มีฉากหลังเป็นบานกระจกใสตัดขอบไม้คล้ายคาเฟ่อบอุ่น เชื้อเชิญให้เข้าไปใช้เวลา ฉันตัดสินใจเปิดประตูเข้าไปทันที และอยากนำทุก ๆ คนไปสำรวจร้านนี้พร้อม ๆ กัน

ด้วยความสงสัยแรกว่า ‘Wild Woods, Wine Woods’ เป็นร้านอะไร วัต-ภาวัต รุจิรากรสกุล ให้คำตอบที่ชัดเจนว่า “เราเป็นร้านต้นไม้” 

ช่วงเวลาของ Wild Woods เริ่มต้นตอน 10 โมงเช้า ขายต้นไม้ จัดเวิร์กช็อป เสิร์ฟกาแฟ ชา ช็อกโกแลตแบบสโลว์บาร์ ส่วน 6 โมงเย็นเป็นต้นไปคือช่วงเวลาของ Wine Woods ที่เปลี่ยนมู้ดเป็นบาร์ อาหารทุกจานใช้วัตถุดิบจากสกลนคร เช่นเดียวกับเครื่องดื่มที่มี ‘ออนซอน’ สุราชุมชนจากสกลนครเป็นองค์ประกอบหลัก

จากจุดเริ่มต้นไอเดียของวัตที่อยากทำร้านต้นไม้ดี ๆ สักร้านในกรุงเทพฯ สู่นัดกระชับมิตรคือการรวมพาร์ตเนอร์มาปล่อยของที่ตัวเองถนัด ทั้งเพื่อนสนิทกว่า 20 ปีอย่าง เสือ-ธรรมวิทย์ ลิ้มเลิศเจริญวนิช เจ้าของร้านอาหาร House Number 1712 และ ออนซอน มาเป็นตัวหลักเรื่องอาหารและเครื่องดื่ม ชวน ไบร์ท-สิตราวัชร์ พนาวิวัฒนาการ รุ่นน้องสมัยเรียนมหาวิทยาลัยที่อยู่ในธุรกิจฟาร์มผักออร์แกนิกผู้เชี่ยวชาญเรื่องดินมาดูแลพาร์ตต้นไม้ ส่วนตัววัตเองเลือกขนเมล็ดกาแฟที่ชอบจากร้านเพื่อนสนิทอีกคนที่ทำแบรนด์ Roast Runner โรงคั่วกาแฟสเปเชียลตี้ที่จัดว่าอยู่ในอันดับต้น ๆ ของไทยมาเปิดเป็นมุมสโลว์บาร์เล็ก ๆ 

ไวบ์ร้านแบบนี้หากอยู่กลางเมืองจะไม่แปลกใจนัก แต่เมื่อตั้งอยู่ฝั่งธนฯ จึงมีคำถาม พวกเขาทั้ง 3 คนตอบ (เกือบ) พร้อมกันว่า “ใกล้บ้าน” ซึ่งอาจเป็นสิ่งยืนยันความสัมพันธ์นี้ และอีกเหตุผลคือความเชื่อว่าเมืองกำลังขยายออก คนเลือกอาศัยอยู่ในโซนนี้เป็นลำดับต้น ๆ ของกรุงเทพฯ 

“เราเลยรู้สึกว่า Wild Woods, Wine Woods จะเป็นพื้นที่ที่ได้ทดลองว่าไอเดียที่เราคิดจะดีจริงหรือเปล่า” วัตพูดเสริม

Widly Good Vibes

ต้นไม้หลากหลายสายพันธุ์จัดวางอยู่ทั่วร้าน ทั้งบนชั้น บนโต๊ะ บนพื้น กระทั่งห้อยย้อยระย้ามาจากด้านบน กระถางหลายสี หลายขนาด วางให้เลือกคล้ายโชว์รูมขนาดย่อม มีมุมที่แขวนอุปกรณ์สำหรับปลูกต้นไม้ รวมไปถึงของตกแต่งอย่างหินหลายประเภทที่ใช้ในกิจกรรม Plant Bar

ส่วนเส้นสายสีทองและสีแดงที่แฝงอยู่ในการตกแต่งร้านเกิดจากแรงบันดาลใจที่ได้มาจากรายละเอียดของสถาปัตยกรรมไทยจากเพื่อนสนิทที่เป็นสถาปนิกมาช่วยออกแบบร้านให้เข้ากับคอนเซปต์ที่วางไว้อย่างลงตัว

Wild Woods คัดต้นไม้ฟอร์มสวย เลี้ยงง่าย
พร้อมบริการรับปฐมพยาบาลต้นไม้หลังการขาย

เหตุผลที่วัตอยากเปิดร้านต้นไม้เกิดจากความชอบส่วนตัวและได้แรงบันดาลใจจากการเดินทางไปประเทศญี่ปุ่น เขาเจอร้านต้นไม้ร้านใหญ่อยู่กลางห้าง เลยเริ่มชวนไบร์ทมาแจมในโปรเจกต์นี้ ไบร์ทบอกว่า “ตอนพี่วัตมาเล่าให้ไอเดียให้ฟังก็สนใจ เพราะผมมีประสบการณ์เกี่ยวกับการปลูกผัก ผมรู้ว่าจะทำยังไงให้ดินดี แต่อาจต้องเรียนรู้ประเภทของต้นไม้ให้มากขึ้น”

ทั้งวัตและไบร์ทจึงใช้เวลาเกือบ 4 เดือนก่อนเปิดร้านในการทดลองเพาะต้นไม้ เดินทางไปยังฟาร์มต้นไม้ประเภทต่าง ๆ ทั้งไม้ใบหรือแคคตัส เพื่อให้เข้าใจธรรมชาติของต้นไม้มากกว่าเดิมจนลงตัวกับการเปิดร้านขายต้นไม้ที่ฟอร์มสวยและเลี้ยงง่าย เช่น ต้นป๊อปอาย ต้นยูโฟร์เบีย แลคเทีย ต้นเก๋งจีน ต้นไวโอลินทอง ฯลฯ ในส่วนของกระถางนำเข้ามาเองจากต่างประเทศ เน้นวัสดุเป็นไฟเบอร์กลาส ทนทาน น้ำหนักเบา และอีกส่วนหนึ่งเป็นกระถางดินเผาจาก ‘เซรามิกดอนหมูดิน’ แห่งสกลนครที่วัตหลงเสน่ห์ครั้งเดินทางไปเที่ยวบ้านของเสือ

“เราพยายามคัดต้นไม้ที่ฟอร์มเด่น ๆ ต่างกับในตลาดมาไว้ในร้านเพื่อให้ลูกค้านำไปตกแต่งบ้านหรือซื้อเป็นของขวัญได้ อาจจะสร้างความพรีเมียมด้วยวิธีการดัดลวด อย่างต้นหนวดปลาหมึกหรือต้นมะสัง เพื่อทำให้ต้นไม้เป็นเป็นฟอร์มที่ดูเป็นประติมากรรมมากขึ้น หรือออกแบบเซตต้นไม้ฟอกอากาศที่ลูกค้าถามหาตั้งแต่วันแรกของการเปิดร้านขึ้นมา เป็นเซตต้นลิ้นมังกรแคระที่เราคิดลงลึกตั้งแต่ขนาดต้นไม้ ขนาดกระถาง สีใบไม้ สีกระถาง รวมถึงการขนส่ง เพื่อให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าและตรงกับโจทย์ของเราคือสวย เลี้ยงง่าย” ไบร์ทอธิบาย

“ผมว่าตลาดต้นไม้ในปัจจุบันต่างกับสมัยก่อนนิดหนึ่ง เพราะบริบทคนในยุคปัจจุบันอยู่ในห้องที่มีระเบียง อาจจะไม่ได้มีพื้นที่สวน เพราะฉะนั้น สิ่งที่เขาต้องการอาจไม่ใช่ต้นไม้เยอะ ๆ แต่เป็นประติมากรรมชิ้นสองชิ้นที่ช่วยให้ห้องดูสดชื่นขึ้น ซึ่ง Wild Woods เป็นจุดเริ่มต้นให้เขาได้” วัตเสริม

“เห็นต้นไม้ 2 ต้นที่อยู่ตรงนั้นมั้ยครับ” วัตชี้ไปต้นไม้ต้นเล็ก ๆ 2 ต้นที่ดูออกทางสายตาว่ากำลังป่วย “เป็นต้นไม้ที่ลูกค้ามาปลูกที่ร้าน แต่พอลูกค้าเอาไปอาจจะรดน้ำน้อยหรือมากเกิน เราก็ให้เขาเอากลับมาปฐมพยาบาล ต้นนั้นที่ใบทิ้งไปหมดแล้ว พอดูแลจนใบกลับมาก็ส่งข้อความให้ลูกค้ามารับ เพราะพวกเราไม่ได้ปลูกต้นไม้เก่งกันมาตั้งแต่แรก ลูกค้าที่ซื้อยอมจ่ายมากกว่าปกติ เขาก็ต้องรับความเสี่ยงว่าปลูกแล้วเอากลับไปจะเป็นยังไง การรับปฐมพยาบาลต้นไม้เลยเป็นสิ่งที่การันตีให้ลูกค้าสบายใจ”

ในร้าน Wild Woods ทุกคนเข้ามาเพื่อเลือกซื้อต้นไม้กลับบ้านหรืออยากใช้เวลากับตัวเองเพิ่มสักนิดด้วยกิจกรรมที่ทั้งวัตและไบร์ทเลือกมาแล้วว่าแปลกใหม่และไม่ยากเกินไป นอกจาก Plant Bar ที่ให้ลูกค้า DIY ตกแต่งกระถางต้นไม้ของตัวเอง ยังมีเวิร์กช็อปโคเคดามะ (Kokedama) ศิลปะการปลูกต้นไม้ของญี่ปุ่น โดยนำต้นไม้พันธุ์เล็ก ๆ มาปลูกในดินที่ปั้นเป็นก้อนกลมแล้วหุ้มด้วยมอสส์ จากนั้นใช้เชือกมัดให้แน่นกลายเป็นลูกบอลมอสส์ที่ตั้งวางหรือแขวนโชว์ได้ เห็นภาพมากขึ้นจากกรอบรูปเฟินชายผ้าสีดา ลักษณะคล้ายเขากวางที่แขวนตกแต่งอยู่ตามชั้น ซึ่งคาแรกเตอร์ที่โดดเด่นนี้เองกลายร่างเป็นโลโก้ซน ๆ ของร้านที่ประทับอยู่บนแก้วกาแฟอีกด้วย

มุมสโลว์บาร์ ชูกาแฟจาก Roast Runner ช้า ๆ แต่ชัวร์ทุกแก้ว

“เรามั่นใจว่ากาแฟในร้านต้นไม้ของเราอร่อยไม่แพ้ที่อื่น” วัตเป็นคนดื่มกาแฟจริงจังและมีแพสชันเรื่องกาแฟเป็นทุนเดิม การเปิดบาร์เครื่องดื่มเล็ก ๆ ในร้านต้นไม้จึงเป็นเรื่องที่เขาถนัด โดดเด่นที่สุดคือเมล็ดกาแฟที่ใช้เป็นเมล็ดอาราบิก้าจากโรงคั่ว Roast Runner

“เครื่องดื่มทุกอย่างเป็นเมนูเรากิน อย่างกาแฟเราใช้เมล็ดของ Roast Runner เป็นแบรนด์กาแฟของเพื่อนสมัยมัธยมที่เราชอบและเรากิน หรือเมนูชามะนาวที่ทำน้ำเชื่อมเอง เป็นน้ำเชื่อมวานิลลาสดกับน้ำเชื่อมสตรอว์เบอร์รีสด ทุกแก้วที่เสิร์ฟเป็นรสชาติที่เราชอบ และด้วยความที่ไม่ได้เปิดเป็นคาเฟ่จ๋า ๆ ดังนั้น เราจะเสิร์ฟแก้วต่อแก้ว จึงให้ความสำคัญกับคุณภาพได้” 

Wine Woods เสิร์ฟอาหาร T(HAI)APAS ที่ทุกจานใช้วัตถุดิบจากสกลนคร และเครื่องดื่มจากออนซอน   

ใกล้ ๆ 6 โมงเย็น ข้างนอกร้านเริ่มสลัว พระอาทิตย์คล้อยตกดินไปพร้อม ๆ กับที่แสงไฟในที่ร้านเริ่มเปลี่ยน โต๊ะอีกตัวถูกยกมาเสริม เซตจาน ขวดไวน์ โคมไฟจัดวางประจำตำแหน่ง เพลย์ลิสต์เพลงต่างไปจากเดิม

