14 พฤษภาคม 2025
2 K

ฉันเป็นตัวอักษรของเขา เรียกว่าเป็นเจตจำนงจะถูกต้องกว่า

แม้เกิดจากการขีดเขียน ไร้ร่างกายและตัวตน แต่ฉันมีดวงตาเห็นสิ่งรอบตัว เช่นเดียวกับตอนนี้ ฉันเห็นภาพราง ๆ ของผืนผ้าใบบนผนัง ทั้งหมดนั้นเป็นภาพไฟในหลากหลายอิริยาบถ ดวงเล็ก ดวงใหญ่ ควันไฟในภาพราวกับมีชีวิต ส่องสว่างแม้จะอยู่ในห้องแสดงงานที่ปิดไฟมืด ไร้แสงแดดลอดร่องบานหน้าต่าง

เสียงเปิดประตูดังขึ้นมาก่อน ละอองแสงทยอยเข้ารุกล้ำพื้นที่ เผยให้เห็นห้องแสดงงานที่เต็มไปด้วยภาพวาด

“พี่ม่อนกำลังเข้ามา อีกครึ่งชั่วโมงค่ะ” หญิงสาวผู้เปิดประตูเอ่ยกับชายหนุ่มที่กำลังเดินเข้ามาในห้อง ฉันเห็นเขาพูดขอบคุณ แล้วเดินดูภาพไฟในห้อง ทีละภาพ ในตำแหน่งกระจายตัวหลายมุมของห้อง

ดวงไฟในภาพทำให้ฉันรู้สึกเหมือนมันกำลังเผาไหม้ห้องแสดงแห่งนี้ โดยที่ชายในห้องไม่ขยับตัวไปไหน ไม่รู้ร้อนกับบรรยากาศรอบตัว เขากำลังรออะไรบางอย่าง เช่นเดียวกับฉันที่รอใครสักคนมาหยิบออกไป จากจุดที่ยืนอยู่ ณ ขณะนี้

ไฟ

ผมนัดพบกับ อุทิศ เหมะมูล ที่ห้องแสดงงานนิทรรศการศิลปะชิ้นล่าสุดของเขา

มันไม่ใช่แกลเลอรี แต่เป็นห้องโถงชั้น 2 ของร้านหนังสือ The Bookroom Yenakart

ถ้าอธิบายให้ชัด ที่นี่ก็ไม่ใช่ร้านหนังสือ แต่เป็นบ้านพักของ ชาติชาย ปุยเปีย จิตรกรนักวิพากษ์สังคม เพื่อนรุ่นพี่ของอุทิศที่เปลี่ยนบ้านย่านซอยเย็นอากาศให้กลายเป็นร้านหนังสือและแกลเลอรี

‘ประคองไฟ’ คือชื่อของนิทรรศการล่าสุด จัดวันที่ 15 กุมภาพันธ์ – 6 เมษายน ปี 2025 ในคำโปรโมตบอกไว้ว่า นี่คือนิทรรศการเนื่องในโอกาสที่อุทิศอายุครบ 50 ปี เปรียบเสมือนเดินมาแล้วครึ่งทางของชีวิต

อุทิศไม่ได้มีนิทรรศการศิลปะมานานโข พร้อมกับจัดในช่วงไล่เลี่ยกับที่เขามีหนังสือเล่มใหม่ สุดที่รัก BOOK II

เมื่อไฟในห้องส่องสว่าง ภาพไฟหลากหลายรูปแบบก็เผยตัว เรานั่งสนทนากันบนเก้าอี้นวมน่านั่ง ท่ามกลางภาพกองไฟรายล้อมทั่วห้อง อุทิศเล่าว่าโปรเจกต์นี้เริ่มจากการคุยกับชาติชายว่าถ้าได้กลับมาทำงานศิลปะก็คงจะดี เขายังมีต้นฉบับหนังสือที่เสร็จแล้ว บวกกับมีโอกาสได้มาร่วมพักในโครงการ Artist Residency ตัวนิยายก็มีเรื่องราวบางส่วนที่เชื่อมโยงกันอยู่ จึงจับมาเป็นโครงการเดียวกัน

เขาเล่าในสูจิบัตรว่า ไฟคือความมุ่งหวัง ก่อนหน้าทำงานนี้เขาหมดไฟ ทั้งการทำงานและการใช้ชีวิต คำว่า ‘ประคองไฟ’ เป็นคำอธิบายภาวะของตัวเองที่ประคองความหวังในห้วงที่ชีวิตเผชิญวิกฤต ไฟในภาพไม่ได้มีความหมายทางลบ ยังเป็นสัญลักษณ์ของความอบอุ่นและมิตรภาพด้วย

