21 พฤษภาคม 2025
1 K

‘เจ้าเป็นเผอ’ เป็นภาษาของชาวไทยพวน แปลว่า คุณเป็นใคร

มืด-รวีวรรณ ขนาดนิด ทายาทรุ่นสามแบรนด์ ‘สุนทรีผ้าไทย’ อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย สอนประโยคนี้ให้ผม หลักใหญ่ใจความที่ผมมาคุยกับหญิงสาวเชื้อสายไทยพวนคนนี้ไม่ใช่เพื่อเรียนภาษา แต่เพื่อทำความรู้จักรากเหง้าของการทอผ้าที่ทำกันมาตั้งแต่รุ่นคุณยาย รุ่นคุณแม่ จนถึงรุ่นของเธอ โดยต่อยอดไปไกลถึงต่างประเทศ ภายใต้แบรนด์ที่มีชื่อว่า ‘สุนทรี’ (Suntree) และ ‘Suntre3

เรื่องน่าสนใจอยู่ตรงที่มืดไม่ได้รักษาและต่อยอดภูมิปัญญาที่มีอายุกว่า 200 ปี (นับตั้งแต่สมัยที่ชาวไทยพวนอพยพมาประเทศไทยใน พ.ศ. 2379) ผ่านลวดลายโบราณที่ถูกบันทึกไว้ 9 ลาย ทั้ง ๆ ที่เธอเป็นคนบอกเองว่ามันคือเอกลักษณ์ของไทยพวน กลับกัน เธอเชื่อว่าลวดลายเปลี่ยนไปตามยุคสมัย

เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญที่เลือกเก็บรักษาไว้คือ ‘เทคนิค’

“การจกลายโดยใช้ขนเม่น การทอยกตะกอ การเข็นฝ้าย มันพิเศษมากเลยนะ เพราะเทคนิคนี้เราจะใช้ทำลวดลายอะไรก็ได้ เราเลยมาจับประเด็นตรงนี้ว่าถ้าใช้เทคนิคในการอนุรักษ์ โดยที่ลายของเราจะเปลี่ยนไป เพราะฉะนั้นการออกแบบลายของ Suntre3 จึงเริ่มต้นด้วยการเปลี่ยนมุมมองตรงนี้ให้โมเดิร์นขึ้น Unisex และขยับมาทำ Accessories ในชีวิตประจำวันด้วย” ทายาทรุ่นสามเล่าถึงแนวคิดการพัฒนาโปรดักต์ของแบรนด์

ความฝันสูงสุดของมืดไม่ใช่แค่พาผ้าทอมากผืนออกสู่ตลาดต่างประเทศ เพราะสิ่งที่เธออยากเห็นที่สุดคือภาพของชุมชนที่ทุกคนใช้การทอผ้าเป็นอาชีพเลี้ยงตัวเองได้อย่างมั่นคง ให้คนกลับมาทำงานที่บ้านเกิดได้ มีอีเวนต์สนุก ๆ ให้คนในและคนนอกพื้นที่ได้สนุกสนาน และหวังว่าสักวันหนึ่งความพยายามของเธอพอจะเป็นลู่ทางให้คนรุ่นใหม่เข้ามาสัมผัสเสน่ห์ของการทำงานกับผ้า ส่วนจะสานต่อหรือไม่ เธอไม่รู้และไม่ว่าอะไร แต่อย่างน้อยลองเข้ามาฟังเสียงกี่กระทบที่เธอพยายามรักษาไว้ไม่ให้สูญหายดูสักครั้ง แล้วคุณอาจจะเข้าว่าทำไมจากคนเคยไม่ชอบ สู่คนที่รักการทอผ้าหมดหัวใจ

ต้นสายยังไม่ปลายเหตุ

ว่ากันไปตามไทม์ไลน์ ‘สุนทรีผ้าไทย’ มีที่มาจากชื่อของ ป้าริน-ครูสุนทรี วิชิตนาค คุณแม่ของมืดซึ่งเป็นทายาทรุ่นสองของบ้าน แต่สิ่งที่ส่งผลให้ย่อหน้านี้ค่อนข้างยาวคือบทบาทของคุณแม่ที่ไม่ใช่เล่น ๆ นับตั้งแต่เป็นประธานแม่บ้านในการให้อาชีพ ให้ความรู้ เป็นประธานกลุ่มหัตถกรรมพื้นบ้านโบราณหาดเสี้ยวที่มีส่วนในการกำหนดมาตรฐานการทอผ้า รับซื้อ และนำรายได้มาให้ชุมชน อีกทั้งยังเป็นครูภูมิปัญญาไทยด้านการทอผ้าจากสภาการศึกษา ตั้งแต่ พ.ศ. 2546 และเป็นครูศิลป์ของแผ่นดิน ตั้งแต่ พ.ศ. 2559

สถานะของคุณแม่สุนทรีหลอมรวมเข้ากับแนวคิดของคนไทยพวนสมัยก่อนที่ว่า ‘ผู้หญิงทอผ้า ผู้ชายตีเหล็ก’ ส่งผลให้มืดที่เป็นลูกหลานไทยพวนได้เรียนรู้การทอผ้าซิ่นตีนจกตั้งแต่ 10 ขวบ

ตอนนั้นชอบไหม – ผมถามออกไปทันที

“ไม่ชอบ” มืดตอบพร้อมเสียงหัวเราะ “ในบรรดาพี่น้อง เราทอผ้าได้เลวร้ายสุด ไม่ใช่ว่าทำไม่ได้นะ เรารู้ทุกขั้นตอนยันความเป็นมาเลย แค่อาจจะไม่ได้ใส่ใจ โตมาก็ไม่ได้ทอเป็นหลายสิบปี แต่พอวันหนึ่งกลับมาทำ นึกอีกทีน่าจะตั้งใจเรียนมากกว่านี้”

ช่วงเว้นว่างหลายสิบปี คิดว่าหลายคนคงเข้าใจมืดดี เพราะคนที่อยู่ใกล้มักไม่เห็นคุณค่า คือคำพูดของเธอต่อตัวเองในอดีตที่มองว่าการทอผ้าผืนหนึ่งใช้เวลานานเกินไป ลำบากเกินไป ฉันต้องนำความรู้ที่มีไปทำงานอื่นที่เลี้ยงชีพได้ดีกว่านี้ และสำหรับยุคนั้นงานบัญชีในกรุงเทพฯ ตอบโจทย์ความต้องการของเธอ

มืดยอมรับว่าตัวเองลืมนึกไปเสียสนิทเลยว่าแม่ก็ใช้ผ้าเหล่านี้เลี้ยงดูเธอจนเรียนจบ มันไม่ใช่แค่เรื่องของบุญคุณ เพราะในวันที่เธอกลับมารับตำแหน่งทายาทรุ่นสาม อานิสงส์จากสิ่งที่แม่ทำมาตลอดก็เป็นตัวช่วยให้ทุกอย่างราบรื่นราวกับมีคนกรุยทางไว้ให้ เพราะทุกคนเชื่อมั่นในป้าริน คนในชุมชนจึงเชื่อมั่นในตัวเธอด้วย การต่อยอดครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การมีรากเหง้าที่คงอยู่มายาวนาน แต่ยังรวมถึงการมีรากฐานอันมั่นคงที่แม่ทำมาตลอด

พ.ศ. 2537 มืดจดเครื่องหมายการค้าในชื่อ ‘สุนทรี’

สาเหตุที่เอา ‘ผ้าไทย’ ออก เพราะเธอไม่อยากตีกรอบความเป็นไปได้ในอนาคต

“ตอนนั้นเรายังไม่ได้กลับมาจากกรุงเทพฯ แม่เองก็มีหน้าร้านอยู่แล้วตรงตำบลหนองอ้อที่เป็นร้านสุนทรีตอนนี้ แต่แม่มีงานสังคมกับงานราชการเยอะเลยไม่ค่อยได้เปิดร้าน พอจดเครื่องหมายการค้าก็บอกแม่ว่า ไม่ว่าจะไปประชุมหรืออะไร อย่าปิดร้านนะ คนจะได้รู้ว่ามีร้านอยู่ตรงนี้ ส่วนเรากลับมาจริง ๆ ประมาณ พ.ศ. 2541 ไม่ก็ พ.ศ. 2542 เพราะอยากมีเวลาดูแลลูก ถ้ายังทำงานอยู่กรุงเทพฯ คงต้องจ้างพี่เลี้ยงแน่ ๆ” มืดเล่าถึงต้นสายปลายเหตุของการกลับมารับช่วงต่อ

ช่วง พ.ศ. 2541 มืดเล่าว่าแบรนด์สุนทรียังคงอยู่ที่หน้าแม่ เวลาไปออกงาน คนจะไม่ซื้อถ้าไม่เห็นแม่ บวกกับการค่อย ๆ เริ่มปรับสินค้าให้ใช้ในชีวิตประจำวันได้มากขึ้น จนวันหนึ่งฝ่ายจัดซื้อของ King Power ก็วางนามบัตรไว้สำหรับติดต่อ หลังจากนั้นเมื่อมีโอกาสขยายตลาด ขยายกลุ่มลูกค้า และมีโอกาสไปต่างประเทศ จากสุนทรีจึงกลายมาเป็น Suntre3 ในเวลาต่อมา

“Sun หมายถึงพระอาทิตย์ และ Tree หมายถึงต้นไม้ เป็นการทำงานร่วมกับธรรมชาติหรือภูมิปัญญาที่มีอยู่ เลข 3 หมายถึงคนไทยพวนที่อพยพเข้ามาอยู่ไทยสมัยรัชกาลที่ 3 และเราเป็นทายาทรุ่นที่ 3 แถมเรายังอนุรักษ์เทคนิคการทอผ้าไทยพวน 3 เทคนิค” มืดเล่าถึงที่มาของชื่อแบรนด์ลำดับที่ 2

1 แบรนด์แตกออกไปเป็น 2 ทีแรกผมก็งงครับ เรียกว่าเป็นคำถามแรก ๆ ที่ผมถามมืดว่า 2 ชื่อนี้ทำหน้าที่ต่างกันอย่างไร ซึ่งคำตอบที่ได้คือสุนทรีมีหน้าที่อนุรักษ์และบอกเล่าเรื่องราว ส่วน Suntre3 เป็นชื่อแบรนด์สินค้าที่วางขาย นึกภาพง่าย ๆ ว่าสุนทรีคือนักเรียนที่ออกไปนำเสนองานหน้าห้อง โดยมี Suntre3 เป็นฟิวเจอร์บอร์ดแปะอยู่กับกระดานดำ

“เวลาขาย Suntre3 คนก็จะรู้เรื่องราวของสุนทรีไปด้วย เพราะรากของเราคือสุนทรีผ้าไทย”

ผ้าหาดเสี้ยว

ผ้าของไทยพวนนอกจากมีหลากหลายแบบแล้ว ยังมีลวดลายโบราณที่คนเมื่อก่อนเก็บบันทึกไว้อีก 9 ลายด้วยกัน มืดบอกว่าจริง ๆ แล้วอาจมีมากกว่านั้น และถ้าพูดถึงผ้าที่มีชื่อเสียงที่สุดก็คงต้องยกให้ ‘ผ้าตีนจก’ เพราะชื่อกระฉ่อนขนาดได้ไปอยู่ในคำขวัญจังหวัดสุโขทัยอย่าง มรดกโลกล้ำเลิศ กำเนิดลายสือไทย เล่นไฟลอยกระทง ดำรงพุทธศาสนา ‘งามตาผ้าตีนจก’ สังคโลกทองโบราณ สักการแม่ย่าพ่อขุน รุ่งอรุณแห่งความสุข

ตีนในที่นี้คือส่วนล่างสุดของเชิงผ้าถุง จกคือการใช้ขนเม่นในการจก (ควัก) ให้เกิดลวดลายอันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งใช้เวลาเกือบเดือนกว่าจะเสร็จสักผืน ขณะเดียวกันผ้าแบบอื่น ๆ ของไทยพวนที่เป็นผ้าถุงธรรมดา ไม่ใช่ตีนจก ยังใช้บ่งบอกสถานะของคนใส่ได้ด้วย เช่น ถ้าผู้หญิงคนไหนนุ่งซิ่นตีนแดง แสดงว่าโสด จีบได้ และนิยมนุ่งในหมู่เด็ก ๆ

กลับกัน ผู้หญิงที่แต่งงานแล้วหรือมีอายุประมาณหนึ่ง จะใส่ซิ่นสีหม่น ๆ อย่างซิ่นตีนดำ

มืดบอกว่าผ้าซิ่นเหล่านี้มี 16 ประเภท มีผ้าห่ม มีถุงย่าม มีผ้าอีกหลายอย่างที่ทอขึ้นเพื่อใช้ในชีวิตประจำวัน ถ้าเล่าวันนี้คงเกินกว่าเวลาที่นัดกันไว้ เอาเป็นว่าผ้าทั้งหมดเรียกว่า ‘ผ้าหาดเสี้ยว’

แต่ก็นั่นแหละ อย่างที่ผมบอกไป มืดเลือกที่จะต่อยอดด้วยการอนุรักษ์เทคนิคทั้ง 3 เอาไว้ เธอแทนที่ลวดลายโบราณด้วยลายกราฟิกร่วมสมัย ให้ความรู้สึกสดใส และไม่จำกัดแค่ให้ผู้หญิงใส่ เพื่อบ่งบอกสถานะเหมือนเมื่อก่อน ว่าง่าย ๆ คือเป็นผ้าที่ Unisex ขึ้น ผู้หญิงไม่โสดใส่ได้ ผู้ชายโสดใส่ดี

“ตั้งแต่ พ.ศ. 2546 เราสนใจอยากเอาผ้าไปออกงานต่างประเทศ ซึ่งก็เป็นน้อง ๆ โมทนาเซรามิกที่พาเราไปสมัครที่กระทรวงพาณิชย์ นั่นคือจุดเริ่มต้นที่เริ่มก้าวออกมาจาก OTOP ไปเจอกับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ (DITP) หลังจากนั้นทดลองด้วยการไปตลาดญี่ปุ่น โดยเอาผ้าแบบเดิมที่มีไปขาย เขาก็เห็นคุณค่านะ แต่เข้าใจว่าอาจจะยังไม่ตอบโจทย์เขา

“ตอนนั้นยังเป็นในนามของ Suntre3 อยู่ พอมาตอนหลังเราเข้าโครงการกับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศฯ เริ่มพัฒนาสินค้า ทุก ๆ ปีเราจะได้เจอกับนักออกแบบไม่ซ้ำหน้า ค่อย ๆ หล่อหลอมเราด้วยความคิดใหม่ ๆ ซึ่งพวกเขาไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรเรา แต่มีแนวทางพัฒนาสินค้าโดยใช้เทคนิคในการทอผ้าเป็นสำคัญ เขาถามว่าลายแบบนี้เราทำได้ไหม เราต้องแกะลายจากลายกราฟิกที่วาดไว้ เอามาพล็อตลงในกราฟ เอาไปให้คนทอลองขึ้นงานดูว่าเป็นไปได้ไหม พอขึ้นงานเสร็จถึงกลายมาเป็นชิ้นงานที่ผลิตออกมาได้” มืดเล่าถึงการเริ่มออกแบบตั้งแต่ลายผ้าไปถึงตัวสินค้า

ถ้าพูดถึงความแตกต่างระหว่างสินค้าในตอนนั้นกับตอนนี้ เดิมเคยเป็นผ้าซิ่นตีนจก ผ้าคลุมไหล่ลายดอกไม้ และเสื้อผ้าไทยที่อัดกาวแข็ง ๆ ตามสไตล์ผ้าสุโขทัย ตอนนี้มีการนำเทคนิคทั้ง 3 มาใช้ทำกระเป๋าใส่ MacBook กระเป๋าผ้า กระเป๋าคลัช ซึ่งเป็นล็อตแรกที่ Suntre3 นำไปโชว์ที่งาน Tokyo Gift Show

ส่วนลายผ้าก็ไม่ธรรมดา เพราะใช้ 3 เทคนิคในลายเดียวกัน นอกจากนี้ยังมีลายเจดีย์ ลาย Boots ที่ได้รับความนิยมในการจัดแสดงที่ต่างประเทศ ไม่ใช่แค่ว้าว แต่ร่วมสมัยขึ้นทั้ง ๆ ที่ทำจากเทคนิคอายุ 100 ปี

หัวใจสำคัญของการทอผ้า คือ ‘คนทอ’

สิ่งหนึ่งที่อดสงสัยไม่ได้ คือมืดคุยกับช่างทอผ้าในชุมชนอย่างไรให้เข้าใจ เพราะก่อนกลับมาต่อยอด พวกเขาทอลายเดิม ๆ มานานนับสิบปี จะไปบอกให้เปลี่ยนทันทีก็กลัวโดนถามกลับมาว่า ‘เจ้าเป็นเผอ’

“สิ่งที่เราเรียนกับยายมาตั้งแต่เล็ก ๆ ได้ใช้ประโยชน์ตรงนี้แหละ” มืดเปรย “เพราะว่าเรารู้ขั้นตอนการทำ ใช้ความรู้ที่เรียนมาตั้งแต่เด็กควบคู่ไปกับการออกแบบ การทำให้เกิดขึ้นจริงนั้นสำคัญที่การสื่อสารกับช่างทอ จากเดิมที่เขาเคยดูลายผ้าเป็นหลักในการทอ ตอนนี้เขาต้องดูกราฟในคอมพิวเตอร์ ซึ่งใช้เวลานานนะกว่าจะมาถึงตรงนี้ ช่างเองก็ท้าทายว่าจะทอออกมาได้ไหม เราก็ท้าทายว่าจะขายได้ไหม จนทุกคนเริ่มสนุกและตื่นเต้นกับมัน เราว่าเป็นเรื่องที่ดี”

ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจัยหนึ่งที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงคือค่าตอบแทน การยอมเปลี่ยนวิถีเดิมของช่างทอผ้าไม่ได้ก่อให้เกิดลวดลายใหม่อย่างเดียว แต่ทำให้ช่างทอมีงานตลอดเวลา ยิ่งทอลายยาก พวกเขาก็จะได้ค่าแรงมากขึ้น

ผ้าไม่ถึงตัว

มืดเชื่อว่าการที่คนรุ่นใหม่ไม่เข้ามาสานต่อ ไม่รู้จัก กระทั่งมองไม่เห็น ไม่ใช่เพราะไม่สนใจ แต่เป็นเพราะไม่มีลู่ทางให้พวกเขาเข้ามา การที่เธอเอาความเป็นปัจจุบันมาใส่ในผ้าทอ คนรุ่นใหม่ก็จะมาเห็น และเธอจะได้เล่าเรื่องให้พวกเขา แม้ว่าจะเป็นการเล่าเรื่องเดิมรอบที่ 10 ก็ตาม

“คนอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคือผ้าทอมือ เราอยากเล่าเรื่องราวออกไปว่า กว่าจะมาเป็นผ้าสักผืนต้องใช้เวลาและความตั้งใจแค่ไหน ผ้าทอคือชิ้นงานที่ออกมาจากฝีมือและภูมิปัญญาดั้งเดิม คือการถ่ายทอดอารมณ์ของคนทอ ผ้าทอทุกผืนมีความหมาย อยู่ที่จะมองเห็นรึเปล่า

“เราอยู่กับผ้าทอมานาน เคยเห็นคนคนหนึ่งอยู่กับกี่ทอผ้าทั้งวันเพื่อเลี้ยงชีพ ผ้าทอคือชีวิตของเขา และเขานำรายได้จากการทอผ้าไปต่อชีวิตอื่น ๆ ที่เขาดูแลอยู่ เพราะเราเองก็ใช้ผ้าทอต่อชีวิตคนที่เราดูแลอยู่เช่นกัน” มืดบรรยายถึงคุณค่าที่เธอมองเห็น

ตอนนี้ Suntre3 ไม่ใช่แค่แบรนด์แฟชั่น แต่ยังเป็นศูนย์การเรียนรู้ภูมิปัญญาไทย มีเฮือนไทยพวนที่เป็นสถาปัตยกรรมโบราณตั้งอยู่หลังร้าน มีเวิร์กช็อปเกี่ยวกับการทอผ้าจากเศษผ้า มีอีเวนต์ ‘เฮือนพวนชวนคราฟต์’ ที่จัดขึ้นในช่วงเดือนกุมภาพันธ์เป็นประจำทุกปี มีกี่ทอผ้าขนาดเล็กให้ได้ลองทอผ้าพร้อม ๆ กัน และมี Summer Camp ที่ได้นักออกแบบจากอิตาลีมาร่วมสอน

“เราไม่รู้ว่าตัวเองจะอยู่ถึงเมื่อไหร่ เคยพูดเล่น ๆ ว่า เดี๋ยวลูกเรียนจบแม่ก็ไปเที่ยวแล้ว แต่ลูกตอบกลับมาว่าแล้วป้า ๆ ที่ทอผ้าจะอยู่กันยังไง นี่คือสิ่งที่เราต้องคิด มันไม่ใช่แค่เรื่องของผู้คน แต่ภูมิปัญญานี้จะอยู่ต่อได้อย่างไรถ้าเราไม่ทำต่อแล้ว ทั้งนี้ทั้งนั้น ถ้าเราทำหน้าที่ตรงนี้เต็มที่แล้ว ก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งในการสืบทอดเรื่องนี้ต่อจากแม่ แต่ลูกเราจะมาสืบทอดต่อจากเราไหม ไม่รู้เหมือนกัน เขาอาจจะทำไม่เหมือนเราก็ได้ เพราะเราเองก็ไม่ได้ทำเหมือนที่แม่ทำ เขาอาจจะมีความคิดอื่น ๆ ตามยุคสมัยของเขา เรามีหน้าที่เพียงทิ้งสิ่งนี้ไว้ให้เขาได้เรียนรู้

“เรามีความสุขกับสิ่งที่ทำมาก ๆ มีความสุขในการทำงานกับผ้า ได้ชวนช่างทอผ้ามาทำสิ่งใหม่ ๆ และได้เปลี่ยนแปลงคนทอผ้าคนหนึ่งให้อยู่ในยุคสมัยที่ร่วมสมัยนี้ไปด้วยกัน” มืดปิดท้ายด้วยรอยยิ้ม


Website : www.suntreestyle.com

Writer

พันธุภา

จากเด็กที่ฝันว่าอยากไปซื้อของเล่นญี่ปุ่น สู่ผู้ใหญ่ที่ฝันว่าอยากไปจับมือกับอุลตร้าแมนตัวเป็น ๆ ที่ญี่ปุ่น

Photographer

ภาณุวิช ขวัญยืน

ช่างภาพจากสุโขทัย