5 มิถุนายน 2025
1 K

ในวันที่ความท้าทายของระบบสาธารณสุขมีมากขึ้น ประเทศเข้าสู่สังคมสูงอายุ คนไข้มีจำนวนเพิ่มขึ้นและบางครั้งไม่ได้รับการรักษาอย่างทั่วถึง 

ศ.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ยังเชื่อว่าระบบสาธารณสุขประเทศไทยดีกว่านี้ได้ หากแก้ไขปัญหาอย่างถูกจุด ซึ่งที่ผ่านมาคุณหมอมีส่วนผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในประเทศไทยมาแล้วหลายเรื่อง นับตั้งแต่เชิงเทคโนโลยี เชิงสื่อสารความรู้สู่สาธารณะ เชิงกฎระเบียบ รวมถึงส่งเสริมงานวิจัยใหม่ ๆ ที่ไม่เพียงเพิ่มประสิทธิภาพการรักษา แต่ยังหมายถึงการพัฒนาศักยภาพของประเทศไทย ส่งเสริมเศรษฐกิจ แถมบางเรื่องก็โยงไปถึงคุณภาพชีวิตเกษตรกรและปัญหา PM 2.5 ได้ด้วย

และนี่ก็คือเรื่องราวและวิสัยทัศน์ของคุณหมอนักพัฒนาที่ไม่เคยหยุดคิดเพื่อให้คนไทยมีระบบสุขภาพที่ดีกว่าที่เป็นอยู่

คุณหมอหัวใจวิศวกร

ย้อนกลับไปในสมัยที่ ศ.นพ.ปิยะมิตร ยังเป็นนักเรียนเตรียมอุดมศึกษา ความสนใจหลักของเขาในตอนนั้นคือเรื่องเครื่องยนต์กลไก เขาทำโครงการเกี่ยวกับอิเล็กทรอนิกส์หลายโครงการในชมรมวิทยาศาสตร์ที่เขาเป็นกรรมการ และแน่นอนว่าเป้าหมายการเรียนคือคณะวิศวกรรมศาสตร์

แต่บังเอิญว่าก่อนถึงเวลาเลือกคณะไม่นาน เขาได้ฟังรุ่นพี่จากคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีมาเล่าประสบการณ์ว่าคณะนี้ผลิตแพทย์ที่เป็นนักวิจัยเชิงวิทยาศาสตร์ด้วย เขาจึงเกิดความสนใจขึ้นมา ผลก็คือในใบสมัครเข้ามหาวิทยาลัย เขาเลือกคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีไว้ 1 อันดับ ท่ามกลาง 5 อันดับที่เหลือที่เป็นคณะวิศวกรรมศาสตร์ และสุดท้ายเขาติดคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

“พอต้องเลือกสาขา ด้วยความที่ผมชอบเครื่องยนต์กลไก ผมเลยเลือกสาขาหัวใจ เพราะหัวใจทำงานเหมือนปั๊มน้ำ เส้นเลือดเหมือนท่อประปา ระบบนำไฟฟ้าของหัวใจก็เหมือนระบบไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่วิศวกรรมศาสตร์เรียนเรื่องไฮโดรไดนามิกส์ เราก็เรียนเรื่องฮีโมไดนามิกส์” คำว่าฮีโม (Hemo) ที่คุณหมอพูดถึงแปลว่าเลือด

ความสนใจในเทคโนโลยีของคุณหมอยังมาเชื่อมร้อยกับการทำงานในวิชาชีพแพทย์ นั่นคือเมื่อเขาเรียนจบใน พ.ศ. 2526 ซึ่งเป็นยุคที่คอมพิวเตอร์เริ่มเข้ามาในประเทศไทย เขาเป็นคนกลุ่มแรก ๆ ที่ใช้งานนวัตกรรมนี้ และเมื่อไปใช้ทุนโรงพยาบาลชุมชนในต่างจังหวัด เขาก็หอบหิ้วไมโครคอมพิวเตอร์ไปด้วย ซึ่งเป็นเครื่องเดียวของโรงพยาบาลในเวลานั้น โดยเขาใช้ทำฐานข้อมูลบัญชีกรุ๊ปเลือดของคนในอำเภอและรายการบัญชียาในคลังของโรงพยาบาล

“ยุคนั้นยังไม่มีคลังเลือด เราต้องทำบัญชีกรุ๊ปเลือดของคนในชุมชนไว้คู่กับเบอร์โทรศัพท์ ถ้าเมื่อไหร่ที่ต้องการเลือดก็จะใช้วิธีโทรตามคนมาบริจาค” คุณหมอเล่าย้อนถึงชีวิตในยุคที่ไม่มีแม้แต่โทรศัพท์มือถือ

เมื่อเรียนจบทางด้านโรคหัวใจจากอังกฤษและกลับมาเป็นอาจารย์แพทย์ที่โรงพยาบาลรามาธิบดี เขาก็นำคอมพิวเตอร์มาเป็นส่วนหนึ่งในการสอนและใช้ทำบัญชียาในคลังของโรงพยาบาลที่ใหญ่ขึ้น จนในที่สุดก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นรองคณบดีฝ่ายสารสนเทศ จนถึงจุดหนึ่งก็ลาออกจากงานบริหารมาทำงานวิจัยและสอนเป็นหลักจนได้ตำแหน่งศาสตราจารย์ หลังจากนั้นก็ได้ขึ้นมาเป็นหัวหน้าศูนย์หัวใจและหลอดเลือด ตามมาด้วยหัวหน้าภาควิชาอายุรศาสตร์ ตามมาด้วยคณบดีคณะแพทยศาสตร์ต่อเนื่อง 2 สมัย เป็นระยะเวลา 8 ปี ก่อนจะมารับตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดลในปัจจุบัน

และในตำแหน่งนี้ เขาตั้งเป้าหมายว่าจะขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยให้เป็นศูนย์กลางองค์ความรู้และนวัตกรรมระดับโลก โดยเฉพาะในเรื่องวิทยาศาสตร์สุขภาพ (Health Science)

ยาแห่งอนาคต

400,000,000,000 บาท คือตัวเลขการนำเข้ายาและเวชภัณฑ์ในแต่ละปีของประเทศไทย

แม้ว่าบนฉลากยาส่วนใหญ่ในร้านขายยาจะระบุว่าผลิตในประเทศไทย แต่แท้จริงแล้วนั่นคือขั้นตอนปลายทางของการบรรจุและตอกเม็ด แต่ตัวตั้งต้นของยาส่วนใหญ่ล้วนนำเข้าจากต่างประเทศ

“ถ้าเป็นยาในกลุ่มยาสามัญ (Generic Medicine) การนำเข้าคุ้มกว่า เพราะเราผลิตในจำนวนน้อย ทำให้สู้ประเทศอื่นไม่ได้ ถ้าผลิตเองต้นทุนต่อหน่วยจะสูง ตรงนี้เราไม่จำเป็นต้องไปแข่งกับเขา แต่สิ่งที่เราควรทำและผลิตเองให้ได้ก็คือพวกยาราคาแพงที่จีนหรืออินเดียผลิตจำนวนมากไม่ได้ หรือที่เรียกว่ายากลุ่ม ATMP (Advanced Therapy Medicinal Products) ที่ใช้รักษาโรคสลับซับซ้อน เช่น มะเร็งหรือโรคทางพันธุกรรม”

คุณหมอเล่าว่าการรักษามะเร็งแบบดั้งเดิมคือการใช้ยาเคมีหรือที่เรียกว่าเคมีบำบัด ซึ่งจะเข้าไปทำลายเซลล์ที่แบ่งตัวเร็ว แม้วิธีนี้จะทำให้เซลล์มะเร็งตาย แต่ผลข้างเคียงก็คือเซลล์อื่น ๆ ในร่างกายที่แบ่งตัวเร็วก็ถูกทำลายด้วย เช่น เซลล์รากผม เซลล์ไขกระดูก เซลล์ในลำไส้ ฯลฯ ผู้ป่วยจึงคลื่นไส้ ผมร่วง ซีด ภูมิคุ้มกันต่ำ แต่การรักษารูปแบบใหม่ที่ทางมหาวิทยาลัยกำลังมุ่งพัฒนาก็คือวิธีที่เรียกว่า เซลล์บำบัดและยีนบำบัด (Cell and Gene Therapy) ซึ่งรักษาโรคทางพันธุกรรมและมะเร็งได้หลากหลายชนิด

“ตัวอย่างเช่น นำเซลล์เม็ดเลือดขาวของคนไข้ออกมาแล้วดัดแปลงยีนให้รู้จักทำลายเซลล์มะเร็ง แล้วเพาะขยายเพิ่มเป็นล้าน ๆ เซลล์ แล้วฉีดกลับเข้าไปในตัวคนไข้ ซึ่งมันก็จะเข้าไปทำลายเซลล์มะเร็งอย่างจำเพาะ”

เทคนิคที่คล้ายกันนี้ยังนำมารักษาโรคธาลัสซีเมียได้ด้วยการตัดต่อยีน จากเดิมที่โรคนี้ไม่มีวิธีรักษาและผู้ป่วยต้องได้รับการให้เลือดตลอดชีวิต แต่ด้วยเทคนิคล้ำสมัยดังกล่าว แพทย์นำสเตมเซลล์ผู้ป่วยมาแก้ไขยีนให้มีคำสั่งผลิตเม็ดเลือดแดงที่ปกติได้ แล้วฉีดกลับเข้าไปในร่างกายคนไข้ เมื่อเซลล์เหล่านี้เข้าไปที่ไขกระดูกก็จะสร้างเม็ดเลือดแดงได้ตามปกติ

“ตอนนี้นักวิจัยของเราทำสำเร็จในสเกลเล็กแล้ว แต่การจะขึ้นทะเบียนยาเพื่อให้จำหน่ายได้ ต้องทดสอบกับคนไข้ 50 – 100 ราย ดังนั้นหน้าที่ของมหาวิทยาลัยคือทำให้เกิดการรักษาสเกลระดับกลางขึ้นมาเพื่อให้ขึ้นทะเบียนได้ โดยการตั้งโรงงานยาที่เป็นยารุ่นใหม่แบบนี้”

โรงงานยาที่มีชีวิต (MU-Bio Plant) คือโรงงานผลิตยาที่สลับซับซ้อนดังกล่าว แต่ทางมหาวิทยาลัยมหิดลก็ไม่ได้มีเพียงโรงงานยาที่ใช้เทคโนโลยีแห่งอนาคตเท่านั้น แต่ยังมีโรงงานผลิตยาอีกประเภทตั้งอยู่ข้าง ๆ กัน ซึ่งย้อนกลับไปหาภูมิปัญญาพื้นบ้านและผสานความรู้ทางวิทยาศาสตร์ยุคใหม่ลงไป ในโรงงานที่ชื่อ PharmTOP ซึ่งผลิตยาจากสมุนไพรและกลุ่มอาหารที่เป็นยา

“เราเป็นประเทศเขตร้อน มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงมาก สมุนไพรไทยที่มีประโยชน์ในการรักษาโรคมีมากมาย เช่น ขมิ้นชันที่แต่เดิมใช้ทำอาหาร ต่อมาก็บดเป็นแคปซูลแก้ท้องอืดท้องเฟ้อ แต่ปัจจุบันพอเราทำวิจัยลึกลงไปก็พบว่ามันช่วยรักษาโรคธาลัสซีเมียได้ด้วย เพราะมันมีสารเคอร์คิวมินอยด์ที่ช่วยให้เม็ดเลือดแดงคงตัว ถ้าเราสกัดสารเหล่านี้ออกมาเป็นยาก็อาจเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ต้นทุนต่ำกว่ายีนบำบัด ซึ่งจะช่วยลดความถี่การให้เลือดได้ ลดภาวะธาตุเหล็กเกิน คุณภาพชีวิตคนไข้ก็จะดีขึ้น”

ส่วนสมุนไพรพื้นบ้านอีกชนิดที่ชื่อพรมมิ ซึ่งภูมิปัญญาพื้นบ้านบอกว่าเอามาชงน้ำดื่มจะช่วยให้ความจำดี ทีมนักวิจัยของมหิดลก็ได้ทดลองสกัดสารและพบว่าสมุนไพรนี้มีสารสำคัญ 4 ชนิดที่ช่วยชะลอความเสื่อมของสมอง ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการทดลองกับเซลล์ ซึ่งหากสำเร็จก็อาจมาช่วยทดแทนยาอัลไซเมอร์ที่มีราคาแพงได้ หรือแม้แต่ใบบัวบกที่เราคุ้นเคย ทีมนักวิจัยก็พบว่ามีสารลดการอักเสบและสารชะลอความเสื่อมของสมอง ซึ่งมีศักยภาพในการสกัดมาเป็นครีมแก้โรคผิวหนังหรือยาสำหรับผู้ป่วยอัลไซเมอร์ระยะต้น

“นอกจากวิจัยสารสกัดแล้ว เรายังมีการพัฒนาสายพันธุ์ใบบัวบกให้ใบใหญ่ โตเร็ว มีสารสำคัญในปริมาณสูง จนได้มาเป็นพันธุ์ศาลายา 1 ที่ตอนนี้ปลูกอยู่ในโครงการน่านแซนด์บ็อกซ์ของ คุณบัณฑูร ล่ำซำ ที่ต้องการเปลี่ยนไร่ข้าวโพดที่มีมูลค่าต่ำให้มาเป็นพืชสมุนไพรที่ยั่งยืนกว่าและมูลค่าสูง”

ดังนั้น หากงานวิจัยนี้สำเร็จและผลิตเป็นยาในปริมาณมากได้ก็จะเป็นการเพิ่มมูลค่าให้พืชสมุนไพรมหาศาล แทนที่เกษตรกรจะต้องทำลายป่าปลูกข้าวโพดเป็นร้อยไร่เพื่อที่จะมีรายได้เพียงพอเลี้ยงครอบครัว พวกเขาก็อาจหันมาปลูกพืชสมุนไพรที่ใช้พื้นที่ไม่กี่ไร่ แต่รายได้เท่าเดิมหรือดีกว่า อีกทั้งยังไม่ต้องเผาไร่ข้าวโพดในหน้าแล้งสร้างมลพิษ

“หน้าที่มหาวิทยาลัยคือการวิจัยให้เกิดสารสกัดและมีหลักฐานเชิงประจักษ์เพื่อให้หมอแผนปัจจุบันหันมาใช้ยาสมุนไพร ขณะเดียวกันเราก็ต้องประสานกับทาง สปสช. ให้เพิ่มสมุนไพรเข้าในบัญชียาหลักแห่งชาติ ซึ่งจะช่วยลดการนำเข้ายาได้มหาศาล ซึ่งตอนนี้มีสมุนไพรเป็นสิบตัวที่วิจัยพัฒนาอยู่”

นอกจากนั้น ทางมหาวิทยาลัยยังทำงานร่วมกับ SME ในการผลักดันให้ไปสู่เชิงพาณิชย์ เพื่อที่จะรับซื้อจากเกษตรกรในราคาสูงและจำนวนมากได้ 

“ถ้าไปดูร้านขายยาในญี่ปุ่นและเยอรมนี เราจะเห็นโซนที่เป็นยาสมุนไพรจำนวนมาก ซึ่งดูทันสมัยไม่ต่างจากแผนปัจจุบัน ไทยเราก็ควรทำสิ่งนี้บ้าง รวมถึงการส่งออกด้วย แค่ส่งไปจีนอย่างเดียวก็สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมากมายแล้ว”

จะเห็นว่าการวิจัยสมุนไพรสร้างแรงกระเพื่อมได้กว้างไกลทั้งในเรื่องสุขภาพ เศรษฐกิจ คุณภาพชีวิตเกษตรกร ไปจนถึงลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมอย่าง PM 2.5 และสารเคมี

จาก Health Literacy ถึง National Policy

หากพูดถึงปัญหามากมายในระบบสุขภาพของไทย นับตั้งแต่แพทย์ลาออก คนไข้ล้นโรงพยาบาล งบประมาณไม่เพียงพอ ฯลฯ คุณหมอปิยะมิตรมองว่าหนึ่งในต้นตอหลักของปัญหาทั้งหมดมาจากการที่คนไทยมีความรู้ด้านสุขภาพไม่เพียงพอ รวมถึงพฤติกรรมการบริโภคที่เสี่ยงต่อโรคมากมาย

ผลลัพธ์ของการที่คนในสังคมดูแลสุขภาพตัวเองได้ไม่ดีพอ ก็คือภาระจะไปตกกับแพทย์และพยาบาล รวมถึงภาษีประเทศชาติที่สูญเสียไปจากการดูแลผู้ป่วยมากมายเหล่านี้

“ทุกวันนี้เรารักษาที่ปลายเหตุเสียเยอะ คือรอป่วยก่อนแล้วค่อยรักษา แทนที่จะป้องกันไม่ให้เกิดโรคตั้งแต่แรก ผมพูดเสมอว่าหน้าที่ของคณะแพทย์ไม่ใช่แค่รักษาที่ปลายทาง แต่ต้องเป็นเรื่องการมีความรู้ที่ถูกต้องในการดูแลสุขภาพของประชาชน”

ในฐานะมหาวิทยาลัยและโรงพยาบาล คุณหมอปิยะมิตรวางแนวทางไว้ 2 ข้อ คือหนึ่ง ให้ความรู้เรื่องสุขภาพกับคนทุกระดับ และสอง ผลักดันให้เกิดนโยบายสาธารณะที่ลดความเสี่ยงด้านสุขภาพ

“ปัญหาของบ้านเราคือคนยังมี Health Literacy ไม่เพียงพอ (ความรอบรู้ด้านสุขภาพ) เช่น ไม่รู้ว่ามีความดันโลหิตสูงควรไปพบแพทย์ ไม่ใช่รอจนเกิดโรคหลอดเลือดในสมองแล้วค่อยไปรักษา ซึ่งมันจะสายไปแล้ว ทำให้เขาสูญเสียเวลาที่จะมีคุณภาพชีวิตที่ดีไป หรือความรู้โภชนาการในการบริโภคที่ดีต่อสุขภาพ”

ดังนั้น ตั้งแต่สมัยที่เป็นคณบดีคณะแพทยศาสตร์ เขาจึงทุ่มเวลาไปกับการสร้างความรู้ความตระหนักให้ผู้คน ขณะที่อีกด้านก็ร่วมผลักดันนโยบายต่าง ๆ เช่น ภาษีบุหรี่ตั้งแต่เมื่อหลายสิบปีที่แล้ว จนมาสู่ภาษีน้ำตาลเมื่อไม่กี่ปีมานี้ เพราะเขาเชื่อว่านโยบายสาธารณะที่ดีจะช่วยลดความเสี่ยงด้านสุขภาพอย่างได้ผล

นอกจากนั้น อีกเครื่องมือสำคัญก็คืองานวิจัยที่จะมาเป็นหลักฐานสนับสนุนการนำเสนอนโยบายต่อภาครัฐ ซึ่งคุณหมอปิยะมิตรยกตัวอย่างงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่เพิ่งให้ทุนไปเกี่ยวกับการวิจัยทบทวนองค์ความรู้เพื่อลดอุบัติเหตุบนท้องถนน

“ประเทศไทยมีอุบัติเหตุทางท้องถนนจำนวนมาก เราติด 10 อันดับแรกของโลกมานานแล้ว หยุดยาวทีก็มีการประกาศตัวเลขผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุ 300 กว่าคน นั่นเท่ากับเหตุการณ์เครื่องบินตก 2 ลำเลยนะ ไม่น่าตกใจเหรอ แล้วจำนวนคนบาดเจ็บก็เอา 10 คูณไป งานวิจัยนี้จะไปศึกษาว่าปัจจัยอะไรที่ทำให้อุบัติเหตุน้อยลง ทำไมเวียดนามทำให้คนขี่มอเตอร์ไซค์ใส่หมวกกันน็อกได้ 95% แต่ประเทศไทยอยู่แค่ 50% สำหรับคนขับ และ 20% สำหรับคนซ้อน และจะมีเทคโนโลยีอะไรมาช่วยเรื่องนี้ได้ เพราะยุคนี้เทคโนโลยีดีกว่าเมื่อก่อนมาก”

คุณหมอเล่าว่าหลักการลดอุบัติเหตุคือหลัก 3E ได้แก่ Engineering ใช้เทคโนโลยีมาช่วย Education ให้ความรู้ และ Enforcement บังคับใช้กฎ

“พอเรามีข้อมูลจากงานวิจัยแล้ว ก็ต้องนำไปทดลองใช้ในพื้นที่นำร่อง (Sandbox) โดยเรานำหลัก 3E ไปใช้กับทุกวิทยาเขตของเรา มี AI ตรวจจับคนไม่ใส่หมวกกันน็อกที่เข้ามาในเขตมหาวิทยาลัย มีการรณรงค์ให้ความรู้และประสานกับตำรวจท้องที่เพื่อบังคับใช้กฎ ซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างการเก็บข้อมูลเพื่อแสดงให้เห็นว่าก่อนและหลังใช้หลักการนี้ อุบัติเหตุลดลงไปแค่ไหน เพื่อที่ต่อไปจะได้นำสิ่งนี้ไปเสนอต่อรัฐบาลให้กลายเป็นนโยบาย”

ส่วนอีกหนึ่งโครงการที่มหิดลกำลังพัฒนาก็คือแชตบอทด้านสุขภาพเพื่อให้คนเข้าถึงคำปรึกษาทางการแพทย์ได้มากขึ้น

“สมัยก่อนถ้าอยากหาหมอเก่ง ๆ ก็ต้องมีเงินไปโรงพยาบาลเอกชน แต่อนาคตอันใกล้ AI จะมีบทบาทในเรื่องคำแนะนำทางสุขภาพมากขึ้น แต่ AI ที่มีอยู่ เช่น ChatGPT หรือ Gemini ยังใช้ฐานข้อมูลของทั่วโลกมาแปลเป็นไทย ซึ่งบางครั้งมันอาจไปเอาโรคที่ไม่มีในไทยมาตอบ เราจึงพยายามพัฒนา Generative AI ที่ใช้ฐานข้อมูลในบริบทของประเทศไทย ซึ่งน่าจะสำเร็จในอีกไม่นานนี้”

ภาระที่ล้นเกิน

อีกหนึ่งปัญหาสำคัญของระบบสุขภาพไทยที่คุณหมอปิยะมิตรเสนอว่าควรแก้ไข ก็คือระบบประกันสุขภาพ 

“ในส่วนโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเราใช้วิธีเปิดคลินิกพรีเมียม ซึ่งก็คล้าย ๆ Copayment อีกแบบหนึ่ง นั่นคือคนที่พอมีกำลังก็ยอมจ่ายแลกกับความสะดวกที่มากขึ้น ซึ่งกำไรจากส่วนนี้ก็เอามาช่วยในคลินิกสำหรับคนทั่วไป ทำให้ส่วนนี้บริการขาดทุนได้ แต่โรงพยาบาลในกระทรวงสาธารณสุขไม่มีระบบนี้มาช่วย ดังนั้น การปฏิรูปทั้งหมดนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะถ้าโรงพยาบาลรัฐบริหารการเงินได้ บุคลากรทางการแพทย์ก็จะมีค่าตอบแทนเหมาะสม มีสวัสดิการที่ดี มีระบบการทำงานที่มีประสิทธิภาพ เพื่อส่งเสริมระบบสาธารณสุขที่ดีในภาพรวม”

Writer

เมธิรา เกษมสันต์

นักเขียนอิสระ เจ้าของเพจ ‘Nature Toon การ์ตูนสื่อความหมายธรรมชาติ’ สนใจเรื่องธรรมชาติ ระบบนิเวศ สรรพสัตว์ โลกใต้ทะเล และการใช้ชีวิตแบบเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีผลงานหนังสือแล้ว 2 ชุด คือ ‘สายใยที่มองไม่เห็น’ และ ‘สายใยใต้สมุทร’

Photographer

โตมร เช้าสาคร

ชอบถ่ายวิวมากกว่าคน ชอบกินเผ็ดและกาแฟมาก เป็นคนอีโค่เฟรนลี่ รักสีเขียว ชวนไปไหนก็ได้ไม่ติด ถ้ามีตัง