21 กรกฎาคม 2025
3 K

The Cloud จัดงาน ‘World Creative Review 2025’ เพราะอยากเล่าความคิดใหม่ ๆ จากโลกความคิดสร้างสรรค์

ความคิดเหล่านี้แฝงตัวอยู่ในแคมเปญโดดเด่นประจำปี ช่วงหนึ่งเราจึงคัดแคมเปญที่ดีที่สุดจาก Cannes Lions เทศกาลความคิดสร้างสรรค์อันดับ 1 มาฉายให้ชมพร้อมข้อมูลอินไซต์ที่ได้เพิ่มในฐานะตัวแทนอย่างเป็นทางการ (Official Representatives) มาเล่าให้ฟังกัน 

เราคัดแคมเปญจากแบรนด์เก่าแก่มาให้ชม (บทความนี้อายุแบรนด์รวมกันน่าจะเหยียบหลักพันปี) โจทย์ของแบรนด์กลุ่มนี้ คืออยู่กับยุคสมัยให้ได้ ต้องหาให้เจอว่าสังคมต้องการอะไร คนกำลังรู้สึกอะไร และทำแคมเปญที่ไปตอบโจทย์พวกเขา บางงานอาจจะไม่แฟนซี ไม่หวือหวา อยู่ในระดับ B2B แต่สิ่งสำคัญคือต้องกลับมาหาแก่นของแบรนด์ได้เสมอ

Heinz Chip Dip
Rethink, Toronto
Kraft Heinz

Heinz ทำแคมเปญดี ๆ มาหลายปี พยายามเล่นกับไอเดียความเป็น Iconic ของแบรนด์ พูดถึงซอสมะเขือเทศต้องนึกถึง Heinz 

แต่ความจริงคือ Heinz กำลังจะแพ้ด้วยเทรนด์ของซอสรุ่นใหม่ที่เข้ามาตีตลาด Heinz เคยทำซอสรสใหม่ ๆ แต่ขายไม่ดีนัก แคมเปญนี้เลยวนกลับมาดูว่าจุดแข็งของแบรนด์คืออะไร ถ้าซอสต้นตำรับรสดีอยู่แล้วก็ไม่ต้องเปลี่ยนรสชาติ ในเมื่อผู้บริโภคเริ่มเปลี่ยนมากินซอสแบบจิ้ม (Dip) มากขึ้น ก็เปลี่ยนขวดซอสให้กว้างขึ้นเพื่อให้คนจิ้มมันฝรั่งกับซอสมะเขือเทศได้ง่ายขึ้น 

จุดแข็งของมันคือการ Reposition พา Heinz ออกจากตลาดซอสไปจับมือกับตลาดของมันฝรั่งทอดแทน ความจริงซอสมะเขือเทศใช้กินกับอะไรก็ได้ แต่การวางตัวเองแบบนั้นแข่งขันยาก สู้เจาะไปที่ตลาดมันฝรั่งดีกว่า นั่นคือที่มาของการปรับขวดแก้ว ปรับวิธีการสื่อสารประหนึ่งออกสินค้าใหม่อีกครั้ง

Shades of Red
DAVID, Madrid
Coca-Cola 

นโยบายของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ทำให้หลายประเทศเกลียดสหรัฐอเมริกามากขึ้น ลามไปถึงการแบนแบรนด์อเมริกัน ไม่ซื้อสินค้า กลายเป็นโจทย์ใหม่ที่แบรนด์เก่าแก่ต้องแก้ไข

Coca-Cola ในเม็กซิโกกำลังเจอปัญหานี้ โชคดีที่แบรนด์เข้ามาในตลาดนานมาก สนับสนุนร้านค้าด้วยการติดกันสาดร้านอาหารและร้านของชำมานาน (เหมือนบ้านเราเป๊ะ) หลายร้านติดมานานจนสีซีด ไม่เคยเปลี่ยน แคมเปญนี้อยากชูเรื่อง Coca-Cola ไม่ใช่แบรนด์อเมริกันธรรมดา แต่อยู่ในวัฒนธรรมท้องถิ่น ทีมเลยใช้กันสาดสีซีด ๆ มาเล่าเรื่อง ทำเป็นงาน Out of Home ทำเป็นกระเป๋าแนว FREITAG แบบ Limited ทำกระป๋องลายพิเศษที่มีสีซีดแบบเดียวกับกันสาดของร้านนั้น วางขายเป็นสินค้าพิเศษเฉพาะร้าน นอกจากนี้ยังทำหนัง Farewell Film อำลากันสาดเก่าที่อยู่มานานแลเปลี่ยนเป็นกันสาดใหม่จากแบรนด์ 

ถ้าดูดี ๆ มันคืองานซ่อมบำรุงเปลี่ยนกันสาดที่ต้องทำอยู่แล้ว แต่เมื่อแบรนด์มีโจทย์เรื่องวัฒนธรรม แคมเปญนี้เลยเปลี่ยนงานที่ต้องทำอยู่แล้วให้คนรู้สึกมากขึ้น Emotional มากขึ้น กลายเป็นต้นแบบงาน B2B ที่แตะเรื่องวัฒนธรรมได้ด้วย

Plantlets of the Future
Publicis Conseil, Paris
NESCAFÉ

แคมเปญนี้คำตอบว่า แบรนด์กาแฟเก่าแก่อย่าง NESCAFÉ จะสู้กับภาวะโลกรวนที่ส่งผลต่อผลผลิตกาแฟอย่างไร

ปี 2010 เกิดโรคระบาดใหญ่ในไร่กาแฟหลายประเทศฝั่งอเมริกาใต้ กาแฟอาราบิก้าพันธุ์ท้องถิ่นเสียหายครั้งใหญ่ ผลคือทำให้ลูกหลานชาวนาไม่อยากปลูกกาแฟเหมือนพ่อแม่ เพราะถ้าใช้พันธุ์เดิม ต้องใช้เวลานานมากกว่าจะได้ผลผลิตเท่าเดิม (ยังไม่นับว่าต้องตามหาสายพันธุ์ที่ใกล้เคียงกับไร่ที่เสียหายด้วย) NESCAFÉ เข้าไปสนับสนุนด้วยการให้พันธุ์กาแฟใหม่ที่ทนต่อสภาพอากาศมากขึ้น ให้ผลผลิตเร็วขึ้น ผ่านการวิจัยมาแล้วร่วม 40 ปี ที่สำคัญคือไม่มีข้อผูกมัดว่าชาวนาที่ได้รับพันธุ์นี้ไปต้องขายให้ NESCAFÉ ชาวนามีอิสระในการบริหารไร่นี้อย่างไรก็ได้ นอกจากนี้ยังทำคอร์สเทรนนิงให้ชาวนาบริหารไร่กาแฟดีขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นมากในธุรกิจกาแฟย่านอเมริกาใต้ ปัจจุบันโมเดลนี้ขยายไปปรับใช้ในไร่กาแฟที่เป็นคู่ค้าของ NESCAFÉ ทั่วโลกด้วย

Stay Tuned, Stay Awake
Ogilvy, Guatemala
Shell

แคมเปญช่วยคนขับรถบรรทุกมีเยอะเหมือนกัน แต่ละแบรนด์ก็มีวิธีต่างออกไป Shell เลือกทำกับสถานีวิทยุ เป้าหมายคือลดอัตราอุบัติเหตุของคนขับรถบรรทุกในประเทศกัวเตมาลา โดยเฉพาะในช่วงเวลากลางคืน

คนขับรถบรรทุกไม่มีเทคโนโลยีล้ำสมัย แต่มีวิทยุติดรถทุกคัน ปัญหาคือสถานีวิทยุในประเทศกัวเตมาลาปิดสถานีตั้งแต่เที่ยงคืนถึงตี 5 นั่นคือช่วงเวลาอันตรายที่สุด แคมเปญนี้ Shell สร้างรายการของตัวเองกระจายไปตามคลื่นวิทยุท้องถิ่น 8 แห่งในย่านใกล้เคียงถนนเส้นที่อันตรายที่สุดของประเทศ ออนแอร์เฉพาะช่วงที่สถานีวิทยุทั่วไปปิด รายการมีทั้งเล่าข่าว เปิดเพลง รายการสด และรายการผี 

สิ่งที่ซ่อนในเนื้อหา คือการซ่อนคลื่นเสียงความถี่พิเศษที่ช่วยกระตุ้นให้สมองคนขับตื่นตัว มันจึงเหนือกว่าการเปิดเพลงในรถฟังธรรมดา เข้ากับแนวคิดของแบรนด์ ‘Go Well’ ที่ดูแลชีวิตลูกค้าให้ดีขึ้นด้วย

The Partnership That Changed Everything
Havas Play, Paris
LVMH

กฎเหล็กของการโฆษณาในมหกรรมกีฬาโอลิมปิก คือการจำกัดโลโก้ในสนามแข่งขัน สปอนเซอร์อยู่ได้ในช่วงโฆษณาคั่นเท่านั้น 

ที่ผ่านมาแบรนด์มักจะสู้กับกฎข้อนี้ด้วยการพยายามทำให้คนมองเห็นแบรนด์ด้วยวิธีอื่น แคมเปญของ LVMH คิดต่าง พวกเขารู้ดีว่าแบรนด์ภายใต้เครือมีประวัติศาสตร์เป็นร้อยปี สั่งสมภูมิปัญญาและมูลค่าใน Branding มหาศาล LVMH จึงเปลี่ยนการสปอนเซอร์ให้เป็น Co-creator ผลิตสิ่งที่จะต้องใช้ในมหกรรมกีฬาอย่างกลมกลืน ได้แก่ Dior ผลิตชุดแบบ Haute Couture ให้ศิลปินที่โชว์ในพิธีเปิดและปิด Berluti ทำยูนิฟอร์มนักกีฬาฝรั่งเศส Louis Vuitton ทำกระเป๋า Trunks รุ่นพิเศษสำหรับวางเหรียญ และ Chaumet ทำเหรียญรางวัล

หัวใจที่ทำให้แคมเปญนี้สำเร็จคือ PR งานที่ว่านี้เปิดตัวช่วงก่อนโอลิมปิกจะเริ่มนานพอสมควร โจทย์คือทำของแบบที่สื่ออยากเขียนถึงและคนอยากแชร์ ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้น

Pub Succession
LePub, Milan
Heineken

Heineken ไม่ได้ขายแค่เบียร์ แต่อยากสร้างความสัมพันธ์ดี ๆ ที่เกิดขึ้นกับผู้คน ปรัชญานี้ทำให้แบรนด์ใส่ใจความสัมพันธ์ในธุรกิจเครื่องดื่มด้วย

สำหรับคนไอร์แลนด์ Pub เป็นมากกว่าที่กินเหล้า แต่เป็นมรดกทางวัฒนธรรม สืบต่อรุ่นสู่รุ่น แต่การเป็นธุรกิจครอบครัวก็มีจุดอ่อน คือหาผู้สืบทอดยาก กฎของไอร์แลนด์ยังมัดตัวเองว่า ชื่อผับจะต้องเอานามสกุลเจ้าของร้านมาตั้ง ถ้าเจ้าของร้านไม่ใช้นามสกุลเดิม ผับจะต้องปิดตัว 

เหตุการ์ณนี้เกิดขึ้นกับ Josie McLoughlin เจ้าของผับ 155 ปีที่ใกล้ปิดตัวเพราะขาดคนสืบทอด แคมเปญนี้คือการตามหาคนที่มีนามสกุล McLoughlin ทั่วโลก ดันเหตุการณ์เล็ก ๆ ในไอร์แลนด์ให้กลายเป็นข่าวระดับโลก พุ่งเป้าไปที่เมืองใหญ่ซึ่งมีคนไอร์แลนด์ไปตั้งรกรากอยู่มากที่สุด หลังจบแคมเปญนี้เว็บที่ใช้ตามหาคนสัญชาติไอร์แลนด์ยังคงอยู่เพื่อรักษากิจการผับที่ขาดคนสืบทอดอีกมาก

ถามว่าทำไม Heineken ต้องทำแคมเปญนี้ ขอให้ย้อนกลับไปดูความเชื่อแบรนด์ในย่อหน้าแรก

UN.patent
Publicis Conseil, Paris
Renault

คนไม่รู้ว่า Renault คือรถยุโรปเจ้าแรกที่พัฒนารถไฟฟ้า (Renault Zoe ขายปี 2012) แม้จะไม่สำเร็จมาก แต่แบรนด์ก็สั่งสมความรู้ในการผลิตรถไฟฟ้ามาตั้งแต่นั้น

ในช่วงรถไฟฟ้าบูม ระบบภายในไม่เสถียรมาก อุบัติเหตุไฟไหม้เครื่องยนต์รถไฟฟ้ามีให้เห็นบ่อย ๆ ยิ่งรถขายดี บริษัทผู้ผลิตมีเวลาในการพัฒนาความปลอดภัยน้อย คนขับรถจึงมีความเสี่ยง Renault จึงปล่อยลิขสิทธิ์ระบบภายในรถไฟฟ้าให้โหลดไปใช้ฟรี โดยเริ่มจากลิขสิทธิ์ออกแบบรถให้นักดับเพลิงเปิดประตูเข้าไปช่วยผู้โดยสารได้ ซึ่ง Renault พัฒนาระบบนี้ร่วมกับนักดับเพลิงมาร่วม 10 ปี 