“กลางคืนเป็นเวลาของผม” เสือเล่าว่า Wine Woods เป็นอีกหนึ่งโปรเจกต์ชิมลางที่สนุก เพราะได้เลือกของดีของสกลนครมาไว้ที่มุมเล็ก ๆ ของกรุงเทพฯ สานความฝันที่อยากให้ร้าน House Number 1712 ที่กำลังรีแบรนด์เป็นชื่อ ‘คำราม’ ได้มาเติบโตในเมืองใหญ่ และมีร้านที่วางสุราชุมชนแบรนด์ออนซอนเพียงแบรนด์เดียว

“โปรเจกต์นี้ตอนที่วัตพูดให้ฟัง ผมซื้อตั้งแต่ชื่อแล้วนะ จริง ๆ Wild Woods คือโปรเจกต์เสื้อผ้าเขาตอนสมัยเรียน ตอนนั้นผมก็ถ่ายรูปให้เขา พอวัตบอกว่าอยากทำร้านต้นไม้ พาร์ตกลางคืนอยากทำ Wine Bar ที่ใช้ชื่อว่า Wine Woods สนใจเอาเหล้ามาลงมั้ย ผมก็มานั่งคิดว่าผมทำเหล้าหรือทำร้านอาหารที่สกลนคร แต่ไม่มีสาขาที่กรุงเทพฯ ไม่มีร้านของตัวเองที่ทำเครื่องดื่มซิกเนอเจอร์ ก็เลยตกลงเร็วมาก ก่อนทำร้านเลยชวนไปเที่ยวสกลนครกันอีกครั้ง พาไปเที่ยวที่บ้าน นอกจะพาไปกินอาหารก็พาสำรวจสกลฯ ได้เจอ พี่เปิ้น-วัลย์ริยา เพ็งสว่าง ก็เลยมีกระถางเซรามิกดอนหมูดินมาวางที่นี่ด้วย”

สำหรับช่วงค่ำของ Wine Woods เป็นเวลาของสแน็กบาร์ ค็อกเทล สาโท และไวน์ หรือช่วงเวลาสำหรับการดื่ม แต่มีโจทย์ที่เสือต้องตีให้แตก คือพื้นที่ของร้านรายล้อมด้วยร้านอาหารขนาดใหญ่ เขาจึงเลือกสร้างสรรค์อาหารเป็นเมนูที่คนมาต่อกันได้แบบเบา ๆ ตามคอนเซปต์ Someone Smiles, One Glass, Then Home และแน่นอนว่าทุกจานเมดอินสกลฯ

“ของทุกอย่างที่ร้านนี้เราเอาจากสกลฯ หมดเลย อย่าง ‘สกลปาร์ตี้’ เรียกว่ารวมสามทหารเสือของอาหารแปรรูปสกลนคร คือไส้กรอกอีสาน หมูยอ กุนเชียง จานนี้ต้องการสื่อสารว่าสกลฯ มีความมิกซ์คัลเจอร์นะ หมูยอก็เวียดนาม กุนเชียงก็จีน ไส้กรอกอีสานคืออีสาน ชวนทุกคนค่อย ๆ ทำความรู้จักสกลฯ ผ่านจานนี้”

“หรือ ‘จุ๊ปลานิล’ มีชีวิตถึงตอนนี้เพื่อจานนี้” เสือหัวเราะก่อนจะเล่าต่อว่า “ปลานิลเลี้ยงที่สกลฯ เป็นปลานิลที่เลี้ยงระบบปิดเหมือนปลานิลน้ำไหลของเบตง ไม่มีพยาธิ จานนี้เราเลยชูเรื่องกินดิบ คนส่วนใหญ่คิดว่าปลาไทยที่เป็นปลาน้ำจืดจะคาว มีกลิ่นโคน กินดิบไม่ได้ แต่ผมทำเรื่องปลา เกลือ เนื้อที่สกลฯ ผมเชื่อว่าถ้าได้ลองกินจุ๊ปลานิลที่ร้านจะเปลี่ยนเรื่องการกินปลานิลดิบไปเลย” จานตรงหน้าคือปลานิลแล่บางราดพอนสึ ซอสปรุงรสซีฟู้ดผสมวาซาบิ โรยข้าวคั่วบดให้กลิ่นหอม กินพร้อมสลัดผัก ตอนชิมให้ความรู้สึกอย่างที่เสือบอกคืออยากเบิลอีกสักจาน

