Open your door, open your heart.
มีภูเขาไม่กี่ลูกบนโลกนี้ที่เมื่อเดินทางมาถึงแล้วจะรู้สึกถึงพลังอันศักดิ์สิทธิ์ และบางครั้งรู้สึกถึงการเชื่อมโยงกัน
ตั้งแต่สมัยเด็ก ผู้เขียนจำได้ว่าเวลาพูดถึงทวีปออสเตรเลีย จะนึกถึง 3 สิ่ง คือจิงโจ้ บูมเมอแรง และ ‘Uluru’ หรือ ‘Ayers Rock’ หินก้อนมหึมาตั้งอยู่โดดเดี่ยวอ้างว้างกลางทะเลทรายราวกับหล่นตุ๊บลงมาจากห้วงอวกาศ
กลางเดือนมีนาคม ปี 2025 ผู้เขียนนั่งเครื่องบินจากกรุงซิดนีย์ไปทางทิศตะวันตกร่วม 3 ชั่วโมง ข้ามทวีปออสเตรเลีย ผ่านทะเลทรายผืนใหญ่ ก่อนจะร่อนลงเมืองยูลาราบริเวณอุทยานแห่งชาติอูลูรู-คาตา จูตา (Uluru-Kata Tjuta National Park) ใจกลางประเทศออสเตรเลีย
มองจากเครื่องบิน เข้าใจเลยว่าใจกลางประเทศออสเตรเลียมีผู้คนอาศัยเบาบางมาก เพราะพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นทะเลทราย ผู้คนส่วนใหญ่จึงอาศัยอยู่ตามเมืองใหญ่รอบ ๆ ชายฝั่งทะเล
เมืองเล็ก ๆ กลางทะเลทรายแห่งนี้มีโรงแรมไม่กี่แห่ง สร้างขึ้นมาเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวปีละ 400,000 กว่าคนจากทั่วโลกที่อยากมาดูหินก้อนใหญ่ที่สุดในโลก แต่เวลาผ่านไป ผู้เขียนเรียนรู้ว่าบริเวณแห่งนี้ไม่ใช่แค่สถานที่ท่องเที่ยวธรรมดา แต่คือพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาว Anaga หนึ่งในชนพื้นเมืองหลายเผ่าในออสเตรเลียที่เรียกรวมกันว่า Aborigine
เย็นนั้นผู้เขียนออกมาเดินรอบ ๆ ที่พัก เห็น Uluru แต่ไกล เป็นก้อนหินก้อนเดียวขนาดยักษ์ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวกลางทะเลทราย แสงสุดท้ายส่องไปที่ก้อนหินยักษ์เป็นสีม่วงแดงจับใจยิ่ง

Uluru เป็นชื่อเรียกก้อนหินขนาดใหญ่ที่สุดในโลกอย่างเป็นทางการ เป็นภาษาพื้นเมือง Pitjantjatjara ของชาว Anaga และมีชื่อเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Ayers Rock ตั้งตามชื่อ เซอร์เฮนรี แอร์ส นายกรัฐมนตรีของเซาธ์ออสเตรเลีย ในปี 1873
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น เราเช่ารถ Suzuki Jimny ขับรถฝ่าทะเลทรายมุ่งหน้าไปหาโขดหิน Uluru ซึ่งมองเห็นได้ไกลกว่า 100 กิโลเมตร มีขนาดความสูง 348 เมตร เส้นรอบวงที่ฐานวัดได้ 9 กิโลเมตร จัดว่าเป็นโขดหินขนาดใหญ่ที่สุดในโลก และในความเป็นจริงก้อนหิน Uluru เหมือนกับยอดน้ำแข็งที่โผล่ขึ้นมา เพราะมันเป็นส่วนหนึ่งของยอดเขาซึ่งจมอยู่ใต้ดินลึกลงไปถึง 6 กิโลเมตร โดยโขดหินนี้เคยเป็นส่วนหนึ่งของพื้นมหาสมุทรเมื่อประมาณ 550 ล้านปีที่แล้ว
ยิ่งขับรถเข้าไปใกล้ ต้นไม้หลายชนิดก็เริ่มปรากฏให้เห็น ไม่ได้มีแค่หินกับทรายเท่านั้น ก้อนหินส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นหินทรายสีแดง เป็นหินอาร์โคส มีปริมาณแร่ฟันม้าหรือแร่เฟลด์สปาร์อยู่มาก ถูกฝนและลมตามธรรมชาติกัดเซาะเป็นเวลาหลายร้อยล้านปี


พอจอดรถเรียบร้อย เราตั้งใจเดินรอบก้อนหินยักษ์ระยะทางร่วม 10 กิโลเมตร แต่พอเดินไปได้สักพัก ท่ามกลางความร้อนของเปลวแดด เราพบแอ่งน้ำซับหลายแห่ง ซึ่งเป็นแหล่งน้ำสำคัญของชาว Anaga ที่เคยอาศัยบริเวณนี้มาประมาณ 30,000 ปี มีวัฒนธรรมอันเข้มแข็ง ก่อนที่คนขาวในอดีตจะมายึดครองและเข่นฆ่าคนพื้นเมือง Aborigine ล้มตายจนแทบสูญพันธุ์ และรัฐบาลออสเตรเลียได้ออกมาประกาศขอโทษชนพื้นเมืองอย่างเป็นทางการไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา จนทุกวันนี้บริเวณแห่งนี้ที่ได้รับการยกย่องเป็นมรดกโลก
ในปี 1985 รัฐบาลออสเตรเลียคืนกรรมสิทธิ์ของ Uluru ให้แก่ชาว Anaga โดยมีเงื่อนไขว่า ให้หน่วยงานอุทยานแห่งชาติและสัตว์ป่าเช่า Uluru ได้เป็นเวลา 99 ปี โดยมีการบริหารจัดการร่วมกัน ระหว่างชนพื้นเมืองกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ
ขณะที่เรากำลังเดินสำรวจรอบ ๆ หิน ปรากฏว่าฝนโปรยลงมา ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องโชคดีมาก เพราะปริมาณฝนในทะเลทรายแห่งนี้น้อยมาก เฉลี่ย 284.6 มิลลิเมตรต่อปี ปีหนึ่งฝนตกไม่กี่ครั้ง (เปรียบเทียบกับประเทศไทยเฉลี่ยปีละ 1,200 – 1,600 มิลลิเมตร) อากาศจึงไม่ร้อนเกินไปสำหรับการเดินกลางทะเลทรายครั้งนี้


เพื่อนสนิทที่ไปด้วยสังเกตว่าความชื้นใต้ดินเป็นตัวกำหนดหลายอย่าง ตรงที่ชื้นที่สุดคือขอบรอบชายเขา มีดงยูคาลิปตัส Bloodwood ขึ้น แต่ตรงที่เป็นแอ่งน้ำที่น้ำไม่แห้งหมด เป็นดงต้นยูคาลิปตัส Red River Gum
เมื่อปี 1873 William Christie Gosse เป็นชาวยุโรปคนแรกที่ปีนขึ้นไปบนพื้นผิวสีแดงสนิมของ Uluru และยืนอยู่บนยอดเขาสูง 348 เมตรเหนือพื้นดิน นับตั้งแต่นั้นมา ผู้คนหลายล้านคนทั่วโลกก็เดินตามรอยเท้าของเขาเพื่อพิชิตยอดเขา ในขณะที่ชาว Anangu ประมาณ 2,500 คนที่อาศัยอยู่บริเวณนั้นได้รับผลกระทบอย่างไม่คาดคิด
ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 35 คนจากการปีนเขาแห่งนี้ สาเหตุคือเดินตกจากโขดหิน แต่ส่วนใหญ่เกิดจากอาการหัวใจวายและโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งเกิดจากอากาศที่อาจร้อนถึง 40 กว่าองศาเซลเซียสและความเหนื่อยล้าของการปีนเขา
เมื่อมีผู้ปีนขึ้นยอดเขาจำนวนมาก ความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรงที่เกิดจากนักท่องเที่ยวก็ตามมา หลายคนพากันทิ้งขยะไว้บนนั้น ไม่ว่าจะเป็นแบตเตอรี่ ขวดพลาสติก กระดาษห่ออาหาร ผ้าอ้อมเด็ก รวมถึงการขับถ่ายของเสีย เมื่อฝนตก ทั้งหมดนั้นก็ชะล้างลงไปในแอ่งน้ำ ทําให้เกิดการปนเปื้อนจนใช้แหล่งน้ำที่หายากมากกลางทะเลทรายไม่ได้ ไม่นับรวมถึงการเปลื้องผ้าเล่นกอล์ฟและเปลือยกายอันเป็นการไม่ให้ความเคารพสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้
ต่อมาคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ Uluru-Kata Tjuta ที่มีการจัดการร่วมกันระหว่างชนพื้นเมืองกับรัฐบาล ตัดสินใจปิดการปีนเขาโดยสิ้นเชิงตั้งแต่วันที่ 26 ตุลาคม ปี 2019 เพื่อปกป้องแหล่งน้ำและเพื่อการเคารพภูเขาศักดิ์สิทธิ์ของชาว Aborigine
เราเดินสำรวจรอบ ๆ ก้อนหินยักษ์ แม้จะเป็นเพียงหินทรายที่บางจุดพังทลายหรือถูกน้ำฝนกัดเซาะ กลายเป็นโพรงถ้ำให้ชนพื้นเมืองอยู่อาศัย หรือบางจุดเป็นรูปทรงแปลก ๆ ราวกับมีคนไปแกะสลักไว้ แต่พอเดินไปเรื่อย ๆ บางจุดมีป้ายบอกว่า ห้ามถ่ายรูปเด็ดขาด เพื่อเป็นการเคารพสถานที่และบรรพบุรุษของชนพื้นเมือง น่าแปลกใจว่าบริเวณที่ห้ามกลับเป็นจุดที่ทรงพลังมากที่สุด รับรู้ได้ถึงความเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ถ่ายรูปไม่ได้ ไม่กล้าแม้กระทั่งจะวาดรูปด้วย


เพราะบริเวณเหล่านี้ชาว Anangu ถือว่าเป็นดินแดนแห่งความฝัน เน้นว่าเป็นสิ่งที่ต้องเห็นและรับรู้ในสถานที่จริงเท่านั้น และในอดีตบริเวณนี้มักเป็นพื้นที่ทำพิธีกรรมของกลุ่มผู้หญิงหรือผู้ชาย และเป็นที่ที่ผู้อาวุโสถ่ายทอดปัญญาให้แก่เด็กและหนุ่มสาว
เป็นเวลาหลายพันปีที่ Anangu ใช้ชีวิตตามกฎหมายที่เข้มงวด เรียกว่า Tjukurpa ซึ่งกําหนดความสัมพันธ์ระหว่างคน พืช และที่ดิน กฎหมายเหล่านี้ได้รับการเสริมด้วยเรื่องราวโบราณที่มีข้อความทางศีลธรรมอันแข็งแกร่งเกี่ยวกับการดำรงชีวิตที่ถูกต้อง เช่น การไม่ลักขโมยหรือการใช้ชีวิตไม่ประมาท ระมัดระวังอันตรายที่จะเกิดขึ้นอยู่เสมอ ทําให้ชาว Anangu อยู่รอดในภูมิประเทศนี้มานานนับพันปี และเรื่องราวเหล่านี้เชื่อมโยงโดยตรงกับก้อนหินศักดิ์สิทธ์นี้
“Pitjantjatjara เป็นภาษาที่ใช้คําพูด ไม่มีภาษาเขียน ไม่มีหนังสือ ไม่มีบันทึก ดังนั้น ในแง่ของการถ่ายทอดเรื่องราวการสร้างสรรค์จากรุ่นสู่รุ่น ตลอดจนประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของพวกเขา Anangu จึงพึ่งพาสถานที่และสิ่งที่ปรากฏ หรือเครื่องหมายบนหินที่คล้ายกับรูปร่างของคนหรือสัตว์ต่าง ๆ รวมถึงร่องและรอยแตกมากมายบนหินรอบ ๆ แอ่งน้ำ ล้วนมีความหมายทั้งสิ้น เพียงแต่ว่าคนภายนอกไม่อาจรับรู้ได้” เจ้าหน้าที่อุทยานคนหนึ่งได้เคยอธิบายให้เราฟัง

ชาวพื้นเมืองเชื่อกันว่า บริเวณแถบโขดหิน Uluru เป็นถิ่นของมนุษย์ครึ่งกระต่ายครึ่งจิงโจ้และมนุษย์งูคาร์เป็ต ครั้งหนึ่งมนุษย์งูคาร์เป็ตถูกมนุษย์งูพิษศัตรูจากแดนใต้เข้ารุกราน พวกมนุษย์ครึ่งกระต่ายครึ่งจิงโจ้เข้ามาช่วยเหลือ โดยหัวหน้าเผ่ามนุษย์ครึ่งกระต่ายครึ่งจิงโจ้เป่าพิษร้ายแห่งความตายและเชื้อโรคเข้าใส่ศัตรูจนพ่ายแพ้ไป
ปัจจุบันชาว Anangu เชื่อว่าร่างของมนุษย์ครึ่งงูพิษถูกสาปให้กลายเป็นโขดหิน Uluru และรอยน้ำไหลที่ด้านหนึ่งของหินเป็นรอยเลือด ส่วนรอยเท้ามนุษย์ครึ่งกระต่ายครึ่งจิงโจ้ถูกทิ้งไว้ขณะวิ่งหนีศัตรู กลายเป็นถ้ำทั้งหลายบริเวณฐานโขดหิน
ระหว่างทาง เราสังเกตเห็นผิวนอกของหินที่โดนความร้อนจากแสงอาทิตย์เป็นเวลานาน จนผิวนอกแตกหลุดออกเป็นสะเก็ดและร่วงลงมาที่พื้นทับถมกันเป็นกำแพงภูเขาขนาดใหญ่ ขณะที่สีสันของหินเปลี่ยนแปลงตามเวลา ซึ่งในแต่ละช่วงมีสีแตกต่างกัน ในตอนกลางวันแสงอาทิตย์เจิดจ้าจะมีแดง แต่พอตกเย็นสีสันจะเปลี่ยนเป็นสีม่วง
เย็นนั้น เราเฝ้ารอดูแสงสุดท้าย ซึ่งว่ากันว่าเป็นช่วงที่แสงสวยที่สุด หากไม่มีเมฆมาบดบังเสียก่อน
ตลอดทั้งวัน หินยักษ์ก้อนนี้เปลี่ยนสีเองได้ตามธรรมชาติ ช่วงกลางวันโขดหินนี้จะมีสีแดงเพลิงจากการสาดส่องของแสงอาทิตย์อันเจิดจ้า ส่วนช่วงเย็นที่ดวงอาทิตย์ค่อย ๆ ลาลับขอบฟ้า โขดหินยักษ์นี้ก็จะเปลี่ยนเป็นสีม่วง ดูแล้วทั้งงดงามและลึกลับ
แต่ก่อนอาทิตย์จะลับฟ้า Uluru ต้องแสงแดดอย่างท่วมท้นจนเปล่งประกายเป็นสีแดง ส้ม ม่วง อย่างน่ามหัศจรรย์ใจจนสุดจะบรรยายได้ ในช่วงเวลาสั้น ๆ ไม่กี่นาที
Uluru ก้อนหินศักดิ์สิทธิ์มีชีวิตอันทรงพลังจริง ๆ

