9 มิถุนายน 2025
955

“ทุกวันนี้เรากำลังผลักภาระการจัดการขยะไปให้หน่วยงานท้องถิ่น ซึ่งมีงบประมาณน้อยนิด แต่มีหน้าที่รับผิดชอบมากมาย” คือคำกล่าวที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการขยะในประเทศไทยหลายคนกล่าวตรงกัน

ลองนึกภาพว่า อบต. เล็ก ๆ แห่งหนึ่งต้องรับหน้าที่จัดการขยะหลายตันต่อวัน โดยมีเตาเผาขยะเก่า ๆ เพียงเตาเดียวที่ทรุดโทรมและไม่มีงบซ่อมแซม ส่วนภูเขาขยะก็มีแต่จะสูงใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ โดยแทบไม่เหลือพื้นที่สำหรับเปิดบ่อขยะแห่งใหม่อีกแล้ว พอจัดการไม่ทันจนขยะส่งกลิ่นเหม็นประชาชนก็ร้องเรียน… คำถามคือแล้วจะให้ อบต. เล็ก ๆ ทำอย่างไร

ดังนั้น การแก้ไขปัญหาขยะจึง ‘ปัดภาระ’ ไปให้ปลายทางเพียงอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องแก้ปัญหาทั้งระบบโดยเริ่มตั้งแต่ต้นทาง ซึ่งฝั่งหนึ่งคือ ‘ผู้บริโภค’ ที่มีหน้าที่ต้องแยกขยะ และอีกฝั่งคือ ‘ผู้ผลิต’ ที่ควรรับผิดชอบต่อขยะบรรจุภัณฑ์ที่บริษัทตนเองสร้างขึ้น

การที่ผู้ผลิตต้องมีส่วนรับผิดชอบขยะบรรจุภัณฑ์ที่ตนเองก่อคือแนวคิดที่รู้จักกันทั่วโลกในชื่อ EPR หรือ Extended Producer Responsibility ที่แปลว่า ‘หลักการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต’ ซึ่งก็คือการที่ผู้ผลิตต้องใส่ใจกับการออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้เป็นมิตรกับธรรมชาติ เช่น ย่อยสลายได้หรือรีไซเคิลได้ ไปจนถึงการสร้างระบบเรียกคืนบรรจุภัณฑ์กลับสู่การรีไซเคิล ซึ่งหลายประเทศได้นำหลัก EPR มาบังคับใช้เป็นกฎหมายแล้ว ส่วนในประเทศไทย ทางกรมควบคุมมลพิษได้นำเสนอร่าง พ.ร.บ. นี้เข้าสู่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเรียบร้อยแล้ว และอยู่ระหว่างรอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี

แม้ว่าจะต้องรออีกหลายปีกว่าที่ พ.ร.บ. นี้จะผ่านสภาฯ และมีผลบังคับใช้จริง แต่กลุ่มธุรกิจ TCP ซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่องดื่มยี่ห้อดัง เช่น กระทิงแดง เรดบูล สปอนเซอร์ เพียวริคุ ฯลฯ ก็มองว่าไม่จำเป็นต้องรอกฎหมาย แต่พวกเขาเริ่มทำ EPR ภาคสมัครใจได้ และนั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของโครงการที่พวกเขาจับมือกับองค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) ในการนำร่องใช้หลัก EPR แก้ปัญหาขยะใน 2 ชุมชนจังหวัดระนอง ได้แก่ ตำบลหงาวและตำบลบางนอน เพื่อปลุกพลังชุมชนให้ลุกขึ้นมาแก้ปัญหาขยะแบบยั่งยืน ใช้เวลาดำเนินโครงการกว่า 3 ปี (ระหว่าง พ.ศ. 2565 – 2567) ในวันนี้จึงได้พลิกโฉมการจัดการขยะของ 2 ชุมชนและผลักดันจนเกิดเทศบัญญัติการจัดการขยะในพื้นที่ในแบบที่หลายคนคาดไม่ถึงว่าจะเป็นไปได้

แม้วันนี้โครงการจะสิ้นสุดลงแล้ว แต่ทั้งชุมชนและ อบต. ในพื้นที่ก็ยืนยันหนักแน่นว่าจะดำเนินงานนี้ต่อไป เพื่อให้จังหวัดระนองของพวกเขาสะอาดและน่าอยู่

ต่อจากนี้คือเส้นทางแห่งการเปลี่ยนผ่าน ความท้าทาย และบทเรียนความสำเร็จที่เกิดขึ้น ซึ่งอาจเป็นตัวอย่างให้พื้นที่อื่น ๆ หรือบริษัทผู้ผลิตอื่น ๆ นำไปปรับใช้ได้