อุทิศใช้เวลาทำงานที่ The Bookroom Yenakart 6 เดือน เรื่องไฟเป็นเรื่องที่เขาคิดอยากทำมานาน แต่ไม่มีโอกาสได้ทำ เพราะเขามองภาพชุดนี้เป็นงานชิ้นใหญ่ ถ้าจะทำต้องมีพื้นที่กว้างพอ

“เราคิดว่ามันเป็น Perform อันหนึ่งด้วยของการทำงานศิลปะ ถ้ามันได้เคลื่อนไหวไปกับภาพด้วยน่าจะดี เวลาเป็นชิ้นเล็ก เรารู้สึกว่ามันไปได้แค่ข้อมือกับงานที่ใหญ่ขึ้น เรารู้สึกว่ามันเคลื่อนไหวร่างกายได้ดีขึ้น เล่นกับเฟรมที่เราจะวาดได้ดีขึ้น เทคนิคอะไรที่มันไม่เคยได้จากการทำงานชนิดอื่น”

ตั้งแต่สมัยเรียนศิลปะ อุทิศทำงานโดยใช้ร่างกายอย่างช่ำชอง เขาเคยทำงานปั้นส่งอาจารย์ ด้วยการปั๊มร่างกายตัวเองลงไปในดิน นั่นทำให้งานภาพไฟของเขามีจังหวะการสะบัดสีที่แม่นยำ ซึ่งมาจากการเคี่ยวกรำร่างกายมานาน

“เราน่าจะค้นพบพลังงานอะไรบางอย่างจากการได้ฟาดได้เหวี่ยงบน มันก็น่าจะสะท้อนภาวะที่อยู่ข้างในเรา ดิบเถื่อน ฉับพลัน เกรี้ยวกราด แต่เป็นความเกรี้ยวกราดที่ยังอยู่ในฟอร์ม ไม่ใช่ว่านึกอยากจะสะบัดก็สะบัด ต้องมีการวางแผน มีจุดที่ว่าจะลงตำแหน่งไหน” เขามองภาพวาดในห้อง “และเล่าเรื่องได้อย่างที่ตัวเองต้องการจริง ๆ”

ผมมองภาพไฟของอุทิศ สิ่งที่ชอบเป็นพิเศษ คือไฟในภาพเหมือนจะเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา มีมุมภาพที่ไม่เป็นระนาบปกติ อุทิศเล่าว่าวิธีการวาดรูปไฟของเขา คือต้องทารองพื้นบนเฟรมจนเปียกชุ่ม ใช้ลักษณะธรรมชาติของน้ำเพื่อวาดเปลวไฟ ควบคุมให้ไปในทิศทางที่ต้องการ รอให้แห้งแล้วทำซ้ำจนเสร็จ ภาพจะให้อารมณ์คล้ายงาน Impressionist ต้องใช้เวลาในการวาดนาน แลกกับภาพไฟที่ให้ความรู้สึกไม่หยุดนิ่งตลอดเวลา

ภาพของเขามีความเป็นภาพยนตร์อยู่ ความจริงผมรู้จักชื่อ อุทิศ เหมะมูล ไม่ใช่จากหนังสือ แต่มาจากหนังทดลองที่ออกฉายในโปรแกรมเล็กของสถาบันทางวัฒนธรรมในบ้านเรา

“มันเป็นคำถามลึก ๆ ของเราตั้งแต่สมัยเรียนศิลปะ ช่วงที่เราทำวิทยานิพนธ์ ว่าทำอย่างไรที่จะทำให้จิตรกรรมออกไปมากกว่าขอบเขตนี้ ไม่ใช่การ Capture เหมือนภาพถ่ายที่หยุดนิ่ง มันเลยเป็นที่มาว่าหลังจากช่วงที่เราเรียนศิลปะ เราพยายามหาสื่ออื่นที่มากไปกว่าจิตรกรรม กระโดดไปทำวิดีโออาร์ต เพราะเราอยากได้การเคลื่อนไหว ทำยังไงให้งานศิลปะของเราเคลื่อนไหวอยู่ในตัวงาน

“พอเริ่มทำงานเขียนหนังสือ กลับมาทำงานศิลปะอีกที เราก็ยังสนใจเรื่องนี้ ในแง่หนึ่งสิ่งที่ไม่ถูกเล่าในเรื่อง เราอยากเห็น อยากถ่ายทอดออกมา หนังสือบอกเล่าเรื่องหนึ่ง แต่ก็มีเรื่องที่อยู่นอกเฟรมที่ต้องดำเนินต่อไป มีเรื่องราวในชีวิตของมัน กลายเป็นเป้าหมายหลักอย่างหนึ่งของการทำงาน ว่าอยากเขียนหนังสือ ทำงานศิลปะ”

อุทิศยกตัวอย่างตอนทำหนังสือ ร่างของปรารถนา ตัวละครในเรื่อง เข้าสิง เป็นศิลปิน อุทิศเลยทำนิทรรศการประหนึ่งว่าเป็นงานของเข้าสิงที่ออกมาสู่โลกความเป็นจริง ภาพจะพูดถึงร่างกายและภาวะชั่วขณะที่เกิดขึ้นฉับพลัน เช่น มนุษย์ที่สำเร็จความใคร่ โจทย์ของการวาดคือทำอย่างไรจะวาดอากัปกิริยาของร่างกายให้เห็นอาการสั่นเทาหลังเสร็จกิจ หรือมี Aftertaste มากกว่าที่เห็น การวาดภาพไฟให้เคลื่อนไหว จึงไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับเขา

อุทิศแสดงงานไม่บ่อยนัก งานค่อนข้างหลากหลาย ทั้งภาพร่างกาย ภาพทิวทัศน์ ภาพ Portrait นักการเมือง (ใช้นิ้วมือวาด)

“คำถามที่อยู่ในใจศิลปินที่อยากจะถ่ายทอดออกมา ทุกงานเป็นเรื่องเดียวกัน เพียงแค่เปลี่ยนรูปแบบวิธีการเล่าภาพปรากฏออกมาให้เห็น

“สิ่งที่เราค้นหาก็คือเราจะนำเสนอภาวะที่อยู่ข้างในตัวเราออกมาเป็นภาพผ่านสื่อต่าง ๆ ด้วยรูปแบบใดได้บ้าง มันคือเรื่องเดียวกันข้างในตัวเรา”

50

ปีนี้อุทิศอายุ 50

เขาพอใจ มีหนังสือใหม่ มีงานแสดงใหม่ กับการ Move สู่ชีวิตใหม่ ผลัดตัวตนเก่าทิ้งไป

ชีวิตก่อน 50 ของอุทิศสนุกสนาน โดยเฉพาะในปี 2018 เขาออกหนังสือ ร่างของปรารถนา ได้แสดงงาน และตัวเนื้อหาได้ถูกดัดแปลงเป็นละครเวที ผู้กำกับคือ โทชิกิ โอกาดะ ก็เป็นเพื่อนนักเขียนของเขาเอง ตระเวนแสดงไปในหลายประเทศ

“เราคิดว่าตอนนั้นมันเป็นชีวิตที่พีกมาก ระเบิดความสำเร็จมาก และในขณะเดียวกันมันก็ระเบิดความล้มเหลวของเราออกมาด้วย

สนุก ลืมตัว ใช้สิ่งที่อยู่ในตัวจนหมด นั่นคือเหตุผลของเขา หลังจบงานนั้นเขาพบความจริงว่า ร่างของปรารถนา เป็นหนังสือเล่มที่ขายยากที่สุด หนักกว่านั้นคือหนังสือภาพที่ทำตามมาหลังจากนั้น พิมพ์แบบจัดหนักจัดเต็มจนเป็นหนี้

งานดิ่ง ความสัมพันธ์แย่ลง หนักสุดคือปัญหาสุขภาพ ด้วยนิสัยสูบบุหรี่จัด กินเบียร์ทุกวัน นำมาสู่โรคความดันสูงมาก เสี่ยงเป็นภาวะ Metabolic Syndrome และ Stroke เป็นเริม งูสวัด สารพัดโรคถามหา

ปัญหาคลาสสิกนี้ส่วนมากจบด้วยการหันมาดูแลตัวเอง เพียงแต่พอเป็นอุทิศ เขาค่อนข้างไปสุดกว่าคนอื่นเล็กน้อย

“เป็นภาวะตาสว่างเกี่ยวกับร่างกายของตัวเอง ศึกษาเรื่องโภชนาการที่เรียกว่า American Diet มันมายังไง ทุกวันนี้คนเป็นโรคเบาหวานกันทั่วโลกเกิดจากการบริโภคอะไร ศึกษาที่มาว่าหลอดเลือดตีบตันเกิดขึ้นมาได้ยังไง เกิดจากการสะสมไขมันแบบไหนอย่างไร LDL Type A และ B คืออะไรก็สนุกดี ก็เลยใช้ร่างกายตัวเองเป็นตัวทดลองทำ” อุทิศเล่า “ผลที่เราอยากจะได้คืออยากสลายไขมันที่ไปอุดตันหลอดเลือด เพื่อทำให้เลือดมันไหลดีมากขึ้น เลือดไปเลี้ยงสมองและหัวใจดีขึ้น”

ปีแรก เขาหักดิบ ถอนพิษคาร์โบไฮเดรต เริ่มทำคีโต (ลดอาหารแป้ง น้ำตาล กินแต่โปรตีนและไขมัน) อดอาหารแบบ Fasting กินมื้อเดียว เพื่อช็อกร่างกาย

ปีที่ 2 ร่างกายผ่ายผอม อุทิศเริ่มเล่น Weight Training สร้างกล้ามเนื้อ ทำอาหารกินเอง ไม่ไว้ใจอาหารนอกบ้านอีกต่อไป เรื่องที่ยากที่สุดคือเลิกบุหรี่ แม้จะสูบมา 20 – 30 ปี อุทิศก็ทำได้

ไม่มีอีกแล้วอุทิศที่ไปตามปาร์ตี้ต่าง ๆ กินเหล้าเบียร์ทุกวัน (ตอนนี้เว้นไว้แค่ไวน์ดี ๆ ช่วงวันหยุด) เขากลายเป็นอีกคน จากเคยมีผลงานว่าด้วยความอยากและลุ่มหลง เขาได้ข้ามพ้นไปอีกขอบเขตหนึ่ง เริ่มคิดดีกับตัวเองมากขึ้น ทัศนคติชีวิตเปลี่ยนไป

ที่ต้องเล่าจุดนี้ เพราะร่างกายที่เปลี่ยนไปไม่ใช่เรื่องเล็ก มันส่งผลต่อความคิดข้างใน เขามองโลกในแง่จริงมากขึ้น ในช่วงนั้นเขาเขียนหนังสือเล่มสำคัญขึ้นมาเล่มหนึ่ง ชื่อว่า โชติชีวิตบรรลัยของแพทริก ชั่ยฯ

ถ้าคนอ่านเพิ่งรู้จักเขาจาก ไตรภาคแก่งคอย หรือ ร่างของปรารถนา ทุกคนจะงงว่านี่คือผลงานของนักเขียนคนเดียวกันหรือเปล่า อุทิศเล่าว่าเล่มนี้เป็นงานทดลองอย่างหนึ่ง เกิดขึ้นในช่วงที่เขาไม่มีความภูมิใจในตัวเอง ไม่อยากเขียนอะไรที่มีที่มาจากตัวเอง

“แล้วการเขียน โชติชีวิตบรรลัยของแพทริก ชั่ยฯ เรารู้สึกว่าเราได้เขียนถึงคนอื่น แล้วมันไม่ต้องแคร์ตัวเองมากนัก แล้วมันก็เป็นการฝึก

“วิธีที่เรามองตัวละคร มันทำให้เรามองได้เคลียร์ขึ้น ชัดขึ้น ปกติเราก็ไม่ใช่คนที่เขียนหนังสือตอนดื่มเหล้าหรือเบียร์อยู่แล้ว เราไม่ใช้พลังงานนั้นในการเขียน” เขาเล่า “เรารู้สึกว่าเขียน แพทริก ชั่ยฯ ด้วยภาวะเลิกยาน่ะ เป็นชัยชนะอีกด้านหนึ่งของชีวิต เพราะเราจัดระเบียบวิธีการทำงาน วิธีคิด ให้เหมาะสมกับคนที่เลิกบุหรี่ ไม่สปอยล์ตัวเอง

“ภาวะของการเลิกตามใจตัวเอง เป็นการต่อสู้ที่น่าภูมิใจ”

นักเขียนวัย 50 มองว่าโลกโภชนาการเต็มไปด้วยความสนุกสนาน หัดกินน้ำ Sea Salt ที่มีเกลือจากธรรมชาติ กินอาหารแบบ Whole Food มากขึ้น ปรุงน้อยลง