ถามว่าทำแบบนี้คนอื่นไม่แย่งจุดเด่นของแบรนด์ไปหมดเหรอ คำตอบคือ Renault ไม่ได้ใส่ใจจุดนั้นมาก แต่อยากทำให้รถไฟฟ้าทุกยี่ห้อปลอดภัยขึ้น ถ้าผู้ใช้กลัวรถไฟฟ้าน้อยลง เป็นผลดีกับอุตสาหกรรมทั้งหมด Renault ยังเลือกเปิดลิขสิทธิ์นี้กับ UN ในการประชุมด้านความปลอดภัยบนถนน เพื่อให้แคมเปญนี้มีความเป็นกลางมากที่สุด ล่าสุดแบรนด์ที่นำลิขสิทธิ์แรกไปใช้คือ Ford และ Ferrari รวมถึงบริษัทผู้ผลิตแบตเตอรี่อีก 3 เจ้าที่เป็น Supplier ให้รถแบรนด์ดังเป็นสิบเจ้าในยุโรป

Kleenex Score
VML, New York
Kleenex

แคมเปญเล็ก ๆ นี้น่ารักดี มาจาก Kleenex แบรนด์ทิชชูที่อยู่มาถึง 101 ปีแล้ว 

ปลายปี 2024 ยอดขาย Kleenex ใน Amazon ตกถึง 48% ช่วงเวลานี้จนถึงต้นปี 2025 จะเป็นฤดูฉายหนังลุ้นออสการ์ มีให้ดูทั้งในโรงและสตรีมมิง แคมเปญนี้พา Kleenex เล่นกับกระแสด้วยการร่วมกับ IMDb เว็บไซต์รวมข้อมูลหนังและรีวิวใหญ่ระดับโลก สร้างเรตรีวิวระดับความเศร้าในหนัง ใช้ชื่อว่า Kleenex Score 

ถามว่าทำไมต้องใช้ IMDb เหตุผลคือเป็นเว็บที่เชื่อมไปหาการซื้อทิชชูทาง Amazon ได้สะดวกที่สุด (อย่าลืมว่าเป้าหมายของงานนี้คือเพิ่มยอดขาย) ผลคือยอดขายกลับมาแซงคู่แข่งอีกครั้ง แถมยังได้ลูกค้าใหม่ที่ไม่เคยซื้อ Kleenex มาก่อนเลยถึง 35%

Vaseline Verified
Ogilvy, Singapore
Unilever

ธรรมชาติของแบรนด์ใหญ่ระดับ Coporate มักจะมองข้าม Meme เล็ก ๆ เพี้ยน ๆ ในโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะถ้าเป็นแบรนด์ยาและเครื่องสำอางยิ่งแล้วใหญ่

แคมเปญนี้ของ Vaseline เล่นกับเหล่าครีเอเตอร์ที่ชอบทำคอนเทนต์แนว Hack เอา Vaseline ไปใช้แบบแปลก ๆ Vaseline เลยทำโฆษณาที่เอาเนื้อหาเหล่านั้นมาทดสอบโดยทีมวิจัยของ Vaseline ว่าใช้ได้จริงมั้ย ปลอดภัยหรือเปล่า เอากิมมิก Unofficial มาทำให้ถูกต้องซะเลย แคมเปญนี้เอาคอนเทนต์จากครีเอเตอร์ร่วม 450 คนมาทดสอบ วิธีของใครปลอดภัย แบรนด์จะส่งรางวัลประหนึ่งโล่จาก YouTube เพื่อบอกว่าครีเอเตอร์ได้รับการรับรองจาก Vaseline เป็นวิธีเล่นกับครีเอเตอร์ที่ฉลาดมาก ครีเอเตอร์รู้สึกว่าช่องของตัวเองพิเศษขึ้น คนมองเห็น แบรนด์ Vaseline ที่เก่าแก่ระดับ 150 ปีก็ยังไม่ตกยุค ยอดขายเพิ่มด้วย

Everything, Covered – 100 Years of New Yorker
Le Truc, New York
The New Yorker

The New Yorker อยากทำงานฉลองวาระครบรอบ 100 ปี แต่งบจำกัด (สำหรับการทำโฆษณาในสหรัฐอเมริกา) อยู่ที่ 900,000 บาท ต้องทำให้ถึงเพราะเป็นแบรนด์ระดับตำนานของวงการต้นทุนสำคัญของนิตยสารเล่มนี้คือหน้าปก วาดโดยศิลปินอย่าง David Hockney, Saul Steinberg, Art Spiegelman, Kerry James Marshall และ Maira Kalman งานนี้เลยเอาหน้าปก The New Yorker ทั้ง 5,000 ฉบับ คัดให้เหลือ 700 ชิ้น ทำเป็นแอนิเมชันที่เล่าว่านิตยสาร 100 ปีหัวนี้เล่าเรื่องอะไรให้ผู้อ่านบ้าง

Writer

ศิวะภาค เจียรวนาลี

บรรณาธิการที่ปั่นจักรยานเป็นงานหลัก เขียนหนังสือเป็นงานอดิเรก