เมตเต้ เฮย์ (Mette Hay) ไม่ได้เรียนออกแบบ แต่กลับเป็นผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ดีไซน์จากโคเปนเฮเกนที่ชื่อ ‘HAY’ แบรนด์ที่เปลี่ยนพิมพ์เขียววงการดีไซน์ไปทั้งโลก
เธอคือผู้อยู่เบื้องหลังของใช้ในบ้านที่หน้าตาเรียบง่ายแต่มีอะไรบางอย่าง ในของชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่ทำให้ใครหลายคนรู้สึกว่า อยากมีไว้ในบ้าน
ในประเทศที่เต็มไปด้วยแบรนด์เก่าแก่ระดับตำนานอย่างเดนมาร์ก HAY กลับเป็นหน้าใหม่ที่กล้าลุกขึ้นมาเริ่มต้นจากศูนย์ พวกเขาไม่ได้สร้างโชว์รูมหรูหรา แต่เปิดบ้านตัวเองเป็นร้านเล็ก ๆ ค่อย ๆ สร้างแบรนด์จากสมุดโน้ต กรรไกร โคมไฟ และเก้าอี้ ด้วยกลยุทธ์เริ่มต้นให้คนจดจำแบรนด์นี้ไว้ในใจผ่านข้าวของชิ้นเล็ก ๆ และเมื่อถึงวันที่อยากแต่งบ้านขึ้นมาจริง ๆ พวกเขาจะนึกถึง HAY เป็นชื่อแรก ๆ
The Cloud เองก็เป็นแฟนตัวยง เราเล่าเรื่องแบรนด์นี้มาหลายครั้ง แต่ครั้งนี้พิเศษกว่าทุกครั้ง เพราะเป็นครั้งแรกที่เราได้พูดคุยกับ เมตเต้ เฮย์ ผู้ร่วมก่อตั้ง ผู้เป็นหัวใจของฝั่ง Accessories ในแบรนด์ HAY
ในบทสนทนานี้ เราชวนเมตเต้คุยเรื่องงานดีไซน์และบทบาทนักออกแบบในบริษัท ชีวิตในฐานะหัวหน้าทีมแม่ลูกสอง ความสนุกของการเล่นเทนนิสตอนอายุ 45 และเคล็ดลับการสร้างวัฒนธรรมองค์กรแบบไม่ต้องมีคู่มือ
ถ้าพร้อมแล้ว ขอเชิญนั่งลงบนเก้าอี้ About A Chair ตัวโปรด แล้วสรวลเส HAY – ฮา กับบทสนทนาด้านล่างนี้ไปพร้อมกัน

อะไรคือสิ่งที่คนในวงการธุรกิจออกแบบและสร้างสรรค์กำลังให้ความสนใจในตอนนี้
ฉันรู้สึกว่าตอนนี้คนเริ่มรู้จักตัวเองมากขึ้น พวกเขาไม่ได้อยากมีของเยอะเหมือนแต่ก่อน แทนที่จะซื้อทุกอย่างที่อยากได้ พวกเขาจะเลือกสิ่งที่ชอบจริง ๆ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ พวกเขารู้ว่าตัวเองต้องการอะไรและอะไรที่ไม่จำเป็น เช่น พวกเขาเลือกจะมีจานแค่ 4 ใบ แทนที่จะซื้อเป็นโหล ซึ่งมันดีมากนะ เพราะในโลกนี้มีของมากมายเหลือเกิน ไม่ใช่แค่เฟอร์นิเจอร์ เสื้อผ้าก็เช่นกัน เราทุกคนเลยต้องเลือกให้ดีว่าอยากให้เข้ามาอยู่ในบ้านบ้าง เพราะสิ่งนั้นควรจะอยู่ด้วยกันไปอีกนาน และนี่คือสิ่งที่ HAY พยายามทำมาตลอด เราออกแบบของที่ผู้คนจะอยากใช้และให้อยู่ไปนาน ๆ
ย้อนกลับเมื่อ 24 ปีที่แล้ว อะไรคือความท้าทายของการลุกมาสร้างแบรนด์ใหม่ ท่ามกลางแบรนด์เฟอร์นิเจอร์รุ่นพี่ที่มีอายุกว่าร้อยปี
ตอนนั้นคนมักพูดถึงงานออกแบบของ Arne Jacobsen, Hans J. Wegner หรือ Børge Mogensen เพราะมันคืองานคลาสสิกที่เราในฐานะคนเดนมาร์กภูมิใจ แต่พวกเราก็อยากทำอะไรบางอย่างใหม่ ๆ ให้กับคนรุ่นเรา ซึ่งการสร้างแบรนด์ใหม่ในประเทศที่มีแบรนด์ดีไซน์ระดับตำนานเต็มไปหมดนั้นไม่ง่าย เป็นการเดินทางที่ต้องใช้พลังเยอะ เมื่อมองย้อนกลับไปฉันจำได้แต่สิ่งดี ๆ และมันค่อย ๆ ดีขึ้นในทุก ๆ ปีตั้งแต่เริ่มต้นมาเลย แน่นอนว่ามีช่วงที่ยากโดยเฉพาะตอนเริ่มต้น หรือช่วงโควิด-19 ที่มีความท้าทายเต็มไปหมด แต่ฉันรู้สึกโชคดีมากที่ได้ทำงานที่ตัวเองรัก
แต่ถ้าจะให้พูดถึงเรื่องที่ยากจริง ๆ ก็คงเป็นการหาสมดุล การพยายามเป็นแม่ที่ดี เป็นลูกที่ดี เป็นพี่สาว เป็นเพื่อน และยังต้องดูแลตัวเองไปพร้อม ๆ กับการสร้างบริษัท
ทำไมการทำให้คนเข้าถึงงานดีไซน์ดี ๆ ในราคาที่จับต้องได้ถึงสำคัญ
ตอนที่ฉันกับ รอล์ฟ (สามี) เริ่มต้นทำแบรนด์ HAY ร้านเฟอร์นิเจอร์ในเดนมาร์กตอนนั้นค่อนข้างเป็นโลกของผู้ใหญ่มาก ๆ มันดูจริงจังและเคร่งขรึม คนส่วนใหญ่มักจะเข้าไปร้านพวกนั้นก็ต่อเมื่อมีบ้านแล้ว พวกเราอยากสร้างพื้นที่ที่คนรุ่นใหม่หรือครอบครัวเล็ก ๆ เข้าถึงของดี ๆ ได้ โดยไม่ต้องรอให้ชีวิตมีพร้อมทุกด้าน
ตอนนั้นในตลาดมีแบรนด์ที่ราคาเข้าถึงง่ายอย่าง IKEA กับแบรนด์ที่แพงมาก ๆ ไปเลย เราเห็นช่องว่างตรงกลางที่เรา ไม่ใช่แบรนด์หรูหราเกินเอื้อม จะหยิบ HAY ไปจับคู่กับอะไรก็ได้ จะเอาไปวางข้างของเก่าจากบ้านพ่อแม่ หรือจะวางคู่กับเก้าอี้คลาสสิกของ Arne Jacobsen ก็ดูเข้ากัน
เวลาฉันออกแบบ ฉันจะทำของที่ยังไม่มีในตลาด ถึงเราจะไม่ได้เป็นคนแรกที่ทำเก้าอี้หรือโต๊ะ แต่ก็มีพื้นที่ให้เรานำเสนอของธรรมดาในแบบไม่ธรรมดาเสมอ ตอน HAY เริ่มใหม่ ๆ คนยังงงว่าตกลงแบรนด์นี้อยู่ฝั่งไหนกันแน่ หรูหราหรือแมส เพราะเต็มไปด้วยของที่ไม่ควรอยู่ด้วยกันแต่ก็อยู่ได้
ตอนที่เริ่มต้นทำธุรกิจคุณอายุแค่ 23 เอง คุณเอาความมั่นใจมาจากไหน
บางทีก็ยังไม่แน่ใจเลยค่ะว่ามีความมั่นใจจริง ๆ ไหม ฉันว่าเครื่องมือที่ดีที่สุดของฉันก็คือสัญชาตญาณและความรู้สึกข้างใน เวลาจะทำในสิ่งที่ยังไม่มีใครเคยทำมาก่อนนั้นไม่มีสูตรให้เดินตามเลย ทุกครั้งที่ HAY ทำอะไรใหม่ ฉันก็ยังตื่นเต้นและประหม่าอยู่เลย แต่สิ่งที่ผลักดันฉันกับรอล์ฟตั้งแต่วันแรกก็คือความรักที่เรามีต่อการสร้างสิ่งของใหม่ ๆ เราหลงใหลมันจริง ๆ และจนถึงวันนี้แรงขับเคลื่อนนั้นก็ยังไม่เปลี่ยน


คุณคิดว่าทักษะไหนคือสิ่งสำคัญที่สุดที่ควรมีในวันแรก ๆ ของการเริ่มต้นธุรกิจ
สำหรับฉันคือการให้เกียรติคนอื่น ฉันยังจำคนกลุ่มแรก ๆ ที่เจอได้ดี ไม่ว่าจะเป็นลูกค้าคนแรกที่เดินเข้ามาในร้าน ดีลเลอร์เจ้าแรก ๆ จากลอนดอน หรือแม้แต่เรื่องที่คุณเพิ่งเล่าว่าคุณเจอแบรนด์ของเราครั้งแรกได้ยังไง ผู้คนเหล่านี้ทำให้แบรนด์มีชีวิตขึ้นมา
สิ่งที่ฉันย้ำกับตัวเองเสมอก็คือการรู้สึกขอบคุณ ขอบคุณคนที่อยากเขียนถึงเรา ขอบคุณร้านค้าที่อยากขายของของเรา ขอบคุณนักออกแบบทุกคนที่ไว้ใจให้ผลงานของเขาได้มาอยู่ในคอลเลกชันของเรา ทั้งหมดนี้ไม่ใช่แค่ธุรกิจ แต่มันคือพลังของการสื่อสาร คือพลังงานดี ๆ และเคมีระหว่างผู้คนต่างหากที่เป็นแรงผลักดันของทุกอย่าง
คนมักพูดกันว่า ดีไซน์ที่ดีต้องช่วยแก้ปัญหา สำหรับคุณ การมีของใช้สวยงามช่วยให้ชีวิตแต่ละวันดีขึ้นยังไงบ้าง
มันสำคัญกับฉันมาก ตอนที่ฉันอายุน้อย ฉันชอบผลงานของนักออกแบบชื่อดังหลายคน เช่น Jasper Morrison งานพวกเขาสวยมาก แต่พูดตรง ๆ ว่าคงซื้อไม่ไหว สิ่งที่เราพยายามทำกับ HAY คือเปิดโอกาสให้คนที่รักงานออกแบบมีโอกาสเป็นเจ้าของชิ้นเล็ก ๆ ของนักออกแบบที่เขาชอบ อย่างศิลปินที่เราร่วมงานด้วยบางคน เขาอาจทำงานศิลปะชิ้นใหญ่วางขายในแกลเลอรีในราคาแพงมาก แต่ถ้ามาที่ HAY คุณอาจได้เจอเชิงเทียนหรือแจกันในราคาที่จับต้องได้
อย่าง Laila Gohar เชฟคนดังที่ทำผ้าปูโต๊ะและของตกแต่งโต๊ะอาหารกับเรา เธอมีแฟนคลับเยอะมาก และการที่ใครสักคนได้ผลงานชิ้นเล็ก ๆ ของคนที่ชอบกลับบ้านเป็นเรื่องที่น่ารักมาก
ยิ่งเวลาที่ได้ดื่มกาแฟจากถ้วยที่สวยหรือเสิร์ฟสลัดในชามที่รู้สึกดี มันเปลี่ยนบรรยากาศให้เป็นความสุขเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นแบบไม่รู้ตัวจริง ๆ
แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ส่วนใหญ่มักจะขายของประเภทเดียวหรือโฟกัสกับกลุ่มลูกค้ากลุ่มเดียว ทำไม HAY ตัดสินใจสร้างสรรค์งานหลายแบบและหลายกลุ่มขนาดนี้
ฉันกับรอล์ฟหยุดคิดของใหม่ไม่ได้เลย (หัวเราะ) โดยเฉพาะสำหรับทีมขายของเรา แต่นี่คือดีเอ็นเอของ HAY บางคนเดินเข้าร้านมาแล้วชอบโคมไฟ บางคนเข้ามาซื้อขวดน้ำ อีก 6 เดือนค่อยกลับมาเลือกโซฟา บางคนเข้ามาแค่เพราะชอบเฉดเขียวตรงนั้น มันคือความหลากหลายเล็ก ๆ ที่ต่อกันเป็นภาพใหญ่ บางทีอาจจะดูเยอะไปนิด แต่สำหรับเรามันไม่เคยมากเกินไปเลย จะเรียกว่าพวกเราเป็นโรคหยุดคิดของใหม่ไม่ได้ก็ได้มั้ง

คุณบาลานซ์ระหว่าง ความหลงใหล กับ การจัดการธุรกิจ ที่บางครั้งก็ต้องมีกรอบยังไง
ฉันกับสามีเป็นคนที่จัดระเบียบไม่ค่อยเก่ง แต่โชคดีมากที่เรามีทีมที่ดีและเก่งเรื่องนี้มาช่วยจัดระบบให้ทุกอย่างเข้าที่มากขึ้น จำได้ว่าเคยเปิดตัวเก้าอี้แบบใหม่ 7 ตัวในงานเดียวที่มิลาน ในขณะที่บางแบรนด์อาจปล่อยแค่แบบเดียว ความใจร้อนนี้มาจากความหลงใหลของเราล้วน ๆ กลายเป็นพลังของ HAY ไปโดยธรรมชาติ
จนถึงวันนี้แนวคิดของ HAY เหมือนเดิมอยู่ไหม อะไรคือสิ่งที่เปลี่ยนไปบ้าง
จริง ๆ แนวคิดยังคงเดิมอยู่เสมอ เรายังทำของสำหรับคนรุ่นเรา ยังร่วมงานกับนักออกแบบระดับแนวหน้าจากทั่วโลก ยังเลือกผลิตของในที่ที่เหมาะสมกับวัสดุนั้น ๆ หรือทำงานกับท้องถิ่นที่ผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญคือเรายังคงยึดมั่นในราคาที่สมเหตุสมผล
สิ่งที่ต่างออกไปอาจเป็นแค่ตลาดที่ใหญ่ขึ้น มีคนเข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ HAY เพื่อช่วยกันส่งต่อสิ่งที่เราสร้างมากขึ้น เมื่อก่อนเวลาจะติดต่อดีไซเนอร์ดังก็ต้องค่อย ๆ สร้างแบรนด์ให้เขาเห็นก่อนว่าเราคือใคร ตอนนี้อาจง่ายขึ้นนิดหน่อย
ทุกครั้งที่ HAY ออกสินค้าหรือคอลเลกชันอะไรใหม่ ๆ ทุกคนจะชอบเสมอ เคล็ดลับของคุณคืออะไร
หน้าที่ของฉันตอนนี้คือคิดไอเดียใหม่ แต่ตอนเริ่ม ฉันกับรอล์ฟต้องทำทุกอย่างเอง ตั้งแต่ดูการผลิต ลงมือประกอบเก้าอี้กันเองในโกดังเล็ก ๆ ของเรา พรีเซนเทชันก็เริ่มทำจากศูนย์ ออกไปขายของ คิดงานสร้างสรรค์ ทำพีอาร์ ไปจนถึงจัดส่งของ
วันนี้ฉันเลยรู้สึกโชคดีมาก ๆ ที่ได้ใช้เวลาเต็มที่ไปกับการคิดสิ่งใหม่และรักหน้าที่นี้สุดหัวใจ ฉันไม่เคยมีปัญหาว่าจะคิดอะไรใหม่ไม่ออกเลย ปัญหาของฉันกลับเป็นไอเดียที่เยอะเกินไป ถ้าวันไหนเริ่มคิดอะไรไม่ออกจริง ๆ วันนั้นแหละ ฉันอาจต้องส่งไม้ต่อให้คนอื่น
คุณมีวิธีคิดอะไรที่ทำให้งานของ HAY ดูเรียบง่าย แต่พิเศษและเป็นที่รักของคนทั่วโลก
ไม่ใช่ทุกคนจะชอบ HAY ฉันคิดว่าเสน่ห์คือการหยิบของใช้ในชีวิตประจำวันมาออกแบบใหม่ เปลี่ยนวัสดุบ้าง เปลี่ยนสีบ้าง แต่หน้าที่ยังเป็นแบบเดิมที่ทุกคนคุ้นเคย เป็นของที่เข้าใจง่ายและใช้ได้ทุกที่ในโลก แต่มีอะไรบางอย่างที่ทำให้คุณเผลอยิ้มเวลาได้มอง
แม้ว่าแบรนด์เราจะดูมีสีสันจัดจ้าน แต่พอไปดูของที่ขายดีที่สุดจริง ๆ เราก็ยังขายโซฟาสีเทาเยอะมาก หรือเก้าอี้กินข้าวที่คนซื้อก็ยังเป็นสีขาวหรือดำ
สิ่งที่น่าสนใจคือมีบางอย่างในงานดีไซน์ที่กลายเป็นภาษาสากลได้โดยไม่ต้องแปล ฉันคุยกับคุณเรื่องเก้าอี้ แก้วน้ำ แล้วเรารู้สึกเหมือนกันได้ ทั้งที่เราโตมาในคนละวัฒนธรรม เหมือนดนตรีหรือศิลปะ บางทีศิลปินทำงานไว้ 20 ชิ้น แต่จะมีอยู่แค่ชิ้นเดียวที่ทุกคนอยากได้ แกลเลอรียังไม่ทันเปิด คนก็จองไว้หมดแล้ว ทั้งที่อีก 5 ชิ้นแขวนอยู่ข้าง ๆ ยังไม่มีใครซื้อเลย ความชอบเป็นอะไรที่อธิบายยาก แต่ก็เป็นสิ่งที่ทรงพลังมากจริง ๆ
HAY มักจะมีโปรเจกต์ Collaboration สนุก ๆ คุณเลือกร่วมงานอย่างไร แล้วมองหาอะไรจากการร่วมงานแต่ละครั้ง
คล้ายกับแรงบันดาลใจเลย มันมาแบบไม่ได้นัดหมาย และหลายครั้งก็เป็นจังหวะบังเอิญ
มีครั้งหนึ่งไปร่วมดินเนอร์แล้วบังเอิญ Laila Gohar นั่งอยู่ที่โต๊ะเดียวกัน เราคุยกันถูกคอมาก ตอนนั้นฉันรู้เลยว่าเราควรทำอะไรด้วยกัน การร่วมงานกับแบรนด์อื่นก็เกิดจากความรู้สึกแบบนั้น ไม่ว่าจะเป็น SUICOKE แบรนด์รองเท้าแตะจากญี่ปุ่น แบรนด์เครื่องแต่งกายกีฬาอย่าง ASICS แบรนด์ลำโพงจากสหรัฐอเมริกาอย่าง Sonos หรือแม้แต่ IKEA ทุกอย่างเริ่มจากการได้พูดคุยกันแล้วมีบางอย่างที่ตรงกัน
แบบ “เฮ้ เรามาทำอะไรด้วยกันไหม” เริ่มจากคำง่าย ๆ แค่นั้นเลย
อะไรคือหัวใจสำคัญที่ทำให้การ Collaboration ประสบความสำเร็จ
ทุกอย่างเริ่มต้นจากจุดเริ่มต้นที่ดี เวลาทำงานกับใครบางคนแล้วใช้เวลาร่วมกันพัฒนาโปรเจกต์ไปเรื่อย ๆ พอถึงจุดหนึ่งเราก็จะส่งต่อโปรเจกต์นั้นให้กับทีม ฉันรู้สึกเหมือนงานของฉันเสร็จแล้ว จากนั้นโปรเจกต์นั้นจะเริ่มมีชีวิตของตัวเอง ฉันเชื่อในพลังของสิ่งที่ทำ เห็นชัดเลยเวลาที่ปล่อยงานออกมาแล้วทุกคนร้อง ‘ว้าว’ ‘เมื่อไหร่จะได้เห็นของจริง’ หรือ ‘ขอจับก่อนใครได้ไหม’ เจอปฏิกิริยาแบบนั้นเราก็จะรู้สึกได้ว่า อืม นี่แหละ มันกำลังไปในทางที่ดี
ทุกวันนี้เทรนด์และความชอบของผู้คนเปลี่ยนเร็วมาก ทำให้การทำงานดีไซน์ยากขึ้นไหม
ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ฉันชอบการเปลี่ยนแปลง บางคนอาจจะชอบอะไรเดิม ๆ ดื่มกาแฟแก้วเดิมทุกเช้า ดูทีวีรายการเดิมทุกเย็น ซึ่งไม่ผิดเลย แต่ฉันไม่ค่อยเป็นแบบนั้น ฉันชอบลองอะไรใหม่ ๆ ชอบมีเพื่อนใหม่ ๆ แต่ก็ยังรักษาเพื่อนเก่าที่คบกันมาตั้งแต่อายุ 16 ไว้เหมือนเดิม ฉันไม่ใช่คนที่ตัดของเก่าออกแต่ฉันชอบเปิดรับของใหม่เสมอ
ฉันคิดว่าความเปลี่ยนแปลงเป็นส่วนหนึ่งของนวัตกรรม ลูกค้าทุกวันนี้ก็ต้องการมากขึ้น เขาอยากรู้ว่าเราผลิตของที่ไหน ใช้วัสดุอะไร มีผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมแค่ไหน ทำให้เราต้องพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา
การเติบโตในครอบครัวที่พ่อกับแม่ทำร้านขายของดีไซน์ ช่วยคุณในการสร้างและบริหารธุรกิจอย่างไร
แม่ฉันรักการขายของมาก ซึ่งตรงกันข้ามกับฉันเลย ฉันไม่เก่งเรื่องขาย ฉันถนัดเรื่องการคิดมากกว่า
ฉันเรียนรู้เรื่องการใส่ใจจากพ่อและแม่ ไม่ว่าลูกค้าจะเข้ามาซื้อของชิ้นเล็ก ๆ หรือซื้อเก้าอี้กินข้าว 12 ตัว พวกเขาก็ให้ความเคารพและใส่ใจลูกค้าทุกคนเท่ากันหมด แม่ใส่ใจกับการห่อของขวัญเป็นพิเศษ ส่วนพ่อจะคอยเล่าให้ลูกค้าฟังว่าโซฟาตัวนี้มาจากอิตาลีหรือว่าแบรนด์นั้นมีที่มาอย่างไร ทั้งคู่ทำให้ประสบการณ์ในการซื้อของเป็นเรื่องที่น่าจดจำ
นอกจากการเป็นคนใจดี พวกท่านยังปลูกฝังความรักในดีไซน์หรือรสนิยมบางอย่างตั้งแต่เด็ก และฉันก็ส่งต่อให้ลูก ๆ เมื่อวันก่อนฉันเดินเข้าไปร้านข้าง ๆ แล้วเห็นขวดน้ำขวดหนึ่งซึ่งฉันชอบมาก 10 นาทีต่อมา ลูกสาวฉันซึ่งเดินเข้าไปในร้านเดียวกันออกมาพูดกับฉันว่า ‘แม่ ๆ ร้านนั้นมีที่ขวดน้ำน่ารักมากเลย’ นี่คือตัวอย่างของรสนิยมบางอย่างที่ซึมซับมาโดยธรรมชาติจากครอบครัว
สิ่งที่น่าสนใจคือรสนิยมวัดค่าให้คะแนนกันไม่ได้ ไม่เหมือนกับทักษะในโรงเรียนอย่างคณิตศาสตร์ หรือว่ายน้ำเก่ง เตะบอลเก่ง ไม่มีเกรดสำหรับความรู้สึกว่าอะไรสวย แต่ก็เป็นทักษะสำคัญ แค่ไม่ได้อยู่ในสมุดพกเท่านั้นเอง
อะไรคือสิ่งที่สนุกที่สุดในการเป็นผู้นำทีม เพราะอะไร
การได้เห็นคนเติบโต มีคนในทีมหลายคนที่เริ่มต้นจากการเป็นเด็กฝึกงานในร้านของเรา บางคนเข้ามาช่วยจัดของบนชั้นตอนยังเป็นนักเรียน แต่วันนี้กลายเป็นหัวหน้าทีมพัฒนาผลิตภัณฑ์
อยู่ ๆ วันหนึ่งเขามีครอบครัว มีลูก 2 คน แล้วเราก็ยังจำได้ว่าเขาเคยเป็นเด็กที่เข้ามาทำงานด้วยแววตาอยากเรียนรู้ ฉันภูมิใจจริง ๆ ที่ได้เห็นพวกเขาเติบโตกลายเป็นคนที่เปล่งประกายในแบบของตัวเอง

คุณสร้างวัฒนธรรมการทำงานอย่างให้ทีมรู้สึกมีส่วนร่วมและได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์เต็มที่
มีสิ่งเล็ก ๆ บางอย่างที่สะท้อนวัฒนธรรมของ HAY ได้ชัดมาก เช่น ถ้าฉันบอกช่างภาพคนที่เพิ่งถ่ายแคมเปญให้เราว่า ‘ขอบคุณมากนะสำหรับภาพสวย ๆ’ เขาจะรีบบอกเลยว่า ‘ไม่ต้องขอบคุณผม ต้องขอบคุณเธอ (ทีมงานอีกคน) ต่างหาก เพราะเธอเป็นคนจัดฉากทั้งหมดเลย’ พอไปบอกอีกคน เขาก็จะโยนคำชมต่อไปให้คนอื่นต่ออีก เป็นแบบนี้วนไปเรื่อย ๆ มันดีมากเลยเวลาที่ไม่มีใครพยายามจะรับความดีความชอบไว้คนเดียว ไม่มีใครพูดว่า ‘มันเป็นเพราะฉัน’ แต่ทุกคนจะพูดว่า ‘มันเป็นเพราะพวกเรา’
นี่คือวัฒนธรรมที่ทำให้ทุกคนรู้สึกมีส่วนร่วมจริง ๆ
คำแนะนำอะไรที่คุณมักบอกกับคนรุ่นใหม่อยู่เสมอ
ถามเยอะ ๆ
อย่ากลัวที่จะตั้งคำถาม แล้วก็กล้าทำอะไรที่แตกต่างบ้างในบางครั้ง อย่าทำตามเพียงเพราะว่ามันเคยเป็นแบบนี้มา เราต้องการคนที่กล้าถามว่า ‘ทำไมต้องทำแบบนี้ล่ะ’ หรือ ‘เราทำให้มันดีกว่านี้ได้ไหม’
ถ้าคุณไปเจอราคาต้นทุนจากโรงงานแล้วรู้สึกว่า ‘ถ้าลดลงอีกนิดจะทำให้สินค้านี้เข้าถึงคนได้มากขึ้นนะ’ ก็ลองสู้ดู ลองทำให้เกิดขึ้นจริงให้ได้ แล้วก็อย่าลืมใจดีกับคนรอบข้างและทุกคนที่เราทำงานด้วย ให้เกียรติกันเสมอ อย่าลืมว่าเรามาจากจุดไหน จำไว้เสมอว่าเราเริ่มต้นจากอะไร แล้วอยากไปให้ถึงตรงไหน
คุณทำอย่างไรเมื่อต้องตัดสินใจเรื่องธุรกิจที่ยากมาก ๆ
ถ้าเป็นเรื่องแบบนั้น รอล์ฟจะเป็นคนที่ตัดสินใจได้เร็วมาก ถ้าเขาต้องโทรหาคนเพื่อบอกข่าวไม่ดีหรือจัดการเรื่องยาก ๆ เขาจะโทรเลยตอน 7 โมงเช้า ส่วนฉันจะเก็บไว้ถึงตอนเย็นแล้วก็เครียดทั้งวัน คิดอยู่ในหัวว่าจะพูดยังไงดี รอล์ฟเดินเข้าไปหาปัญหาได้แบบไม่ลังเลเลยค่ะ แต่ก็นั่นแหละ บางทีมันก็เป็นสมดุลที่ดีระหว่างเรา
คุณมีวิธีรักษาสมดุลระหว่างงานกับชีวิตส่วนตัวอย่างไร
การมีลูกทำให้เราบาลานซ์ชีวิตได้ดีขึ้นเยอะเลย ไม่อย่างนั้นเราก็คงทำงานแบบไม่หยุดเพราะเรารักงานมากจริง ๆ การมีลูกทำให้เราต้องหยุดบ้าง พาเขาไปสนามเด็กเล่น หรือปล่อยให้ตัวเองได้พัก ได้ช้าลงบ้าง โชคดีที่เราทั้งคู่ต่างให้ความสำคัญกับครอบครัวมากพอ ๆ กับงาน ฉันไม่อยากเป็นคนที่ทำแต่งานไปทั้งชีวิตแล้วค่อยมาเริ่มใช้ชีวิตตอนอายุ 70
เวลาเดินทาง ฉันพยายามให้ตัวเองได้เห็นอะไรสักหน่อยในแต่ละเมืองที่ไป อาจจะแค่แวะร้านกาแฟ เดินเล่นที่สวนสาธารณะ หรือนั่งมองผู้คนสัก 10 นาที แทนที่จะกลับไปนอนเลย มันเล็กน้อย แต่ช่วยให้ได้เชื่อมโยงกับที่ที่ไปถึงจริง ๆ
เมื่อไม่นานนี้ทีมของเราเพิ่งไปอินเดียกันค่ะ เขาไปที่เมืองพาราณสี ซึ่งฉันเคยไปเมื่อ 17 ปีก่อน ตอนนั้นคนที่ดูแลเราบอกให้ตื่นตี 4 เพื่อไปดูพิธีส่งร่างผู้เสียชีวิตลงแม่น้ำ ตอนนั้นฉันเหนื่อยมากจากการเดินทาง แต่ก็ลุกขึ้นไปและภาพนั้นยังอยู่ในใจจนถึงทุกวันนี้ ฉันเลยบอกทีมว่า ‘คุณต้องไปดูให้ได้นะ’ พอพวกเขากลับมาก็ขอบคุณฉันที่แนะนำ เพราะมันคือประสบการณ์ที่เขาจะไม่มีวันลืม
ฉันก็พยายามบอกลูกเหมือนกันว่าให้ลองชิม ลองดู ลองสัมผัส คุณนอนเมื่อไหร่ก็ได้ แต่บางโอกาสผ่านมาแค่ครั้งเดียว แม้บางทีเราก็เหนื่อยจนเหมือนจะหมดพลังบ้างเพราะอยากทำทุกอย่างเลย
เคยรู้สึกหมดไฟบ้างไหม
ไม่ถึงกับหมดไฟ แต่บางทีก็ต้องให้เวลากับตัวเองบ้างเหมือนกัน ฉันชอบเดินเล่น เราอยู่ในย่านที่มีพื้นที่สีเขียวเยอะมากในโคเปนเฮเกน มีทั้งทะเลและป่าอยู่ใกล้ ๆ ฉันชอบอยู่กับเพื่อน ชอบเล่นเทนนิสกับกลุ่มเพื่อนสนิท บางทีก็นั่งดู Netflix เหมือนทุกคน ซึ่งฉันว่ามันเป็นวิธีที่ดีที่จะได้เชื่อมต่อกับโลก เทรนด์ หรือสิ่งที่ผู้คนกำลังพูดถึงกัน
ฉันว่าน่าจะใช้ชีวิตได้ดีกว่าถ้าอยู่ในที่ที่อากาศอบอุ่นกว่านี้ ฤดูหนาวในเดนมาร์กนั้นหนักหนามาก 6 เดือนเต็มไปด้วยท้องฟ้าสีเทาและอากาศที่หนาวจัด บางครั้งฉันยังคิดเลยว่า ถ้าอยู่ในที่ที่มีแดดมากกว่านี้ ฉันอาจจะออกแบบของที่อารมณ์ดีกว่านี้ก็ได้

เกี่ยวกับโปรเจกต์ในฝัน ถ้าไม่ต้องคิดเรื่องเงินเลย อยากทำโปรเจกต์อะไรที่สุด
พวกเราชื่นชอบ Charles และ Ray Eames มาก ๆ พวกเขาคือฮีโร่ตลอดกาลของพวกเรา และเคยได้มีโอกาสทำงานร่วมกับ Herman Miller เพื่อ Reimagine ผลงานของ Eames ด้วยการเพิ่มสีสันลงไป บอกตามตรงว่าตอนนั้นกลัวมาก กลัวจะไปแตะของที่สมบูรณ์อยู่แล้ว แต่สุดท้ายก็กลายเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ในฝัน โดยเฉพาะตอนที่ได้ไปอยู่ในบ้านของพวกเขาที่ลอสแอนเจลิส ได้เห็นของเล็ก ๆ ที่ Ray เก็บไว้ เทียน จาน แจกัน ทุกอย่างเต็มไปด้วยความใส่ใจ
เราเคยทำคอลเลกชันสำหรับสัตว์เลี้ยง เพราะของสำหรับหมาหรือแมวมักจะเป็นสีน้ำตาล เทา หรือขาว ซึ่งน่าเบื่อมาก เราเลยคิดว่ายังมีอะไรให้ทำอีกเยอะเลย ถ้าถามว่าฉันอยากทำอะไร คำตอบมีเยอะมาก
ในช่วงชีวิตตอนนี้มีทักษะใหม่หรือบทเรียนอะไรที่คุณเพิ่งได้เรียนรู้บ้างไหม
ฉันเริ่มเล่นเทนนิสเมื่อ 2 ปีก่อนนี่เอง ตอนนั้นฉันอายุ 45 แล้ว และเทนนิสกลายเป็นสิ่งที่ฉันหลงใหลที่สุดในตอนนี้ ฉันเล่นกับกลุ่มเพื่อนผู้หญิง ส่วนโค้ชของพวกเราก็อายุ 70 ปีแล้ว เขาเป็นผู้ชายที่น่ารักมาก ๆ
สิ่งที่ฉันชอบที่สุดคือเทนนิสเป็นกีฬาที่ต้องใช้สมาธิมาก ต้องโฟกัสแบบเต็มร้อย แต่ในขณะเดียวกันก็สนุกสุด ๆ ตอนเด็กฉันเคยเล่นยิมนาสติก เล่นฟุตบอลบ้าง พอเริ่มทำบริษัท มีครอบครัว ก็ไม่มีเวลาเหลือให้ตัวเองเท่าไหร่ วิ่งหรือฟิตเนสก็ไม่ได้สนุกอะไร ทำเพราะรู้ว่าควรทำ แต่พอมาเจอเทนนิส ฉันรู้สึกสนุกจริง ๆ เหมือนโลกเปิดขึ้นใหม่เลย
คุณได้เรียนรู้อะไรจากการเล่นเทนนิสบ้าง
มันชัดเจนมากเลยว่าถ้าอยากเก่งอะไรจริง ๆ เราต้องฝึกเยอะ ๆ ฉันต้องซ้อมหนักมาก เพราะอยากเล่นกับเพื่อน ๆ ที่เล่นกันมานานหลายปีแล้ว ทำให้เห็นเลยว่า ถ้าทุ่มเทกับอะไรสักอย่าง เราก็จะเห็นความก้าวหน้าได้เร็วมากจริง ๆ


10 Things you never know
about Mette Hay
1. ตื่นเช้ามาทำอะไรเป็นอย่างแรก
ว่ายน้ำแล้วก็ตามด้วยกาแฟ
2. สีที่คุณมีหรือสะสมเยอะที่สุด
ไม่แน่ใจ เพราะฉันชอบทุกสีในโลกนี้เลย!
3. ตอนอายุ 17, 27, และ 47 คุณหลงใหลในอะไรที่สุด
‘สิ่งของ’ ไม่ว่าจะเป็นของแปลก ของฟังก์ชันดี หรือของที่มีรูปทรงกับสีสวย ๆ
4. ของชิ้นไหนจาก HAY ที่คุณรักที่สุด
Palissade ชุดเฟอร์นิเจอร์เอาต์ดอร์ที่เห็นได้ตามคาเฟ่หรือสวน
5. เวลาเดินทาง คุณพกของอะไรติดตัวเสมอ
แปรงสีฟัน
6. คุณเป็นแฟนคลับใครหรือแบรนด์ไหนเป็นพิเศษไหม
อยากเจอ Charles และ Ray Eames มากที่สุดเลย
7. ถ้าให้เลือกของจากเมืองไทยกลับไปแต่งบ้าน จะเลือกอะไร
ไม้กวาดจากร้านรถเข็นข้างถนน ถุงกระสอบใส่ข้าวน่ารัก ๆ
8. ถ้าให้แนะนำของ HAY ที่ทุกบ้านควรมี จะเลือกอะไร
โคมไฟ Apollo Portable Lamp พกออกไปข้างนอกก็ยังได้ เหมาะให้เป็นของขวัญด้วย
9. เช้าวันอาทิตย์ในฝันของคุณเป็นแบบไหน
เดินเล่นในหมู่บ้านกับสามี เจอเพื่อนที่คาเฟ่ แล้วก็ซื้อขนมปังกลับไปให้ลูกชายที่ยังไม่ตื่น
10. บอกใบ้หน่อยได้ไหมว่าตอนนี้กำลังทำโปรเจกต์อะไรอยู่
กำลังร่วมงานกับ Jasper Morrison ทำคอลเลกชันเอาต์ดอร์ใหม่ จะเปิดตัวในฤดูใบไม้ผลิปี 2026