เหล่านี้มีผลกับตัวตนและงานสร้างสรรค์ในช่วงหลังจากนี้ทั้งสิ้น

“สิ่งที่ปฏิบัติในชีวิตประจำวัน มันมีผลกับแอคชัน กับงานของเราที่ทำอยู่แล้ว ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง จากแต่ก่อนที่เคยเดินด้วยระยะก้าวเร็ว ๆ วันหนึ่งจังหวะเปลี่ยนเป็นเดินด้วยความมั่นคงทีละก้าว ๆ ผมว่าเรื่องพวกนี้มันออกมากับงานสร้างสรรค์ของเราอยู่แล้ว

“มันเป็นงานที่มีระยะเวลาชัดเจน ประคองชีวิตตัวเองไปด้วย กับไลฟ์สไตล์แบบใหม่ เครื่องไม้เครื่องมือแบบใหม่ในการที่จะดำเนินชีวิตไป อะไรที่เคยชอบ อะไรที่เคยลุ่มหลง เสพติด ต้องวางมือจากมัน ถึงเวลาต้องปล่อยมือกันแล้ว”

ถ้าความอยาก ความลุ่มหลง ซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักในงานของอุทิศ เริ่มจางลงไปตามตัวตนที่เปลี่ยน

แล้วสิ่งที่เข้ามาแทนที่คืออะไร

สุดที่รัก

คุณไม่ได้อยู่คนเดียว คุณประกอบมาจากคนอื่น ๆ คุณฟังทุก ๆ เรื่องเล่าของพวกเขา ดำรงอยู่เพื่อเป็นคุณ

เสียงในใจฉันบอกเขา ขณะนั่งฟังทั้งสองคนสนทนาต่อ

สุดที่รัก BOOK II เริ่มต้นได้ยังไง

มันเริ่มจากเล่มแรก BOOK I ก่อน ผมเขียนเล่มแรกมาตั้งแต่ปี 2018 เขียนเสร็จ 2019 รู้สึกว่ายังไม่ค่อยเป็นที่น่าพอใจ เราใช้พลังงานแบบลุ่มหลงมัวเมา เหมือนที่เคยใช้ตอนเขียน ร่างของปรารถนา

มันดึงตัวเองให้จม แล้วผมเชื่อว่ามันจะดึงคนอ่านจมไปด้วย เรื่องยังไม่เคลียร์ชัดมากพอในตัวเราที่จะปล่อยมันไป ก็เลยเก็บดองไว้ก่อน ไม่น่าจะใช่เวลาที่เขาจะได้ลืมตาออกมาดูโลกในช่วงเวลานี้

ถ้าไม่ดี ไม่ต้องเขียนต่อก็ได้ ทำไมถึงเขียนต่อ

เราคิดว่ามันมีอากาศที่ดี เรื่องราวดี ๆ งอกออกมาจากเล่มแรกได้มั้ย หรือมีวิธีเล่าด้วยน้ำเสียงที่แตกต่าง ความแตกต่างคือเราเป็นคนอีกคนหนึ่งที่ต่างไปในเสียงเล่าของเล่มแรก พยายามจะไปให้พ้นจากบุคลิกของเล่มแรก เล่ม 2 BOOK II เริ่มต้นตรงจุดนั้น เราไม่ได้อยากเป็นตัวเอง อยากไปเป็นสิ่งอื่น เป็นการสะสมสภาวะความคิดของศิลปินคนหนึ่งกับเสียงเล่าอื่น ๆ ในของความเป็นสิ่งอื่นที่รายรอบตัวศิลปิน เราเป็นผู้สัมผัสรับรู้เสียงเล่า โดยที่ไปรับรู้เรื่องราวและเสียงเล่าของคนอื่น

ใน BOOK II เป็นเรื่องจริงทั้งหมดมั้ย

ไม่ทั้งหมดหรอก ยังไงก็เป็นเรื่องแต่งอยู่ดี ในแง่ของการทำงาน มันไม่ใช่บันทึกอนุทินประจำวัน ก็ต้องใช้ศิลปะการแต่งเรื่องเล่า ในรูปแบบที่คิดว่าถ้าเรื่องนี้เกิดขึ้นกับชีวิตของเราจริง ๆ ถ้ามันถูกเล่าด้วยฟอร์มนี้ จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น ตรงเข้าไปที่ใจคนอ่านมากขึ้น

อ่าน BOOK II เหมือนอ่านรีวิว Input ชีวิตของคุณที่ผ่านมา ตั้งใจมั้ย 

พอผ่านเล่มนี้มาแล้ว ผมเชื่อว่าเป็นสภาวะที่เกิดขึ้นกับมนุษย์ทุกคน เมื่อถึงช่วงชีวิตวัยหนึ่ง หลาย ๆ อาการที่เจอ ทั้งการหมดความนับถือตัวเอง ความเห็นแก่ตัว สิ่งที่สร้างขึ้นมากับมือแล้วทำลายมันลง สิ่งที่พยายามตะเกียกตะกายร้องโหยหวนเพื่อที่จะไขว่คว้ากลับคืนมา หรือการต้องตั้งตัวขึ้นมายังไงเพื่อที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้

ผมมองตัวเองเป็นเหมือนชีวิตของ (นิ่งคิด) สภาวะของคนผู้ชายทั่วไปที่วันหนึ่งจะต้องเจอ เราเลยรู้สึกว่าไม่ได้ถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตของตัวเองคนเดียว ไม่ใช่งานหลงตัวหมกมุ่นอยู่กับตัวเอง ถ่ายทอดความเจ็บปวดสูญเสียของตัวเองออกมาเพื่อให้คนอื่นได้รับรู้ แต่เรารู้สึกว่าสภาวะนี้ทุกคนประสบอยู่ รับรู้อยู่ ในช่วงชีวิตในระยะหนึ่ง แล้วเรารู้สึกว่าเราอยากถ่ายทอดสภาวะนี้ออกมาให้เหมือนกับเป็นเสียงของคนในวัยนี้เพื่อบอกว่า เราจะไปกันต่อยังไง

คุณเขียนเล่มนี้โดยแบ่งเป็นบทย่อยสั้น ๆ เหมือนเวลาเราคิดอะไรขึ้นมาเป็นห้วง

ใช่ครับ เล่มนี้เปิดโอกาสให้เราบันทึกเหมือนยุคที่เราชอบไปโหยหวนในเฟซบุ๊กตอนตี 2 แต่สุภาพมากขึ้น (หัวเราะ) พอมันเป็น Fragment แบบนี้เป็นอุปสรรคของคนอ่านบางคนเหมือนกันนะ อาจจะยากที่จะตามติดหรือจับความรู้สึกให้ไปตลอดรอดฝั่งได้ แต่สภาวะเป็นห้วง ๆ แบบนี้ตัวเองก็ไม่เคยทำมาก่อนเหมือนกัน เป็นเศษเสี้ยวหนึ่งของตัวแทนห้วงสรรพอารมณ์ของการเขียนในเฟซบุ๊ก เราใช้วิธีแบบนั้นสร้างเรื่องเล่าชุดหนึ่งขึ้นมา ก็ถือว่าเป็นเทคนิคหนึ่ง หาวิธีการสร้างสรรค์งานขึ้นมา เป็นกระแสสำนึกที่ใช้เครื่องมือยุคสมัยปัจจุบัน

หนึ่งในเรื่องที่คุณบันทึก คือประวัติศาสตร์การเมือง 12 ปีที่แล้วคุณเคยร่วมคณะนักเขียนแสงสำนึก เชิญชวนคนในวงการนักเขียนลงชื่อรณรงค์แก้ไขกฎหมายมาตรา 112 พอถึงวันนี้ เหตุการณ์เปลี่ยนไปมาก คุณรู้สึกอย่างไร

ไม่ดีใจนะ มันถูกรับรู้ในวงกว้างมากขึ้นแน่นอน ใช่ แต่นักโทษการเมืองเหล่านี้ที่ถูกตัดสินด้วยมาตรา 112 หรือยังไม่ถูกตัดสิน ทุกวันนี้ก็ยังอยู่ในเรือนจำ ผมคิดว่าความทุกข์มากมายที่พวกเขาได้ประสบก็ยังอยู่

ในด้านหนึ่งมันก็แตกต่างจากสมัยนี้มาก ตอนนั้นคอขาดบาดตายกว่านี้ ถึงขั้นตัดพี่ตัดน้องตัดญาติ ไม่ให้ใช้นามสกุลกันเลยถ้ารู้ว่าไปทำอะไรเรื่องพวกนี้ มันก็เป็นการตัดสินใจที่ยากสำหรับคนที่ลงชื่อเหมือนกันนะ เขาต้องเจอกับอะไรหลายอย่าง

แม้เหตุการณ์คลี่คลายบ้างแล้ว เพียงแต่การกลั่นแกล้งจากการฟ้องร้องดำเนินคดีมันไม่ได้ลดน้อยลง สิ่งที่เรารู้สึกก็คือใครฟ้องก็ได้ เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

