12 มิถุนายน 2025
2 K

ถ้าคุณได้รู้ว่าคนคนหนึ่งเป็นทายาทของหนังสือพิมพ์หัวดัง คุณจะคิดว่าเขามีชีวิตอย่างไร

คุณอาจจะคิดว่าเขาเกิดมาพร้อมกับบรรยากาศความรุ่งเรืองของกิจการครอบครัว เกิดมาพร้อมความรับผิดชอบในการสานต่ออย่างยิ่งใหญ่ หรือแม้แต่เกิดมากับมรดกมหาศาลก็เป็นได้

แต่ชีวิตของทายาทรุ่นที่ 3 อย่าง ปุณณ์ พจนาเกษม ไม่ได้เป็นแบบนั้น ด้วยหนังสือพิมพ์จีน กวงฮั้วป่อ ของครอบครัวถูกสั่งปิดไปในช่วงสงครามเย็นเพราะแนวคิดทางการเมืองที่ถูกมองว่าเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐ แม้จะเคยเป็นถึง 1 ใน 4 หนังสือพิมพ์จีนเจ้าใหญ่ในประเทศไทยก็ตาม

ที่สำคัญคือเขาไม่รู้มาก่อนเลยว่าเคยมีหนังสือพิมพ์จีนหัวนี้อยู่บนโลก จนกระทั่งอาม่าเฉลยความจริง

ปุณณ์ หรือที่เรียกกันว่า ‘Poontany’ เป็น Information Designer (ชื่อไทยคือนักออกแบบสื่อสารข้อมูล) งานที่เขาทำคือการจัดการข้อมูลจำนวนมาก ทั้งอักษรและตัวเลข นำมาอธิบายผ่านรูปภาพ กราฟ ชาร์ต ไดอะแกรม หลังจบการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย เขาก็เริ่มทำงานในวงการนี้ และเป็นที่รู้จักในวงการทั้งในไทยและต่างประเทศมากขึ้นเรื่อย ๆ

หลังจากที่ความลับเปิดเผย เขาก็ศึกษางานของครอบครัวอย่างจริงจัง แล้วตัดสินใจทำหนังสือพิมพ์ที่หยุดทำไปถึง 66 ปีต่อไปในแนวทางของนักออกแบบสื่อสารข้อมูล โดยเน้นนำเสนอ Data Visualization สนุก ๆ ให้คนไทยได้เสพ

ขณะที่ปุณณ์กำลังมีนิทรรศการที่เนเบอร์มาร์ท ชื่อว่า ‘Guānghuá Bào LETTER Press by Poontany’ จัดแสดงเลย์เอาต์โฆษณาในยุคสงครามเย็นที่เขาพบในหนังสือพิมพ์ กวงฮั้วป่อ เขาใช้เวลาว่างในการสนทนากับเราร่วมชั่วโมง เล่าให้ฟังตั้งแต่การค้นพบความถนัดในด้านข้อมูลของตัวเอง ไปจนถึงการค้นพบความเจ็บปวดของครอบครัวจากการที่กิจการล่มสลาย

ทั้งหมดนั้น นำพามาสู่หนังสือพิมพ์Guanghua & Dawn ของเขาในวันนี้

กวงฮั้วป่อ ในยุคของอากง-อาม่า ช่วง พ.ศ. 2490 – 2501 ในฐานะรุ่นที่ 1 (ซ้าย)
กวงฮั้วป่อ ในยุคของปุณณ์ ในฐานะรุ่นที่ 3 (ขวา)

หนังสือพิมพ์จีน ทรงวาด และทายาทที่เพิ่งปรากฏ

อาชีพของคุณดูน่าสนุกจัง ส่วนใหญ่ขอบเขตงานมีอะไรบ้าง

ปุณณ์ทำงานเกี่ยวกับ Information Design ครับ ชื่อไทยคือ ‘นักออกแบบสื่อสารข้อมูล’ (ยิ้ม) ถ้าง่าย ๆ ก็จะเป็นพวก Infographic ถ้ายากหน่อยก็จะเป็น Data Visualization ที่ต้องอธิบาย Data ที่ซับซ้อน ตอนนี้ทำงานนี้มาเป็นปีที่ 4 แล้วครับ

ก่อนหน้านี้เคยเขียนคอลัมน์ชื่อว่า ‘DATA JOURNALREAD’ ให้กับ CONT. เอา Data ที่น่าสนใจในช่วงนั้นมาเล่า ส่วนตอนนี้ก็รับงานฟรีแลนซ์เรื่อย ๆ ใครจ้างทำวิจัยก็ไปได้ เราเก็บสถิติมาประเมินเองแล้วก็ทำออกมาเป็น Visual ได้

แล้วเราก็ทำหนังสือพิมพ์ Guanghua & Dawn ด้วย!

ที่บ้านทำหนังสือพิมพ์จีนมาก่อนแล้วเราก็ได้มรดกต่อมา พยายามคิดว่าถ้าเอาหนังสือพิมพ์ของที่บ้านมารวมกับงานที่ตัวเองทำจะออกมาเป็นยังไง

Pixar Encyclopedia in Data สารานุกรมพิกซาร์ฉบับดาต้า (ปี 2022)
Bangkok Print Society Survey (ปี 2023)

หนังสือพิมพ์จีนคืออะไร ปกติแล้วพิมพ์ให้ใครอ่าน

หนังสือพิมพ์จีนค่อนข้างบูมในช่วงประมาณปี 1940 – 1970 หลังสงครามโลก ช่วงนั้นมีคนจีนอพยพเข้ามาอยู่ในไทยเยอะ เป้าหมายหลัก ๆ ก็คือพิมพ์ให้คนจีนในไทยได้อ่าน และเป้าหมายรองคือส่งออกไปเมืองนอก ให้คนจีนที่จีนได้รู้เรื่องเมืองไทย

เนื้อหาพิมพ์เป็นภาษาจีนหมดเลย แต่เกี่ยวกับข่าวในประเทศไทย เกี่ยวกับการเมืองในยุคสงครามเย็น จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ บ้าง จอมพล ป. พิบูลสงคราม บ้าง แล้วก็มีอัปเดตข่าวในจีนบ้าง รีวิวหนังฝรั่งบ้าง

ช่วงนั้นมี 4 เจ้าใหญ่ ของที่บ้านก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่ละเจ้าก็มีสไตล์เป็นของตัวเอง

ในอดีต กวงฮั้วป่อ เริ่มต้นและจบลงได้ยังไง

อาม่าบอกว่าพี่ชายอากงเริ่มก่อน แล้วพี่ชายก็ไม่อยากทำต่อ เขาไปขายยาจีนแทนเลยยกให้อากงบริหารต่อ ซึ่งอากงตายไปตั้งแต่ก่อนเราเกิด

บ้านเราเป็นกงสี ทุกคนในตระกูลเคยทำหนังสือพิมพ์หมด 20 – 30 คน อยู่ด้วยกันในโรงพิมพ์ที่ทรงวาด พอธุรกิจโดนสั่งปิดก็ไม่มีเงินเข้าบ้าน ทุกคนเลยต้องเอาตัวรอด พี่น้องแตกกันกระจัดกระจาย ไม่นับญาติกันแล้ว

ตอนนั้นเป็นช่วงกวาดล้างคอมมิวนิสต์ คนจีนในไทยก็มีแนวคิดทางการเมืองหลายแบบ มีหนังสือพิมพ์จีน 2 จาก 4 เจ้าใหญ่ที่โดนสั่งปิด 2 เจ้าที่ยังอยู่ได้ค่อนข้างเขียนหนุนรัฐบาลทหาร แต่ของที่บ้านกับอีกเจ้าที่ตลาดน้อยต่อต้านทหาร ต่อต้านญี่ปุ่น แนวคิดทางการเมืองไม่ค่อยตรงกับสิ่งที่เขาอยากให้เมืองไทยเป็นก็เลยโดนสั่งปิด

อาม่าไม่อยากให้ใครทำหนังสือพิมพ์ต่อเลย เขาไม่อยากให้ใครมีจุดจบเหมือนอากง

ปุณณ์รู้เรื่องนี้มาตั้งแต่จำความได้เลยไหม

เคยรู้ว่าอากงทำสิ่งพิมพ์อะไรสักอย่างแต่เพิ่งรู้ว่าเป็นหนังสือพิมพ์ก็ตอนโต เพราะอาม่าเฉลยนี่แหละ แม้แต่แม่เราก็ไม่รู้ตัวว่าแต่งงานเข้าบ้านที่เคยทำหนังสือพิมพ์

ตอนปี 2023 เราไปทำงานกับ BANGKOK ART BOOK FAIR มา วงการอาร์ตบุ๊กมันโตขึ้นเรื่อย ๆ แต่ไม่มีใครเก็บข้อมูลเลย เราเลยได้ไปทำงานนี้โดยทำแบบสอบถามเก็บข้อมูลคนในวงการทำขึ้นมา 1 ชุด แล้วทำสถิติออกมาเป็น Visual

พอเอางานไปให้อาม่าดู อาม่าก็เอ๊ะขึ้นมาว่า อยู่ดี ๆ ทำไมหลานกลับไปทำสิ่งพิมพ์อีกรอบ ทั้ง ๆ ที่ตัดไปแล้ว 1 รุ่น อาม่าเลยเฉลยว่า จริง ๆ อากงทำหนังสือพิมพ์จีนชื่อ กวงฮั้วป่อ เป็นหนังสือพิมพ์ที่ใหญ่มาก และเราก็คือทายาท

โอ้โห พออาม่าเฉลยแล้วรู้สึกยังไงบ้าง

งงไปแป๊บหนึ่งเลย! เป็นไปได้ไงวะ พอเราไม่เชื่อก็เลยไปหาข้อมูลต่อว่าอาม่าโม้รึเปล่า ปรากฏว่ามีจริง ๆ ชื่ออากงอยู่บนหัวหนังสือพิมพ์เลย นามสกุลเดียวกัน (เปิดหนังสือพิมพ์เก่าให้ดู ชี้ให้ดูส่วนหัว)

พอโดนใส่ร้ายว่าเป็นคอมมิวนิสต์ รัฐบาลก็สั่งปิดกิจการที่บ้าน ทำลายโรงพิมพ์ ทำลายหนังสือพิมพ์ไปหมดเลย ฉะนั้น แหล่งเดียวที่ยังสืบได้ก็คือหอสมุดแห่งชาติ ที่นั่นมีโซนของจดหมาย-หนังสือพิมพ์ เราไปขอเขาดู เขาก็มีอยู่ประมาณปึกหนึ่งเลย

กวงฮั้วป่อ น่าสนใจยังไงสำหรับดีไซเนอร์อย่างปุณณ์

สิ่งที่น่าสนใจคือการ์ตูน มันเป็นกระบอกเสียงต่อต้านนายทุน เช่น พูดถึงพวกนายทุนคนไทยที่จ่ายค่าแรงให้แรงงานคนจีนน้อย หรือบางทีก็ต่อต้านทหารญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งมันก็สุ่มเสี่ยงและรัฐบาลไม่ชอบเท่าไหร่

คนจีนบางคนเป็นนักธุรกิจ บางคนเป็นแรงงาน ซึ่งแรงงานก็มีบ้างทั้งที่อ่านหนังสือออก แต่ส่วนใหญ่อ่านไม่ออกทั้งหมด การ์ตูนเลยเป็นสิ่งสำคัญในการสื่อสาร

ส่วนด้านกราฟิกอื่น ๆ มันก็จะมีเกรน มีจุด แล้วก็พวก Typography ที่เขาใช้กันสมัยก่อน ฟอนต์อาจจะดูแข็ง ๆ แต่ก็เป็นสไตล์ของยุคนั้น เราเอามาใช้บ่อยเลย

ซองจดหมายที่ผลิตใช้ในชื่อของหนังสือพิมพ์กวงฮั้วป่อ 

ความถนัดเฉพาะตัวของ Poontany

เห็นว่าทำงาน Data แต่คุณจบ… อะไรมานะ

จบสถาปัตยฯ มา! (ทำหน้าเซอร์ไพรส์ตัวเอง)
พ่อแม่เราอยากให้เรียนสถาปัตยฯ คุณพ่อเป็นนักธุรกิจ คุณแม่เป็นออดิต เขาเลยอยากให้เราทำงานที่จับต้องได้ แต่เราไม่มีความสุขในการเรียนสถาปัตยฯ เลย ช่วงปี 3 ก็พอรู้แล้วว่าจะไม่เป็นสถาปนิกแน่นอน

แต่สิ่งที่เราทำได้ดีและมักจะได้รับคำชม คือการทำ Site Analysis และ User Analysis จบปี 5 ก็เลยไม่สอบใบประกอบวิชาชีพ คิดว่าอยากลองไปสายวิเคราะห์ข้อมูลจริงจัง

ช่วงปีแรกของอาชีพยังไม่ได้เงินหรอก ลองทำ ลองฝึกฝนไปเรื่อย ๆ ตอนนั้นเป็นช่วงโควิด-19 พอดีก็เลยอยู่บ้านตลอด อาศัยใบบุญที่บ้าน แล้วก็ลงเรียนออนไลน์คอร์ส Data Visualization ของสหรัฐอเมริกาตอนที่มันลดราคาพอดี เรามีพื้นฐานแน่นอยู่แล้ว การเรียนสถาปัตยกรรมศาสตร์มา 5 ปีช่วยได้เยอะมาก แต่พอมาเรียนก็เหมือนได้จัดระเบียบการรีเสิร์ช

โชคดีที่ได้เงินเรื่อย ๆ จากการเขียนคอลัมน์ที่ CONT. แต่ละเดือนก็คุยกับ บ.ก. ว่าจะทำเรื่องอะไร เช่น ทำไดอะแกรมของวง BTS ว่าสมาชิกแต่ละคนได้ร้องคนละกี่วินาทีในแต่ละเพลง ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องป๊อปคัลเจอร์รอบตัว

ซึ่งก็คอลัมน์ DATA JOURNALREAD นี่แหละที่ทำให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น

ตอนนั้นรู้สึกได้เลยไหมว่าเจอทางของตัวเองแล้ว

รู้สึกได้เลยตั้งแต่ปีแรกที่ทำงาน (ตอบทันที) รู้แล้วว่าอันนี้แหละที่จะทำต่อไปเรื่อย ๆ ช่วงนั้นสนุกมาก แล้วพอปีที่ 2 ก็โกอินเตอร์เลย

อะไรคือสิ่งที่ซ่อนอยู่ในคำขวัญวันเด็ก (ปี 2022) 

เร็วมากนะ

ใช่ ปกติดีไซเนอร์จะดังที่ไทยก่อน แล้วค่อยกระจายไปเอเชีย แต่เราไปสหรัฐอเมริกาเลย

มีสมาคมชื่อว่า Data Visualization Society ที่รวมคนทำงาน Data ไว้ เราก็ส่งประกวดในงานหนึ่งที่สมาคมจัดและค่อนข้างยาก ตอนนั้นทำเรื่องการนำคำขวัญวันเด็กปีต่าง ๆ มาวิเคราะห์ พอเป็นงานจากเมืองไทยและมี Visual แบบเก่า ๆ อยู่ ก็เลยติดเข้าไปเป็นคนไทยคนที่ 2 ของงานนี้ โดยที่อายุแค่ 25 – 26 คนก็เริ่มรู้จักเรามากขึ้น

จากนั้นก็มีนิตยสารด้าน Data Visualization ของอังกฤษชื่อ Market Cafe Magazine เลือกไปสัมภาษณ์ แล้วก็ได้ลงเว็บไซต์ของสมาคมด้วย

ถ้ามองวงการในประเทศไทยบ้างล่ะ ตอนนั้นบรรยากาศคึกคักแค่ไหน

สำหรับ 3 – 4 ปีที่แล้ว อาชีพ Information Designer ยังค่อนข้างใหม่อยู่นะ ส่วนตอนนี้ก็ทรง ๆ เรื่อย ๆ มีกันอยู่ไม่กี่คน ถ้าคนอื่นจะเป็นสาย Analytic จริงจังไปเลย

พอจะกลับมาทำหนังสือพิมพ์ กวงฮั้วป่อ ปุณณ์มีไอเดียตั้งต้นยังไงบ้าง

ไอเดียคือถ้าจะชุบชีวิตหนังสือพิมพ์กลับคืนมาใหม่ หลังจากปิดไป 66 ปี ในฐานะนักออกแบบและในฐานะทายาทรุ่นที่ 3 ทิศทางของมันควรจะเป็นยังไง เราก็คิดสนุก ๆ ว่า คงน่าตื่นเต้นดีถ้าต่อยอดธุรกิจเก่าได้ด้วย มีงาน Data ให้คนอ่านได้ด้วย

จริง ๆ ที่บ้านมี 3 ฉบับก่อนหน้านี้ มี กวงฮั้วรายวัน ที่เป็นหนังสือพิมพ์ปกติ มีรายหัวค่ำเป็นหน้าคู่ พิมพ์กลอนให้คนอ่านตอนกลางคืนในยุคที่ยังไม่มีทีวี และมีรายสัปดาห์ที่พิมพ์สี สมัยก่อนเป็นยุครุ่งเรืองขนาดนั้นเลย

เราก็เลยรู้สึกว่าน่ารักดีที่จะทำฉบับที่ 4 ต่อในแบบรายปี แล้วตั้งชื่อว่า Guanghua & Dawn โดยที่ Dawn ย่อมาจาก Data and Witty Newspaper

ปกติคนไทยจะคุ้นเคยกับงาน Infographic อยู่แล้ว แต่ยังไม่คุ้นกับ Data Visualization เท่าไหร่ เป้าหมายของฉบับที่ 4 ก็คือเผยแพร่งาน Data Visualization ให้คนไทยรู้จักมากขึ้น จากแต่ก่อนที่มีกัน 30 คน นี่ก็ย่อเหลือทำคนเดียวเลย โหดอยู่นะ แต่ก็ทำได้

ภายในของหนังสือพิมพ์ กวงฮั้วป่อ ในยุคของปุณณ์ ที่เล่าเรื่องข่าวต่าง ๆ ผ่าน Infographic และ Data Visualization

อะไรคือเนื้อหาของ กวงฮั้วป่อ ใน พ.ศ. นี้

ในนั้นจะมีส่วนที่อธิบายว่า พวกเราหายกันไปไหนมา 66 ปี แล้วหนังสือพิมพ์อีก 7 เจ้าที่เหลือเขาเปิดกิจการในช่วงปีไหนกันบ้าง อย่างอีกเจ้าที่ตลาดน้อยที่โดนปิดพร้อมเรา เขาก็กลับมาได้ ส่วนเราหายไปยาวเลย

แล้วก็มีวิธีการทำ Data Visualization ในแบบเรา คนถามเราเยอะว่าทำยังไง ไหน ๆ ทำหนังสือพิมพ์แล้ว เราก็เฉลยไปเลยว่ามีขั้นตอนยังไงบ้าง ตั้งแต่เก็บข้อมูล ตีความเป็นตัวเลข เป็นกราฟ เป็นไดอะแกรม เราว่ามันขายได้เยอะเพราะส่วนนี้แหละ ตอน BANGKOK ART BOOK FAIR 2023 คนถือกันเยอะจนนึกว่าแจกฟรีเลย

สิ่งที่เราคิดว่ายังเหมือนเดิมกับฉบับเก่า คือการเล่าเรื่องคนทั่วไป จากที่สมัยอากงเล่าถึงความลำบากของคนจีนในเมืองไทย ตอนนี้ก็ยังอยากเล่าเรื่องผู้คนอยู่ แต่เป็นมุมมองที่แตกต่างออกไป แล้วทำงานกับ Data ทำหน้าตาออกมาสนุก ๆ

ด้านกราฟิก มีอะไรที่เลือกหยิบมาใช้บ้างไหม

เราดูดีไซน์เก่า ๆ แล้วเก็บองค์ประกอบบางส่วนมาใช้นะ เช่น ความเป็นจีน หรือเส้นต่าง ๆ

เมื่อก่อนหัวหนังสือพิมพ์ของที่บ้านเป็นภาพ Silhouette ของเมือง แล้วก็มีนกกระเรียนบินอยู่ เราก็หยิบนกกระเรียนมาออกแบบโลโก้ใหม่ ส่วนหัวหนังสือพิมพ์ที่มีชื่อหนังสือพิมพ์กับชื่อเจ้าของ เราก็เก็บไว้

It’s a new dawn,
it’s a new day, 
it’s a new life!

ที่บ้านคิดยังไงที่หลานจะกลับมาทำหนังสือพิมพ์ฉบับที่ 4 เอาป่านนี้

โชคดีที่บ้านเราชิลล์ประมาณหนึ่งเลย เขาเป็นคนจีนที่สนับสนุน พอโตแล้วอยากทำอะไรก็ทำได้เลย

ตอนแรกอาม่าไม่อยากให้ปะป๊าหรืออาโกทำหนังสือพิมพ์เลย แต่ตอนนั้นอาจจะยังเป็นช่วงแผลสด เขาไม่อยากให้ใครต้องเจ็บปวดแบบนั้น พอธุรกิจล่มไปครอบครัวก็แตก มันเป็นสิ่งที่ไม่น่าจดจำเท่าไหร่ เราไม่ได้รับอนุญาตให้ติดต่อกับญาติสายอื่นด้วย เช็งเม้งก็ไม่ให้ไป

แต่พอเวลาผ่านไป 60 – 70 ปี แล้วเห็นว่าหลานสายตรงที่สุดได้ความสามารถอากงไปหมดเลย มันคงน่าตกใจสำหรับอาม่ามากนะ อาม่าเลยยกกรรมสิทธิ์ให้เลย

ปกติแล้วกรรมสิทธิ์จะถ่ายผ่านภรรยา ก็เลยอยู่กับอาม่ามาตลอด แต่อาม่าไม่ส่งให้พวกปะป๊า แล้วข้ามมาส่งให้เราแทน

อาม่าได้เห็นฉบับใหม่แล้วชอบไหม

อาม่าเสียไปก่อน (ยิ้ม) ยกให้ไม่นานก็เสียไปเลย เมื่อก่อนไม่เคยเชื่อเรื่องโชคชะตานะ แต่ตอนนี้เริ่มเชื่อแล้ว

เขาไม่ได้เห็น แต่ก็คงมีความสุข คงดีใจแหละ เขารักเรา

ปุณณ์เองก็ดูอินกับหนังสือพิมพ์ที่บ้านมาก ๆ เลยนะ ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เกิดทันเลยแม้แต่นิด

เหตุผลที่อินอาจจะเป็นเพราะว่าอาม่าชอบบ่นน้อยใจให้ฟัง นั่งกินข้าวอยู่ดี ๆ ก็พูดว่า ไม่น่าเกิดมามีโชคชะตาอย่างนี้เลย

เมื่อก่อนชีวิตที่บ้านสบาย อยู่ในคฤหาสน์ใหญ่ ๆ ที่ทรงวาด พอบ้านแตกชีวิตก็ลำบาก โดนหมายหัวว่าเป็นคอมมิวนิสต์ ต้องอพยพไปอยู่ชัยนาท จากที่อาม่าเป็นคุณนายนั่งนับเงินก็ต้องไปเป็นลูกจ้างเย็บผ้า

แต่ทุกอย่างที่เกิดขึ้นก็คงมีเหตุผลแหละ เราว่านะ

คิดอย่างนั้นเหรอ

อื้อ ถ้ายังเป็นธุรกิจใหญ่อยู่ ความรักอาจจะถูกหารลงไปก็ได้ แต่พอเหลืออยู่แค่นี้ เราก็โตมาแบบได้รับความรักแบบเต็มที่ ไม่ต้องแย่งใคร ชีวิตนี้ไม่เคยรู้สึกขาดความอบอุ่นเลย

พอเป็นแบบนั้น เราก็อยากทำให้ที่บ้านภูมิใจด้วย

มีแผนอะไรต่อไปสำหรับ Guanghua & Dawn บ้าง

แผนเหรอ… (นิ่งคิด)

เราอยากให้ธุรกิจอยู่ไปเรื่อย ๆ อาจจะพิมพ์แค่ปีละ 1 – 2 เล่ม แต่ไม่อยากให้มันหายไปแล้ว 66 ปีที่หายไปมันนานมากเลยนะ แล้วมันก็โดนสั่งผิดแบบไม่ยุติธรรมเท่าไหร่

กลับมาคราวนี้ ไม่ต้องดัง ไม่ต้องขายดีแบบเมื่อก่อนก็ได้ แต่อย่างน้อยก็ไม่อยากให้คนลืม กวงฮั้วป่อ

Instagram : poontany

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล