เพชรคีรี ถนนสายสำคัญนำไปสู่สถานีรถไฟสงขลาในอดีต และเป็นเส้นทางที่เราใช้สัญจรอยู่เป็นประจำมากว่า 5 ปี หลายครั้งสายตาทอดมองไปยังอาคารครึ่งปูนครึ่งไม้ ยังคงความคลาสสิกของลายฉลุบริเวณจั่วและเชิงชายหลังคา ความรับรู้เดียวเกี่ยวกับตึกเก่าหลังนี้คือเป็นห้องพักรายวันตามป้ายชื่อบอกกล่าวแก่ผู้ผ่านไปผ่านมาว่า ‘โรงแรมแสนสบาย’
เมื่อต้น พ.ศ. 2568 ป้ายเก่าถูกปลดลงแทนที่ด้วยป้ายใหม่ขนาดใหญ่โดดเด่นอยู่บริเวณกึ่งกลางอาคาร หลังบูรณะปรับปรุงให้มีภาพลักษณ์และการใช้งานแตกต่างออกไป จากอดีตโรงแรมสู่ร้านอาหารและคาเฟ่เสิร์ฟความอร่อยและความเป็นสงขลา ภายใต้แนวคิดของ เฌอ-เฌอร์นารี (พี่สาว) และ กั๊น-สธนธร สุขสวี (น้องสาว) สองทายาทรุ่นใหม่ ผู้วางเป้าหมายในการคืนชีวิตตึกเก่าให้เป็นสเปซแห่งความสร้างสรรค์ และตั้งใจรักษาคุณค่าของอาคาร ตลอดจนสื่อสารวัฒนธรรมสงขลาในชื่อ ‘แสนสบาย สเปซ’

ตำนานโรงแรมรถไฟแห่งแรก
บ่ายคล้อยในวันธรรมดา เราก้าวย่ำไปตามถนนสายนี้อีกครั้งและหยุดอยู่ตรงหน้า ‘บ้านเลขที่ 1’ แม้เห็นความเปลี่ยนแปลงจากเมื่อ 5 ปีก่อนอย่างเด่นชัด ทว่ายังคงโครงสร้างเดิมไว้เกือบทั้งหมด โดยเฉพาะหน้าจั่วประดับด้วยไม้ฉลุอันเป็นเอกลักษณ์ ไม่นานนักเราพบกับสองพี่น้องผู้ก่อตั้ง พร้อมด้วย วินเนอร์–ปวีณวิทย์ พุฒสง่า ครีเอทีฟผู้มีส่วนร่วมในการออกแบบประสบการณ์ใหม่ในพื้นที่เก่า
เราเลือกพูดคุยกันในมุมหนึ่งของร้าน ตกแต่งด้วยเก้าอี้ไม้ รังสรรค์ให้มีลักษณะเช่นเดียวกับที่นั่งในชานชาลารถไฟ
‘โรงแรมรถไฟแห่งแรกบนถนนสายเพชรคีรี’

เฌอและกั๊นเปิดเผยคุณค่าเดิมของอาคารที่ต้องการรักษาและสื่อสาร หลังจากเราถามถึงความเป็นมาและความเกี่ยวข้องกับรถไฟ โดยผู้เป็นน้องสาวเท้าความว่าเรื่องราวของแสนสบายเริ่มต้นขึ้นในช่วง พ.ศ. 2488 โดย ปู่ทวดชุ่ม ทัพวงศ์ศรี เพื่อเป็นที่พักรองรับผู้โดยสารรถไฟจากทั่วทุกสารทิศ แม้ภายหลังมีการยกเลิกทางรถไฟสายสงขลาไปแล้ว แต่ยังคงเปิดให้บริการสำหรับนักเดินทางทั้งชาวไทยและต่างชาติเรื่อยมา จนกระทั่งเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งส่งผลให้เกิดภาวะซบเซาและปิดตัวลงในที่สุด
“การออกแบบของโรงแรมล้อมาจากสถานีรถไฟ มีลักษณะเป็นจั่ว ด้านหน้าประดับไม้ฉลุ ส่วนทรงยาวลึกเนื่องมาจากใช้ประโยชน์เป็นห้องพัก นักเดินทางมาลงที่สถานีและเลือกพักที่นี่ บางคนเดินทางวันถัดไป บางคนเลือกเที่ยวในเมือง โดยมีจุดสตาร์ตจากบ้านเลขที่ 1”
ไม่เพียงความเชื่อมโยงของสถาปัตยกรรม เฌอกล่าวย้ำความสำคัญของสถานที่แห่งนี้ผ่านเรื่องราวเล่าต่อกันว่า แสนสบายเป็นโรงแรมแห่งแรกของถนนสายเพชรคีรี และน่าจะใกล้สถานีรถไฟสงขลามากที่สุดในช่วงเวลานั้น


เปลี่ยนผ่านสู่สเปซสร้างสรรค์
ภายหลังตำนานโรงแรมเก่าแก่หลายสิบปีปิดตัวลงอย่างสมบูรณ์ ตำนานบทใหม่ในการเป็นสเปซสร้างสรรค์มาจากการสั่งสมประสบการณ์ในธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มเป็นเวลาหลายปี จุดประกายสำคัญเกิดขึ้นในช่วงการแพร่ระบาดโควิด-19 ทำให้ทั้งคู่เห็นว่าอาหารยังคงตอบโจทย์ผู้คนมากกว่าสิ่งอื่นใด การปรับปรุงเริ่มต้นอย่างจริงจังหลังร่วมกิจกรรมออกแบบปักษ์ใต้ และเห็นความเป็นไปได้ในเมืองสงขลา
ครั้งนี้เฌอรับหน้าที่ย้อนความเป็นมาให้ฟังว่า เมื่อ 6 ปีก่อนเปิดกิจการร้านกาแฟ SEEKNATURE ในอำเภอหาดใหญ่ เป็นเหมือนก้าวแรกในวงการ F&B หลังจากนั้น 2 – 3 ปี จึงตามมาด้วยร้านโจ๊กสงขลา โดยนำสูตรโจ๊กโบราณอันเป็นเอกลักษณ์ของสงขลามาพัฒนา ปิดท้ายด้วย BIMBI ร้านเจลาโต ได้กระแสตอบรับที่ดีมากจากคนสงขลา ทุกอย่างจึงผนวกรวมให้เกิดการตัดสินใจผสานประสบการณ์ของทั้ง 3 ร้านให้เป็นหนึ่งเดียวไว้ในสเปซแห่งใหม่
“เดิมทีมีความคิดจะเปิดแค่ร้านกาแฟ แต่ด้วยจังหวะเรามีกิจการครบ 3 ร้าน เป็นช่วงที่ทั้ง 3 ร้านมีฐานลูกค้าของตัวเอง และค่อนข้างเป็นที่รู้จักในหาดใหญ่ รวมถึงมีเสียงเรียกร้องให้กลับมาเปิดสาขาในสงขลา จึงนำทั้ง 3 ร้านมาผสมรวมกัน ลูกค้ามาอยู่ได้ทั้งวัน กินโจ๊ก ตามด้วยกาแฟและเจลาโตต่อได้ ถือว่า Right Timing”
“แสนสบาย สเปซ เลยเป็นเหมือนจุดท่องเที่ยวใหม่ ต้อนรับทั้งนักเดินทางและคนในเมืองสงขลาด้วยกัน” กั๊นกล่าวเสริมพี่สาว

เสน่ห์ที่ไม่เหมือนใคร
“รู้สึกได้ว่าสงขลาเป็นเมืองที่มีเสน่ห์”
เฌอเล่ามุมมองที่มีผลต่อการตัดสินใจออกแบบให้สเปซใหม่แบ่งปันเรื่องราวหรือถ่ายทอดวัฒนธรรมสงขลาได้ พร้อมขยายความต่อว่า ทุกครั้งที่เดินทางมายังอำเภอเมืองสงขลา จะรู้สึกถึงการเดินทางมาต่างจังหวัด ยังคงความเป็นพื้นถิ่น ความจริงแท้ดั้งเดิมของวัฒนธรรม อาหาร และผู้คน เป็นความโดดเด่นเฉพาะตัว เช่นเดียวกับที่กั๊นมองว่าความเก่าไม่ใช่ความเชย หากแต่เป็นหนึ่งในวัฒนธรรมของสงขลา
“เรากลับมองว่านี่เป็นเสน่ห์ที่ไม่มีใครเหมือน หากเป็นจังหวัดอื่น ๆ คงไม่ใช่กลิ่นอายนี้ คาแรกเตอร์ของสงขลาค่อนข้างชัดว่ามีลักษณะผสมผสาน ไทย จีน มุสลิม ตอนแรกก็ลังเลกันว่าจะสู้ไหวมั้ย แต่พอมาทำงานกับทีมออกแบบปักษ์ใต้ จึงรู้สึกว่าอยากทำอะไรสักอย่างกับที่นี่”
“สงขลายังเปิดต้อนรับคนรุ่นใหม่” วินเนอร์แสดงความคิดเห็นต่อในทันที เขามองว่าเมืองนี้ยังคงไว้ซึ่งวัฒนธรรมให้คนรุ่นใหม่เข้ามาสนับสนุน เพิ่มความคิดสร้างสรรค์ให้กับตัวเมืองได้ โดยเฌอและกั๊นอยากสร้างสรรค์ให้มรดกของตระกูลเป็นอีกหนึ่งสเปซสร้างแรงกระเพื่อมให้กับการนำเรื่องเก่ามาเล่าใหม่

เสิร์ฟประสบการณ์สงขลา
คิดว่า แสนสบาย สเปซ เล่าเรื่องเมืองสงขลาผ่านอะไรบ้าง – เราถามต่อด้วยความสนใจ
นอกจากความพยายามรักษาโครงสร้างและชื่อเดิม ตลอดจนการประดับตกแต่งด้วยป้ายไม้ดั้งเดิมในมุมหนึ่งของร้านเพื่อแสดงถึงคุณค่าในฐานะโรงแรมเก่าแก่ กั๊นเล่าว่าความเป็นสงขลายังได้รับการนำเสนอผ่านการตกแต่งในแนวคิดชานชาลารถไฟ เมนูอาหาร ตลอดจนเลือกใช้วัตถุดิบในท้องถิ่นสงขลา
“เราอยากให้มีความเป็นสงขลาแต่ไม่ซ้ำซาก และด้วยทำเลใกล้กับสถานีรถไฟ สุดท้ายจึงตีความเป็นเหมือนชานชาลา จุดนัดพบของคนนั่งรอเดินทางไปและคนเพิ่งมาถึง รางด้านบนออกแบบให้เหมือนที่วางกระเป๋า ส่วนไม้ฉลุด้านหน้าเคยอยู่บริเวณเชิงชายด้านนอก นำมาประดับให้ลูกค้าในร้านเห็น โซนเก้าอี้ด้านหน้าสุดเป็นรายชื่อสถานีที่รถไฟแวะจอดจริง ๆ”

“ไม่อยากให้คนลืมว่าสงขลาเคยมีเที่ยวรถไฟเข้ามาถึงในตัวเมือง” วินเนอร์เสริมถึงแกนสำคัญของการสื่อสารถึงทั้งนักท่องเที่ยว คนรุ่นใหม่ ตลอดจนคนรุ่นเก่ายังคงระลึกถึงวันวาน พร้อมขยายความในส่วนเมนูอาหารเสิร์ฟความเป็นสงขลา
“เราพยายามหยิบความเป็นสงขลาเข้ามาใส่ พยายามเล่าเรื่องวัตถุดิบให้คนเข้าใจ เลือกซอสจากโรงงานผลิตดั้งเดิมของสงขลามาใช้ในเมนูต่าง ๆ เป็นกิมมิกเล็ก ๆ ที่ลูกค้าอาจไม่จำเป็นต้องรู้ แต่เราอยากใช้และบอกเล่าออกไป”
หลังจบประโยค วินเนอร์ไม่รอช้า แนะนำ 3 เมนูอาหารคาว เริ่มจาก ‘ข้าวผัดรถไฟ’ ถือเป็นจานขายดี ด้วยมีองค์ประกอบส่งเสริมกันตั้งแต่ความเชื่อมโยงกับรถไฟ และข้าวผัดรสชาติในความทรงจำจากสงขลา ตามด้วย ‘โจ๊กสงขลา’ สูตรดั้งเดิมสไตล์แต้จิ๋ว มีลักษณะเฉพาะตัวด้วยความเข้มข้นที่คนสงขลาคุ้นเคย ปิดท้ายด้วย ‘คายาโทสต์’ ขนมปังสังขยาสไตล์สิงคโปร์ซึ่งได้รับความนิยมจากกลุ่มลูกค้าชาวมาเลเซีย

จบการแนะนำเมนูคาว เฌอเสริมทัพด้วยความหวานในทันที เมนูแรกคือ ‘Tow Sea’ เป็นสมูทตี้ นำมาออกแบบให้กลมกลืนกับความเป็นสงขลา สีฟ้าและสีเขียวจากผักผลไม้ ผสมผสานให้รสชาติสดชื่นเหมือนอยู่ริมทะเล ถัดไปเป็น ‘ชาเงาะ’ มอบความสดชื่น และได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มวัยรุ่นร้านน้ำชาในอำเภอหาดใหญ่ ขณะที่กั๊นแนะนำเมนูสุดท้ายคือเจลาโต ‘Songkhla Parfait’ เพิ่มเติมประสบการณ์สงขลาผ่านท็อปปิ้งขนมไข่ เกล็ดกล้วยทอด และซอสไข่ครอบ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัด

เป็นส่วนหนึ่งของเมืองสงขลา
การกลับมาคืนชีวิตให้ตึกเก่าอาจไม่ใช่แค่ทำเพื่อหวังผลกำไร เพราะจุดมุ่งหมายแน่วแน่ของทายาทรุ่นใหม่ทั้ง 2 คน คือการทำให้พื้นที่ตรงนี้เป็นส่วนหนึ่งของเมืองสงขลา
“ไม่ได้อยากเป็นก้อนมาแปะ แต่อยากกลมกลืนไปด้วยกัน และเป็นส่วนหนึ่งมาพัฒนาเมืองได้” นั่นคือคำตอบของพี่สาว หลังเราถามถึงคุณค่าของสเปซแห่งใหม่ต่อผู้คนและบ้านเมือง เฌอมองว่าการสนับสนุนคนสงขลาด้วยกันดีกว่าไปให้สร้างคุณค่าให้กับเมืองอื่น เมื่อมีต้นทุนอยู่ในมือจึงอยากสื่อสารวัฒนธรรมให้เข้าถึงคนรุ่นใหม่ แต่ยังรักษาคนรุ่นเก่าไว้ได้ ไม่แตกต่างจากมุมมองของน้องสาว
“สิ่งที่เราทำคือการเพิ่มคุณค่าให้กับของที่เรามี เหมือนประเทศญี่ปุ่นเน้นชูจุดเด่นของแต่ละเมือง เราอยากให้สงขลาเป็นแบบเดียวกัน เอาความถนัดด้านการสร้างแบรนด์และประสบการณ์ในธุรกิจ F&B มาเป็นตัวช่วยเพื่อสื่อสารเสน่ห์ความเป็นสงขลา”
ในขณะเดียวกัน วินเนอร์มองว่าการมีอยู่ของแสนสบาย สเปซ บนถนนเพชรคีรี กระจายจุดท่องเที่ยวซึ่งกระจุกตัวอยู่ในบริเวณเมืองเก่าให้กว้างขึ้น ส่งผลให้การท่องเที่ยวไม่ได้จบลงเพียงย่านเมืองเก่า และด้วยตัวพื้นที่มีประวัติความเป็นมา เป็นแกนหลักทำให้ถนนสายนี้มีชีวิตและพัฒนาต่อได้
“ผู้ใหญ่ในเมืองน่ารัก ไม่ได้กีดกันความใหม่หรือความเปลี่ยนแปลง พร้อมให้เราพัฒนาพื้นที่ และในช่วงนี้คนรุ่นใหม่เริ่มหันกลับมามองรากเหง้า ต้นทุนท้องถิ่นที่ตัวเองมี รวมถึงรู้ว่าควรหยิบจับมาเล่าเป็นตัวเองอย่างไร”
บทสนทนาดำเนินมาถึงช่วงสุดท้าย เฌอแสดงความคิดเห็นในแนวทางเดียวกับวินเนอร์ว่า คนรุ่นใหม่ในปัจจุบันไม่มองข้ามสิ่งรอบตัว และมีแนวโน้มในอนาคตเริ่มกลับบ้านมาสร้างคุณค่าให้กับเมืองของตัวเองมากขึ้น เช่นเดียวกับการเกิดพื้นที่สร้างสรรค์ใหม่ภายใต้โครงสร้างตึกเก่าของสงขลา ในชื่อ ‘แสนสบาย สเปซ’

