11 กรกฎาคม 2025
4 K

“ก่อนที่ทุกคนจะปักผ้า ต้องมาฟังป้าพูดล้างสมองก่อน”

ป้านิ-นิธี สุธรรมรักษ์ ประธานกลุ่มปักผ้าบ้านสันกอง จังหวัดเชียงราย เล่าด้วยรอยยิ้มถึงขั้นตอนกว่าจะสอนคนให้ปักผ้าเป็น ซึ่งดูเหมือนไม่ยาก แต่ลูกศิษย์ของคุณป้าส่วนมากเป็นผู้สูงอายุที่สายตาไม่สู้ดี และกลุ่มผู้ต้องขังชายฉกรรจ์ที่ไม่เคยจับเข็มกับด้ายมาก่อนในชีวิต

แม้ในมุมมองของหลายคนรวมถึงผู้เขียน ลูกศิษย์กลุ่มนี้ดูเหมือนอยู่ขั้วตรงข้ามกับการปักผ้า แต่ป้านิก็พาพวกเขาไปอยู่เบื้องหลังงานที่ได้ทูลเกล้าฯ ถวายพระราชวงศ์ เบื้องหลังแบรนด์เสื้อผ้าชั้นนำมากมาย และงานศิลปะชิ้นใหญ่ในไทยแลนด์เบียนนาเล่ เชียงราย 2023

แต่ความงดงามของผ้าปักที่เห็นได้ด้วยตานี้ไม่อาจมีคุณค่าสูงไปกว่าผลลัพธ์ซึ่งเกิดกับกลุ่มลูกศิษย์ที่โดนป้านิล้างสมองเมื่อเริ่มจับเข็มจับด้าย จนเปลี่ยนทัศนคติและเปลี่ยนชีวิตตัวเอง 

“ทุกคนทำได้หมด” 

ป้านิมักให้กำลังใจทุกคนที่ไม่มั่นใจกับการปักผ้า ซึ่งผู้เขียนก็เป็นหนึ่งในนั้น และเมื่อจบบทสนทนายาว ๆ กับป้านิ ผู้เขียนก็ยังไม่มั่นใจว่าจะปักผ้าได้ แต่ที่แน่ ๆ เรื่องราวความคิดของคุณป้าทำให้ผู้เขียนมีไฟอยากก้าวออกจากกรอบของตัวเองและลงมือทำบางสิ่งที่ไม่เคยกล้าทำ

หยิบเข็มหยิบด้าย แล้วมาจุดไฟในตัวกับเรื่องราวของป้านิไปด้วยกัน

อาชีพที่แม่ให้

ในวัยเด็ก ป้านิโตมากับแม่ที่เป็นช่างปักผ้า ที่ไหนขายผ้า ที่ไหนขายไหมปัก ที่ไหนรับย้อมสี ป้านิรู้จักหมด เพราะต้องไปหาซื้อวัตถุดิบมาให้แม่ วันไหนมีเวลาเหลือ เธอก็รับปักชื่อนักเรียนบนเสื้อด้วยมือหารายได้เสริม เรียกได้ว่าชีวิตนี้โตมากับการปักผ้า

จนเรียนจบทำงาน เธอห่างหายไปจากงานปักผ้าเพราะไปได้ดีในโรงงานผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ของญี่ปุ่น ป้านิอยู่ในบริษัท 6 ปี ได้ขึ้นไปสู่จุดสูงสุดด้วยตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายผลิตประจำโรงงานสาขาเชียงราย คุมทุกอย่างในไลน์การผลิต ตั้งแต่ทำบัญชี รับเข้า ส่งออก ตรวจสอบคุณภาพ 

ชีวิตของป้านิในวัยสาวดูมั่นคง แถมได้ทำงานใกล้บ้าน จนวันหนึ่งที่เครื่องบินบินชนตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ เหตุการณ์วินาศกรรมในอีกซีกโลกทำให้โรงงานสาขาเชียงรายต้องปิดตัวลง และป้านิกลายเป็นคนตกงานแทบจะทันที

“แล้วเราก็กลับมามองในชุมชน ชาวบ้านเขายังนั่งปักผ้าเหมือนสมัยก่อน ผ่านไป 10 – 20 ปี เขาก็ยังทําเหมือนเดิม”

ปัก 3 วัน เอาไปขายที่ตลาดได้ 15 บาท คือความจริงอันโหดร้ายของสินค้าหัตถกรรมผลงานชาวบ้าน และที่โหดร้ายยิ่งกว่าคือป้านิมองว่าผลงานมันไม่สวย จนไม่น่าแปลกใจที่ไม่อาจขายได้ราคาดีกว่านี้

“เราดูแล้วยังไม่อยากซื้อเลย ป้าก็เลยเริ่มไปสอนเขาว่า เอาสีนี้จับคู่กับสีนี้สิ จัดโทนสีให้เขา ปรับวิธีการปัก ไปสอนทุกอาทิตย์ ไม่ว่าไปเจอใครที่ไหนก็สอนหมด”

ประสบการณ์วัยเด็กกลายมาเป็นพรสวรรค์ในการออกแบบงานประณีตศิลป์ที่เพิ่มมูลค่าในสินค้าท้องถิ่นได้ แต่ผู้ซื้อในตลาดกลับยืนยันรับซื้อสินค้าคุณภาพดีขึ้นในราคาเท่าเดิม 

“ป้าเลยบอกให้มาขายให้ป้า ตลาดรับซื้อ 15 บาท เรารับซื้อ 20 – 25 บาท”

ในตอนนั้นป้านิยังตกงาน และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะช่วยรับซื้อไปทำอะไร แต่เธอก็ซื้อไว้จนมีผ้าปักเต็มบ้านไปหมด สวนทางกับเงินเก็บที่ร่อยหรอลงทุกวัน

“เราเอาไปแจกใครก็ไม่มีใครเอา เลยไปปูเสื่อนั่งขายแบกะดินที่เชียงรายไนท์บาซาร์ ขนไปหลายกระสอบอยู่ เอาไปเทกอง คนเห็นผ้าปักเยอะก็มารุมซื้อกัน เราดีใจมากเลยเวลาทําแล้วมันขายได้ ดีใจมาก ๆ”

พอไปขายอาทิตย์ที่ 2 ก็เริ่มมีลูกค้ามาสั่งออร์เดอร์ผ้าปัก ป้านิเห็นออร์เดอร์จำนวนเยอะจนทำเองคนเดียวคงไม่ไหว จึงตั้ง ‘กลุ่มผ้าปักมือบ้านสันกองขึ้น สอนงานที่บ้านแล้วกระจายงานลูกค้าให้ชาวบ้านในชุมชน นำประสบการณ์การทำงานเป็นระบบที่ได้จากโรงงานญี่ปุ่นมาคุมบัญชี ควบคุมคุณภาพสินค้า 

พอทำไปเรื่อย ๆ ชาวบ้านที่มารวมกลุ่มปักผ้าแล้วมีรายได้ก็บอกต่อปากต่อปากจนสมาชิกมีเยอะขึ้น ในขณะที่ออร์เดอร์ไม่ได้มีตลอด ป้านิก็ต้องออกแบบลายผ้าให้ชาวบ้านไปทำมาก่อน เงินที่ได้ก็มาหมุนซื้อผ้าแจกชาวบ้าน บริหารคนด้วยความเข้าใจว่า ชาวบ้านต้องการเงินไว ส่งงานเมื่อไรป้านิออกเงินให้ทันที บริหารกำลังใจของชาวบ้านสูงวัยด้วยการรับซื้อชิ้นงานทุกชิ้นไม่มีเกี่ยง แต่ราคาซื้อก็ตามคุณภาพ แล้วเธอค่อยหาช่องทางขายเอง

“ถามว่ามีปัญหาไหม ก็มีนะ บางช่วงสินค้าขายไม่ได้ แต่เวลาชาวบ้านมาส่งงานเราก็ต้องจ่ายเขาเลย บางเดือนขายได้แค่ 10,000 แต่รายจ่าย 20,000 ติดลบหลายเดือนก็มี ช่วงที่ป้าเหนื่อยก็ไปขอกู้ธนาคาร ไปธนาคารไหนเขาก็มองตั้งแต่หัวจรดเท้า ไม่มีใครให้กู้ เหมือนเขามองว่าเราเป็นพวกบ้านนอก”

ช่วง พ.ศ. 2545 รัฐบาลมีโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) กลุ่มผ้าปักมือบ้านสันกองได้รับเลือกให้ไปแสดงผลงานที่อำเภอ ป้านิที่ยังไม่มีความรู้เรื่องการออกแบบผลิตภัณฑ์ก็ลองแปรรูปผ้าปักเป็นเข็มขัด แล้วหาซื้อกล่องพลาสติกมาใส่ให้สวยงาม และได้รับเลือกให้เป็นสินค้า OTOP ระดับ 4 ดาว

“ป้ายังไม่รู้เลยว่า OTOP คืออะไร แต่ได้เข้าร่วมโครงการเป็นรุ่นแรก และเป็นครั้งแรกที่ได้ไปออกงานที่เมืองทองธานี เราขนผ้าปักไปขายชิ้นละไม่ถึงร้อย คนกรุงเทพฯ เห็นก็ซื้อสิ ขายกันสนุกสนาน ขายดีจนไม่ได้กินข้าวกินน้ำเลย และเราก็ได้เห็นเงินแสนเป็นครั้งแรก”

การไปออกงานที่เมืองทองธานีทำให้ป้านิได้ทุนมาหมุนเวียน โครงการ OTOP ยังช่วยอบรมด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ช่องทางการจัดจำหน่าย และการวิเคราะห์ความต้องการของตลาด ลายไหนกำลังมา ลายไหนตกเทรนด์แล้ว ป้านิยังเห็นแนวทางแปรรูปผ้าปักที่ขายยาก โดยนำมาเย็บต่อเป็นกระเป๋าขาย แล้วก็ขายได้หมดทุกชิ้น

“เมื่อก่อนวิเคราะห์ความต้องการของตลาดอะไรทำไม่เป็นหรอก ทําอะไรก็ทําแต่อันนั้น ขายไม่ได้ก็ยังทํากันอยู่นั่นแหละ”

โครงการ OTOP ยังทำให้สินค้าผ้าปักมือบ้านสันกองได้เข้าไปขายในคิง เพาเวอร์ ซึ่งค้านกับความรู้สึกส่วนตัวของคุณป้าที่เคยปิดใจให้กับการขายของลงห้าง แต่ด้วยข้อตกลงซื้อขาดโดยไม่ต้องฝากขาย และจ่ายเงินโดยไม่ต้องรอรอบบิล ทำให้ป้านิมองเห็นความจริงใจของนายทุนเจ้าใหญ่และสบายใจที่จะร่วมธุรกิจด้วย

เมื่อเริ่มเป็นที่รู้จักจากการออกงาน เสียงเรียกร้องจากผู้คนในพื้นที่อื่นที่อยากมีรายได้เสริมจากการปักผ้าก็ตามมา ป้านิจึงได้เดินทางไปทั่วประเทศเพื่อสอนปักผ้า เธอสอนตั้งแต่พื้นฐานอย่างวิธีร้อยเข็ม เลือกด้าย เลือกผ้า เพื่อให้ลูกศิษย์นำไปประกอบอาชีพได้จริง และในกลุ่มลูกศิษย์นี้ จำนวนมากคือผู้ที่ไม่น่าเชื่อว่าจะได้เห็นผลงานผ้าปักจากพวกเขา

เปลี่ยนความคิดแล้วลงมือปักผ้า

“คุณไม่จําเป็นต้องเป็นผู้หญิงถึงปักผ้าได้ ลูกศิษย์ป้าไม่ได้มีแต่ผู้หญิงมาตั้งแต่แรกแล้ว สมาชิกคนหนึ่งในกลุ่ม กลางวันเป็นตํารวจ กลางคืนก็ช่วยเมียปักผ้า”

ที่จริงแล้วลูกศิษย์กลุ่มใหญ่ของป้านิเป็นชายฉกรรจ์ ไม่ใช่ชายฉกรรจ์ธรรมดา แต่เป็นผู้ต้องหาในเรือนจำที่ไม่เคยจับเข็มจับด้ายมาก่อนในชีวิต

“ผู้ต้องขังชายเขาเขียนจดหมายมาที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดเชียงราย ขอเพิ่มอาชีพอื่น จากปกติที่เขาสานตะกร้า แกะลำไยอบแห้งที่เป็นงานผู้ชาย สำนักงานจัดหางานฯ ก็ส่งป้าเข้าไปในแดนชาย ซึ่งป้าก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาจะทําได้ไหม แต่ละคนก็สักยันต์เต็มตัว แถมไม่เคยจับเข็มจับด้ายมาก่อน”

ป้านิเริ่มจากสอนวิธีจับเข็มจับด้าย แล้วให้ผู้ต้องขังจินตนาการว่าอยากทำอะไรบนผ้า

“รอบแรกป้าก็ภูมิใจมากที่เห็นเขาทําได้เป็นลวดลาย บางคนออกมาเป็นวัว เป็นควาย เป็นนก เป็นดอกไม้ เป็นต้นไม้ เขาออกแบบกันเอง”

ลูกศิษย์ในเรือนจำเริ่มต้นจาก 80 คน แต่ก็เพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ ในทุกครั้งที่ป้านิกลับไปสอน หลายครั้งเข้า ลูกศิษย์ก็ขอให้ป้านิทิ้งผ้าไว้ให้เยอะขึ้นเพราะพวกเขาอยากปักต่อ งานที่ปักเสร็จแล้ว ไม่ว่าสวยหรือไม่สวย ป้านิก็รับซื้อหมดตามเคย ถ้าคุณภาพยังไม่ดีพอเธอก็จะมาเก็บงานต่อเองเพื่อให้ขายได้

“ในนั้นเขาไม่มีรายได้ อยู่กันก็แออัด พอได้ตังค์ปุ๊บเขาก็มีกําลังใจ หลัง ๆ มาป้าเริ่มปรับวิธีเพื่อช่วยเขาตัดเรื่องความเครียด ทุกคนติดคุกตั้งแต่ 1 ปีจนถึงตลอดชีวิต เขามีความเครียด บางคนไม่เคยมีญาติไปเยี่ยม เขาอยากกินกาแฟอย่างนี้ ป้าก็จัดให้หมด เอาเงินที่ขายผ้าได้กําไรไปซื้อกระติกน้ำร้อน ซื้อกาแฟให้เขา อยากได้อะไรก็หาให้ เขาก็เริ่มสนุก นั่งปักผ้าเดือนหนึ่งกี่ร้อยผืนก็ทำได้หมด”

ในขณะที่ผู้ต้องขังหญิงถนัดการปักลายเดิมซ้ำ ๆ ตามคำสั่ง แต่ลายผ้าจากกลุ่มผู้ต้องขังชายนี้เกิดจากจินตนาการของพวกเขาเอง ซึ่งการได้เห็นงานสร้างสรรค์ทำให้ป้านิสนุกกับการทำงานกับผู้ต้องขังชาย และป้านิยังบอกอีกว่าเป็นเรื่องง่ายมากในการจูงใจให้พวกเขาออกแบบลายปัก

“ป้าให้เขาหลับตาแล้วนึกถึงบ้าน ทุกคนมาอยู่ในนี้ 5 ปี 10 ปี ยังไม่เคยกลับบ้าน ทุกคนคิดถึงบ้านหมด ที่บ้านมีอะไรบ้าง สิ่งที่เกิดขึ้นที่บ้านตัวเอง แล้วมันช่วยด้านจิตใจได้เยอะมากเลย เขาคิดถึงใคร คิดถึงอะไร เขาจะปักสิ่งนั้น สังเกตดูจะเห็นว่าหน้าคนที่ปักจะมีผมหมดเลย ทั้งที่ความเป็นจริงไม่มีผมแล้ว บางทีปักหลังคาบ้านซ้อนกัน 4 ชั้น ไม่มีผิด ทำอะไรก็ได้ถูกหมด แล้ววันนี้เขาก็มีความสุข การปักผ้าไม่เหมือนดำนา เราต้องใช้คําพูด ต้องใช้จิตวิญญาณนิดหนึ่ง”

อีกกลุ่มที่ป้านิต้องไปพูดล้างสมองเพื่อเปลี่ยนความคิดก่อน คือกลุ่มผู้สูงอายุที่มักบ่นถึงปัญหาสายตาฝ้าฟาง มือไม้สั่น และไม่คิดว่าตัวเองจะทำได้ตั้งแต่ยังไม่เริ่ม

“ป้าบอกว่าให้เขานั่งหลับตาแล้วปักลงบนผ้า เดี๋ยวก็ออกมาเป็นเส้นได้โดยไม่ต้องใช้สายตา อายุ 70 – 80 ก็มาได้เลย ไม่ต้องใช้สายตา ใช้จินตนาการ ใช้ความคิดอย่างเดียว ทุกผืนไม่ต้องเหมือนกัน จะออกมาอย่างไรก็ได้ ไม่มีผิด ทุกผืนสวยในแบบของมัน”

แม้เริ่มต้นจากอคติ แต่กลุ่มผู้สูงอายุนี้พอเปิดใจลองได้ทำแล้ว ก็มักนั่งรวมกลุ่มปักผ้ากันไปยาว ๆ จนมืดค่ำไม่ยอมกลับบ้าน

การจูงใจให้ชาวบ้านอยากมาร่วมกลุ่มปักผ้าไม่เพียงรายได้ที่เพิ่มขึ้น แต่ป้านิยังซื้อใจผู้คนไปด้วย ใครมีไข่มีผักเอามาขาย เธอก็รับซื้อหมด บางทีก็ทำอาหารเลี้ยงเขา บางทีมีสมาชิกจำเป็นต้องใช้เงิน ป้านิก็ให้เบิกค่าปักไปล่วงหน้า

“ป้าไม่ได้คิดถึงเรื่องเงินอย่างเดียว ป้าคิดว่าคนที่อยู่ในเรือนจำนี่ต้องเครียดแน่เลย จะทํายังไงให้เขาอยู่อีก 5 ปี 10 ปีได้แบบสบาย ๆ ทํายังไงที่จะดัดนิสัยให้เขาอ่อนน้อมลง พวกผู้สูงอายุเราก็ต้องดูแลจิตใจเขาด้วย”

ปัจจุบันลูกศิษย์ของป้านิมีกระจายอยู่ทั่วประเทศ ทั้งในกลุ่มผู้ต้องขังชายและสมาคมผู้สูงอายุ 

เกียรติยศของการปักผ้า

“ที่จริงป้าไม่ได้คิดค้น ‘ลายเมล็ดข้าว’ นะ มันมีในตำรามาตั้งแต่ดึกดําบรรพ์แล้ว เพียงแต่ไม่ค่อยมีใครเอามาปักทําเป็นผลิตภัณฑ์”

ป้านิกล่าวถึงลายปักอันเป็นเอกลักษณ์ของเธออย่างถ่อมตัว ในงานจัดแสดงสินค้า ป้านิมักนำเสนอผ้าปักลายเมล็ดข้าวนี้คู่กับพานใส่ข้าวสารและข้าวเปลือก ใครผ่านมาเห็นก็มาหยิบเมล็ดข้าวเล่น จนลูกค้าจดจำป้านิว่าเป็น ‘ป้าเมล็ดข้าว’

ตลอดหลายปีที่ออกงานแสดงสินค้า สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มักเสด็จพระราชดำเนินมาเปิดงาน ป้านิจึงมีโอกาสรับเสด็จฯ บ่อยครั้งจนพระองค์จดจำได้ และมีปีหนึ่งที่ป้านิได้ถวายการสอนวิธีปักลายเมล็ดข้าวแก่พระองค์

“พระองค์ท่านหัวไวมาก สอนแป๊บเดียวเอง ป้าก็ถวายการบ้านไป อีกปีหนึ่งพวกเจ้าหน้าที่ข้าราชบริพานจำได้ ก็สะกิดให้ป้าถามพระองค์เรื่องการบ้าน”

พระองค์ท่านทรงงานหนักมากจนไม่มีเวลาทำการบ้านมาส่ง พอโดนทวงถามก็รีบขอโทษคุณป้าด้วยพระราชอิริยาบถเป็นกันเอง หลายครั้งที่พระองค์ทรงอุดหนุนสินค้าจากกลุ่มผ้าปักมือบ้านสันกองเพื่อทรงใช้งานส่วนพระองค์ด้วย

“พระองค์ท่านจะเข้ามาคุยกับป้าตลอดเลย ครั้งหนึ่งสั่งผ้าปักไว้แล้วก็กลับมาบอกว่าให้ทำสีสด ๆ ไม่เอาสีม่วง”

คราวไหนป้านิเห็นพระองค์ทรงใช้ผลงานที่ทำถวายในข่าวพระราชสำนัก เธอก็ต้องรีบยกกล้องขึ้นมาถ่ายรูปเก็บไว้เป็นความภาคภูมิใจของตัวเอง

ไทยแลนด์เบียนนาเล่ เชียงราย 2023 (Thailand Biennale, Chiang Rai 2023) จะจับคู่ศิลปินเข้ากับผู้ผลิตในชุมชน และผลงาน ‘In The Same Vein’ ของศิลปินหญิงชาวบังกลาเทศ ตาเยบา เบกัม ลิปี (Tayeba Begum Lipi) ซึ่งมีแรงบันดาลใจจากการเยี่ยมชมเชียงราย ถ่ายทอดภาพสามล้อ เกวียน จักรยานแบบท้องถิ่นบนพื้นหลังลายเส้นวัดวาอาราม ลงบนผืนผ้ายาว 13 เมตร สูง 3 เมตร โดยมีกลุ่มผ้าปักมือบ้านสันกอง นำทีมโดยป้านิและกลุ่มช่างปักจากเรือนจำกลางเชียงราย เป็นผู้ผลิตชิ้นงาน

“กระทรวงวัฒนธรรมส่งเจ้าหน้าที่มาหาป้าที่บ้าน เพื่อจะให้ป้าเป็นคนปัก เขาว่าไม่มีใครปักได้แล้ว ป้าต้องใช้คนเกือบ 30 คนในการทํา ต้องอบรม 30 คนนี้ให้ความคิดไปในแนวเดียวกัน ตอนแรกเขาให้ผ้ามาผืนเดียว แต่ผืนใหญ่มันทําพร้อมกัน 30 คนไม่ได้ เลยตกลงกับเขาแบ่งผ้าเป็น 13 ชิ้น แบ่งกันปัก แล้วมาสอยประกอบกัน แล้วค่อยปักตรงรอยเชื่อมให้เป็นเนื้อเดียวกัน สีก็ต้องทำให้เหมือนที่เขาวาดมา บางสีไม่มีในท้องตลาด เราก็ต้องให้โรงงานย้อมให้ เราแก้ไขให้ศิลปินทุกอย่าง ตลอด 3 เดือนนั้นป้าไม่ได้ทำอย่างอื่นเลย พอจบงานหายเหนื่อยแล้วเลยจัดลาบ 3 กะละมังใหญ่ ๆ ให้คนปักได้สนุกสนานกัน”

โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ OTOP Premium จัดขึ้นโดยกระทรวงพาณิชย์ทุกปี โดยจะจับคู่ผู้ประกอบการท้องถิ่นมาพัฒนาสินค้าร่วมกับศิลปินไทย และในปีนี้ ป้านิได้ทำงานร่วมกับ อาจารย์ศรัณย์ เย็นปัญญา นักออกแบบและนักเล่าเรื่องเจ้าของผลงานออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ชวนตั้งคำถามกับความเป็นไทยในแบบป๊อป ๆ และคราวนี้ก็นำเสนอความเป็นไทยสายมูด้วยลวดลายปักยันต์เป็นเครื่องรางของขลัง

ก่อนทำงานร่วมกับอาจารย์ศรัณย์ ป้านิกำลังสนใจตัวหนังสือล้านนาที่เธอผูกพันมาแต่เด็ก จากการมีคุณปู่เป็นช่างเขียนตัวหนังสือล้านนาในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นสมัยก่อน และเธอก็เคยถูกคุณปู่บังคับให้หัดเขียนทุกวัน แต่ก็ลืมเลือนไปตามกาลเวลา แล้วอยู่ ๆ ป้านิก็อยากรื้อฟื้นทักษะนั้นกลับขึ้นมาเอง 

ตัวหนังสือล้านนานี้มักเห็นปรากฏบนลายยันต์ ซึ่งมีประดับบนเรือนร่างของผู้ต้องขังชายหลายคนในเรือนจำที่เป็นลูกศิษย์ป้านิ บางคนช่ำชองถึงขั้นรับสักยันต์ได้เองด้วย

“แล้วงานของอาจารย์ศรัณย์ก็มาพอดีเลย ประจวบเหมาะมาก ป้าถึงได้บอกไงว่าถ้าเราตั้งใจทําอะไร มันจะมาของมันเอง”

งานปักสายมูนี้ยังอยู่ในกระบวนการออกแบบและพัฒนา แต่ลูกค้าน่าจะได้เห็นผลงานร่วมชิ้นใหม่ในเร็ว ๆ นี้

งานผ้าปักคืองานศิลปะในตัวเองอยู่แล้ว แต่ป้านิได้รับแรงบันดาลใจแรกเริ่มในการเพิ่มมูลค่าให้เป็นศิลปะชั้นสูงมาจาก อาจารย์แก่น-อภิรักษ์ ปันมูลศิลป์ จิตรกรแห่งขุนเขาจากเชียงรายที่มอบโจทย์ยาก ๆ ให้เธอทำ รวมถึงงานที่คุณป้ารักและภูมิใจที่สุด คือภาพผ้าปักที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากจิตรกรรม The Starry Night ของ วินเซนต์ แวนโก๊ะ

“อาจารย์แก่นส่งรูปของแวนโก๊ะมาให้ ป้าไม่รู้จักเขาหรอก เขาบอกว่านี่เป็นรูปที่แพงที่สุด ให้ป้าปักออกมาให้เหมือนเขาเลย ให้ออกมาเห็นเป็นฝีแปรง ซึ่งมันยากที่สุดแล้ว ตอนนี้งานก็ติดอยู่หน้าบ้านป้า”

ตั้งแต่จบงานไทยแลนด์เบียนนาเล่ เชียงราย 2023 ป้านิก็เริ่มสนใจปักผ้าเป็นงานศิลปะชั้นสูงมากขึ้น หากวันไหนมีโอกาส เธอก็อยากจัดนิทรรศการแสดงผลงานศิลปะของตัวเองร่วมกับเหล่าลูกศิษย์ด้วย

ให้ใจก็ได้ใจ

“ถามว่าแหล่งระบายของมันพอไหม มันก็ไม่พอหรอก แต่มันมีสิ่งหนึ่งที่ป้าพิสูจน์ไม่ได้ การที่ป้าได้ช่วยคนอื่น มันมักจะมีคนมาช่วยป้าตลอด เพราะป้าให้คนอื่นก่อน จ่ายตังค์ให้เขาด้วยความเต็มใจ ป้าทำให้ทุกคนมีความสุข เราเปลี่ยนความคิดเขาได้ ป้าสอนทุกอย่าง สอนด้วยว่าทํายังไงชีวิตคนเราจะอยู่ได้ ถ้าเขาไม่มีอาชีพก็ทําให้เขามีอาชีพ ป้าก็ซื้อของเขามาก่อนไม่ได้คิดว่าจะต้องไประบายที่ไหน เดี๋ยวมันก็คงมีคนมาช่วยเอง ออกบูทขายของทีไร คนที่มาเยี่ยมป้าคือลูกค้าป้าหมดเลย มันผูกพันกันเหมือนญาติ ขนมอะไรไม่ต้องซื้อ มีคนซื้อมาให้ทั้งวัน”

ป้านิตอบคำถามที่ผู้เขียนสงสัยว่า หากเอาแต่ให้ แล้วคนตัวเล็กจะประคองธุรกิจให้อยู่รอดได้อย่างไรในโลกความเป็นจริง คำตอบของคำถามนั้นก็ทำให้ผู้เขียนได้กลับมาทำความเข้าใจถึงสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่ากำไรขาดทุน

“กําไรขาดทุนก็ส่วนหนึ่ง แต่อีกสิ่งหนึ่งคือกําไรชีวิต เราจะได้กลับมาเยอะกว่ากําไรที่คิดเป็นสตางค์เสียอีก”

ผู้สนใจสั่งซื้อ เรียนรู้ หรือร่วมงานกับกลุ่มผ้าปักมือบ้านสันกอง ติดต่อได้ทาง
Facebook : ผ้าปัก by นิธี หรือศูนย์เรียนรู้ชุมชนบ้านสันกอง หมู่ 12 ซอย 12 ตำบลแม่ไร่ อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย

Writer

นิธิตา เฉิน

นักเล่าเรื่องและครีเอทีฟอิสระผู้อยากสื่อสารประเด็นทางสังคมและสิ่งแวดล้อมให้สนุกและสร้างสรรค์

Photographer

จารุเกียรติ หน่อสุวรรณ

งานประจำก็ทำ ช่างภาพก็อยากเป็น