อีก 2 จานที่อยากแนะนำคือ ‘เสือร้องไห้รมควัน’ เพราะสกลนครโด่งดังเรื่องเนื้อโพนยางคำ กลิ่นของเนื้อมีคาแรกเตอร์เฉพาะตัว เสิร์ฟแบบบีฟซัลซารสชาติออกเปรี้ยวเค็มแบบเม็กซิกัน และ ‘อกเป็ดรมควัน’ เนื้อนุ่ม ราดซอสสาโททำเอง เสิร์ฟพร้อมเครื่องเคียง 4 อย่าง คือหอมแดงดอง ขิงดอง พริกดอง และมะละกอดอง

เติมความกลมกล่อมของค่ำคืนด้วยเครื่องดื่มกว่า 10 เมนูที่ใช้สุราชุมชนจากสกลนครอย่างออนซอนเป็นหลัก ความพิเศษคือการคอลแล็บระหว่างออนซอนและ Roast Runner เกิดเมนูซิกเนเจอร์ ‘Vodka Cappuccino’

“ผมมั่นใจว่าไม่มีบาร์ไหนทำแน่นอน เพราะ Roast Runner และออนซอนเป็นเพื่อนกัน และเครื่องดื่มอีกอย่างที่เราทำได้คือสาโท ผมว่าสาโทเป็นเครื่องดื่มที่กำลังมาแรงในกรุงเทพฯ เป็นช่วงเวลาที่อีสานป๊อปคัลเจอร์มาก ๆ ที่ Wine Woods เลยมีคราฟต์สาโททั้งสาโทรสข้าวไทยดั้งเดิมและสาโทพิเศษจากวัตถุดิบตามฤดูกาลให้ลองชิม ส่วนวัตจะเลือกไวน์มาอีกเซตเพื่อเป็นทางเลือกให้กับลูกค้า”

ด้วยความตั้งใจที่อยากเป็นมิตรกับคนทุกช่วงอายุ ลูกค้าของ Wild Woods, Wine Woods จึงมีหลายกลุ่ม ตลอดของบทสนทนาในวันนี้สิ่งที่ทั้ง 3 คนย้ำอยู่บ่อยครั้ง คือร้านนี้เกิดจากการรวมตัวกันของคนที่จริงจังกับสิ่งที่ตัวเองทำอยู่ ทั้งเรื่องต้นไม้ อาหาร และเครื่องดื่มที่เวียนเสิร์ฟตลอดวัน เสน่ห์ของร้านจึงเป็นสิ่งนี้ และสะท้อนออกมาเป็นคุณภาพที่พวกเขาหวังว่าลูกค้าทุกคนที่เปิดประตูเข้ามาจะสัมผัสถึงความตั้งใจนี้ได้จริง ๆ

ส่วนฉันเองขอยกมือสูง ๆ ว่าสัมผัสได้ถึงความจริงจังในทุกรายละเอียด หลังจากได้สำรวจเรื่องราวของร้านตั้งแต่เริ่มต้น จนขอกดเซฟ Wild Woods, Wine Woods ลงลิสต์ร้านโปรดที่จะกลับไปซ้ำอีกหลาย ๆ ครั้งแน่นอน

Wild woods, Wine woods
  • โครงการอยู่เย็นการ์เด้น 96/6 ถนนราชพฤกษ์ แขวงบางระมาด เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ (แผนที่)
  • เปิดทุกวัน (ปิดวันจันทร์)
    Wild Woods เปิดเวลา 10.00 – 18.00 น.
    Wine Woods เปิดเวลา 18.00 – 23.00 น. 
  • wildwoods.th, winewoods.th

Writer

เสริมสิน ชินวุฒิวงศ์

แม่ค้าร้าน intro.word.s ชอบหยิบเรื่องราวสะกิดหัวใจมาเขียน ลองทำเป็น zine กุ๊ก ๆ มาแล้ว 5 เล่มและยังทำนู่นนี่ที่ชอบอยู่เรื่อย ๆ

Photographer

กฤตภาส ตั้งงามจิตต์

ตอนกลางวันเป็นช่างภาพ ตอนกลางคืนเป็นนักตบลูกขนไก่ ส่วนกาแฟ... เพิ่งเริ่มคบกันแบบไม่ค่อยไว้ใจ