3 กรกฎาคม 2025
873

The Cloud จัดงาน ‘World Creative Review 2025’ เพราะอยากเล่าความคิดใหม่ ๆ จากโลกความคิดสร้างสรรค์

ความคิดเหล่านี้แฝงตัวอยู่ในแคมเปญโดดเด่นและวงสนทนาจากผู้คนหลากหลายในวงการ นั่นเป็นเหตุผลที่เราจัดงานปีนี้ โดยแบ่งเนื้อหาเป็น 2 ช่วงใหญ่ ช่วงเช้าเราคัดแคมเปญที่ดีที่สุดจาก Cannes Lions เทศกาลความคิดสร้างสรรค์อันดับ 1 พร้อมข้อมูลอินไซต์ที่ได้เพิ่มในฐานะตัวแทนอย่างเป็นทางการ (Official Representatives) มาเล่าให้ฟังกัน

ช่วงบ่าย เราเล่าความคิดผ่านวงสัมมนา ซึ่งประกอบด้วยช่วง Reframe the Game ชวนผู้เชี่ยวชาญในวงการโฆษณามาถกเรื่องที่กำลังเป็นโจทย์ในวงการ, Best of Thai Works ฉายงานไทยที่เข้ารอบลึกในเทศกาล, Behind Thai Works – Bar B Q Plaza เบื้องหลังความสำเร็จของ Sad Kama-Chan แคมเปญที่ได้ Gold ประจำปีโดย Bar B Q Plaza และ Grey Thailand และช่วงสุดท้าย Jury Insights เชิญกรรมการไทยใน Cannes Lions เพื่อเล่าว่าเขาได้เห็นอะไรบ้างในห้องตัดสิน

สัมมนาช่วงบ่ายเนื้อหายาวมาก สำหรับคนที่ไม่ได้ไปหรือไปแต่จดไม่ทัน เราสรุปเนื้อหาสำคัญจากงานมาให้ทบทวนกันอีกครั้ง 

Reframe the Game

ช่วงนี้เราเชิญผู้เชี่ยวชาญในวงการมาถกว่าปัญหาที่พวกเขากำลังเผชิญตอนนี้คืออะไร รวมถึงสิ่งที่เป็นเทรนด์ใน Cannes Lions 2025 มีเรื่องไหนน่าสนใจบ้าง สัมมนานี้มี 4 หัวข้อ

‘Yes or No to This Creative’ 
ครีเอทีฟยุคใหม่ งานแบบไหนที่แบรนด์ซื้อ

‘Authenticity’ คือคำตอบที่สกัดได้จากสัมมนาช่วงนี้

ในยุคที่แบรนด์เผชิญความท้าทายมากมาย เอเจนซี่ในฐานะพาร์ตเนอร์ต้องรับโจทย์ที่หลากหลาย แต่บทบาทสำคัญที่ต้องไม่ลืมคือการดูแลแก่นแกนของแบรนด์ให้ไม่หลงทาง

เจ-เจนคณิต รุจิรโมรา Chief Strategy Officer of Publicis Groupe Thailand และ มอส-ธิติ บุญเกิด Deputy Executive Creative Director of Leo Burnett Thailand มาเล่าว่าท่ามกลางโจทย์มากมายที่ต้องตอบ ไม่ว่าจะเป็นการตามเทรนด์ให้ทัน การสร้างยอดขาย หรือการสร้างงานในระดับรางวัล สิ่งหนึ่งที่ทั้งแบรนด์และเอเจนซี่ต้องมีร่วมกัน คือทิศทางของแบรนด์ที่เป็นเสมือนดาวเหนือสำหรับการเดินทาง

ทุกวันนี้โจทย์ของลูกค้าไม่ได้มาแค่รูปแบบเดียว แต่มีทั้งความต้องการด้านยอดขาย ภาพลักษณ์ และ Social Engagement ในฐานะของเอเจนซี่ต้องจับความหลากหลายให้อยู่บนแกนเดียวกัน ด้วยความเข้าใจแบรนด์อย่างลึกซึ้ง 

การตอบโจทย์ที่ดีคือการเข้าใจบรีฟมากกว่าที่เห็น มอสและเจเสนอว่าคนโฆษณายุคนี้ควรทำตัวเป็นลูกค้า สวมวิญญาณนักการตลาด เข้าใจแบรนด์ในระดับที่ลึก อินกับความเป็นแบรนด์ จนรู้สึกว่าเราเป็นเจ้าของไปโดยธรรมชาติ 

