กระเบา กล้วยสั้น สบู่เลือด สารพัดพืชพรรณชื่อแปลกหูไม่คุ้นตา กลายเป็นเรื่องสนุกที่สุดในการเดินชมภาพวาด ณ โถงนิทรรศการชั้น 3 – 5 ที่หอศิลปกรุงเทพฯ
หากยังไม่มีแพลนไปเที่ยวไหนไกล วันที่ 6 – 18 พฤษภาคมนี้ เราขอชวนทุกคนแวะมาชมนิทรรศการภาพวาดพฤกษศาสตร์นานาชาติ หรือ Botanical Art Worldwide 2025 ถือเป็นงานระดับนานาชาติครั้งที่ 2 ของไทย หลังจากครั้งแรกจัดขึ้นใน พ.ศ. 2561 นำโดยเครือข่ายวิทย์สานศิลป์ (Sci-Art Network), ภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล, สมาคมพฤกษศาสตร์ในพระบรมราชินูปถัมภ์, โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.) และมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง
งานนี้ริเริ่มโดย American Society of Botanical Artists (ASBA) เป็นผู้รวบรวมองค์กรด้านพฤกษศาสตร์และศิลปินจากนานาประเทศทั่วโลก กำหนดให้วันที่ 18 พฤษภาคมเป็นวันพฤกษศิลป์สากล (World Botanical Art Day) หลายประเทศในเครือข่ายจึงจัดแสดงนิทรรศการพร้อมกันในช่วงนี้ เพียงแต่มีหัวข้อสนุก ๆ เป็นของตัวเอง
ปีนี้ประเทศไทยมาในธีม ‘มรดกพืชพรรณธัญญาหารของชาวสุวรรณภูมิ’ นำเสนอภาพวาดพฤกษศาสตร์ของพืชปลูกที่มีการใช้ประโยชน์มาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย โดยเครือข่ายวิทย์สานศิลป์คัดเลือกภาพโบราณอายุ 100 กว่าปี จำนวน 21 ภาพ จากพิพิธภัณฑ์พืชกรุงเทพ มาจัดแสดง บ้างหากินแทบไม่ได้ บ้างก็สูญหายไปแล้วเพราะไม่ได้รับความนิยม ทั้งยังเปิดโอกาสให้นักวาดมือสมัครเล่นส่งภาพเข้ามาประกวด จนได้ผลงานใหม่เอี่ยม 74 ภาพจาก 57 ศิลปิน
ก่อนไปชมภาพสวย ๆ ขอย่นย่อประวัติภาพวาดพฤกษศาสตร์ให้ทุกคนเข้าใจก่อนสักนิดว่า ประเทศไทยเริ่มมีการสำรวจพันธุ์พืชอย่างเป็นสากลในสมัยรัชกาลที่ 6 นำโดย ดร.อาเธอร์ คาร์ (Dr.Arthur Kerr) นักสำรวจพืชพรรณผู้เป็นบิดาแห่งวงการพฤกษศาสตร์ไทย เพื่อเป็นเอกสารประกอบตำรายารักษาโรค เมื่อปราศจากกล้องบันทึกภาพและหากฟังตามกันมาเพียงอย่างเดียวก็คงนึกหน้าไม่ออก นักสำรวจจึงจำเป็นต้องบรรยายสิ่งที่ตาเห็นออกมาเป็นภาพ เพื่อช่วยจำแนกลักษณะเด่นของพืชแต่ละชนิด ถูกต้องตามหลักความเป็นจริง ทั้งรูปทรง สัดส่วน พื้นผิว จนกลายเป็นศาสตร์หนึ่งของการวาดภาพ
จะมีอะไรดีไปกว่าชวนเจ้าของงานมาแนะนำงานให้ฟังด้วยตัวเอง วันนี้เราอยู่กับ จิ๋ว-ชัยวัฒน์ คุณพานิชอนันต์ หนึ่งในพฤกษศิลปินประจำปี พร้อมพาไปเปิดเผยเบื้องหลัง 9 รูปเด็ดรูปดังที่ต้องมาดูด้วยตาให้ได้ (หากอ่านไปจนถึงด้านล่าง จะพบว่าเขาเป็นหนึ่งในเจ้าของผลงานที่โดดเด้งมาแต่ไกล)
เราขอให้คุณตั้งหลักที่โถงชั้น 5 ไล่ตั้งแต่ภาพโบราณหายากไปจนถึงผลงานศิลปะร่วมสมัยของศิลปินรุ่นเล็กได้เลย



1
ไฮไลต์แรกเป็นผลงานอายุ 100 ปีของ คุณเนย อิศรางกูร ณ อยุธยา นักเรียนอัสสัมชัญที่พูดภาษาอังกฤษได้ ทั้งยังมีทักษะการวาดภาพดี จึงได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ช่วยของคุณหมอคาร์
พี่จิ๋วเล่าว่าความจริงภาพฝีมือคุณเนยมีมากกว่านี้ แต่เหตุที่หยิบยืมภาพนี้มาจากพิพิธภัณฑ์พืชกรุงเทพ เพราะพืชเหล่านี้ตรงกับหัวข้อมรดกพืชปลูก หากเขยิบเข้ามาใกล้ภาพอีกหน่อยจะพบว่าคุณเนยเขียนชื่อวิทยาศาสตร์กำกับไว้ รวมถึงชื่อไทยที่มีวงเล็บ (ท), (ล) ต่อท้าย หลังเครือข่ายวิทย์สานศิลป์หารือกันอยู่นาน ก็ลงมติว่า (ท) คือชื่อไทย ส่วน (ล) คือชื่อลาว ซึ่งคําว่าลาวในสมัยนั้นไม่ได้หมายถึงประเทศลาว แต่หมายถึงชาวล้านนา สอดคล้องกับสถานที่ตั้งในภาพที่อยู่ในจังหวัดเชียงใหม่แทบทั้งหมด ทำให้เราได้เรียนรู้เรื่องวัฒนธรรมภาษาผ่านภาพวาด
เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่ทำเราว้าวสุด ๆ คือทุกคนจำหนังสือคัดลายมือตามรอยประสมัยเด็ก ๆ กันได้ไหม นอกจากคุณเนยจะเป็นนักวาดแล้ว ท่านยังเป็นต้นแบบของหนังสือคัดลายมือทั้งภาษาไทยและอังกฤษอีกด้วยนะ


2
ผลงานของ คุณโห้ วรรณโก นักวาดในกรมเกษตรและการประมง ท่านเป็นนักเรียนเพาะช่างฝีมือดีที่วาดภาพได้งดงามตามหลักพฤกษศาสตร์ แต่หากสังเกตภาพนี้ดูดี ๆ จะพบว่าแตงกวาสมัยนั้นมีลักษณะป้อม สั้น ในขณะที่แตงกวาปัจจุบันลูกยาวมาก นั่นเป็นเพราะแตงกวาถูกผสมให้ได้ตามความต้องการของชาวสวนและผู้บริโภค ส่งผลให้พันธุ์ดั้งเดิมสูญหายไป รวมถึงพืชโบราณอย่างกล้วยพระยาเสวย กล้วยกรัน กล้วยสั้น ก็ได้เห็นและได้ยินเป็นครั้งแรกที่นี่ ภาพเหล่านี้จึงทำหน้าที่คล้ายหลักฐานทางประวัติศาสตร์ยังไงยังงั้น


3
ไม่ไกลกันมาก เราจะเห็นชุดภาพที่พี่จิ๋วบอกว่าสวมบทเป็นโคนันตอนสืบค้น เพราะไม่ปรากฏชื่อคนวาด แถมลายมือที่แตกต่างกันยังทำให้รู้สึกว่ามีผู้วาดมากกว่า 1 คนอีกต่างหาก โดยภาพวาดวัชพืชชุดนี้เป็นสมบัติของกระทรวงพาณิชย์ จึงสันนิษฐานว่ามาจากหน่วยงานที่ศึกษาเรื่องวัชพืชมาก่อน
หากสังเกตจากเนื้อกระดาษสมัยใหม่ ภาพชุดนี้อาจไม่เก่าเท่า 2 ผลงานด้านบน แต่คงเป็นยอดฝีมือไม่แพ้กัน เนื่องจากใช้เทคนิคหมึกดำจุดลงบนกระดาษจนเกิดแสงเงาชัดเจน ละเอียดยิบ เนียนตาจนต้องทึ่ง และเหตุที่ภาพวาดทางพฤกษศาสตร์นิยมเป็นสีขาว-ดำ นั่นเพราะเอกสารทางวิชาการสมัยนั้นใช้วิธีโรเนียวเป็นส่วนใหญ่ ทำสำเนากี่ครั้งก็ไม่ผิดเพี้ยน และภาพสีก็มีราคาสูงมาก

4
พลาดไม่ได้กับไฮไลต์ของนิทรรศการ Botanical Art Worldwide ประจำทุกปี คือผลงานของ อาจารย์พันธุ์ศักดิ์ จักกะพาก กระบี่มือหนึ่งของไทยและยิ่งใหญ่เป็นอันดับต้น ๆ ของโลก ไม่ต้องเท้าถึงภูมิหลังให้มากความ แต่อาจารย์นับเป็นพฤกษศิลปินไทยหนึ่งเดียวที่มีผลงานสะสมใน The Shirley Sherwood Collection คอลเลกชันภาพวาดพฤกษศาสตร์ร่วมสมัยใหญ่สุดในโลกที่ Royal Botanic Gardens, Kew
เอกลักษณ์ที่ใครยากจะเลียนเหมือนคือการวาดภาพสีน้ำโดยไม่ร่างแบบและไม่ใช้ดินสอแม้แต่น้อย แต่อาจารย์ใช้วิธีลงสีน้ำไปทีละชั้นอย่างใจเย็น ที่สำคัญ ท่านวาดรูปแนวตั้งเสมอ
เรามีโอกาสถามอาจารย์ว่าทำไม ท่านให้คำตอบที่สมเป็นอดีตครีเอทีฟไดเรกเตอร์รุ่นบุกเบิก
“เมื่อเผยแพร่สู่สายตาประชาชน ภาพแนวตั้งจะเป็นทางเดียวเท่านั้น เพราะสมัยที่ยังไม่มีโซเชียลมีเดีย ภาพในนิตยสารส่วนใหญ่เป็นแนวตั้ง ภาพแนวนอนจะอยู่ได้แค่ครึ่งหน้า ถ้าใหญ่ก็ต้องเต็ม 2 หน้า และภาพจะถูกตัดส่วนที่สำคัญ ซึ่งส่วนมากจุดโฟกัสของภาพอยู่ตรงกลาง นี่เป็นคำถามที่สำคัญมากสำหรับคนทำงานศิลปะ”
โดยภาพทั้ง 3 ที่นำมาจัดแสดงเป็นภาพของปี 2018 และปี 2024 หลังอาจารย์ประสบอุบัติเหตุจนสายตามีปัญหาถึงขั้นเขียนภาพไม่ได้อีก เพราะกฎเหล็กข้อหนึ่งที่ท่านตั้งไว้กับตัวเอง คือต้องเขียนภาพในแสงธรรมชาติเท่านั้น จึงเขียนได้เฉพาะวันที่ฟ้ากระจ่าง แต่ด้วยความรักที่มีจึงเพียรฝึกฝน พยายามเขียนภาพแม้จะยากกว่าเดิมหลายเท่า จนออกมาเป็นภาพงดงามดังที่ทุกคนเห็น

5
ในแต่ละปีจะมีการประกวดภาพวาดทางพฤกษศาสตร์เพื่อนำมาจัดแสดง ปีนี้มีกรรมการ 3 ท่าน ประกอบด้วย อาจารย์พันศักดิ์ เป็นตัวแทนของฝ่ายศิลปะ ผศ.ดร.ชุมพล คุณวาสี เป็นตัวแทนของฝ่ายวิชาการ และ ครูแอน-ศันสนีย์ ดีกระจ่าง นักวาดภาพระดับนานาชาติ เป็นตรงกลางระหว่างวิทย์กับศิลปะ ภาพที่เข้ารอบสุดท้ายจะถูกปิดลายเซ็นเพื่อความยุติธรรมและเป็นการ Blind Judgement
โดยภาพผักหวานบ้านของ ป้าจาย-พูลทรัพย์ เจตลีลา เจ้าของหนังสือ ครัวดอกไม้ ผู้บุกเบิกวงการดอกไม้กินได้ นับเป็นภาพที่ได้คะแนนสูงสุดในการประกวดภาพวาดประจำปีนี้ สมกับที่ป้าจายกินอยู่กับต้นผักหวานจนจำได้ว่าพวกมันมีกี่กลีบ ดอกผลเป็นยังไง รสชาติเป็นแบบไหน
เจ้าของผมสีดอกเลาและเสื้อรูปดอกไม้ให้เกียรติเล่าเบื้องหลังภาพให้เราฟังว่า ส้มโอมือคือความตั้งใจแรกของเธอ แต่ดันไปสะดุดตาที่ผักหวานบ้านซะก่อน เพราะปัจจุบันคนนิยมกินผักหวานป่ากันหมดจนแทบไม่รู้จักผักหวานบ้าน แม้จะทำเมนูได้เหมือนกันทุกประการก็ตาม


6
ต่อมาเป็นผลงานของ อาจารย์ก้อง-ณรงค์ศักดิ์ สุกแก้วมณี ผู้เบนเข็มจากนักเรียนวิจิตรศิลป์มาเป็นนักวิทยาศาสตร์ เพราะเชื่อว่างานศิลปะที่ตัวเองอยากทำคืองานที่สร้างสรรค์ประโยชน์ต่อผู้คน นับเป็นสมาชิกยุคก่อตั้งของเครือข่ายวิทย์สานศิลป์ ก่อนจับพลัดจับผลูมาช่วย อาจารย์ปูเป้-ดร.ศศิวิมล โฉมเฉลา แสวงผล ภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ทําวิจัยเรื่องกล้วย กระทั่งหันมาสนใจกล้วยป่าเสียเอง และตั้งใจจะวาดภาพกล้วยป่าทุกชนิดในเมืองไทยภายใน 2 ปี
ภาพกล้วยป่าสีม่วง (แต่ลายเส้นขาวดำ) นี้ อาจารย์ก้องไม่เพียงวาดภาพเท่านั้น แต่ต้องลงพื้นที่ไปเก็บตัวอย่างถึงป่าฮาลาบาลา จังหวัดนราธิวาส เพื่อจดบันทึกข้อมูลและเห็นของจริงด้วยตาตัวเอง ช่วยในการจําแนกส่วนต่าง ๆ ของพืชให้ได้รายละเอียดครบถ้วนที่สุด
“ภาพวาดทางพฤกษศาสตร์ จุดประสงค์ทางวิทยาศาสตร์ต้องมาก่อนความสวยงาม เราต้องการให้คนดูแล้วเข้าใจว่ากล้วยชนิดนี้เป็นยังไง มากกว่าอยากรู้จักผู้วาด สมมติถ้าปิดป้ายชื่อไป นักวิทยาศาสตร์มาดูก็ต้องรู้ว่าเป็นชนิดอะไร” อาจารย์เล่าถึงที่มาที่ไป ก่อนชวนพวกเราเคลื่อนตัวมาที่โถงนิทรรศการชั้น 3


7
ณ โถงนิทรรศการชั้น 3 มีชุดภาพกล้วยป่าของอาจารย์ก้องจัดแสดงอีก 2 ภาพ ความน่าสนใจคือทั้งคู่ไม่ใช่ภาพวาดที่เห็นรูปลักษณ์พืชชัดเจน แต่เป็นภาพที่แสดงถิ่นที่อยู่ของกล้วยป่าในฮาลาบาลา หรือเรียกว่าภาพ Habitat ในวงการพฤกษศิลป์ คนดูจึงได้รับรู้ด้วยว่ากล้วยป่าเติบโตในธรรมชาติแบบใด นับเป็นครั้งแรกที่มีภาพประกอบเช่นนี้จัดแสดงในนิทรรศการ

8
พี่จิ๋วเล่าว่านักวาดส่วนใหญ่มาจากหลากหลายอาชีพ แต่วาดภาพเป็นงานอดิเรก เห็นชัดที่สุดก็คงเป็นภาพกล้วยไม้ป่าหรือกล้วยไม้ใหญ่สุดในโลกของ เอกณัฏฐ์ คูเจริญชัยมานที เจ้าของฟาร์มมานะ ออร์คิด ที่วาดรูปได้นิดหน่อย
หลังมีชื่อเสียงจากการเป็นแหล่งความรู้และพัฒนาพันธุ์กล้วยไม้สกุลหวายระดับประเทศ เอกณัฏฐ์เชื้อเชิญอาจารย์พันธ์ศักดิ์ไปเวิร์กช็อปวาดภาพที่ฟาร์ม เขาเริ่มจากยืนดูคนอื่นวาดรูปอยู่ไกล ๆ กลายมาเป็นนักเรียนหัวแถว จนวาดภาพกล้วยไม้ของตัวเองได้ ถึงขั้นที่ผลงานถูกนำไปจัดแสดงไกลถึงต่างประเทศ

9
ฟังพี่จิ๋วแนะนำงานคนอื่นอยู่นาน ที่ไหนได้ งานที่เตะตาเราที่สุดดันเป็นงานของพี่จิ๋วซะเอง! เพราะมันเป็นภาพเมล็ดข้าวกว่า 30 สายพันธุ์ที่วางเรียงกันเป็นวงกลม
พี่จิ๋วตั้งใจวาดข้าวเพราะเป็นพืชที่ผูกพันกับคนไทยมาตั้งแต่เกิด เมื่อได้พูดคุยกับธนาคารเมล็ดพันธุ์ที่สถานีทดลองข้าวรังสิต ก็พบว่าข้าวไทยมีความหลากหลายกว่าที่คิด ทั้งเมล็ดใหญ่ เมล็ดเล็ก เมล็ดรูปทรงแปลกตา จึงรวบรวมมาได้ 30 สายพันธุ์ ครบทุกภูมิภาคในประเทศ จัดเรียงตามลักษณะภูมิศาสตร์ โดยเป็นภาพขยาย 4 เท่าจากของจริง เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นว่าเมล็ดข้าวไทยมีความหลากหลายทั้งสีและพื้นผิว สังเกตได้จาก 6 เมล็ดด้านล่างที่มีรูปลักษณ์ไม่คุ้นตา เหล่านี้คือข้าวป่า ขนเยอะ หางยาว นับเป็นลักษณะไม่พึงประสงค์ของชาวนา แต่ข้อดีคือพวกมันทนแล้ง จึงนิยมนำไปผสมกับข้าวปลูกเพื่อให้ได้ลักษณะเด่น
ยังไม่ทันอธิบายจบดีศิลปินเจ้าของภาพก็หยิบไฟฉายออกมาจากกระเป๋า ส่องไปบนที่ว่างกลางภาพจนปรากฏภาพรัชกาลที่ 9 ราวกับมายากล ยิ่งเป็นเทคนิคที่ทำให้งานของพี่จิ๋วเท่ขึ้นอีกเป็นกอง
หากคุณประทับใจการเล่นแร่แปรธาตุของศิลปินท่านนี้ ขอให้เดินไปอีกก้าว จะพบกับภาพวาดบนผ้าไหมสีม่วงสด พี่จิ๋วได้แรงบันดาลใจจากการที่พ่อแม่เกิดปิ๊งรักกันในร้านขายผ้าไหม ทั้งยังอยากส่งต่อมรดกสำคัญของไทยให้ชาวต่างชาติได้รับรู้อีกด้วย

Website : www.botanicalartworldwide.info