ระนองในอดีต 

ขณะที่เครื่องบินกำลังลดระดับลงสู่สนามบินระนอง ภาพนอกหน้าต่างคือป่าชายเลนผืนใหญ่นับแสนไร่ของพื้นที่สงวนชีวมณฑลระนอง ซึ่งถือเป็นป่าชายเลนผืนใหญ่อันดับต้น ๆ ของไทยที่อยู่ระหว่างผลักดันให้เป็นมรดกโลก

แต่วันนี้ความอุดมสมบูรณ์ทางทรัพยากรธรรมชาติอันโดดเด่นกำลังถูกคุกคามจากหลายปัจจัย หนึ่งในนั้นคือปัญหาขยะ ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นแทบทุกที่ในประเทศไทย แต่จังหวัดระนองมีความท้าทายพิเศษตรงที่สภาพภูมิประเทศฝั่งหนึ่งเป็นภูเขา อีกฝั่งเป็นทะเล ที่เหลือคือชุมชน ทำให้บ่อขยะส่วนใหญ่ถูกจำกัดอยู่แถวที่ราบเชิงเขาและใกล้แม่น้ำ ส่งผลให้เสี่ยงมากต่อการที่น้ำชะขยะปนเปื้อนสู่แหล่งน้ำธรรมชาติและส่งต่อสารพิษไปตามห่วงโซ่อาหาร ยิ่งในพื้นที่ภูมิอากาศแบบ ‘ฝนแปด แดดสี่’ ด้วยแล้วก็ยิ่งน่ากังวล

“ในจังหวัดระนองมีองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นทั้งหมด 30 แห่ง แต่มีแค่ 16 แห่งเท่านั้นที่ให้บริการจัดเก็บขยะ หมายความว่า ถ้าอยู่นอกพื้นที่นี้จะไม่มีใครมาจัดเก็บขยะให้เลย ชาวบ้านต้องจัดการกันเองตามมีตามเกิด ซึ่งในบรรดา 16 แห่งที่ท้องถิ่นให้บริการจัดเก็บ ส่วนใหญ่เป็นการเทกอง ซึ่งบ่อขยะก็เต็มแล้วเต็มอีก ทั้งจังหวัดมีเตาเผาขนาดเล็ก 1 แห่งในเทศบาลหงาว แต่ทั้งหมดไม่มีที่ไหนถูกต้องตามมาตรฐานของกรมควบคุมมลพิษเลย” นริศรา บริกุล ผู้ประสานงานภาคสนาม IUCN เล่าถึงปัญหา แต่ทั้งนี้เธอก็บอกว่าปัญหานี้โทษหน่วยงานท้องถิ่นไม่ได้ เพราะศักยภาพของเขามีแค่นั้น ด้วยข้อจำกัดทั้งงบประมาณ บุคลากร และพื้นที่

ด้วยความที่ทาง IUCN เคยทำงานร่วมกับชุมชนในจังหวัดระนองมาก่อนในเรื่องการอนุรักษ์ป่าชายเลนและพื้นที่ชุ่มน้ำ ทำให้เมื่อกลุ่มธุรกิจ TCP มองหาพื้นที่นำร่องโครงการ ระนองจึงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ เนื่องจากทางชุมชนเองก็ตระหนักถึงปัญหาขยะและอยากจะแก้ไขเช่นกัน

“ที่ผ่านมาในการทำงานกับชุมชน เราแก้ปัญหาขยะที่ปลายทางกันมาตลอด ซึ่งเราก็คิดอยากร่วมงานกับผู้ผลิตที่สนใจแก้ไขปัญหาขยะที่ต้นทางมากกว่าแค่ทำ CSR เก็บขยะในป่าชายเลน ซึ่งก็พอดีกับที่ทางกลุ่มธุรกิจ TCP สนใจทำเรื่องนี้” นริศรากล่าวถึงจุดเริ่มต้นที่ทำให้กลุ่มธุรกิจ TCP ได้มาจับมือกับ IUCN

4 ประสานความร่วมมือ

การจัดการปัญหาขยะให้สำเร็จย่อมไม่ใช่งานของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ได้แก่ ชุมชนที่ต้องเป็นผู้ลงมือคัดแยกขยะ หน่วยงานรัฐที่ต้องกำหนดนโยบายและให้การสนับสนุน บริษัทผู้ผลิตสินค้าที่เป็นผู้สร้างขยะ และสุดท้ายคือองค์กรไม่แสวงผลกำไรที่มีประสบการณ์ในการทำงานร่วมกับชุมชน