อีกเรื่องที่คุณเขียนถึงเยอะหน่อย คือความสัมพันธ์ ตอนนี้สบายดีหรือยัง

สบายดีแล้ว (ยิ้ม) มีความสุขแล้ว มันเป็นความน่ามหัศจรรย์ของชีวิตเหมือนกันนะ ต้องอาศัยเวลาในการเติบโต เราจะไม่มีวันรู้หรือเข้าถึงความคิดแบบนี้เลยจนกว่าเราจะอายุมากขึ้น ถ้าเราเด็กกว่านี้เราก็ไม่คิดว่าเราพร้อมที่จะเป็นคนอายุ 50 คนนั้น

เหมือนคุณเปิดหน้าต่างออกไปรับสายลมและแสงแดด มันมาง่าย ๆ แบบนั้น แต่แน่นอนคุณก็ต้องเจอเรื่องมากมายก่อนหน้านี้ ทำให้คุณเปิดหน้าต่างออกไปแล้วมันไม่ธรรมดาเหมือนวันอื่น รู้สึกดีกับอากาศที่ไหลเข้าผ่านเรา

เราต้องปิดหน้าต่างนาน ๆ ก่อน ถึงจะรู้คุณค่าของการเปิด

เออ มันต้องเจออะไรมาก่อน แต่คนเราจะเปลี่ยน มันก็ต้องถึงจุดที่ต้องเปลี่ยนจริง ๆ แล้วมันก็จะเปลี่ยนได้เอง ถ้าเราบังคับตัวเอง ไม่ได้ตามใจตัวเองตลอด จุดจบก็ไม่ยากหรอก จนกว่าเราจะมองเห็นว่าปลายทางคือตรงไหน แล้วก็เริ่มกลับมาถามตัวเองว่าอยากจะไปทางนั้นต่อมั้ย

คนวัย 50 มีความสุขยากมั้ย 

ยากนะ เรารู้สึกว่ากำลังถูกทิ้งไว้ข้างหลัง มันก็ไม่ใช่โลกที่น่าพอใจ แต่เราต้องหาที่ทางหรือพื้นที่ของเราให้เจอ แล้วอยู่กับกิจกรรมที่มีความสุขให้ได้ ถ้าหาไม่ได้ก็ยังไม่มีความสุข

วรรณกรรม

ฉันกลั้นหายใจเฉียบพลัน เมื่อนิ้วของเขา เฉียดใกล้ผิวสัมผัส

ไม่เป็นไรหากวันนี้เขาจะไม่เปิดฉัน

เวลาผันผ่าน ฉันแค่อยากบอกว่า ผ่านไปทีละวัน ทีละวันนะ คุณเก่งมากที่อยู่ตรงนี้

ดำเนินชีวิตต่อไปนะ ฉันอยู่ตรงนี้

ระหว่างคุย อุทิศเดินไปหยิบหนังสือจากชั้นเป็นระยะ แม้จะเป็นเล่มที่เขามองว่าล้มเหลวทางธุรกิจ แต่ใบหน้ายังเปื้อนยิ้มเมื่อพูดถึงมันเสมอ

ในส่วนท้าย ๆ ของหนังสือ สุดที่รัก BOOK II เขาบันทึกสถานการณ์ยากลำบากในวงการวรรณกรรม

ราวกับยอมรับตัวเอง เขารู้ว่างานที่เรียกว่าวรรณกรรมนั้นอยู่ยากในสังคมปัจจุบัน คนไม่อ่านเรื่องเล่าเล่มหนา ไม่อ่านหนังสือ เรื่องเล่านี้วนเวียนกลับมาอีกรอบ แต่ครั้งนี้ดูจะหนักกว่าครั้งไหน กระแสคอนเทนต์โหมกระหน่ำบีบให้คนมีเวลาหาความบันเทิงจากการอ่านน้อยลง

ในร้านหนังสือชั้นนำบางสาขา วางหมวดวรรณกรรมไว้ด้านหลังสุด ราวกับเล่นซ่อนแอบกับคนอ่าน

อุทิศยุคใหม่ไม่ได้มองลบเสียทีเดียว ช่วงหนึ่งเขาเขียนว่า

การจะให้กำเนิดชีวิตใหม่ของเรื่องเล่าเดิมนั้นไม่ได้รับประกันว่าทุกเมล็ดพันธุ์ที่หว่านลงจะงอกทุกต้น มีต้นที่งอก และต้นที่ตาย มีต้นที่ทำท่าจะงอกแต่ระหว่างทางก็ตายลงด้วยเช่นกัน แต่ที่ข้าพเจ้ากำลังเล่าเรื่องเสียยืดยาวอยู่นี้คือโอกาสที่จะได้งอก การอยู่ในประเทศที่ไม่ได้สนใจและใส่ใจการมีอยู่ของคุณมากนัก ให้ผลสองทางที่สำคัญต่อการมีชีวิตอยู่ของคุณ หนึ่ง คือหมดกำลังใจ อีกหนึ่ง คือแรงผลักดันกระตุ้นคุณให้นำตนออกไปที่อื่น 

แม้นตัวนักเขียนเองไม่อาจออกไปที่อื่นได้ แต่เรื่องเล่าของคุณจะไหลเอื่อยอยู่ในแม่น้ำสายอื่นได้…

อีกช่วงเขียนว่า

นับตั้งแต่ยุคหลังสมัยใหม่เป็นต้นมา เรื่องเล่าถูกตัดหั่น ทุบให้แตกกระจัดกระจาย กลายเป็นส่วนเสี้ยวชิ้นเล็กชิ้นน้อย อันที่จริงฉันพอใจจะมองด้วยภาพอุปลักษณ์ว่า คือตุ่มตาของการตอนกิ่งของต้นไม้มากกว่า เพราะมันให้ลักษณะของการเกิดใหม่ มากกว่าทำลายเรื่องเล่าให้แดดิ้นดับไป…

อุทิศเปรียบความเปลี่ยนแปลงในวงการเรื่องเล่า จากวรรณกรรมเล่มหนา สู่โพสต์โซเชียลมีเดีย หรือวิดีโอแนวตั้ง ว่าเป็นเหมือนการปลูกโรสแมรี

โรสแมรี คือต้นไม้ที่จะตายไม่เกิน 2 สัปดาห์ถ้าคุณเลี้ยงไม่เป็น อุทิศก็เป็นเช่นนั้น จนกระทั่งเขาค้นพบความจริงข้อหนึ่งว่า หากไม่ตัดต้นไม้ให้สั้นลง มันจะไม่โตและแตกกิ่งก้าน

“พอได้อยู่กับต้นไม้มากขึ้น เรารู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องการเลี้ยงความสวยงาม

“เวลาตัดเขา เขาจะแตกที่ใหม่ ถ้ามัวแต่ห่วงแล้วไม่อยากทำร้ายเขา เขาก็จะไม่มีวิถีทางที่เขาควรจะเป็น ปรัชญาเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็มาจากการปลูกต้นไม้นี่แหละครับ

“ชีวิตคนพยายามหาบทเรียนหรือหาวิธีเรียนรู้จากสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เราเลยกลายเป็นพวกจ้องมองรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิต”

คำถามว่า นักเขียนและวรรณกรรมควรจะรู้สึกอย่างไรเรื่องเล่าและคอนเทนต์สั้นที่มาแย่งเวลาไป อุทิศไม่มีคำตอบ

เขาเพียงแต่มองมันคล้ายกิ่งของโรสแมรี หากไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง ต้นไม้คงไม่มีการเติบโต

หลังสัมภาษณ์และถ่ายรูปเสร็จ อุทิศร่ำลาพวกเรา เดินออกจากประตูแกลเลอรีชั้น 2 ไปด้านล่าง

วันนี้วันศุกร์ เขาต้องอยากกลับไปทำอาหารกินที่บ้าน เหตุผลนักเขียนวัย 50 ช่างน่าอิจฉา

ก่อนเดินออกจากห้อง ผมได้ยินเสียงอะไรบางอย่างบริเวณชั้นหนังสือ

มันเป็นชั้นไม้ขนาดเล็ก รวมผลงานหนังสือทั้งหมดของอุทิศเท่าที่จะรวบรวมมาได้ จัดวางคู่กันกับภาพวาดในนิทรรศการล่าสุด

สุดที่รัก BOOK II หนังสือเล่มล่าสุดวางอยู่บนชั้น ผมหยิบมันออกมา ถือไว้ในมือ

พลิกอ่านก็พบข้อความหนึ่ง วางอยู่กึ่งกลางกระดาษเปล่า

ฉันอยู่ตรงนี้

หากสนใจสั่งจองภาพวาดจากนิทรรศการประคองไฟ ติดต่อ Inbox ของอุทิศได้ที่ Facebook : Uthis Haemamool

Writer

ศิวะภาค เจียรวนาลี

บรรณาธิการที่ปั่นจักรยานเป็นงานหลัก เขียนหนังสือเป็นงานอดิเรก

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล