รศ.ดร.ปุ่น เที่ยงบูรณธรรม เป็นคนเชียงใหม่โดยกำเนิด
เขาเรียนจบปริญญาโทด้านวิศวกรรมขนส่งจาก University of Colorado Denver และปริญญาเอกด้านบริหารงานก่อสร้างจาก University of Colorado Boulder สหรัฐอเมริกา ก่อนกลับมาเป็นอาจารย์ประจำที่สาขาวิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
เพราะเชื่อว่างานก่อสร้างและการพัฒนาเมืองคือเรื่องเดียวกัน อาจารย์ปุ่นเริ่มตั้งคำถามกับบ้านเกิดว่า เหตุใดเมืองใหญ่ที่กำลังขยายตัวจึงไม่มีระบบขนส่งสาธารณะที่เป็นระบบ นั่นคือจุดเริ่มต้นที่เขาขยับขอบเขตการทำงานวิจัยมาร่วมกับเทศบาลนครเชียงใหม่ ออกแบบโครงข่ายระบบขนส่งมวลชนที่นำไปสู่ ‘รถเมล์ขาว’ และการจัดระบบ ‘รถสี่ล้อแดง’ ให้กลายเป็นรถโดยสารประจำทางเมื่อราว 10 กว่าปีที่แล้ว
แม้ภาพฝันที่เขาวาดผ่านการทำงานวิจัยจะยังไม่เป็นรูปธรรมเพราะข้อจำกัดหลายด้าน แต่อาจารย์ปุ่นก็ได้บทเรียนสำคัญว่า การพัฒนาเมืองไม่ควรปล่อยให้รัฐคิดและทำอยู่ฝ่ายเดียว
พ.ศ. 2563 เขาเข้ารับบทบาทใหม่ในฐานะรองผู้อำนวยการฝ่ายแผนและยุทธศาสตร์องค์กร หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) หน่วยงานที่สนับสนุนงานวิจัยเพื่อแก้ปัญหาเชิงพื้นที่
จากประสบการณ์การทำระบบขนส่งมวลชนในเชียงใหม่ เขามีส่วนในการผลักดันให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) หันมาทำงานร่วมกับนักวิจัยและเครือข่ายภาคประชาสังคมมากขึ้น เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากฐานราก ผ่านโครงการวิจัยเพื่อการพัฒนาเมืองทั่วประเทศ ทั้งในกรอบของเมืองอัจฉริยะ (Smart City) เมืองน่าอยู่ (Livable City) รวมถึงเมืองแห่งการเรียนรู้ (Learning City)

หนึ่งในผลสำเร็จเชิงรูปธรรมในบทบาทใหม่ของเขา คือการผลักดันให้เกิดแพลตฟอร์มข้อมูลเมือง (City Data Learning Platform) ที่รวบรวมและสังเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับเมืองต่าง ๆ นำเสนอในรูปแบบแผนที่ข้อมูล เพื่อให้ผู้บริหารนำไปกำหนดทิศทางหรือนโยบายการพัฒนาเมืองได้
เพราะเข้าใจดีว่างานวิจัยจะไร้ความหมายหากไม่ถูกนำไปใช้ เขาจึงก่อตั้ง ‘WeCitizens’ สื่อออนไลน์ที่ถอดบทสรุปข้อเสนอเชิงนโยบายจากงานวิจัย รวมถึงถ่ายทอด ‘เสียง’ ของผู้คนในท้องถิ่น ผ่านบทสัมภาษณ์เกี่ยวกับมุมมองต่อการพัฒนาเมือง ปัจจุบัน WeCitizens ตีพิมพ์บทสัมภาษณ์ผู้คนมากกว่า 500 ราย ใน 22 เมืองทั่วประเทศ ผ่านวารสารประจำเมือง วิดีโอ พอดแคสต์ และสื่อออนไลน์
แต่ทั้งหมดทั้งมวล สิ่งที่อดีตอาจารย์วิศวกรรมศาสตร์ผู้ผันตัวมาเป็นนักบริหารและวางกลยุทธ์ผู้นี้พบว่าเป็นจุดเริ่มต้นในความสำเร็จ คือการสร้างกลไกใหม่ในการทำงานวิจัยร่วมกันระหว่างรัฐ นักวิจัย และเอกชน ซึ่งเกิดขึ้นในระดับประเทศเป็นครั้งแรก ภายใต้ร่มของโครงการวิจัยเมืองน่าอยู่ที่ชาญฉลาด (Livable and Smart City) ที่เกิดขึ้นใน 18 เทศบาลนครและเมืองทั่วประเทศ
แนวทางที่เปลี่ยนคณะผู้บริหารเมืองให้กลายเป็นผู้กำหนดทิศทางงานวิจัย เปลี่ยนนักวิชาการให้เป็นผู้อำนวยความสะดวกด้านข้อมูล และเปลี่ยนประชาชนในท้องถิ่นให้กลายเป็นพลังหลักในการขับเคลื่อนเมืองของตนเอง
Cloud of Thoughts ชวน รศ.ดร.ปุ่น เที่ยงบูรณธรรม สนทนาถึงบทบาทของเขาในการพลิกแนวทางการทำงานวิจัยเรื่องเมืองในระดับประเทศ พร้อมความตั้งใจจะเปลี่ยน ‘งานวิจัย’ ที่ใครหลายคนเคยมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว ให้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาเมืองจากฐานรากอย่างแท้จริง

เข้าใจว่า ‘โครงการออกแบบการปรับปรุงและศึกษาความเป็นไปได้ของการจัดการระบบรถประจำทางของเทศบาลนครเชียงใหม่’ เมื่อ พ.ศ. 2552 เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้อาจารย์เห็นความสำคัญของการมีส่วนร่วมจากหลายภาคส่วนในการพัฒนาเมือง อยากให้อาจารย์เล่าว่าบทเรียนจากโครงการนั้นคืออะไร และส่งผลต่อแนวทางการทำงานอย่างไรในเวลาต่อมา
จริง ๆ งานวิจัยนี้เริ่มก่อน พ.ศ. 2550 ตีพิมพ์ พ.ศ. 2552 ตอนนั้นผมเชื่อว่า ‘การเดินทาง’ เป็นแกนสำคัญในการออกแบบเมือง เพราะเกี่ยวข้องกับที่อยู่อาศัย การทำงาน และคุณภาพชีวิต แต่สิ่งที่เห็นชัดคือเมืองกำลังพัฒนาไปในทิศทางที่พึ่งพารถยนต์ส่วนตัว ซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง
แม้การออกแบบระบบขนส่งจะไม่ซับซ้อนนัก แต่ความท้าทายอยู่ที่การนำไปใช้จริง เพราะปัญหาไม่ได้อยู่แค่ในเชิงวิศวกรรม แต่เกี่ยวพันกับระบบการบริหารของเทศบาล การเมืองท้องถิ่น และกฎหมายเมือง ตอนนั้นเองที่ผมเริ่มเข้าใจว่าการพัฒนาเมืองต้องมองทั้งโครงสร้าง ไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิคหรืองานออกแบบเพียงลำพัง เพราะถึงนักออกแบบจะพัฒนาแนวทางมาดีแค่ไหน ถ้านโยบายสาธารณะของเมืองและข้อกฎหมายไม่เอื้อให้มีการนำไปใช้ สิ่งนั้นก็ไม่เกิดประโยชน์
กลายเป็นข้อจำกัดทางรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์มากกว่ากรอบการทำงานของอาจารย์
นั่นทำให้ผมเห็นว่า ถ้าเราทำงานวิจัยที่โฟกัสไปที่การสร้างการรับรู้และเน้นย้ำความสำคัญของ ‘ผู้คน’ ในเมือง มันมีส่วนกระตุ้นให้หน่วยงานท้องถิ่นปรับเปลี่ยนนโยบายที่ตอบโจทย์คนในเมืองของเขาได้
จากนั้นผมก็ได้ทุนจาก สกว. (สำนักงานกองทุนสนับสนุนงานวิจัย ปัจจุบันถูกควบรวมภายใต้สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ หรือ วช. – ผู้เรียบเรียง) มาทำโครงการพิพิธภัณฑ์มีชีวิตเมืองแม่ฮ่องสอน ช่วง พ.ศ. 2552 – 2553
โครงการนี้เกิดขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจของแม่ฮ่องสอนกำลังซบเซา คนแวะเที่ยวแต่อำเภอปาย ไม่เข้าเมืองแม่ฮ่องสอน หนึ่งในแนวทางฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ผมวางไว้คือการผลักดันเศรษฐกิจวัฒนธรรม ผ่านการเน้นย้ำทรัพยากรสำคัญอย่างผู้คน
ตอนนั้นผมตั้งคำถามว่างานวิจัยแบบแยกส่วนไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป ถ้าจะจัดการเมืองให้ได้ผล ต้องเปลี่ยนโจทย์วิจัยเป็นเรื่องการจัดการเมืองทั้งระบบ เราจึงรวบรวมหลายภาคส่วน ทั้งเศรษฐศาสตร์ สถาปัตยกรรม วิศวกรรม ฯลฯ เข้ามาทำงานร่วมกัน เพื่อสร้างกระบวนการใหม่ในการพัฒนาเมือง

กลายเป็นว่าอาจารย์ไม่ได้มองตัวเองว่าเป็นนักวิจัยด้านวิศวกรรมโยธาอีกแล้ว
พอเป็นเรื่องการพัฒนาเมือง มันใช้สาขาวิชาใดวิชาหนึ่งทำงานไม่ได้ ถ้ามองเผิน ๆ พิพิธภัณฑ์มีชีวิตเมืองแม่ฮ่องสอนอาจเป็นหน้าที่ของนักวิจัยด้านศิลปวัฒนธรรมหรือมานุษยวิทยา แต่ถ้าเราจะผลักดันให้เกิดเป็นข้อเสนอในระดับนโยบายเมือง ก็จำเป็นต้องทำงานร่วมกันหลายสาขาวิชาดังที่บอก
ผลจากงานวิจัยนั้น ผมได้ทั้ง Archive วัฒนธรรม ข้อเสนอเชิงนโยบาย และ Action Research (งานวิจัยเชิงปฏิบัติการ) แรก ๆ ที่เกิดขึ้นในท้องถิ่นของบ้านเรา เปลี่ยนการทำงานวิชาการให้กลายเป็นสิ่งที่จับต้องได้ ซึ่งนั่นเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการทำงานในฐานะนักวิจัยของผมก็ว่าได้
เป็นเหตุผลให้มาทำงานกับ บพท. ด้วยรึเปล่า
ส่วนหนึ่ง จริง ๆ ที่ผ่านมางานวิจัยในบ้านเราทั้งวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ หรือเทคโนโลยีหลายชิ้นนำไปใช้เป็นรูปธรรมอยู่แล้ว แต่งานวิจัยด้านสังคมส่วนใหญ่อยู่ในรูปแบบทฤษฎีเสียมาก
ปกติผมทำงานวิจัย 3 ประเด็น คือด้านการขนส่ง พลังงาน และแนวทางการพัฒนาเมือง ควบคู่ไปกับงานสอนที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่อยู่พักใหญ่ พอทำไป ผมพบว่าผมสนใจงานวิจัยมากกว่าสอนหนังสือ ตอนนั้นยังไม่มี บพท. ผมเข้ามาทำงานฝั่งนโยบายของ สกว. (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย) ก่อน ไม่นานจากนั้น สกว. ก็ยุบ เปลี่ยนผ่านมาสู่ บพท. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ผมทำมาจนถึงปัจจุบัน

โมเดลของ บพท. แตกต่างจาก สกว. เดิมอย่างไร
ต้องปูพื้นก่อนว่าการเปลี่ยนผ่านนี้เกิดจากรัฐบาลจัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ขึ้น เพราะต้องการปฏิรูประบบการให้ทุนวิจัยและพัฒนาของประเทศ เดิมทีมีหน่วยงานให้ทุนหลายหน่วย อย่าง สกว., วช. และอื่น ๆ ซึ่งทำงานซ้ำซ้อน ไม่มีทิศทางที่ชัดเจน พอให้ทุนก็ไม่สอดประสานกัน รัฐจึงมองว่าควรปรับโครงสร้างให้รวมศูนย์การให้ทุนและทำงานเชิงยุทธศาสตร์มากขึ้น
บพท. พัฒนามาจากฐานงานเดิมของ สกว. โดยเฉพาะงานที่เรียกว่า ABC (Area-based Collaborative Research) หรือการวิจัยแบบมีพื้นที่เป็นฐาน ซึ่งเป็นแนวทางที่ สกว. ใช้มากว่า 20 ปี บพท. ถือว่าเป็นหน่วยงานที่สืบทอดแนวทางนี้ไว้ เป็นเหมือนปลายทางสุดท้ายของ สกว. ที่ยังเหลืออยู่
บพท. โฟกัสที่การให้ทุนสนับสนุนงานวิจัยเรื่องเมืองในระดับพื้นที่โดยเฉพาะ
ไม่ใช่แค่เรื่องเมือง งานของ บพท. ครอบคลุมทุกมิติของวิชาการ เราต้องใช้ความรู้หลายแบบ ทั้ง Hard Science อย่างวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และ Soft Science เช่น สังคมศาสตร์ ซึ่งสำคัญไม่แพ้กัน และบางทีอาจเป็นกุญแจสำคัญด้วยซ้ำ เพราะประเทศเราไม่ได้ขาดองค์ความรู้ แต่ขาดกระบวนการจัดการแบบบูรณาการในระดับพื้นที่และการพัฒนาแนวร่วมระหว่างภาครัฐกับประชาชนที่เหมาะสม
บทบาทของอาจารย์ใน บพท. คืออะไร
ในฐานะรองผู้อำนวยการฝ่ายแผนและยุทธศาสตร์องค์กร ผมมีหน้าที่ทำให้ ‘แผน’ กลายเป็นเครื่องมือที่ใช้ได้จริง โดยเฉพาะการสนับสนุนทุนวิจัยให้หน่วยงานและสถาบันท้องถิ่นทั่วประเทศ
งานแรกที่ผมทำ มีส่วนร่วมในการเปลี่ยนระบบวัดผลของ บพท. จาก KPI (Key Performance Indicator) ซึ่งเน้นปริมาณ มาเป็น OKR (Objective and Key Results) ชัดเจนและเน้นเป้าหมายเชิงคุณภาพ เพื่อให้หน่วยวิจัยมองเห็นว่างานของตัวเองสร้างผลกระทบอะไรต่อพื้นที่และสังคมบ้าง ผมใช้เวลาราวปีครึ่งในการทำให้ภาพนี้ชัดทั่วประเทศ
จากเดิมที่นักวิจัยทำงานตาม TOR แบบเดิม ๆ ตอนนี้ต้องส่งมอบผลลัพธ์ที่จับต้องได้มากขึ้น ซึ่งหลายคนกลับรู้สึกดี เพราะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงและพัฒนางานของตัวเองต่อเนื่อง ทำให้ทุกคนเห็นเป้าหมายร่วมชัดขึ้น

อาจารย์เป็นคนเลือกให้ทุนสนับสนุนงานวิจัยเองเลยไหม
ผมไม่ได้เป็นคนเลือกงานวิจัยเองทั้งหมด แต่ทำหน้าที่เหมือนวาทยกรคุมภาพรวม และช่วย ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา (ผู้อำนวยการ บพท.) ใช้กระบวนการวิจัยขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงระดับประเทศ
อธิบายอย่างเข้าใจง่าย คือช่วยผู้บริหารและพาคนหลาย ๆ คนทั้งภาครัฐ นักวิจัย และเครือข่ายเอกชนที่มีความเชื่อเหมือนกัน มาหาแนวทางการทำงานร่วมกัน โดยผมดู 3 ประเด็นหลัก ๆ คือการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจของประเทศ การพัฒนาในภาพรวม และการพัฒนาท้องถิ่น
ส่วนแนวทางการสนับสนุนทุนมีทั้ง Open Call กับการทำงานเชิงรุก คือชวนคนในพื้นที่มาทำงานวิจัย และเราเป็นฝ่ายสนับสนุนงบประมาณโดยตรง ถึงบทบาทเราคือการสนับสนุนเงินทุน แต่ผมจะรู้สึกแปลก ๆ ที่ถูกมองว่าเราเป็น ‘หน่วยให้ทุน’ นะ
ทำไมล่ะครับ
ผมมองว่าองค์กรเราเป็น Catalyst (ตัวเร่งปฏิกิริยา) มากกว่า ทุนเป็นเครื่องมือในการต่อรองการทำงานร่วมกับท้องถิ่นเฉย ๆ เราไม่ได้มองตัวเองสูงกว่าใคร แต่เป็นพาร์ตเนอร์กัน เราเป็นแค่ส่วนหนึ่งที่ทำให้นักวิจัย นักพัฒนาเมือง หรือผู้บริหารเมืองทำงานได้ง่ายบนเจตนารมณ์ร่วมแค่นั้นเอง เราแทบจะไหว้เขาให้มาทำกับเราด้วยซ้ำ เพราะจริง ๆ เงินเราน้อยมากเมื่อเทียบกับเงินที่นายกฯ หรือผู้บริหารเมืองถืออยู่ หรือเทียบกับเงินที่เอกชนถืออยู่ก็ตาม
เข้าใจว่าบริษัทพัฒนาเมืองที่เกิดขึ้นช่วงหลัง เช่น ขอนแก่น สระบุรี หรือระยอง ก็ได้รับการสนับสนุนจาก บพท. ด้วยใช่ไหมครับ
โมเดลบริษัทพัฒนาเมืองเริ่มต้นมาตั้งแต่สมัย สกว. เป็นการทดลองให้ภาคเอกชนในแต่ละพื้นที่ร่วมพัฒนาเมือง ทั้งระบบขนส่งมวลชน เครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจ ฯลฯ พอ สกว. เปลี่ยนเป็น บพท. เราก็ยังขับเคลื่อนต่อเนื่องอยู่ราว 10 กว่าจังหวัด
แต่บทเรียนที่เจอคือถึงเอกชนจะมีเงิน มีไอเดีย มีแผนยุทธศาสตร์ดีแค่ไหน ถ้าภาครัฐไม่ร่วมด้วยก็ไม่สมบูรณ์ เพราะคนที่เข้ามาทำบริษัทพัฒนาเมืองส่วนใหญ่ไม่ใช่นักการเมือง แต่เป็นนักธุรกิจที่อยากเห็นเมืองเปลี่ยนแปลง
นี่จึงเป็นอีกบทเรียนสำคัญของผม จากเดิมที่สนับสนุนภาครัฐแล้วมาลองสนับสนุนเอกชน แต่พอทั้ง 2 ฝ่ายไม่จูนกัน การพัฒนาก็ไม่เกิดขึ้นจริง เลยต้องปรับบทบาท บพท. ใหม่ให้เป็นตัวกลางเชื่อมรัฐ เอกชน และประชาชนเข้าด้วยกัน

โครงการเมืองน่าอยู่ที่ชาญฉลาด (Livable and Smart City) ที่ บพท. สนับสนุนใน 18 เมืองทั่วประเทศตอนนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างความร่วมมือระหว่างรัฐ นักวิจัย และภาคประชาชนโดยตรงใช่ไหมครับ
ไม่ใช่จุดเริ่มต้นครับ ก่อนหน้านั้น บพท. ทำโครงการนักพัฒนาเมืองระดับสูง (พมส.) มาก่อน ถือเป็นงานแรกที่ทำร่วมกับสมาคมเทศบาลนครและเมืองที่มีสมาชิกเป็นผู้บริหาร อปท. ทั่วประเทศ
พมส. ออกแบบมาเพื่อพัฒนาศักยภาพของผู้บริหารเมืองและผู้มีบทบาทเชิงนโยบายท้องถิ่น ให้ขับเคลื่อนเมืองด้วยวิธีคิดใหม่ที่อิงจากข้อมูล วิทยาศาสตร์ และการมีส่วนร่วมของหลายภาคส่วน
บทเรียนสำคัญที่เราได้จากตรงนี้ คือถ้าจะพัฒนาเมืองให้เดินหน้าได้จริง ต้องมี ‘นายกเทศมนตรี’ อยู่ในเกม เพราะไม่ว่าจะเป็นภาคประชาชนหรือบริษัทพัฒนาเมืองที่เก่งแค่ไหน ถ้าผู้บริหารท้องถิ่นไม่ร่วมมือก็ไปต่อไม่ได้ เพราะเอกชนไม่มีอำนาจเชิงนโยบาย
พร้อม ๆ กับโครงการ พมส. ก็เริ่มขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาเมืองในกรอบของ Learning City, Smart City และ Green City โดยใต้ร่มยุทธศาสตร์นี้ เราได้ริเริ่มโครงการ ‘เมืองน่าอยู่ที่ชาญฉลาด’ (Livable and Smart City – ชื่อเต็มคือโปรแกรมบ่มเพาะและเร่งรัดกระบวนการเพื่อมุ่งสู่เมืองน่าอยู่ที่ชาญฉลาด – ผู้เรียบเรียง) ใน พ.ศ. 2567 นี่เป็นอีกก้าวสำคัญ เพราะครั้งนี้ปรับบทบาทใหม่ ชวน ‘ผู้บริหารเมือง’ ให้เป็นคนกำหนดหัวข้องานวิจัยในเมืองของตัวเอง โดยทำงานร่วมกับสถาบันการศึกษาและภาคประชาชนในพื้นที่ เป้าหมายก็เพื่อให้ผลวิจัยถูกนำไปใช้ต่อในเชิงนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม
หัวข้อวิจัยที่นายกเทศมนตรีแต่ละเมืองเสนอมา สะท้อนภาพรวมอะไรในช่องว่างการพัฒนาประเทศบ้างครับ
หลัก ๆ แยกออกมาเป็น 2 เรื่อง คือการจัดการเมืองเชิงรับและเชิงรุก ปัญหาเชิงรับ เช่น การซ่อมแซมหรือแก้ไขสิ่งที่มีอยู่ นายกฯ หลายท่านทำได้ดีอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ชวนให้โฟกัสคือปัญหาเชิงรุก คือการวางรากฐานอนาคตของเมือง ซึ่งเชื่อมโยงไปถึงภาพรวมในระดับประเทศ
เราเชื่อว่า ‘เมือง’ คือเครื่องยนต์ใหม่ของเศรษฐกิจ การพัฒนาเมืองต้องเริ่มจาก ‘งาน’ ไม่ใช่แค่สร้างเมืองแล้วหวังให้คนมาอยู่ เหมือนไก่กับไข่ ไก่ตัวแรกที่ต้องมาก่อนคืองาน เพราะงานสร้างธุรกรรม (Transaction) และธุรกรรมคือเศรษฐกิจ เมืองจึงต้องสร้างโอกาสใหม่ ๆ ผ่านการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่ ซึ่งล่าสุดมีการนิยามกรอบเศรษฐกิจ 3 สีออกมาแล้ว ได้แก่ สีเขียว (ความยั่งยืน) สีน้ำตาล (ศิลปวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว) และสีเงิน (สุขภาพและผู้สูงวัย) ล่าสุดมีสีส้ม (เศรษฐกิจสร้างสรรค์และดิจิทัล) ที่เราตั้งเป้าจะขับเคลื่อนต่อไป


เล่าให้ฟังพอสังเขปหน่อยครับว่ารูปธรรมของงานวิจัยดังกล่าวมีอะไรบ้าง
มีหลากหลายประเด็นมากเลยครับ เช่น แนวทางการจัดการขยะชีวภาพให้กลายเป็นพลังงานไฟฟ้า ของเทศบาลเมืองแม่เหียะ จังหวัดเชียงใหม่ ทำร่วมกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อลดต้นทุนการกำจัดขยะในพื้นที่ และส่งเสริมพลังงานสะอาด
การขับเคลื่อนเทศบาลนครสวรรค์ให้เป็นศูนย์กลางอีสปอร์ต (Esports) ระดับภูมิภาค ทำร่วมกับมหาวิทยาลัยนเรศวร เพื่อสร้างเศรษฐกิจใหม่และดึงดูดคนรุ่นใหม่
การขับเคลื่อนเทศบาลนครนนทบุรีให้เป็นต้นแบบเมืองสุขภาวะสำหรับผู้สูงวัย เพื่อบรรเทาปัญหาสังคมสูงวัยของเมืองที่ทำร่วมกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ รวมถึงการช่วยสนับสนุนนวัตกรรมด้านการรับมือภัยพิบัติ โดยเฉพาะน้ำท่วมในเทศบาลเมืองทุ่งสง (นครศรีธรรมราช) และเทศบาลนครปากเกร็ด (นนทบุรี) เป็นต้น
เหมือนเป็น Policy Sandbox ที่ให้เทศบาลทำร่วมกับนักวิจัยและภาคประชาชน
ใช่ครับ ผมคาดหวังให้เทศบาลนำผลงานวิจัย ซึ่งอยู่ในรูปแบบของข้อเสนอเชิงนโยบายมาขับเคลื่อนต่อให้เป็นรูปธรรม ขณะเดียวกันนักวิจัยในทุกพื้นที่ก็ได้จัดทำ City Data Learning Platform (CDLP) เป็นแพลตฟอร์มบริหารจัดการข้อมูลเมือง มุ่งเน้นการใช้ข้อมูลในการประมวลและวิเคราะห์ผล เพื่อช่วยให้ทีมงานบริหารเมืองตัดสินใจและออกแบบนโยบายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ผมมองว่า CDLP คือ Exit Plan ของโครงการ เพราะเราทำงานวิจัยไม่ใช่แค่ส่งมอบชุดข้อมูลและกระบวนการให้ผู้บริหารเมืองไปพัฒนาต่อ แต่ยังเป็นการส่งมอบองค์ความรู้ให้คนรุ่นถัดไปด้วย เป็น Knowledge Infrastructure (โครงสร้างพื้นฐานทางความรู้ – ระบบและทรัพยากรที่สนับสนุนการสร้าง การจัดการ การแลกเปลี่ยน และการใช้ความรู้ในระดับบุคคล องค์กร หรือสังคม – ผู้เรียบเรียง) ทั้งเทคโนโลยี บุคลากร แนวทางการพัฒนาเมือง ไปจนถึงสื่อ
พูดถึงสื่อ เห็นว่าโครงการมีการทำสื่อออนไลน์และวารสารด้วย
เรามี WeCitizens เป็นเหมือนสำนักข่าวหลักที่ผลิตคอนเทนต์ ทั้งวารสารประจำเมือง บทความออนไลน์ พอดแคสต์ และวิดีโอสารคดี หัวใจสำคัญของ WeCitizens ก็เหมือนชื่อมันเลยคือ ‘คน’
ควบคู่ไปกับการรายงานข่าวความคืบหน้าของโครงการวิจัยต่าง ๆ รวมถึงสรุปงานวิจัย สื่อนี้จะรวบรวม ‘เสียง’ ของคนในพื้นที่ ในรูปแบบของบทสัมภาษณ์ที่สะท้อนปัญหา ช่องว่าง ศักยภาพในการพัฒนาเมือง ไปจนถึงข้อเสนอแนะจากภาคประชาชน โครงการนี้เริ่มมาตั้งแต่ทำโครงการเมืองแห่งการเรียนรู้ (Learning City) ตั้งแต่ พ.ศ. 2565 แล้ว และทำมาต่อเนื่องถึงโครงการปัจจุบัน


เป็นสื่อประชาสัมพันธ์งานวิจัย
ผมมองไปไกลกว่านั้น ตลอด 10 กว่าปีที่ทำงานด้านการพัฒนาเมืองมา ผมเห็นชัดว่าคุณค่าของเมืองไม่ได้อยู่ที่ตึกหรือสิ่งปลูกสร้าง แต่อยู่ที่ ‘ผู้คน’ และ ‘สิ่งที่พวกเขาลงมือทำ’
นั่นคือเหตุผลที่ WeCitizens ไม่ได้เป็นเพียงแพลตฟอร์มรวบรวมข้อมูลหรือสะท้อนความคิดเห็นของประชาชนในเมืองต่าง ๆ หากแต่เป็นเครื่องมือที่มีพลังในการสร้างกระบวนการเปลี่ยนแปลง
สำหรับผม WeCitizens คือเครื่องทดสอบสมมติฐานของงานวิจัยในโลกจริง – เมื่อความคิดเห็นของประชาชนถูกนำมาเปิดเผยอย่างโปร่งใส ก็จะเห็นว่าท้องถิ่นต้องการอะไร ต้องขยับไปทิศทางไหน
แต่ที่ผมมองไปไกลกว่านั้น คือผมอยากเห็นแพลตฟอร์มแบบ WeCitizens จุดประกายให้แต่ละเมืองลุกขึ้นมาตั้ง ‘สื่อสาธารณะของตัวเอง’ เพื่อพูดการพัฒนาเมืองในแบบของพวกเขา โดยไม่ต้องรอให้สื่อกระแสหลักมาทำเพียงเพราะมันเป็นกระแส
สื่อแบบนี้จะกลายเป็นกระบอกเสียงที่สะท้อนความฝันและคุณค่าของผู้คนในพื้นที่ ขณะเดียวกันก็เป็นเครื่องมือที่เชิดชูคุณค่าในสิ่งที่พวกเขาทำ เป็นพื้นที่ที่เปิดให้เขานิยามเมืองของตัวเอง

เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา บพท. เพิ่งจัดแถลงข่าวความสำเร็จของโครงการเมืองน่าอยู่ที่ชาญฉลาด รวมถึงเปิดตัวแพลตฟอร์มบริหารจัดการเมือง (CDLP) อยากให้เล่าหน่อยว่าอะไรคือรูปธรรมความสำเร็จที่อาจารย์พึงพอใจ
ในมุมมองของผม ผมยังไม่พึงพอใจนะ ถึงแม้โครงการจะทำไปใกล้ครบ 1 ปีแล้ว แต่ก็ถือว่าเป็นระยะเริ่มต้นมาก ๆ ยังต้องขับเคลื่อนด้วยกันอีกไกล เพื่อให้โจทย์ที่แต่ละเทศบาลตั้งไว้เกิดเป็นรูปธรรม เป็นเครื่องมือการพัฒนาเมืองได้จริง
งานแถลงข่าวที่ผ่านมา ผมมองว่าเป็นการเฉลิมฉลองความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ ซึ่งในที่สุดเราก็มีกลไกที่ให้หน่วยงานท้องถิ่นจับมือทำงานกับนักวิจัยและเครือข่ายภาคประชาชนได้แล้วมากกว่า รวมถึงการเปิดตัวแพลตฟอร์มดิจิทัล CDLP ที่ช่วยรวบรวมและสังเคราะห์ข้อมูลเมืองรอบด้าน ทำให้ต่อไปไม่ว่าเมืองจะเปลี่ยนผู้บริหารกี่คน ข้อมูลเหล่านี้จะเป็นต้นทุนให้พวกเขาไปปรับใช้เพื่อกำหนดนโยบายพัฒนาเมืองต่อไป
เข้าใจว่าผลลัพธ์ปลายทางของโครงการนี้คือการมีเครื่องมือพัฒนาเมือง เกือบ 1 ปีที่ผ่านมา เห็นแนวโน้มอะไรที่น่าพอใจบ้างไหม นอกจากการสร้างกลไกความร่วมมือ
หลายเรื่องเลย สิ่งหนึ่งที่ชัดคือการเห็นผู้บริหารเมืองและภาคประชาชนเปิดรับข้อมูล เปิดรับงานวิจัย และร่วมขับเคลื่อนไปด้วยกัน ซึ่งถือว่าไม่ง่าย เพราะที่ผ่านมางานวิจัยด้านสังคมมักจบลงแค่รายงาน ไม่ถูกนำไปใช้จริง นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมาก
แต่สิ่งที่ผมพอใจที่สุดคือการเห็นประกายที่เกิดจากภายในชุมชนเอง อย่างการจัดตั้ง ‘สภาเยาวชนเพื่อการพัฒนาเมือง’ ซึ่งเป็นการรวมตัวของคนรุ่นใหม่ที่ลุกขึ้นมานำเสนอนโยบายและวิธีคิดเรื่องอนาคตของเมือง ตอนนี้เริ่มเห็นโครงสร้างเป็นรูปธรรมในหลายเมืองแล้ว
ผมเชื่อว่าเมืองใดก็ตาม ถ้าคนรุ่นใหม่ตระหนักว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งของเมืองนั้นและรวมตัวกันเพื่อเปลี่ยนแปลง เมืองนั้นจะมีอนาคต

ลงทุนด้วยการทำงานวิจัยกับผู้บริหารเมือง แต่ผลลัพธ์ปลายทางคือคนรุ่นใหม่
ถูกต้อง ในรูปธรรม เราเชิญนายกเทศมนตรีมาทำงานวิจัยด้วยกัน แต่โดยเนื้อแท้แล้ว นี่คือการลงทุนกับ ‘กลไก’ และ ‘ผู้คน’ เพราะผู้บริหารเมืองย่อมผลัดเปลี่ยนไปตามเวลา แต่ถ้ากลไกยังอยู่ และมีคนรุ่นใหม่ที่บ่มเพาะผ่านกระบวนการนี้ เมืองก็จะไม่เดินถอยหลัง
คุณเข้าใจนิยามของคำว่า ‘เสรีชน’ ไหม เสรีชนคือคนที่มีความสามารถในการคิด ตัดสินใจ และแสดงออกด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องรอคำสั่งหรือถูกชี้นำโดยอำนาจใด
แต่ทันทีที่เสรีชนรวมพลังกันเพื่อบางสิ่งที่ใหญ่กว่าตัวเอง โดยเฉพาะในเรื่องของเมืองที่พวกเขาอาศัยอยู่ พวกเขาจะไม่ใช่แค่เสรีชนอีกต่อไป
สิ่งนี้แหละที่ทำให้เรามีประวัติศาสตร์ มีปัจจุบัน และมีอนาคต เป็นความหมายง่าย ๆ ที่เราคุ้นเคย แต่ก็อาจมองข้ามไปบ่อยครั้งในโลกทุกวันนี้
นี่แหละ คือความหมายของคำว่า ‘ประชาชน’