“แม้วันนี้ EPR ยังไม่ได้มีข้อผูกพันทางกฎหมาย แต่เราก็ตั้งใจทำสิ่งนี้อย่างจริงจังเพื่อปลุกพลังชุมชนให้ลุกขึ้นมาช่วยกันสร้างความเปลี่ยนแปลงในแบบที่พวกเขาจะยืนด้วยตัวเองต่อไปได้ เพื่อให้สังคมและสิ่งแวดล้อมของประเทศเราดีขึ้น” อาจรีย์ สุวรรณกูล ผู้อำนวยการฝ่ายองค์กรสัมพันธ์และการสื่อสารกลุ่มธุรกิจ TCP กล่าวถึงความมุ่งมั่นในการสร้างวันที่ดีกว่าให้สังคม

“กลุ่มธุรกิจ TCP มีกรอบการทำงานเรื่องความยั่งยืนอยู่แล้ว หนึ่งในนั้นคือเรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียน อย่างเช่น การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้รีไซเคิลได้ รวมถึงการเก็บกลับบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วเข้าสู่ระบบ เราก็มองว่าเราต้องมีบทบาทในการช่วยดูแล เพราะเราทำธุรกิจกับคนในสังคม ต้องมี Give และมี Take ไม่ใช่ทำเพื่อผลประโยชน์อย่างเดียว” สราวุฒิ อยู่วิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มธุรกิจ TCP ยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการสร้างความเปลี่ยนแปลง

ที่ผ่านมา กลุ่มธุรกิจ TCP เริ่มต้นนำแนวคิด EPR มาสู่ภาคปฏิบัติแล้วหลายเรื่อง นับตั้งแต่การปรับเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์จากขวด PET สีที่ไม่มีใครรับซื้อ มาเป็นขวด PET ใสที่รีไซเคิลง่ายและลดการใช้วัสดุในบรรจุภัณฑ์ เช่น อะลูมิเนียมที่บางลง ขวดแก้วที่บางลง รวมถึงทุ่มทุนวิจัยเพื่อเปลี่ยนซองขนมจากซองวิบวับ (Multilayer) ที่รีไซเคิลไม่ได้ให้มาเป็นพลาสติกประเภทเดียว (Monostructure) ที่รีไซเคิลในกลุ่มพลาสติกรวมได้ โดยไม่ลดคุณภาพสินค้าภายใน แม้จะต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นก็ตาม ซึ่งตอนนี้ได้เริ่มกับขนมซันสแนคแล้ว

แต่การปรับเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ให้ ‘รีไซเคิลได้’ ยังเป็นเพียงขั้นแรก แต่ขั้นที่สำคัญกว่านั้นคือจะทำอย่างไรให้บรรจุภัณฑ์เหล่านั้น ‘ได้รีไซเคิล’

และนั่นก็ต้องอาศัยการทำงานกับชุมชน

เครื่องมือที่ 1 : พ่วงกับหลักความเชื่อ

หนึ่งในแนวทางสร้างแรงจูงใจแยกขยะที่ได้ผลดีในหลายพื้นที่ของประเทศไทย ก็คือการพ่วงกับความเชื่อทางศาสนา

“ก่อนหน้านี้เราเคยทำงานที่เกาะยาว ซึ่งชุมชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม หลักการที่ใช้ได้ผลดีมากก็คือ ‘ความสะอาดเป็นส่วนหนึ่งของศรัทธา’ ทำให้ทุกบ้านจัดการบ้านตัวเองให้สะอาด เราก็นำหลักการแบบนี้มาประยุกต์ใช้ที่ระนอง ซึ่งได้ผลดีมากกับชุมชนไทยพุทธเช่นกัน โดยใช้หลักว่า ‘ขยะเป็นสะพานบุญ’ แทนที่จะทำบุญด้วยเงินหรือสิ่งของก็ทำบุญด้วยขยะรีไซเคิล”

นริศราเล่าถึงที่มาของโครงการ ‘กองทุนบุญจากวัสดุรีไซเคิล’ ซึ่งเริ่มขึ้นใน 2 ชุมชน ได้แก่ หมู่ 2 ตำบลหงาว และหมู่ 1 ตำบลบางนอน โดยมีหลักการง่าย ๆ คือรับบริจาคขยะรีไซเคิลจากคนในชุมชนและนำรายได้จากการขายขยะมาพัฒนาด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมในชุมชน

“ทุกคนที่มาทำตรงนี้ไม่มีใครได้ค่าจ้าง แต่เราทำด้วยจิตอาสาทั้งหมด มีอาสาวิ่งรถไปรับขยะตามบ้าน มีอาสามาช่วยกันคัดแยก เราเลือกใช้ระบบนี้เพราะไม่ยุ่งยากเหมือนธนาคารขยะที่ต้องมีคณะกรรมการ” ถาวร รถแก้ว ผู้ใหญ่บ้านและผู้นำกองทุนบุญฯ ประจำหมู่ 2 ตำบลหงาว กล่าวถึงแนวทางการทำงานที่ได้ผลดีกับชุมชนที่ยังมีความเหนียวแน่น