“ครีเอทีฟไม่ใช่แค่สื่อสาร แต่ต้องพาแบรนด์เข้าไปอยู่กับชีวิตและวัฒนธรรมของผู้คนได้” มอสย้ำบนเวที

“สิ่งสุดท้ายที่ต้องไม่ลืม คือการทำงานแบบ Long Term คิดให้มากกว่าการสร้างแคมเปญให้ประสบความสำเร็จในช่วงเวลาเดียว รักษาแก่นแท้ของแบรนด์ให้เติบโตไปพร้อมผู้บริโภค มองภาพรวมและผลกระทบในระยะยาว” เจกล่าวปิดท้าย 

Creative x Entertainment
แบรนด์ทำ Entertainment ยังไงให้คนจำ

วิทยากรช่วงนี้คือ เล็ก-ดมิสาฐ์ องค์ศิริวัฒนา Co-founder, Executive Director of SOUR Bangkok และ พีท-ทสร บุณยเนตร Chief Creative Officer of BBDO Bangkok ผู้กำกับมิวสิกวิดีโอเพลง I’m OK // Not OK ของ BOYdPOD และ Billkin เป็น 2 ผู้เชี่ยวชาญงาน Branded Entertainment ระดับประเทศ

ทั้งคู่เริ่มเปิดประเด็นว่า สิ่งที่คนมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับ Entertainment คือมันไม่ใช่งานโฆษณาตลก แต่เป็นสื่อบันเทิงรูปแบบหนังสั้น รายการ เพลง เกมโชว์ รวมถึงซีรีส์ด้วย ถ้าแบรนด์อยากเริ่มทำงานสายนี้ ต้องเข้าใจนิยามที่แท้จริงของมันก่อน

ใน Cannes Lions แบ่งงาน Entertainment ระดับโลกไปสู่สายกีฬา ดนตรี และเกมด้วย งานที่พีทและเล็กชอบเหมือนกันคือ The Final Copy of Ilon Specht สารคดี 18 นาทีเล่าเรื่อง Copywriter หญิงผู้คิดสโลแกนอันลือลั่นของ L’Oréal อีกงานที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ The 4th Judge กรรมการพิเศษในกีฬามวยสากล เป็น AI ตัดสินไม่พลาดแน่นอน สะท้อนให้เห็นบทบาทของ AI ที่มาเปลี่ยนวงการ Entertainment ไปอีกขั้น

อีกเรื่องหนึ่งที่ครีเอทีฟต้องก้าวผ่านไปให้ได้ คือการใช้ KOL หรือดาราซึ่งเป็นเอกลักษณ์หนึ่งของงาน Entertainment เล็กเล่าว่าครีเอทีฟสมัยก่อนไม่ชอบร่วมงานกับ KOL เพราะคิดว่าเดี๋ยวดูไม่เก่ง สิ่งที่ควรทำ คือเราไม่ได้เอาเขามาเป็นพรีเซนเตอร์ แต่ต้องเอามาเล่าเรื่อง มองว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งกับเรื่องราวได้ไหม หรือช่วยปลดล็อกความรู้สึกในใจคนดูได้หรือเปล่า 

แบรนด์มักจะเข้ามาอยู่ในหนังหรือซีรีส์แบบ Tie-in ให้กลมกลืนกับเนื้อหาของสื่อนั้นมากที่สุด วิธีใหม่ที่เล็กและพีทคิดว่าเป็นเทรนด์ คือวิธีคิด ‘Content First’ ตอนคิดเนื้อหาของหนังให้เริ่มคิดเลยว่าเหมาะกับแบรนด์อะไร จากนั้นค่อยเข้าหาแบรนด์นั้น การเริ่ม Collaboration ตั้งแต่ต้นทางจะทำให้งานออกมาดีกว่าการ Tie-in

ทั้งคู่ปิดท้ายว่าเราต้องให้ความสำคัญกับคนดูมาก ๆ เพราะความสำเร็จของ Branded Entertainment คือต้องสร้างแพลตฟอร์มที่คนดูเต็มใจที่จะดู สุดท้ายแล้วไม่ว่าจะเพลง กีฬา เกม หรือแพลตฟอร์มใด ๆ ถ้างานของเราเข้าไปอยู่ในพื้นที่ที่คนอยากดูและคนอยากจดจำ นั่นแหละคือ Entertainment ที่แท้จริง

It is not just a Job 
คุณค่าความเป็นนักสร้างสรรค์ที่มากกว่าบรีฟ รางวัล และตำแหน่ง

วิทยากร 3 คนในช่วงนี้คือคนที่เริ่มถอยออกจากโลกโฆษณา มาทำงานใหม่ที่มีความหมายไม่แพ้กัน

คนแรกคือ จูดี้-จุรีพร ไทยดำรงค์ ตำนานวงการความคิดสร้างสรรค์ เธอทำงานโฆษณามาร่วม 30 ปี แต่วันหนึ่งก็ลาออกมาเป็นเจ้าของ Airbnb ชื่อว่า Suan Meow Cat Garden Mae Wang ที่อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่

จูดี้เล่าว่าเธอเริ่มถอยจากวงการช่วงโควิด-19 จนวันหนึ่งได้มาเป็นเจ้าของที่ดินที่เชียงใหม่ ตำนานคนโฆษณาเริ่มสร้างที่ดินนี้ให้เป็นที่พัก เธอเล่าว่าต่อให้ไม่ได้ทำงานโฆษณา แต่คุณค่าด้านครีเอทีฟไม่ได้หายไป เพราะมาปรับใช้กับงานปัจจุบันได้เช่นกัน 

เธอยกตัวอย่างว่า วงการท่องเที่ยวนั้นแข่งขันสูงมาก เมื่อทำที่พัก สิ่งที่ครีเอทีฟรุ่นเก๋าคิด คือหา Unique Selling Point ให้เจอ และต้องทำให้เกิดขึ้นให้ได้

Big Idea ของสวนแมวแห่งนี้คือการเป็น ‘สวรรค์’ สำหรับสำหรับคนรักแมวและสัตว์เลี้ยง ไอเดียนี้เป็นแกนกลางในการปรับปรุงพื้นที่ คำนึงถึงความสุขของทั้งแมวและคน 

คุณค่าอีกด้านของอาชีพครีเอทีฟ คือทำให้เกิด Positive Impact ความสุขเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าเรามีความสุขที่ได้ช่วยเหลือผู้คน เอาความคิดมาทำประโยชน์ ไม่ว่าอย่างไรเราก็มีคุณค่า สถานการณ์ธุรกิจภายนอกเป็นแค่เรื่องตัวเลข ไม่ได้วัดคุณค่าของตัวเราแต่อย่างใด 

วิทยากรคนที่สอง เม้ง-ประสิทธิ์ วิทยสัมฤทธิ์ Co-founder / Creative Director of ชูใจ กะ กัลยาณมิตร หนึ่งในทีมเบื้องหลังงาน Death Fest 2025 และงานเพื่อสังคมมากมาย 

เม้งเล่าว่าจุดเปลี่ยนที่ทำให้เขาเริ่มสนใจงานเพื่อสังคมคือการทำงานให้บริษัทของเล่น PlanToys โครงการ Mom-made Toys ระดมทุนหาของเล่นให้เด็กพิเศษในประเทศ นี่คืองานที่เขาทำร่วมกับพี่ ๆ ในวงการ จนเป็นจุดเริ่มต้นในการก่อตั้งชูใจ กะ กัลยาณมิตร ด้วย

อีกงานที่สำคัญไม่แพ้กัน คืองานที่ทำให้กับสวนโมกข์กรุงเทพ เปลี่ยนภาพจำของงานที่เกี่ยวกับพุทธศาสนาให้ครีเอทีฟขึ้น ท่าทีในการเล่าที่เปลี่ยนไปทำให้ศาสนาไปสู่ผู้คนมากขึ้น

แพสชันในการอยากทำสิ่งที่มีประโยชน์นำไปสู่จุดเริ่มต้นการอยากทำจิตอาสาของเม้ง งานภาคสังคมยังเป็นสิ่งที่ทำให้มีเอกลักษณ์ได้ง่าย เพราะมีโอกาสมากมาย มีปัญหาอีกมากที่รอนักคิดเก่ง ๆ มาแก้ไข

เม้งยกตัวอย่างงานล่าสุด Death Fest 2025 เทศกาลที่หยิบเอาความตายมาเล่าใหม่ ชวนคนเผชิญหน้ากับความตายอย่างสงบ แนะนำสินค้า บริการ ความรู้ใหม่ ๆ ที่ทำให้คนรู้สึกกับความตายเปลี่ยนไป

งานภาคสังคมยังคงรอคนที่มีความสามารถมาทำร่วมกัน ความสร้างสรรค์ การทำเพื่อสังคม จะทำให้งานมีคุณค่ามากขึ้นกว่าเดิม

วิทยากรคนที่สามคือ หนึ่ง-อัศวิน พานิชวัฒนา Founder of Third Eye Bangkok และนายกสมาคมผู้กำกับศิลป์บางกอก (B.A.D)

ถ้าจำกันได้ หนึ่งคือหนึ่งในทีมผู้สร้างงาน Friendshit จาก K PLUS และ GREYnJ UNITED (ปัจจุบันคือ Grey Thailand) ซึ่งได้ Gold จาก Cannes Lions ปี 2018 หลังจากนั้นหนึ่งเริ่มเบนเข็มมาทำงานด้านการศึกษา ไปบรรยายในมหาวิทยาลัยต่างจังหวัดในกิจกรรมของ B.A.D มากขึ้น ถี่ขึ้น ประหนึ่งเป็นงานประจำไปแล้ว

หนึ่งเล่าว่าเขาเข้ามาทำโฆษณาแบบจับพลัดจับผลู ไม่ได้เป็นความฝันแต่แรก วันหนึ่งเมื่อถอยออกมา เขาเริ่มเห็นคุณค่าของความคิดสร้างสรรค์ในแง่ของการสอนหรือแชร์ให้คนฟังมากกว่า ถ่ายทอดประสบการณ์สู่คนรุ่นใหม่ เพื่อให้เขาเอาความคิดสร้างสรรค์ไปต่อยอดสู่สิ่งอื่นที่ดีกว่า 

ครีเอทีฟที่เคยได้ Gold บอกว่า สำหรับเขาวันนี้ คุณค่าของงานโฆษณาไม่ใช่แค่การสร้างแบรนด์ แต่คือการสร้างมนุษย์ ด้วยความเชื่อที่ว่างานสร้างสรรค์คือการ ‘ให้’ สิ่งที่มีคุณค่า

วิทยากรทั้ง 3 คนสรุปว่า มีงานมากมายที่รอเราอยู่ ทักษะที่ได้จากงานโฆษณานำไปปรับใช้กับสิ่งอื่นได้ แม้ไม่มีบรีฟจากลูกค้าก็มีคุณค่าเช่นกัน

What’s Next 
เรากำลังไปทางไหน

วงการโฆษณาปีที่ผ่านมาเกิดการควบรวมกิจการมโหฬาร ด้วยผลจาก Genrative AI และเศรษฐกิจ ทั้งหมดนี้จะพาเราไปทางไหน นี่คือเนื้อหาของสัมมนาช่วงนี้ 

ตัวแทนจาก 3 บริษัทได้แก่ ไมค์-วีรดิษ วิญญรัตน์ Chairman of Omnicom Advertising Group, เป๊ก-รัฐกร สืบสุข Head of Growth and Marketing of WPP Media และ แม็ค-สุนาถ ธนสารอักษร กรรมการผู้จัดการ Accenture Song (ประเทศไทย) ออกมาเล่าความคิดของตัวเอง

เริ่มจากไมค์ที่เล่าว่า การควบรวมกิจการธุรกิจโฆษณาเกิดจากรายได้ที่หดตัวลงของเอเจนซี่ นำมาสู่การปรับตัวให้ Lean ขึ้น แต่สิ่งนี้เคยเกิดขึ้นมานานจนเป็นเรื่องปกติ 

ปัจจัยที่ทำให้เรื่องนี้เกิดขึ้น คือ Generative AI ที่พัฒนาขึ้น แต่ละบริษัทก็ใช้ AI ในการทำงานต่างรูปแบบไป ไมค์ยกตัวอย่างว่า Omnicom สร้าง AI ขึ้นมา 3 – 4 รูปแบบ เปรียบเสมือนทีมงาน 3 – 4 คนให้คนระดับหัวหน้าในเอเจนซี่ได้ใช้งาน พูดคุยปรึกษางานต่าง ๆ นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้เอเจนซี่ในเครือข่ายมี AI แบบเฉพาะของตัวเอง เพื่อให้เอกลักษณ์ของเอเจนซี่ไม่หายไป

ไมค์ตั้งข้อสังเกตว่า ครีเอทีฟบางครั้งจะใช้ AI ในการหาคำตอบเลย แต่วิธีนี้ทำให้คนใช้ไม่พัฒนา ถ้าให้ AI ช่วยหาข้อมูลประกอบ แต่การคิดคำตอบเป็นหน้าที่ของมนุษย์ นี่คือวิธีการทำงานร่วมกันระหว่าง Human Intelligence และ Artificial Intelligence ที่เขาอยากเห็น

ในการควบรวมกิจการรอบนี้ ธุรกิจที่มีบทบาทมากคือ Media Agency เพราะในทางบัญชีแล้วสร้างรายได้ได้มาก เป๊กจาก WPP Media บอกว่า บทบาทของ Media Agency จะมีประสิทธิภาพมากขึ้นจาก AI โดยเฉพาะในแง่การคิดกลยุทธ์ในการวางแผนสื่อ

ที่ Cannes Lions ปีนี้มีการพูดถึงการใช้ Receptivity ในการวางแผนสื่อมากขึ้น คำนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับพฤติกรรมของคน แปลเป็นไทยง่าย ๆ ว่า ‘จังหวะป้ายยา’ ปกติแล้วเวลาเอเจนซี่วางแผนลงงานในสื่อ เรามักใส่ใจว่าจะวางเมสเซจของลูกค้าในสื่อแบบไหน 

การเอา Receptivity มาเป็นส่วนหนึ่งในการวางแผน คือการคิดว่าเนื้อหาแบบใดถึงจะถูกที่ ถูกเวลา และทำให้คนดู-คนฟังเปลี่ยนพฤติกรรมได้ ด้วยแวดล้อมรอบตัวลูกค้าที่เปลี่ยนไป สื่อที่กระจายตัวมากขึ้น Media Agency ต้องคิดเรื่องนี้มากขึ้น ในความท้าทายด้าน Media Agency ไม่ใช่แค่การเลือกสื่อ แต่เป็นเรื่องของข้อมูลที่มีคุณภาพ ไม่ใช่แค่ความรู้เก่าหรือชื่อเสียงในอดีต

Accenture เป็นบริษัทที่มีความเป็น Tech Company มากกว่าบริษัทโฆษณา แม็คเล่าว่างานความคิดสร้างสรรค์ยุคใหม่จะไม่เป็นเพียง Communication ต้องให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ทางธุรกิจหรือ Business Impact มากขึ้น ซึ่งนำมาสู่การคิดเรื่องกลยุทธ์และงานด้านอื่นนอกเหนือจากไอเดียอย่างเดียว 

AI ที่ก้าวหน้าขึ้น เป็นตัวเร่ง เรื่องหนึ่งที่เคยเป็นเทรนด์ของวงการคือ Business Transformation เอเจนซี่เข้าไปช่วยเปลี่ยนธุรกิจของลูกค้ามากขึ้น เทรนด์ใหม่ที่ Accenture กำลังทำอยู่คือ Business Reinvention ไม่ได้ช่วยคิดธุรกิจใหม่อย่างเดียว แต่ช่วย ‘ทุบทิ้ง’ ธุรกิจที่ไม่สร้างรายได้ให้กับบริษัทด้วย แม็คมองว่าเอเจนซี่เคยอยู่ตรงปลายทาง แต่เทรนด์ยุคใหม่ เอเจนซี่จะขึ้นไปอยู่ต้นทางของธุรกิจมากขึ้น

เราจะปล่อยให้ AI เปลี่ยนอุตสาหกรรมไปแค่ไหน หรือเรายอมให้ AI เปลี่ยนเราแค่ไหน นี่คือคำถามหลักที่ทั้ง 3 คนทิ้งไว้ เพราะพวกเขาให้ความเห็นว่าการให้ความสำคัญกับ Human Connection ท่ามกลางคลื่นเทคโนโลยียังจำเป็น 

หลังจบการสนทนาสิ่งที่ให้ความสนใจไม่ใช่การมอง AI เป็นศัตรู แต่มองเป็นพาร์ตเนอร์ ซึ่งเป็นเครื่องมือใหม่ที่ทุกคนมีเหมือนกัน แต่แตกต่างออกไปคือคนใช้ นี่คือเวลาที่อุตสาหกรรมโฆษณาต้องสร้างบทใหม่ไม่ใช่แค่การสื่อสาร แต่สร้างคุณค่าและผลกระทบในระดับที่กว้างกว่าเดิม

Behind Thai Works – Sad Kama-Chan โดย Bar B Q Plaza และ Grey Thailand

เบื้องหลังความสำเร็จของเปญอย่าง Sad Kama-Chan ของ Bar B Q Plaza เกิดจากปรัชญาชีวิตที่ว่า “เมื่อชีวิตมีความสุขได้ก็เศร้าได้ แต่เราพลิกด้านให้ชีวิตกลับมาอร่อยได้เสมอ” 

รัฐ ตระกูลไทย Chief Marketing Officer ของแบรนด์เล่าว่า ที่มาของแคมเปญนี้ต้องย้อนไปถึงจุดกำเนิดของคามะจัง เดิมทีสิ่งนี้คือลูกชิ้นธรรมดาในชุดอาหาร ไม่มีรอยยิ้ม จนกระทั่งทีมช่วยคิดสิ่งที่จะเป็นเอกลักษณ์ของความสุขของแบรนด์ ลูกชิ้นรูปยิ้มจึงเกิดขึ้นและเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์มาร่วมสิบปี

ปีที่ผ่านมา Bar B Q Plaza ทำแคมเปญชื่อว่า ‘พลิก พลิก ให้ชีวิตอร่อย’ โดยนำปรัชญาจากย่อหน้าที่แล้วมาทำเป็นแคมเปญ ชวนคนเข้าร้าน Sad Kama-Chan คืองานในระลอกหลังที่ออกมาย้ำชวนคนรักแบรนด์นี้กลับเข้าร้านอีกครั้ง เปลี่ยนลูกชิ้นยิ้มให้เป็นหน้าบึ้ง ท่ามกลางสมรภูมิร้านอาหารที่แข่งกันดุเดือดขึ้นทุกวัน

งานนี้เกิดจากความกล้าหาญของผู้บริหารอย่างรัฐที่กล้าเปลี่ยนสัญลักษณ์ของแบรนด์ การผลิตลูกชิ้นหน้าบึ้งต้องสร้างแม่พิมพ์ใหม่ ลงทุนไม่น้อย แต่ด้วยความเชื่อและแรงสนับสนุนจากบริษัท แคมเปญจึงนี้เกิดขึ้นได้ 

ข้าวโพด-จิรเดช เพ่งเล็งผล Executive Creative Director ของ Grey Thailand เล่าความยากของแคมเปญนี้ว่า มันคือการปรับรายละเอียดทั้งก๊อบปี้และเนื้อหาให้ตรงกับความต้องการที่สุด หัวใจคือความคิดต้นทางที่อยู่เบื้องหลัง แคมเปญจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าไม่มีการพูดคุยระหว่างเอเจนซี่กับลูกค้า และต้องเชื่อมั่นในความสามารถของทีมว่าเขาจะทำออกมาได้ดีที่สุด 

เข้-สมพัฒน์ ทฤษฎิคุณ Chief Creative Officer ของ Grey Thailand คือคนเดียวบนเวทีที่ได้ไปเทศกาล Cannes Lions แคมเปญนี้ค่อย ๆ ได้รางวัลแบบไล่ระดับ วันแรกได้ Bronze วันที่ 2 ได้ Silver สุดท้ายก็ได้ Gold โดยเข้เป็นตัวแทนขึ้นไปรับรางวัลบนเวที

Beauty ของแคมเปญนี้ คือการทำงานกลุ่มที่มองเป้าหมายเดียวกันระหว่างเอเจนซี่และแบรนด์ เข้เชื่อว่าความสำเร็จครั้งนี้เกิดขึ้นจากความทุ่มเทให้กับ Kama-Chan มาสคอตสำคัญของแบรนด์

บางแบรนด์คิดว่าการทำมาสคอตแค่ทุ่มเงินระยะสั้นสร้างหุ่นน่ารักมาตัวหนึ่งก็จบ Bar B Q Plaza พิสูจน์ว่าถ้าคุณลงทุนมากกว่านั้นเป็นสิบปี สิ่งที่ได้กลับมาจะมากกว่าตัวเลข แต่เป็นความรักแบรนด์ที่ชนะทุกอย่าง

Jury Insights
กรรมการไทยเห็นอะไรในห้องตัดสิน 

ปิดท้ายงาน World Creative Review 2025 ในครั้งนี้ด้วยการพูดคุยกับคณะกรรมการชาวไทยผู้มีส่วนร่วมในการคัดเลือกโฆษณาที่จะเข้ารอบในแต่ละหมวดหมู่ต่าง ๆ โดยเหล่ากรรมการจะมาเล่าว่าพวกเขาต้องเจออะไรกันบ้างในห้องตัดสิน Cannes Lions 

กรรมการทั้ง 6 ในช่วงนี้ได้แก่ แจมมี่-ปรัตถจริยา ชลายนเดชะ CEO of VML Thailand กรรมการจากหมวด Creative Business Transformation, เจิน-ภาธิดา อัครจินดานนท์ Deputy Executive Creative Director of Wolf BKK กรรมการจากหมวด Direct, อั๋น-วุฒิศักดิ์ อนรรฆพร Film Director and Founder of FACTORY01 กรรมการจากหมวด Film Craft

พุด-วรางค์รัตน์ รัตนบำรุง Associate Creative Director of SOUR Bangkok กรรมการจากหมวด Entertainment, อาร์ม พุทธผล Executive Creative Director of Accenture Song (ประเทศไทย) กรรมการจากหมวด Film และ หนึ่ง-อัศวิน พานิชวัฒนา Founder of Third Eye Bangkok กรรมการจากหมวด Social & Creator

กรรมการแชร์ประสบการณ์อย่าง ‘ดุเดือด’ สิ่งที่กรรมการต้องเผชิญร่วมกัน คือกรรมการจากภูมิภาคอื่นไม่เข้าใจบริบททางวัฒนธรรมของโฆษณาบางเรื่อง ทำให้ต้องมีการอธิบายเพื่อสร้างความเข้าใจวัฒนธรรมที่ตรงกัน 

ทุกคนเห็นตรงกันว่างานปีนี้เน้นเรื่องความหลากหลายมากขึ้น มีเป้าหมายในการเปลี่ยนแปลงสังคมสู่ระดับการปรับนโยบายมากขึ้น 

อีกสิ่งหนึ่งที่คณะกรรมการกังวลสำหรับคนที่จะส่งงานปีหน้าคือ การเขียน Submission หรือแบบฟอร์มส่งงาน บางเอเจนซี่ละเลยจุดนี้มาก คิดว่าทำ Case Video ก็พอแล้ว ความจริงคือช่วงที่เกิดการ Debate กรรมการมักนำข้อความใน Submission ขึ้นจอใหญ่แล้วถกกันแบบคำต่อคำ การเขียนให้ง่าย ชัด ภาษาอังกฤษแบบพื้นฐานช่วยสร้างแต้มต่อได้มาก

การส่งให้ตรงหมวดหมู่ก็เป็นสิ่งสำคัญที่กรรมการพูดถึงเสมอ เพราะการเป็นการดูว่าเรารู้จักงานของเราดีแค่ไหน หลายคนยังส่งโฆษณาหมวดที่ไม่ตรงกับประเภทของเนื้อหา ทำให้ไม่ผ่านเข้ารอบ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเสียดายมาก

เทรนด์ที่ทุกคนเห็นในงานปีนี้ คืองานที่เรียบง่ายแต่มีพลัง ส่งผลกระทบไปสู่วงกว้าง งานอีกประเภทที่เป็นเทรนด์ คืองานที่ทันต่อเหตุการณ์ในปัจจุบัน แม้จะเป็นเทคนิคคลาสสิก แต่ยังได้ผลเสมอ

Writers

ทวีทรัพย์ แซ่เตียว

นักเรียนสื่อที่ชีวิตขับเคลื่อนด้วยการผจญภัย และของเหลวที่เรียกว่า ‘กาแฟ’

พันธยศ ดีดอม

นักศึกษา IR ที่เชื่อว่าถ้าทุกคนเลี้ยงแมวโลกจะสงบสุข

Photographer

The Cloud

นิตยสารออนไลน์ที่เล่า 3 เรื่องหลักอย่าง Local, Creative Culture และ Better Living ส่งเนื้อหารายวัน แต่เสิร์ฟความประณีตแบบนิตยสารรายเดือน