23 มิถุนายน 2025
1 K

ไม่ว่าคุณจะเป็นคนเสพงานศิลป์ ดูงานดีไซน์เป็นนิสัยหรือไม่ หากคุณคุ้นเคยกับเมืองกรุงเทพฯ เราเชื่อว่าคุณจะต้องเคยเห็นงานของเขาหลายครั้งในชีวิตโดยไม่รู้ตัว หรือบางทีอาจบังเอิญไปเห็นผลงานเขาที่ต่างประเทศก็เป็นได้

In Design วันนี้จะพาไปพบกับ ‘Dong Sculpture’ หรือ โด่ง-พงษธัช อ่วยกลาง นักสร้างสรรค์ที่ฝากผลงานไว้มากมายตลอดชีวิตการทำงานถึงวัย 47 ของเขา

ในอินสตาแกรมของโด่งเขียนบรรยายงานที่ตนทำไว้สั้น ๆ ว่า ‘Public Sculpture / Function Design’ แต่เมื่อเรามีโอกาสได้คุยกับเขาส่วนตัวแล้วถามถึงนิยามในอาชีพของตัวเอง โด่งบอกว่า ‘นักสร้างสรรค์’ เป็นคำที่ครอบคลุมที่สุด

อาณาจักรโรงงานส่วนตัวของเขาที่ติดป้ายไว้ด้านหน้าว่า ‘Dong Co., Ltd.’ มีศิลปินหลายคนแยกย้ายกันไปทำงานตามมุมต่าง ๆ บ้างเป็นประติมากรรมหน้าอาคาร บ้างเป็นฉากหลังเคาน์เตอร์ในโรงแรม 6 ดาวสักแห่งในโลก บ้างก็เป็นบันไดบ้านพักส่วนตัวขนาดใหญ่ และอีกหลากหลายความเป็นไปได้ งานของเขาอาจไม่ใช่ ‘รูปแบบ’ ที่แน่นอน หากเป็นวิธีคิดที่พิเศษและโดดเด่น

แต่ที่ที่คุณจะมีโอกาสได้เห็นงานของเขาบ่อย ๆ ก็คงเป็นประติมากรรมหน้าอาคารต่าง ๆ นี่แหละ

“ถ้าเปรียบเป็นหนังสือเล่มหนึ่ง มันไม่ใช่สาระทั้งหมด แต่เป็นคำนำที่มีความสำคัญในหน้าแรก” เขาเล่าถึงหน้าที่ของมัน

จากลูกชาวนาผู้ไม่ได้มีต้นทุนมากนัก ทุกวันนี้เขาประสบความสำเร็จระดับสากลในอาชีพที่เขาเลือกเอง ปั้นมันขึ้นมาด้วยความรู้ ความสามารถ และความอึดถึกทนของตัวเองตั้งแต่ Day 1

เรานั่งคุยกันที่ห้องทำงานส่วนตัวของโด่ง แม้ทุกคนในทีมจะบอกว่าเขาอยู่ไม่ค่อยติดที่และคอยเดินไปตรวจงานทางนั้นที ทางนี้ที แต่ห้องทำงานที่เต็มไปด้วยหนังสือสถาปัตยกรรมดี ๆ ผสมกับฟิกเกอร์ของเหล่าซูเปอร์ฮีโร่นี่ก็บ่งบอกตัวตนที่น่าสนใจของเขาได้ไม่น้อย

อยากเป็นตัวเอง

โด่งมาจากจังหวัดนครราชสีมา เขาเป็นลูกชาวนาที่เติบโตมาท่ามกลางธรรมชาติที่สมบูรณ์ใกล้อุทยานแห่งชาติ

ชีวิตในวัยเริ่มต้นของเขาไม่ได้สบายนัก แต่ก็นับเป็นโชคดีที่ได้มีครูบาอาจารย์ดูแลใกล้ชิด และได้อ่านหนังสือของเหล่านักคิดที่อาจารย์คอยหยิบยื่นให้ ด้วยเชื่อว่าเด็กชายโด่งจะอ่านมันเข้าใจ เขาจึงมีพื้นฐานของการตั้งคำถามเกี่ยวกับความรู้มาตั้งแต่วัยเยาว์

พ่อแม่ของโด่งไม่เคยมากะเกณฑ์ว่าเขาจะต้องทำอะไรในชีวิต ในระดับปริญญาตรีโด่งจึงเลือกเรียนที่คณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เพราะความสนใจในการวาดเขียน

“ประติมากรรมที่เรียนมาเป็นงานศิลปะที่มีความปัจเจก” โด่งอธิบายถึงสิ่งที่เขาได้รับจากมหาวิทยาลัย

แล้วจากประติมากรรมในรูปแบบนั้น มาสู่งานที่พี่ทำทุกวันนี้ได้ยังไง – เราถาม มองออกนอกห้องทำงานไปดูโมเดลของงานมากมายที่โด่งเคยทำมา

“ในห่วงโซ่ของสุนทรียศาสตร์ทั้งหมด เราเชื่อว่าศิลปะเป็นจุดสูงสุดของห่วงโซ่ คนเรียนจบศิลปะมาก็จะเป็นศิลปิน ต่างคนต่างอยู่” เขาตอบ “แต่ของพี่เกิดจากการตั้งคำถามว่า ถ้าเราไม่อยากเป็นอย่างศิลปินหรือครูบาอาจารย์คนอื่น ๆ มันมีโมเดลไหนให้เราไปบ้าง”

เราถามโด่งต่อว่า แล้วเขาสนใจงานของใครบ้าง เขาก็ไล่เลียงชื่อในใจออกมาทีละชื่อ Thomas Heatherwick, Zaha Hadid, Norman Foster ก่อนจะหัวเราะตัวเองออกมา

“ฉิบหายแล้ว” เขาชอบใจ ก็ทุกคนที่ว่าต่างเป็นสถาปนิกกันทั้งนั้น ไม่มีใครเป็นศิลปินเลย

เจ้าตัวมองว่าวิธีคิดของเขาใกล้เคียงกับสถาปัตยกรรมศาสตร์มากกว่า เท่านั้นยังไม่พอ เมื่อเรียนจบจากคณะจิตรกรรมฯ เขาตัดสินใจกระโดดข้ามสายไปเรียนต่อด้านการออกแบบผังเมืองสิ่งแวดล้อม เพื่อเรียนรู้ ‘วิธีการคิดเชิงพื้นที่’ 

จากความเป็นศิลปะที่ปัจเจก จึงค่อย ๆ ขยับไปสู่ศาสตร์อื่น ๆ ที่เชื่อมโยงกับโลกภายนอกมากขึ้น

“อีกสิ่งที่พี่มีก็คือพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ที่ดีกว่าเด็กที่เรียนศิลปะทั่วไป มันก็เลยสนับสนุนการทำงานของพี่ได้” เขาอธิบาย

ทั้งหมดนี้เหมือนการลากเส้นต่อจุดความสนใจ ความไม่สนใจ และความถนัดของเขาเข้าไว้ด้วยกัน พอมั่นใจในแนวทางของตัวเองแล้ว โด่งก็เปิดบริษัทเล็ก ๆ ของตัวเองอย่างไม่ลังเลตั้งแต่เริ่มทำงานชิ้นแรก พิสูจน์ความสามารถจนได้ทำงานใหญ่ขึ้น สากลขึ้นเรื่อย ๆ และกลายเป็นนักสร้างสรรค์ผู้มีแนวทางเฉพาะตัวที่สร้างชื่อไปทั่วโลกในเวลาต่อมา

4 ความเป็นไปได้ของ Dong Sculpture

01 ต้นกำยานแห่งโอมาน

งานชิ้นแรกที่โด่งเล่าให้เราฟังคือประติมากรรมหน้าอาคารโรงแรม ประเทศโอมาน

เดิมทีนักออกแบบที่ P49 ร่วมทำงานบางส่วนของโรงแรมนี้ก่อน จากนั้นจึงแนะนำศิลปินที่ทำงานประติมากรรมอย่างโด่งกับทางเจ้าของโครงการต่อ

“วิธีการของพี่คือกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า ถ้าจะต้องทำประติมากรรมให้กับประเทศมุสลิม เรารู้จักอะไรเขาบ้าง มีเงื่อนไข มีกติกามารยาทอะไรที่ต้องรู้บ้าง คำตอบคือเราไม่รู้จักอะไรเลย”

จากนั้นเขาจึงถามตัวเองต่อว่าแล้ว ‘ประสบการณ์’ ที่ตนมีต่อประเทศแถบนี้คืออะไร

“กลิ่น” โด่งเฉลย

เมื่อได้คำตอบที่ใช่แล้ว ก็ถึงเวลาคิดต่อไปว่า ‘กลิ่น’ นั้นมีรูปทรงอย่างไร และอะไรเป็นต้นต่อของกลิ่นนั้นกันแน่ จนได้มาเจอว่ามันคือ ‘กำยาน’ หรือที่เรียกว่า ‘Frankincense’ โดยต้นกำยานที่ดีที่สุดในโลกก็อยู่ที่โอมานนี่เอง

สิ่งที่เขาและทีมทำคือประติมากรรมทรงต้นกำยาน เด่นเป็นสง่าอยู่ที่วงเวียนกลับรถหน้าอาคารโรงแรม รูปทรงต้นไม้นั้นเป็นเอกลักษณ์ ทั้งนี้ บริเวณโดยรอบยังปลูกต้นกำยานล้อมไว้ด้วย จึงมองออกว่าเป็นต้นอะไรได้ไม่ยาก

เมื่อคิดคอนเซปต์เรียบร้อยแล้วเป็นที่สนใจของเจ้าของโครงการ แล้วก็เป็นขั้นตอนที่โด่งจะต้องคิดต่อ จะสร้างยังไง วัสดุเป็นแบบไหน วิธีการจะเป็นยังไง เขาจึงทำให้เปลือกของประติมากรรมเป็นตัวรับแรงไปในตัว แทนที่จะเป็นเสา-คาน โดยเปลือกนั้นเป็นโลหะบิดเกลียวที่ยิ่งบิดก็ยิ่งแข็งแรง

เขียนแบบจนเสร็จแล้วส่งต่อให้วิศวกรตรวจสอบความเป็นไปได้ด้านการรับแรง จากนั้นก็สร้างและส่งไปให้ลูกค้าทางเรือ พร้อมด้วยโด่งและทีมทำงาน Dong Sculpture ที่บินตามไปช่วยกันติดตั้งอย่างที่ทำกันเป็นกิจวัตร

ความน่าสนใจคือพอมี Lighting ของโรงแรมเพิ่มเข้ามา เส้นเกลียวที่เดิมใช้รับแรงก็เล่นกับแสงจนต้นกำยานนั้นเหลือบสวยงาม

“ตอนสำรวจพื้นที่เรากังวลว่านกเอี้ยงจะเกาะแล้วขี้เต็มพื้น แต่พอสร้างเส้นให้เป็นเกลียวนกก็เกาะไม่ได้” โด่งเล่าอย่างอารมณ์ดี

อาชีพที่เขาทำนั้นช่างมีมุมที่พาเปิดโลกได้ไม่รู้จบ ทั้งการได้ค้นคว้าลงลึกกับวัฒนธรรมที่ไม่คุ้นเคย การได้พบกับความท้าทายใหม่ ๆ ระหว่างติดตั้งในแต่ละพื้นที่ ไปจนถึงการได้เรียนรู้ค่านิยมที่แตกต่างกันไปของมนุษย์

เราแอบถามพี่โด่งว่า ได้หยุดพักไปเที่ยวต่างประเทศเองบ้างไหม เขาตอบทำนองว่าได้ไปเที่ยวบ้าง แต่การไปเที่ยวก็คือการหาแรงบันดาลมาทำงานในขณะเดียวกัน เหมือนกับตอนที่อยู่ประเทศไทย เขาก็ใช้เวลาเกือบทั้งวันไปกับงานที่เขารัก

ได้ยินแบบนี้ก็ไม่อาจไปรู้สึก ‘เหนื่อยแทน’ ได้เลย เพราะบางทีเขาอาจจะไม่ได้บ้างานอย่างเดียว แต่เขาสนุกกับสิ่งที่เขาทำจนหยุดไม่ได้

ไม่ใช่ทุกคนเลยที่จะเจองานที่ไปกันได้กับจิตวิญญาณของตัวเองขนาดนี้

02 ปลาอานนท์ที่รัฐสภาแห่งใหม่

เมื่อโปรเจกต์รัฐสภาแห่งใหม่ถือกำเนิดขึ้น แน่นอนว่าเหล่าตัวท็อปแห่งวงการออกแบบจะต้องมารวมตัวกัน

และคนที่ได้รับมอบหมายให้ออกแบบประติมากรรมที่ลานใหญ่ของรัฐสภาซึ่งใช้พบปะพูดคุยกัน ก็คือ Dong Sculpture

โด่งเป็นคนอ่านหนังสือเยอะ เขาอ่านสารพัดจะอ่าน พระไตรปิฎก หรือ พระคัมภีร์ไบเบิล เองก็ไม่เกินความคุ้นเคยของเขา เมื่อต้องออกแบบลานที่รัฐสภา เขาจึงหยิบความรู้เก่าเรื่อง ไตรภูมิพระร่วง ขึ้นมาทำให้เป็นรูปธรรม

ตามคติไตรภูมิมี ‘ปลาอานนท์’ อยู่ด้านล่าง เขาจึงหยิบภาพปลามาใช้เป็นประติมากรรมนูนต่ำ 3 มิติวางนอนกลางลานนั้น โดยวัสดุที่ใช้ก็คือ ‘ดินอัด’ ที่มีค่า Strength ที่กรมเจ้าท่ายอมรับ

“เราปล่อยให้น้ำเจ้าพระยาไหลผ่านเข้ามามีส่วนร่วมกับประติมากรรมได้ มีซากปลาบ้าง มีผักตบชวาบ้าง มีโคลนแดงบ้าง กันแต่ขยะไม่ให้เข้ามา”

นอกจากนี้ แม่น้ำเจ้าพระยาจะมีน้ำขึ้น-น้ำลงตามเวลา ฉะนั้น หน้าตาของประติมากรรมปลาอานนท์ก็จะเปลี่ยนแปลงไปตามธรรมชาติตลอด ดูยังไงก็ไม่เบื่อ

โดยทั่วไปแล้วโด่งมักจะทำงานเอกชนมากกว่างานรัฐ แต่โอกาสในการทำงานครั้งนี้ก็ดูจะสนุกสำหรับเขาไม่น้อย

เราถามเขาว่าถนัดใช้วัสดุหรือพื้นผิว (Texture) แบบไหนมากเป็นพิเศษไหม เขาส่ายหัวพร้อมชี้ให้ดูตัวอย่างพื้นผิวหลายแบบที่วางเรียงกันไว้ในโรงงาน

“ได้หมด” เขาตอบอย่างไม่ลังเล “เราทำงานแบบแล็บทดลองกัน”

“ส่วนใหญ่ดีไซเนอร์จะทำงานกันตาม Reference ซึ่งจะไม่เกิดประสบการณ์ใหม่ ๆ หรอก แต่อย่างที่เห็น เราทำการทดลองทั้งหมดเลยว่าจะทำยังไงได้บ้าง มีแบบไหนบ้าง และให้ความรู้สึกยังไงบ้าง”

03 ผลงานชิ้นสำคัญที่ดุสิตธานี

Dong Sculpture ได้ร่วมงานกับเชนโรงแรมชื่อดังระดับโลกมามากมาย และก็ได้ฝากผลงานดี ๆ ไว้ในโรงแรมสัญชาติไทยเช่นกัน ชิ้นที่โดดเด่นล่าสุดคือที่โรงแรมระดับตำนานอย่าง ‘ดุสิตธานี’ ตั้งแต่ได้รับมอบหมายให้ทำงานนี้โด่งก็ลงไปหาข้อมูลเกี่ยวกับ ‘สวรรค์ชั้นดุสิต’ เพิ่มเติมทันที

โดยปกติแล้วเทวดาจะมีความเป็นตัวของตัวเองสูง จะเรียกว่าอีโก้ในตัวเองเลยก็ว่าได้ พวกเขาจะไม่ค่อยคุย ไม่ค่อยมองหน้าเทวดาชั้นอื่น ๆ แต่เมื่อไหร่ที่ทุกคนมารวมตัวกันที่สวรรค์ชั้นดุสิต ทุกคนจะวางอีโก้ลงแล้วสนทนากันได้

เมื่อถูกนำมาตั้งชื่อโรงแรมจึงมาพร้อมกับไอเดียการเป็นพื้นที่สังสรรค์ พบปะพูดคุยของผู้คน

งานเด่น ๆ ที่โด่งได้ทำคือ Partition หรือเหล่าแผงกั้นที่วางอยู่บริเวณล็อบบี้โรงแรม ซึ่งเขาก็ได้ตีความ Partition เป็นการแบ่งเลเยอร์ ด้านนอกโรงแรมเป็นโลกมนุษย์ที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายของการจราจรกรุงเทพฯ แต่เมื่อผ่านเข้ามาก็จะพบกับโลกสวรรค์ที่ดุสิตธานี

ตัว Partition เองก็มีการนำ ‘เส้นสินเทา’ หรือเส้นแหลม-เส้นโค้งที่ทำหน้าที่แบ่งภาพในงานจิตรกรรมฝาผนังมาใช้ รวมถึงออกแบบองค์ประกอบ ‘หนามเตย’ ขึ้นมา เพื่อทำให้ยิงไฟแล้วเกิดมิติ ดูไม่แบนจนเกินไปด้วย

นอกจากนี้ยังมีภาพหัวเตียงที่ได้แรงบันดาลใจจากงานเดิมของ ท่านกูฏ-ไพบูลย์ สุวรรณกูฏ คราวนี้โด่งนึกถึงเลเยอร์ความทับซ้อนอย่างไม่ชัดของอดีตและปัจจุบัน จึงนำสีเดิมออกไป เหลือไว้เพียงพื้นผิวแล้วใส่เลเยอร์ก้อนเมฆเข้าไป เสมือนว่ามองภาพเก่าจากเครื่องบิน

04 ประติมากรรมหน้าอาคาร AIA Capital Center รัชดาภิเษก

“มีชิ้นหนึ่งที่พี่ทำไปเมื่อ 35 ปีที่แล้ว พอกลับไปรีเช็กก็พบว่ายังไม่เชยทุกครั้ง”

โด่งบอกกับเราว่า หากชิ้นงานมาจากการหาไอเดียในอินเทอร์เน็ต คิดจาก Reference ใน Pinterest งานนั้นจะล้าสมัยไปอย่างง่ายดาย แต่เมื่อไหร่ที่กระบวนการคิดมีความเป็นศิลปะ ยังไงก็ยังอยู่ต่อได้ เหมือนกับที่มองงานของ ปิกัสโซ แล้วรู้สึกว่ายังไงก็ไม่เชย

อาคาร AIA Capital Center รัชดาภิเษก เป็นตลาดหลักทรัพย์และตึกสำนักงานของออฟฟิศ เมื่อได้รับผิดชอบงารประติมากรรมหน้าอาคาร Dong Sculpture ก็ได้ออกแบบให้มีลักษณะเหมือน ‘กราฟหุ้น’ ที่มีขึ้นมีลง

“จะเห็นว่าปลาย 2 ฝั่งชี้ขึ้น อุปมาอุปไมยถึงความหวัง การเคลื่อนไหวในชีวิต แต่บางคนก็อาจจะมองเป็นกริชบ้าง พญานาคบ้าง”

พี่มีเคล็ดลับในการพรีเซนต์งานไหม – เราถาม ก่อนจะได้คำตอบที่น่าประทับใจ

“คนเรียนศิลปะหรือดีไซน์ควรจะเก่งวรรณกรรมให้ได้”

“ถามว่า แฮร์รี่ พอตเตอร์ เรื่องจริงไหม ไม่จริง ไอรอนแมน จักรวาลมาร์เวลทั้งหมด เรื่องจริงไหม ไม่จริง ทำไมไอรอนแมนใช้สีแดงกับสีทองแล้วเป็นตัวแทนของเทคโนโลยี ไม่ใช่ตรุษจีน ทำไมซูเปอร์แมนต้องใส่กางเกงในไว้ข้างนอก” โด่งพูดพลางชี้ไปที่ฟิกเกอร์ต่าง ๆ หลังชั้นหนังสือ

“นั่นแหละ นักสร้างสรรค์มีหน้าที่เอาความรู้และทัศนคติมาร้อยเรียงกัน”

‘พงษธัช อ่วยกลาง’

คุณคิดว่าอะไรคือเอกลักษณ์ของ Dong Sculpture ที่คนจำได้ 

“พอทำซ้ำ ๆ มันก็จะมีสไตล์บางอย่างขึ้นมา แต่ส่วนใหญ่ที่พี่ถามว่า ทำไมถึงเลือกใช้ Dong Co., Ltd. เขาจะบอกว่า วิธีคิดแบบนี้ คิดซับซ้อนแบบนี้มันต้องโด่ง พี่อาจจะคิดเก่ง แต่ที่สำคัญคือหาวิธีทดลองจนเกิดผลลัพธ์อย่างที่ตัวเองต้องการแล้วเวิร์กจริง”

โด่งตอบก่อนจะยกตัวอย่างถึง ‘หนามเตย’ ที่ปรากฏที่งานดุสิตธานี นั่นคือสิ่งที่เขาเรียกว่า ทำน้อย ได้มาก มีประสิทธิภาพมาก เปรียบเหมือนการนำผ้าผืนเล็ก ๆ ไปคลุมหน้าเจ้าสาวที่แต่งหน้ามาอย่างดี แล้วเปิดทีหลัง

“มันคือเลเยอร์บางอย่างที่ทำให้เกิดความน่าสนใจ” คนชอบอ่านหนังสือกล่าว

เมื่อเราถามว่า ถ้าเทียบกับตอนที่ทำงานแรก ๆ ทุกวันนี้คนมองงานแบบที่โด่งทำเปลี่ยนไปไหม เขาก็พูดถึงทัศนคติเจ้าของโครงการที่เปลี่ยนไปตามรุ่น

“เดิมทีรุ่นพ่ออาจจะไม่ได้ฟังเรา แต่ ณ วันนี้ที่เป็นรุ่นลูกหลานที่ไปเรียน ไปมีประสบการณ์ ไปใช้ชีวิตหรือพักโรงแรมต่างประเทศมา เขาเริ่มเรียนรู้แล้วว่า หากต้องมาเป็น Developer จะไม่มีศิลปะไม่ได้แล้ว ต้องใช้เรื่องราวของศิลปะในการสื่อสารความเป็นตัวเอง”

ตอนนี้มีอะไรที่ฝันยังอยากทำอยู่ไหม 

“ยังมีหลายอย่างเลยที่อยากทำ

“พี่มองตัวเองทีละ 5 ปี ตอนนี้ก็ตั้งคำถามว่าเตรียมตัวตายได้แค่ไหน เข้าใจความเจ็บปวดแค่ไหน ถ้าไม่เช็กตัวเองไว้เสมอ เราจะบิดเบี้ยว”

สิ่งที่โด่งอยากทำมากที่สุดในตอนนี้คือแกลเลอรี ซึ่งเป็นพื้นที่หนึ่งที่เปิดให้นักศึกษาหรือผู้ที่สนใจมาดูกระบวนการทำงานของเขา เขาอยากทำให้เห็นว่าวิธีคิดแบบเขาก็ทำให้มีอาชีพและชีวิตที่ดีได้ “ถ้าไม่มีใครบันทึก เราจะบันทึกตัวเอง” เขาว่าอย่างนั้น

วันนี้โด่งมีลูก 1 คน แต่เขาบอกว่าทุกอย่างที่ทำไปนั้นทำเพื่อให้วันหนึ่งลูกน้องจะดูแลต่อได้ ส่วนลูกแท้ ๆ เขาคิดเหมือนพ่อกับแม่ของเขา เขาไม่ได้จำกัดว่าลูกจะต้องทำอะไรต่อจากใคร หวังเพียงแต่ให้ลูกมี ‘ความรู้’ ที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตตัวเองได้

ความรู้ที่เขาหมายถึงไม่ได้หมายถึงการจดจำเพื่อไปสอบ แต่เป็นความรู้จริง ๆ ที่จะถูกตั้งคำถามเสมอ แม้ว่าความรู้นั้นจะมาจากอาจารย์ที่ศรัทธาก็ตาม ซึ่งแนวคิดนี้คงเป็นเหตุผลที่เขาประสบความสำเร็จในอาชีพได้ขนาดนี้

วันนั้นเรากลับบ้านพร้อมความหวังเต็มกระเป๋าว่าวันหนึ่งจะตั้งคำถามกับความรู้ที่มี และได้สร้างสิ่งใหม่ให้งอกเงยบ้าง แม้ว่าเราจะไม่ได้ทำประติมากรรมใด ๆ เหมือนเขาก็ตาม

Facebook : Dong Sculpture

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

ณัฐสุชา เลิศวัฒนนนท์

เรียนวารสาร เที่ยวไปถ่ายรูปไปคืองานอดิเรก และหลงใหลช่วงเวลา Magic Hour ของทุกๆวัน