20 มิถุนายน 2025
1 K

นี่คือรถตู้ที่ภายนอกดูสุดแสนธรรมดา แต่มูลค่ารวมอุปกรณ์ภายในอาจพอ ๆ กับรถสปอร์ตหรูสักคัน

ขอเชิญทุกท่านพบกับ… (ผายมือ) … ‘Mobile Lab’ แล็บเคลื่อนที่ของหน่วยวิเคราะห์คุณภาพและวิจัยผลิตภัณฑ์ของ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จํากัด (มหาชน) (OR) ที่มีหน้าที่ตระเวนตรวจสอบคุณภาพน้ำมันในทุกสถานีบริการ พีทีที สเตชั่น ทั่วไทย และส่งข้อมูลขึ้นคลาวด์ไปยังสำนักงานใหญ่แบบเรียลไทม์

หากเปิดประตูรถตู้คันนี้ออกมาจะพบว่าพื้นที่ห้องโดยสารไม่มีเบาะที่นั่ง แต่ถูกแทนที่ด้วยอุปกรณ์แล็บล้ำสมัยมูลค่ารวมเกือบ 10 ล้านที่มาพร้อมทีมงานผู้เชี่ยวชาญที่จบด้านวิทยาศาสตร์เคมีหรือเครื่องยนต์มาโดยเฉพาะ

และต่อจากนี้คือเบื้องหลังภารกิจของกลุ่มคนเนิร์ดแห่ง OR ที่ไม่เคยหยุดนิ่งในการคิดค้นพัฒนา ทั้งในเรื่องการตรวจสอบคุณภาพน้ำมัน ไปจนถึงการวิจัยสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ นอกเหนือจากน้ำมัน เพื่อให้องค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และงานวิจัยไม่ต้องอยู่บนหิ้ง แต่มาอยู่ในชีวิตจริงของเราทุกคน

ย่อแล็บมาไว้ในรถตู้

ย้อนกลับไปเมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว บริษัท ปตท. เคยเจอปัญหาน้ำมันเถื่อนที่เจ้าของสถานีบริการในพื้นที่ห่างไกลลักลอบนำมาผสม จนเกิดข้อร้องเรียนด้านคุณภาพ ซึ่งเมื่อเกิดข้อร้องเรียนเช่นนี้ขึ้นบริษัทก็ต้องส่งเจ้าหน้าที่ไปเก็บตัวอย่างเพื่อนำกลับมาทดสอบที่แล็บส่วนกลาง ผู้บริหารในยุคนั้นจึงตัดสินใจว่า แทนที่จะรอให้มีคนร้องเรียนแล้วค่อยลงพื้นที่ไปตรวจ บริษัทก็น่าจะทำการตรวจคุณภาพเชิงรุก โดยสร้างแล็บเคลื่อนที่ไปสุ่มตรวจทุกสถานีบริการเพื่อป้องกันปัญหาตั้งแต่ต้นทาง

และนั่นคือจุดกำเนิดของ ‘Mobile Lab’ รถตู้แล็บเคลื่อนที่ โดยทำหน้าที่นี้มาแล้วกว่า 30 ปี ทุกหัวจ่ายของสถานีบริการ พีทีที สเตชั่น กว่า 2,300 แห่งทั่วประเทศ ล้วนเคยผ่านมือของทีม Mobile Lab มาแล้ว

“น้ำมันทุกลิตรที่เราเป็นเจ้าของ ไม่ว่าจะที่เก็บอยู่ที่คลังหรือสถานที่จำหน่าย เราต้องมั่นใจว่าได้คุณภาพตามข้อกำหนดของกรมธุรกิจพลังงาน นอกจากนี้ เรายังได้มีการเพิ่มคุณภาพโดยเติมสารเติมแต่ง (Additive) เพื่อให้น้ำมันของเราแตกต่างจากน้ำมันทั่ว ๆ ไป เช่น สารที่ช่วยลดการเสียดทานเพื่อช่วยให้การเผาไหม้สมบูรณ์ขึ้น สารหล่อลื่นเครื่องยนต์ และสารชะล้างเครื่องยนต์ที่ทำให้เครื่องยนต์เผาผลาญดี ลดมลพิษ ซึ่งนักวิจัยของเราร่วมกับบริษัท ผู้ผลิต Additive ระดับโลก คิดค้นพัฒนาขึ้นมา” ไพศาล สมบูรณ์กิจชัย ผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์คุณภาพและวิจัยผลิตภัณฑ์ กล่าวถึงภารกิจของหน่วยงานที่ให้คุณค่าเรื่องคุณภาพอย่างมาก

“ปัจจุบันเรามี Mobile Lab ทั้งหมด 6 คัน แบ่งพื้นที่ไปตาม 6 เขตทั่วประเทศ ซึ่งสถานีบริการของเราทั้งหมด 2,300 กว่าแห่งต้องได้รับการสุ่มตรวจอย่างน้อยปีละครั้ง โดยไม่ได้รับแจ้งล่วงหน้า นอกจากนี้คลังน้ำมันส่วนกลางและคลังน้ำมันที่ภูมิภาคในแต่ละแห่งก็ได้รับการตรวจคุณภาพน้ำมันทุกเดือนด้วย” ไพศาลกล่าวถึงรถตู้คันเล็ก ๆ ที่มีภารกิจยิ่งใหญ่

“ถ้าสถานีบริการไหนผ่านเกณฑ์ก็จะได้รับใบประกาศและสติกเกอร์ที่มีลายเซ็นผู้ทดสอบและวันที่ทดสอบ แต่ถ้าไม่ผ่านก็จะสั่งปิดไม่ให้จำหน่ายและแจ้งให้นำน้ำมันกลับคืนคลังเพื่อไปปรับปรุงให้ได้คุณภาพ พอเขารับน้ำมันใหม่มาก็ต้องประสานให้ทีม Mobile Lab ไปตรวจซ้ำ”

ความล้ำอีกอย่างของทีม Mobile Lab ก็คือพวกเขาไม่ได้แค่ตรวจเพื่อดูว่าสถานีบริการนี้ผ่านหรือไม่ผ่านเกณฑ์เท่านั้น แต่ข้อมูลทั้งหมดยังได้ถูกนำมาวิเคราะห์ต่อเพื่อให้เห็นภาพรวมหรือแนวโน้ม โดยทีมวิจัยได้พัฒนาระบบที่เชื่อมข้อมูลจากเครื่องวัดให้เข้าสู่ระบบคลาวด์ เพื่อให้ผู้บริหารจากส่วนกลางเห็นข้อมูลได้แบบ Real-time

“การเห็นข้อมูลตรงนี้มีความสำคัญมาก เพราะทำให้ผู้บริหารเห็นภาพรวมของประเทศและวิเคราะห์ต่อได้ เช่น ดูแนวโน้มว่าส่วนไหนมีค่าเบี่ยงเบนไปจากมาตรฐานหรือไม่ เพื่อที่เราจะแก้ไขได้ทันก่อนที่จะตกมาตรฐาน ทำให้เราแทบไม่พบน้ำมันที่มีปัญหา เพราะเราดูแนวโน้มตลอดเวลา” สุเมธา นามศิริเลิศ ผู้จัดการทีมมาตรวิทยาและ Mobile Lab กล่าวถึงการทำงานที่มากไปกว่าแค่มองคุณภาพของหน่วยย่อย แต่คือการมองถึงภาพใหญ่

“เราไม่ใช่แค่บันทึกผล แต่นำผลทั้งหมดมาวิเคราะห์ต่อให้เห็นแนวโน้มคุณภาพ (Quality Trend) และเราจะมีประชุมเรื่องนี้กันตลอดเพื่อดูว่าจากต้นทาง กลางทาง ปลายทาง มีแนวโน้มไปทิศทางเดียวกันหรือไม่”

พูดอีกอย่างว่า ไม่ต้องรอให้น้ำมันตกมาตรฐาน เพียงแค่พื้นที่ไหนมีแนวโน้มต่ำกว่าค่าเฉลี่ย พวกเขาก็จะเห็นสัญญาณและเข้าไปแก้ไขได้ทันท่วงทีก่อนจะเกิดปัญหาจริง

The Big Four of Mobile Lab

สุเมธาแนะนำให้เรารู้จักกับอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่อยู่ในรถ Mobile Lab ซึ่งแต่ละเครื่องมีขนาดกะทัดรัด แต่ความสามารถนั้นสูงยิ่ง (เช่นเดียวกับราคา) ซึ่งเขาบอกว่าสาเหตุที่ต้องย่อส่วนอุปกรณ์ให้อยู่ในรถตู้คันเดียวก็เพื่อให้เวลาไปตรวจตามสถานีบริการจะได้ไม่กีดขวางเกะกะผู้มาใช้บริการ

“นี่คือเครื่องตรวจค่ากำมะถัน” สุเมธาชี้ให้ดูอุปกรณ์ชิ้นแรกพร้อมบอกว่า ค่านี้มีความสำคัญต่อสุขภาพของเราอย่างมาก กำมะถันคือส่วนที่ก่อให้เกิดมลพิษ ทั้งซัลเฟอร์ไดออกไซด์และ PM 2.5 ซึ่งปัจจุบันมาตรฐาน EURO 5 กำหนดให้ไม่เกิน 10 ppm

“เครื่องนี้ทำงานด้วยหลักเอกซเรย์ฟลูออเรสเซนต์ (XRF) โดยยิงรังสีเอกซ์ผ่านตัวอย่างน้ำมัน แล้วเครื่องก็จะบอกเราว่ามีกำมะถันอยู่เท่าไหร่” สุเมธาเล่าถึงวิธีใช้งานที่เรียบง่ายแต่เทคโนโลยีภายในล้ำสมัยสุด ๆ

เครื่องต่อมาที่ภายนอกดูซับซ้อนขึ้นมาหน่อย คือเครื่องวิเคราะห์ค่าการกลั่นขนาดเล็ก ซึ่งทำงานโดยให้ความร้อนจนน้ำมันระเหย แล้วไอระเหยจะผ่านเข้าสู่กระบวนการให้ความเย็นจนควบแน่นเป็นของเหลวกลับออกมา แล้วเครื่องก็จะบันทึกความสัมพันธ์ระหว่างปริมาตรและอุณหภูมิ เช่น เมื่อกลั่นได้ปริมาตร 10 เปอร์เซ็นต์อุณหภูมิตอนนั้นอยู่ที่กี่องศาเซลเซียส เมื่อกลั่นได้ปริมาตร 20 เปอร์เซ็นต์อุณหภูมิตอนนั้นอยู่ที่กี่องศาเซลเซียส เช่นนี้ไปเรื่อย ๆ แล้วค่าที่ได้ก็จะถูกนำไปเทียบกับมาตรฐานของน้ำมันประเภทนั้น ๆ ซึ่งหากไม่ตรงตามเกณฑ์ก็อาจสันนิษฐานได้ว่ามีน้ำมันอื่นปนเปื้อน

“สมัยก่อนที่เครื่องยังไม่เป็นอัตโนมัติอย่างทุกวันนี้ ทีมงานต้องกลั่นกันเองแบบ Manual ซึ่งใช้เวลานานกว่ามาก อย่างตอนที่จะทำให้ไอควบแน่นก็ต้องไปซื้อน้ำแข็งมาใช้ และจดผลทุกอย่างด้วยมือใส่กระดาษ แล้วค่อยไปพิมพ์ใน Excel” สุเมธาเล่าถึงการทำงานในยุคต้นของ Mobile Lab เมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว

“แม้ทุกวันนี้เครื่องจะเป็นอัตโนมัติหมดแล้ว แต่ความรู้ของผู้ปฏิบัติงานยังเป็นเรื่องสำคัญ เพราะหากพบค่าที่ผิดปกติ เขาก็จะวิเคราะห์ต่อได้ว่าสาเหตุเป็นจากอะไรได้บ้าง และหาวิธีตรวจสอบต่อเพื่อเจาะลึกลงไปว่าปัญหาเกิดจากอะไร”

เครื่องต่อมาคือเครื่องวิเคราะห์สัดส่วนเอทานอลในน้ำมันเบนซิน และวิเคราะห์สัดส่วนไบโอดีเซลในน้ำมันดีเซล (ค่า Fatty Acid Methyl Ester) ว่าอยู่ตามเกณฑ์สำหรับน้ำมันประเภทนั้น ๆ หรือไม่ โดยตัวเครื่องจะยิงคลื่นแสงผ่านน้ำมัน และวิเคราะห์การดูดกลืนแสงในแต่ละช่วงความยาวคลื่น

“สัดส่วนเอทานอลส่งผลต่อค่าออกเทน ถ้าค่าออกเทนน้อย เครื่องยนต์จะชิงจุดระเบิดก่อน ทำให้เครื่องน็อกได้” สุเมธาอธิบาย

และเครื่องสุดท้ายที่มีหน้าตาคล้าย ๆ กัน คือเครื่องวิเคราะห์จุดวาบไฟสำหรับน้ำมันดีเซล โดยการเพิ่มอุณหภูมิไปเรื่อย ๆ จนน้ำมันเกิดการติดไฟ และบันทึกอุณหภูมินั้นออกมา ซึ่งสำหรับน้ำมันดีเซลต้องไม่ต่ำกว่า 52 องศาเซลเซียส

“ถ้าจุดวาบไฟต่ำเกินไป อาจแปลว่ามีการปนเปื้อนน้ำมันเบนซิน ซึ่งจะส่งผลให้เครื่องยนต์ทำงานสะดุดหรือกระชากได้ ส่วนเบนซินไม่ต้องตรวจเพราะมีจุดวาบไฟที่อุณหภูมิปกติอยู่แล้ว”

นอกจากเครื่องมือทั้ง 4 ที่เป็น The Big Four ของรถ Mobile Lab แล้ว พวกเขายังมีอุปกรณ์เล็ก ๆ ที่ใช้สำหรับตรวจค่าสารเติมแต่งที่เป็นสูตรเฉพาะของ OR ที่เติมลงไปด้วยว่าอยู่ในระดับมาตรฐานหรือไม่ ซึ่งจะช่วยให้แน่ใจได้อีกขั้นว่าไม่มีน้ำมันอื่น ๆ มาปลอมปน

ตรวจสอบผู้ตรวจสอบ

สิ่งที่สำคัญไม่แพ้การตรวจสอบคุณภาพน้ำมันก็คือการตรวจสอบ ‘เครื่อง’ ตรวจสอบคุณภาพน้ำมัน และตรวจสอบ ‘คน’ ที่ไปตรวจสอบคุณภาพน้ำมัน

“นอกจากเราจะมีการจัดฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ก่อนไปปฏิบัติงานจริงแล้ว ทุกปีเราจะจัดให้มีการทดสอบความสามารถของผู้ปฏิบัติงานใน Mobile Lab เพื่อให้มั่นใจว่าปฏิบัติงานได้ตามมาตรฐาน” สุเมธาเล่า

ส่วนทางด้านเครื่องมือ ก็จะมีการปรับเทียบ (Calibrate) และตรวจสภาพในทุกเดือน รวมถึงการตรวจสอบจากหน่วยงานภายนอกอย่าง ASTM International ที่จะส่งตัวอย่างน้ำมันไม่ทราบค่า (Blind Sample) มาให้ปีละ 4 ครั้ง ซึ่งทางทีมก็จะนำมาตรวจและส่งผลกลับไป หากค่าที่ได้ตรงตามที่ควรจะเป็น ก็แปลว่าทั้งอุปกรณ์และบุคลากรที่ทำการทดสอบเป็นไปตามมาตรฐาน

“แล็บของเรายังได้ ISO 17025 ซึ่งเป็นมาตรฐานห้องปฏิบัติการ ทำให้เรามั่นใจได้ว่าผลการตรวจมีความถูกต้อง แม่นยำ และเชื่อถือได้” ไพศาลกล่าว

Beyond Standard

หากพิจารณาจากชื่อ ‘ฝ่ายวิเคราะห์คุณภาพและวิจัยผลิตภัณฑ์’ ก็จะเห็นว่าหน้าที่ของพวกเขาไม่ใช่แค่การตรวจสอบคุณภาพเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการคิดค้นวิจัยนวัตกรรมใหม่ ๆ ขึ้นมาด้วย ทั้งเรื่องที่เกี่ยวกับน้ำมันและไม่เกี่ยวกับน้ำมัน

“สมัยก่อนเราเป็นฝ่ายวิเคราะห์คุณภาพ แต่ตอนหลังได้เพิ่มบทบาทวิจัยผลิตภัณฑ์ขึ้นมา ซึ่งก็มีการวิจัยหลายด้าน เช่น โครงการน้ำมันอากาศยานที่เป็นความพยายามลดก๊าซเรือนกระจกโดยนำน้ำมันทอดที่ใช้แล้วมาผลิตเป็นไบโอดีเซล หรือการนำไบโอดีเซลไปผสมกับน้ำมันเตาเพื่อให้เป็นเชื้อเพลิงชีวภาพสำหรับเรือ” ไพศาลกล่าวถึงหนึ่งในโครงการที่กำลังอยู่ระหว่างการวิจัย

“ส่วนอีกโครงการก็คือแนวคิด Waste to Value เพื่อหาทางเพิ่มมูลค่าของเสียที่มีอยู่ในองค์กร หนึ่งในนั้นก็คือเมล็ดกาแฟตกเกรดก่อนเข้าโรงคั่วที่เรียกว่าเมล็ดกาแฟเขียว ซึ่งเราเห็นว่าในเมล็ดเหล่านั้นยังมีสารต่าง ๆ ที่มีประโยชน์อยู่อีกมาก ก็เลยมีการศึกษาวิจัยจนพัฒนามาเป็นครีมทามือที่มีสรรพคุณบำรุงผิวและป้องกันยูวี”

ทีมงานนำตัวอย่างผลิตภัณฑ์ต้นแบบมาให้ดู ซึ่งมี 2 กลิ่น คือ Coffee Fresh และ Vanilla Green ที่ในอนาคตจะวางจำหน่ายในแบรนด์ AiiM (อิ่ม) ที่ตัวอักษร AM มาจาก Amazon และคำว่า ‘อิ่ม’ สื่อถึงผิวอิ่มเอิบ ชุ่มชื้น จากสารสกัด Chlorogenic Acid ในเมล็ดกาแฟเขียว อีกทั้งอนาคตยังอาจต่อยอดสู่ครีมกันแดดจากสารสกัดกาแฟที่มีคุณสมบัติลดการบวมแดงและลดริ้วรอยด้วย

“เรามักเคยได้ยินคำว่า ‘งานวิจัยขึ้นหิ้ง’ ซึ่งเป้าหมายของเราคือปรับภาพจำนั้น โดยการพยายามทำให้งานวิจัยจากหิ้งเปลี่ยนไปสู่ห้าง คือทำให้งานวิจัยกลายเป็นผลิตภัณฑ์ใช้ประโยชน์ได้จริง” ไพศาลกล่าว

และนี่ก็คือเรื่องราวของพวกเขา – กลุ่มคนเนิร์ด ๆ ที่ใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์มารับประกันคุณภาพผลิตภัณฑ์ที่จะส่งถึงผู้บริโภค รวมทั้งสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อตอบโจทย์เรื่องความยั่งยืน 

“งานของเราเป็นจุดที่เชื่อมต่อกับผู้บริโภค และเราก็ภาคภูมิใจที่ได้ทำให้ผลิตภัณฑ์ของเรามีคุณภาพสูงสุด” สุเมธาทิ้งท้ายถึงความรู้สึกที่ได้มาทำงานตรงนี้

Writer

เมธิรา เกษมสันต์

นักเขียนอิสระ เจ้าของเพจ ‘Nature Toon การ์ตูนสื่อความหมายธรรมชาติ’ สนใจเรื่องธรรมชาติ ระบบนิเวศ สรรพสัตว์ โลกใต้ทะเล และการใช้ชีวิตแบบเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีผลงานหนังสือแล้ว 2 ชุด คือ ‘สายใยที่มองไม่เห็น’ และ ‘สายใยใต้สมุทร’

Photographer

ณัฐสุชา เลิศวัฒนนนท์

เรียนวารสาร เที่ยวไปถ่ายรูปไปคืองานอดิเรก และหลงใหลช่วงเวลา Magic Hour ของทุกๆวัน