“เรามีความสุขและมีกำลังใจทุกครั้งที่ได้นำเงินจากกองทุนบุญฯ ไปช่วยผู้คนในชุมชน ก่อนหน้านี้ก็ไม่เคยนึกว่าขยะจะมีคุณค่าและสร้างประโยชน์ได้ขนาดนี้ พูดแล้วขนลุกเลย” ผู้ใหญ่ถาวรเล่า

จากการเริ่มต้นเข้าไปผลักดันโครงการใน พ.ศ. 2565 และเริ่มดำเนินงานเต็มรูปแบบใน พ.ศ. 2566 มาถึงวันนี้ กองทุนบุญฯ สร้างรายได้จากขยะรีไซเคิลรวมแล้วกว่า 30,000 บาทที่ได้หมุนเวียนกลับไปช่วยคนในชุมชน

“ช่วงแรก ๆ มีปัญหาเยอะ บางคนได้ยินว่าบ้านผู้ใหญ่รับบริจาคขยะก็ส่งมาทั้งถุงแบบทุกอย่างปนกันหมด เราก็ต้องให้อาสาลงไปพูดคุย จนในที่สุดพอเขาเห็นว่าเงินที่ได้วนกลับมาช่วยคนในชุมชน เขาก็ให้ความร่วมมือมากขึ้น จนตอนนี้ทุกคนแยกขยะเป็นนิสัย แถมพอเห็นขวดข้างทางก็ต้องเก็บมาส่ง ทำให้หมู่บ้านเราสะอาดขึ้นมาก” ผู้ใหญ่ถาวรเล่าด้วยความภูมิใจ

ส่วนทางด้านกองทุนบุญฯ ของหมู่ 1 ตำบลบางนอน ซึ่งมี วาสนา รอดยวน อสม. ประจำชุมชน เป็นผู้นำโครงการกล่าวคล้าย ๆ กันว่า ตั้งแต่มีโครงการนี้หมู่บ้านก็สะอาดขึ้น แถมผลพลอยได้อีกอย่างที่ทั้ง 2 ชุมชนพูดตรงกันก็คือโรคไข้เลือดออกที่เคยระบาดแทบทุกปีหายไป เพราะไม่มีกระป๋องหรือขวดถูกทิ้งข้างทางให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย

“เรามาทำตรงนี้เพราะอยากช่วยเหลือผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุ และอยากเห็นบ้านเมืองสะอาด เราอยากให้คำว่า ‘ระนองน่าอยู่’ คงอยู่ไปนาน ๆ เพราะถ้าเมืองเราสกปรกก็คงไม่มีใครอยากมา” วาสนากล่าวถึงเหตุผลที่ยังคงทำงานตรงนี้ทั้งที่ไม่มีค่าตอบแทนใด ๆ 

ขณะที่ชุมชนคือกำลังหลักในการคัดแยกขยะและจัดการ แต่ทางกลุ่มธุรกิจ TCP ก็ได้เข้ามาช่วยหนุนเสริมทั้งในเชิงให้ความรู้และสนับสนุนอุปกรณ์ที่จำเป็น เช่น รถสามล้อรับขยะตามชุมชน และการแปรรูปอวนมือสองให้เป็นถุงตาข่ายสำหรับแยกขยะไปแจกตามบ้าน จนทำให้นับตั้งแต่เริ่มโครงการ พวกเขาก็เปลี่ยนเส้นทางขยะให้กลับสู่กระบวนการรีไซเคิลแทนที่จะไปบ่อขยะได้ถึง 26.6 ตัน และสร้างรายได้เข้ากองทุนบุญฯ ของทั้ง 2 ชุมชนรวมแล้วกว่า 100,000 บาท

แม้ในวันนี้โครงการของกลุ่มธุรกิจ TCP จะสิ้นสุดลงแล้ว แต่ผู้นำจากทั้ง 2 ชุมชนก็ยืนยันว่าจะทำโครงการนี้ต่อไป ซึ่งแสดงให้เห็นว่าศักยภาพที่ซ่อนอยู่ในชุมชนได้เผยออกมาแล้ว

เครื่องมือที่ 2 : กลไกโปรโมชัน

อย่างไรก็ตาม แนวคิดกองทุนบุญฯ อาจไม่ได้ผลสำหรับทุกชุมชน ดังนั้น ทางโครงการจึงต้องมีวิธีอื่นเพื่อสร้างแรงจูงใจให้คนแยกขยะ หนึ่งในนั้นก็คือกลไกรางวัล

“เราอาศัยอินฟลูเอนเซอร์ประจำชุมชน นั่นคือร้านค้าท้องถิ่นที่เป็นผู้กำหนดว่าคนในชุมชนนั้นจะบริโภคสินค้าอะไร” นริศรากล่าวถึงอีกหนึ่งแนวทาง

วิธีการคือให้ร้านค้าที่กระจายตัวในชุมชนเหล่านี้เป็นจุดรับคืนบรรจุภัณฑ์ โดยใช้กลไกโปรโมชันจูงใจให้คนนำขวดเก่ามาแลกเครื่องดื่มใหม่ในโครงการ ‘8 แลก 1’ ซึ่งหมายถึงให้คนนำขยะรีไซเคิล 8 ชิ้น (ต้องมีสินค้ากลุ่มธุรกิจ TCP อย่างน้อย 2 ชิ้น) เพื่อมาแลกเครื่องดื่มกลุ่มธุรกิจ TCP ที่เข้าร่วมโครงการฟรี 1 ชิ้น โดยรายได้จากการขายขยะรีไซเคิลทั้งหมดเข้าสู่ร้านค้าโดยตรง

หลังโครงการเฟสแรกสิ้นสุด ก็ได้เริ่มทดลองเฟส 2 แบบเปลี่ยนเงื่อนไขเป็น ‘10 แลก 1’ และขยายไปหลายหมู่บ้านมากขึ้น ตามมาด้วยเฟสที่ 3 คือ ‘6 แลก 1’ ซึ่งเปลี่ยนเงื่อนไขว่าขยะรีไซเคิลต้องมีสินค้ากลุ่มธุรกิจ TCP อย่างน้อย 4 ชิ้น เพื่อทดสอบและเก็บข้อมูลว่าเงื่อนไขแต่ละแบบส่งผลต่อต้นทุนและความสนใจของผู้คนต่างกันอย่างไร

“พอเขาเริ่มเก็บมาแลกก็จะติดเป็นนิสัยนะ บางคนเห็นขยะข้างทางก็ยังเก็บ โดยเฉพาะเด็ก ๆ บางทีเขาเก็บมาไม่ถึง เราก็ให้ขนมเล็ก ๆ น้อย ๆ ไป หลายคนถามว่าเมื่อไรจะมีโครงการอีก เก็บขยะรีไซเคิลจนเต็มบ้านแล้ว เราก็บอกว่าไม่ต้องรอแลก ให้ขายร้านของเก่าไปเลย” สุนิสา อามีน เจ้าของร้านที่ร่วมโครงการกล่าว

จากการบันทึกข้อมูลอย่างละเอียดของร้านค้า ทำให้ได้ข้อมูลว่าจากโครงการทั้ง 3 เฟส เรียกคืนบรรจุภัณฑ์ได้ทั้งหมด 186,369 ชิ้นที่ไม่ใช่แค่บรรจุภัณฑ์ของกลุ่มธุรกิจ TCP แต่ยังรวมถึงของบริษัทอื่น ๆ ด้วย และสร้างรายได้จากการขายขยะรีไซเคิลที่เข้าสู่ร้านค้าชุมชนรวมแล้ว 32,416 บาท

“โครงการนี้เราตั้งใจให้เป็นโครงการนำร่อง โดยมีจุดประสงค์หลักคือสร้างการรับรู้เรื่องบรรจุภัณฑ์และการแยกขยะ รวมถึงเราเองก็ได้ทดลองระบบเก็บกลับก่อนที่กฎหมาย EPR จะบังคับใช้ ซึ่งเราก็ได้เรียนรู้หลายอย่างจากตรงนี้ ก่อนจะนำไปวางแผนเพื่อขยายผลในระดับที่ใหญ่ขึ้นต่อไป” อาจรีย์แห่งกลุ่มธุรกิจ TCP กล่าวถึงเป้าหมายโครงการ

เครื่องมือที่ 3 : นโยบายท้องถิ่น

เมื่อชุมชนเริ่มเปลี่ยน ก็ทำให้หน่วยงานรัฐกล้าที่จะเปลี่ยนด้วย

“ปัญหาของท้องถิ่นส่วนใหญ่คือไม่กล้าขึ้นค่าธรรมเนียมเก็บขยะเพราะกลัวชาวบ้านด่า หรือต่อให้ขึ้น ถ้าชาวบ้านไม่ยอมจ่ายก็ทำอะไรไม่ได้ จะไม่เก็บขยะก็ไม่ได้” นริศราอธิบาย

ผลจากสิ่งนี้ก็คือท้องถิ่นมีงบประมาณไม่พอสำหรับจัดการขยะอย่างมีประสิทธิภาพ สิ่งที่ทำได้ก็แค่เทกองรวมกันบนภูเขาขยะกับเผาในเตาเก่า ๆ ที่พนักงานต้องเสี่ยงมลพิษอยู่ทุกวัน

“อบต. หงาว คือพื้นที่ที่กล้าลุกขึ้นมาเปลี่ยนเทศบัญญัติเกี่ยวกับการจัดการขยะ โดยใช้การแบ่งครัวเรือนเป็นธงเขียว-ธงแดง บ้านธงเขียวคือบ้านที่จัดการขยะเศษอาหารเอง จ่ายค่าเก็บขยะเริ่มต้น 40 บาท ส่วนบ้านที่เป็นธงแดงคือให้ อบต. จัดการเศษอาหารให้ โดยจ่ายค่าเก็บขยะตามน้ำหนักเศษอาหาร เริ่มต้นที่ 75 บาท ส่วนขยะรีไซเคิลส่วนใหญ่เขาจะแยกไว้ขายเอง” นริศราอธิบายต่อ

จากจุดเริ่มต้นในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2567 มาถึงวันนี้มีครัวเรือนที่เป็นธงเขียวถึง 96 เปอร์เซ็นต์ โดยแรงจูงใจหลักคือต้องการประหยัดค่าเก็บขยะ แต่ทั้งนี้ ต่อให้เป็นธงแดงที่ อบต. จัดการเศษอาหารให้ พวกเขาก็ต้องแยกประเภทมา หากบ้านไหนไม่แยกก็จะมีทีมสาธารณสุขลงไปพูดคุยสร้างความเข้าใจ

อย่างไรก็ตาม ก่อนจะมาถึงจุดนี้ได้ก็ไม่ใช่ว่า อบต. ออกกฎมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย แต่พวกเขาได้มีการจัดรับฟังความคิดเห็นชุมชน และเชิญมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ตมาสำรวจประเภทขยะในชุมชนก่อน เมื่อพบว่าขยะส่วนใหญ่เป็นเศษอาหาร จึงนำมาสู่นโยบายที่แยกสีธงด้วยเศษอาหารเป็นหลัก อีกทั้งเมื่อชุมชนช่วยกันแยกขยะดีขึ้น ทาง อบต. ก็อำนวยความสะดวกเพิ่มขึ้นโดยวนรถไปรับขยะถึงบ้าน แทนที่พวกเขาจะต้องหิ้วขยะมาที่จุดทิ้งเหมือนเมื่อก่อน

และนี่ก็คือตัวอย่างความเปลี่ยนแปลงที่เป็นไปได้จริง ซึ่งกลุ่มธุรกิจ TCP หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะจุดประกายให้ท้องถิ่นอื่น ๆ นำไปปรับใช้ในพื้นที่ของตนเอง

เกาะหาดทรายดำ : พื้นที่ปราบเซียน

เกาะหาดทรายดำคือชุมชนในตำบลหงาวที่ตั้งอยู่บนแหลมที่ยื่นไปในทะเล ซึ่งเข้าถึงได้เฉพาะทางเรือในช่วงน้ำขึ้นเท่านั้น โดยค่าจ้างเรือหางยาวไปกลับอยู่ที่ 2,000 บาท 

ด้วยการเดินทางที่ยากลำบาก ทำให้การจัดการขยะก็ท้าทายตามไปด้วย ที่ผ่านมาชุมชนราว 200 ครัวเรือนแห่งนี้จึงเป็นพื้นที่ตกหล่นที่ อบต. ไม่มีกำลังพอจะเข้าไปจัดเก็บขยะ ชาวบ้านจึงต้องหาทางจัดการกันเอง ถ้าไม่เผากลางแจ้งก็ทิ้งลงทะเล ส่วนเตาเผาที่ อบต. เคยสนับสนุนก็พังไปนานแล้ว

“ถ้าไปดูบนเกาะก่อนเริ่มโครงการจะเห็นเลยว่าใต้ถุนบ้านทุกคนเต็มไปด้วยขยะ ส่วนขยะรีไซเคิลก็นาน ๆ ทีถึงจะมีคนรับซื้อเข้ามา เพราะเขาไม่รู้ว่ามาแล้วจะได้ขยะรีไซเคิลมากพอที่จะคุ้มค่าน้ำมันหรือเปล่า โครงการของเราเลยไปชวนให้คนบนเกาะแยกขยะรีไซเคิลไว้ขาย และหาตัวแทนในชุมชนเพื่อประสานกับผู้รับซื้อจากเกาะสินไหว่าตอนนี้บนเกาะมีขยะรีไซเคิลมากพอที่จะคุ้มค่าน้ำมันแล้ว พอถึงวันรับซื้อ ผู้รับซื้อก็จะตระเวนไปรับซื้อตามบ้าน” นริศราอธิบายถึงภาพรวมโครงการที่แม้ว่าฟังดูง่าย แต่การทำจริงนั้นยากเย็นแสนเข็ญกว่าที่จะทำให้ชุมชนเข้าใจและยอมแยกขยะได้อย่างวันนี้

แม้วิธีนี้จะช่วยทำให้ขวดพลาสติกและกระป๋องกลับคืนสู่กระบวนการรีไซเคิล แต่ยังเหลือขยะอีกประเภทหนึ่งที่หากอยู่บนฝั่งจะถือว่าเป็นขยะรีไซเคิลมีราคา แต่เมื่ออยู่บนเกาะกลับกลายเป็นขยะกำพร้า นั่นก็คือขวดแก้วที่มีน้ำหนักมากและแตกง่าย ผู้รับซื้อจึงมองว่าไม่คุ้มกับการจัดการ บนเกาะนี้จึงเต็มไปด้วยขวดแก้วที่ถูกทิ้งขว้างและสร้างบาดแผลให้เด็ก ๆ ไม่เว้นแต่ละวัน

ทางโครงการจึงริเริ่มโครงการ ‘ขอขวดคืนฝั่ง’ โดยประสานกับร้านค้าบนเกาะให้เป็นจุดรับบริจาคขวดแก้ว และประสานกับ อบต. ให้ช่วยเก็บขึ้นฝั่งไปขายเมื่อใดก็ตามที่มีภารกิจลงพื้นที่เกาะ รวมถึงจัด Big Cleaning Day เพื่อเก็บขยะตกค้างบนเกาะ ซึ่งถึงวันนี้มีขวดแก้วจากเกาะทรายดำที่ได้กลับคืนสู่กระบวนการรีไซเคิลทั้งหมด 9,863 ชิ้น คิดเป็นมูลค่าที่นำเข้ากองทุนบุญขยะรีไซเคิล 1,208 บาท แม้จะไม่ได้มากมายเนื่องจากข้อจำกัดทางการขนส่ง แต่สิ่งนี้ก็แสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ในการที่ชุมชนลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม

ถอดบทเรียนความสำเร็จ

จากการสำรวจเพื่อประเมินผลโครงการ พบว่าทั้ง 2 ชุมชนมีพฤติกรรมแยกขยะมากขึ้น มีความรู้ความเข้าใจเรื่องการแยกขยะมากขึ้น และเห็นความสำคัญของสิ่งนี้มากขึ้น โดยปีที่ผ่านมามีครัวเรือนที่ไม่แยกขยะเลยในตำบลหงาวเพียง 2 เปอร์เซ็นต์และตำบลบางนอน 4 เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เหลืออาจมีแยกละเอียดมากน้อยแตกต่างกันไป

“เมื่อถามความเห็นคนในชุมชนว่าเห็นความเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง ส่วนใหญ่ตอบว่าคนแยกขยะมากขึ้นและเมืองสะอาดขึ้น แต่ก็ยังมีคนตอบว่าบางบ้านยังไม่ช่วย บางบ้านยังเผาขยะเอง ซึ่งเป็นโจทย์ที่เราต้องทำงานกันต่อไป ส่วนปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนหันมาแยกขยะก็คือมูลค่าขยะรีไซเคิลและกฎระเบียบ” พรฤทัย โชติวิจิตร เจ้าหน้าที่ติดตามและประเมินโครงการ IUCN กล่าวไว้ในการนำเสนอ

ส่วนทางด้านนักถอดบทเรียนโครงการและออกแบบกระบวนการเรียนรู้จาก Kachaxarn Earth & People Labสิริกัญญ์ เลิศศักดิ์วิมาน กล่าวถึงความพิเศษของโครงการที่นี่ว่า ชุมชนที่นี่ทำให้การจัดการขยะกลายเป็น ‘นวัตกรรมทางสังคม’

“คำว่านวัตกรรมทางสังคมเกิดขึ้นเมื่อ ‘ปัญหา’ มาเจอกับ ‘วิธีการใหม่’ จนเกิดเป็น ‘ผลลัพธ์ใหม่’ จากเดิมที่ทุกคนทิ้งทุกอย่างปนกัน โดยมีทัศนคติว่าจ่ายค่าเก็บขยะไปแล้ว รัฐก็ต้องจัดการสิ ผลคือปลายทางจัดการยาก เพราะขยะปนเปื้อนไปหมดแล้ว แต่พอมีการจัดการแบบใหม่ ขยะก็น้อยลง ลดภาระภาครัฐ และทัศนคติของชุมชนเรื่องสิ่งแวดล้อมดีขึ้น”

เมื่อเจาะลึกลงไปถึงเหตุผลที่ก่อนหน้านี้ไม่มีใครแยกขยะ จากการสำรวจของสิริกัญญ์พบว่าเกิดจากข้อจำกัด 3 ด้าน คือด้านความสามารถ (ไม่รู้ว่าต้องแยกอย่างไร ไม่มีจุดแยกขยะ หน่วยงานรัฐมีงบประมาณไม่เพียงพอและบุคลากรไม่เพียงพอ ฯลฯ) ด้านแรงจูงใจ (ทัศนคติที่ว่าขยะไม่มีค่า ไม่มีผลตอบแทนหรือบทลงโทษ) และด้านโอกาส (ในเชิงสังคมและกายภาพ) 

“แต่โครงการนี้ทลายข้อจำกัดเหล่านี้ด้วยเครื่องมือ 9 แบบ ได้แก่ การให้ความรู้ การสร้างทักษะ การโน้มน้าว การสร้างแรงจูงใจ การบีบบังคับ การตั้งกฎ สภาพแวดล้อม การมีต้นแบบ และการผลักดัน”

สิริกัญญ์ให้คำแนะนำถึงทฤษฎีสร้างความเปลี่ยนแปลงสำหรับพื้นที่อื่น ๆ ที่จะนำแนวคิดนี้ไปใช้ว่า สิ่งสำคัญก่อนเริ่มโครงการคือต้องเลือกพื้นที่ให้เหมาะสมและศึกษาข้อมูลบริบทชุมชนก่อน จากนั้นเมื่อเริ่มต้นโครงการก็ต้องหาผู้นำการเปลี่ยนแปลงให้ได้ แล้วจากจุดนั้นก็ค่อย ๆ สร้างทีมขึ้นมา อาศัยเครื่องมือทั้ง 9 แบบที่กล่าวไปทลายข้อจำกัดต่าง ๆ และขยายวงความเปลี่ยนแปลงนั้นออกไปเรื่อย ๆ 

“เราพบว่าหนึ่งในกุญแจสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนพฤติกรรมก็คือเด็ก เช่น แรงจูงใจที่ทำให้ร้านค้าเลิกใช้โฟมเพราะมีสารพิษที่อันตรายต่อเด็ก หรือโครงการ 8 แลก 1 ก็เป็นการกระตุ้นให้เด็ก ๆ เก็บขยะมาแลกขนม ซึ่งพอเด็ก ๆ เริ่มแยก ผู้ใหญ่ที่เห็นก็เริ่มเปลี่ยนตาม”

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จทั้งหมดนี้ยังไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นบนหนทางอันยาวไกล เพราะตำบลหงาวและตำบลบางนอน จังหวัดระนอง ยังเหลือความท้าทายใหญ่ในเรื่องของขยะทั่วไปที่รีไซเคิลไม่ได้ ซึ่งยังไม่มีวิธีการที่เหมาะสมในการจัดการ เนื่องจากโรงงานผลิตขยะเชื้อเพลิง (RDF) อยู่ไกลและไม่คุ้มกับค่าขนส่ง ส่วนเทคโนโลยีแปรพลาสติกเป็นน้ำมัน (Pyrolysis) ก็มีบทเรียนจากชุมชนอื่นว่าต้นทุนการบำรุงรักษาเครื่องค่อนข้างสูงและก่อปัญหาไมโครพลาสติก อีกทั้งยังมีข้อจำกัดเรื่องคุณภาพน้ำมันที่ได้ หรือแม้แต่สถานที่รับซื้อพลาสติกยืดที่อยู่ใกล้ ๆ ก็ยังไม่มี

ดังนั้น การแก้ไขเรื่องทั้งหมดนี้จึงอาศัยชุมชนหรือหน่วยงานท้องถิ่นเพียงลำพังไม่ได้ แต่ต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างทั้งระบบ นับตั้งแต่ข้อกฎหมาย งบประมาณที่จัดสรรให้หน่วยงานท้องถิ่น การเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค ไปจนถึงความรับผิดชอบของผู้ผลิตสินค้าที่ต้องปรับเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ให้ ‘รีไซเคิลได้’ และ หาทางให้มัน ‘ได้รีไซเคิล’ 

ในวันที่ไมโครพลาสติกปนเปื้อนอยู่ทุกหนแห่งอย่างทุกวันนี้ เราไม่อาจใช้วิธี ‘ผลักภาระ’ การจัดการขยะให้ผู้อื่นได้อีกต่อไป และก้าวแรกของความสำเร็จที่ระนองของกลุ่มธุรกิจ TCP คือสิ่งยืนยันว่าหลายชุมชนมีศักยภาพในตัวอยู่แล้ว พวกเขาเพียงต้องการการสนับสนุนและการจุดประกายในช่วงเริ่มต้น และเมื่อพวกเขาลุกขึ้นมายืนด้วยตัวเองได้ ความเปลี่ยนแปลงก็จะเกิดขึ้น

Writer

เมธิรา เกษมสันต์

นักเขียนอิสระ เจ้าของเพจ ‘Nature Toon การ์ตูนสื่อความหมายธรรมชาติ’ สนใจเรื่องธรรมชาติ ระบบนิเวศ สรรพสัตว์ โลกใต้ทะเล และการใช้ชีวิตแบบเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีผลงานหนังสือแล้ว 2 ชุด คือ ‘สายใยที่มองไม่เห็น’ และ ‘สายใยใต้สมุทร’

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน