ในรอบครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา มีอาคารสถาปัตยกรรมไม่กี่ชิ้นที่เกิดจากจินตนาการอันกว้างไกลและลึกล้ำของผู้ริเริ่ม แม้ระหว่างการก่อสร้างจะมีอุปสรรคตลอดทาง แต่สุดท้ายเมื่อมันสร้างเสร็จสมบูรณ์แล้ว สถาปัตยกรรมแห่งนั้นได้เปลี่ยนประเทศไปโดยสิ้นเชิง
อาคารแห่งนั้นคือ ‘ซิดนีย์ โอเปรา เฮาส์’ (Sydney Opera House) ในประเทศออสเตรเลีย ที่เคยเข้ารอบสุดท้าย 7 สิ่งมหัศจรรย์ในโลกยุคใหม่ (New 7 Wonders of the World) ที่จัดขึ้นในปี 2000 เพื่อให้ประชาชนทั่วโลกเลือกสิ่งมหัศจรรย์ของโลกจากอนุสรณ์สถานที่มีอยู่ 200 แห่ง และซิดนีย์ โอเปรา เฮาส์ เข้ารอบ 20 แห่งสุดท้าย ก่อนจะคัดเหลือเพียง 7 แห่งที่ได้รับการประกาศเป็น 7 สิ่งมหัศจรรย์ในโลกยุคใหม่ ได้แก่ ชีเชนอิตซา เม็กซิโก, รูปปั้นพระเยซูคริสต์ บราซิล, กำแพงเมืองจีน, มาชูปิกชู เปรู, เปตรา จอร์แดน, โคลอสเซียม อิตาลี, และทัชมาฮาล อินเดีย
เหตุใดสถาปัตยกรรมแห่งนี้จึงได้รับการยกย่องและมีชื่อเสียงโด่งดังรู้จักกันทั่วโลก เป็นหนึ่งในโครงสร้างที่โดดเด่นที่สุดในศตวรรษที่ 20
เพราะความฝันของคนกลุ่มเล็ก ๆ ที่กล้าคิดต่าง ตั้งแต่เริ่มสร้างจนแล้วเสร็จ เพื่อเปิดหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ให้กับงานสถาปัตยกรรมและวิศวกรรมทั่วโลก เพราะอาคารแห่งนี้พิสูจน์แล้วว่า มนุษย์หลุดพ้นจากขีดจำกัดด้านวิศวกรรม การก่อสร้าง และการออกแบบของตัวเองได้
กลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ผู้เขียนมีโอกาสเข้าไปเยี่ยมชมโรงอุปรากรแห่งนี้ ซิดนีย์ โอเปรา เฮาส์ มีรูปทรงอาคารโดดเด่น มีคนมองว่าเป็นเปลือกหอยหรือเรือใบ และต่อมากลายเป็นสัญลักษณ์ของออสเตรเลียยุคใหม่
ผู้เขียนทำการจองตั๋วทัวร์เป็นรอบ ๆ เพื่อรอเวลาเข้าไปเยี่ยมชมภายในอาคาร เลยถือโอกาสดูนิทรรศการประวัติความเป็นมาอย่างละเอียด


ย้อนกลับไปในช่วงทศวรรษที่ 2490 Eugène Goossens ผู้อำนวยการวง Sydney Symphony Orchestra มีความฝันอยากเห็นอาคารอุปรากรขนาดใหญ่หน้าอ่าวซิดนีย์ ในอดีตพื้นที่แห่งนี้เป็นสถานที่จัดงานเฉลิมฉลองของชาวอะบอริจินมานานหลายพันปี และต่อมาเขาทำให้ Joseph Cahill ผู้ว่าการรัฐนิวเซาท์เวลส์เห็นความฝันเดียวกันได้
ในปี 1956 รัฐบาลแห่งรัฐนิวเซาท์เวลส์จึงจัดการประกวดแบบสถาปัตยกรรมจากนักออกแบบทั่วโลก และจากผลงานที่ส่งเข้าประกวด 233 ชิ้น จากสถาปนิกจาก 32 ประเทศ โดยเกณฑ์การแข่งขันระบุว่าต้องมีห้องโถงขนาดใหญ่จุคนได้ 3,000 คน และห้องโถงขนาดเล็กจุคนได้ 1,200 คน แต่ละห้องต้องได้รับการออกแบบให้เหมาะกับการใช้งานที่แตกต่างกัน เช่น โอเปราเต็มรูปแบบ คอนเสิร์ตวงออร์เคสตรา การแสดงบัลเลต์ ฯลฯ และที่สำคัญคือ ‘จะต้องไม่มีการสร้างอาคารที่น่าทึ่งเช่นนี้มาก่อน’
ผู้ชนะที่คาดไม่ถึงคือ Jørn Utzon สถาปนิกชาวเดนมาร์กผู้ไม่มีชื่อเสียงใด ๆ แต่มองเห็นศักยภาพของสถานที่แห่งนี้ท่ามกลางฉากหลังอันสวยงามของอ่าวซิดนีย์ ภายใต้การรับผิดชอบของ Ove Arup วิศวกรโครงสร้างชาวอังกฤษ ผู้ทำให้ฝันของสถาปนิกผู้นี้เป็นจริงในเวลาต่อมา


Utzon มีหลักแนวคิดในการออกแบบมาจากธรรมชาติเป็นหลัก หลาย ๆ องค์ประกอบของตัวอาคารจึงได้รูปแบบมาจากสิ่งต่าง ๆ ในธรรมชาติ เช่น หลังคาโค้งมนสีขาวอันเป็นเอกลักษณ์ของซิดนีย์ โอเปรา เฮาส์ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเปลือกหอยที่ทับซ้อนกัน และเมื่อมองจากมุมมองระยะไกลจะเห็นภาพคล้ายกับใบเรือบนเกลียวคลื่น
แต่เมื่อแบบอาคารของ Utzon ได้รับการคัดเลือก อุปสรรคก็เริ่มต้น เมื่อชาวซิดนีย์จำนวนมากไม่เห็นด้วยกับแบบดังกล่าว และมองว่า ‘การออกแบบนั้นทำให้ผู้คนในซิดนีย์รู้สึกประหลาดใจและโกรธแค้นอย่างมาก มันถูกเรียกว่าสัตว์ประหลาดแห่งอ่าวซิดนีย์’
ในปี 1959 คนงานกว่า 10,000 คนเริ่มก่อสร้างโรงอุปรากร เดิมทีอาคารนี้ควรสร้างเสร็จใน 4 ปี แต่ใช้เวลาก่อสร้างนานถึง 14 ปี จากกำหนดเปิดทำการปี 1963 แต่อาคารหลังนี้สร้างเสร็จในปี 1973 งบประมาณเบื้องต้น 7 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย แต่สุดท้ายอยู่ที่ 102 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย ล่าช้ากว่ากำหนดถึง 10 ปี และเกินงบประมาณจริงถึง 1,357% จากอุปสรรคทุกด้าน ตั้งแต่การออกแบบ ปัญหาด้านวิศวกรรม ปัญหางบประมาณ ปัญหาคนทำงาน และความขัดแย้งทางการเมือง


เมื่อเริ่มต้นก่อสร้าง การก่อสร้างโรงอุปรากรถูกแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ การก่อสร้างแท่นอาคารหรือโพเดียม โครงหลังคา และการตกแต่งภายใน ปรากฏว่าการสร้างแท่นอาคารเกิดปัญหา กล่าวคือ เพื่อรองรับน้ำหนักอันมหาศาลของโรงโอเปรา จำเป็นต้องขยายพื้นที่ทั้งหมดและเสริมความแข็งแรงด้วยการตอกเสาเข็มคอนกรีตหุ้มเหล็กกว่า 550 ต้น ซึ่งแต่ละต้นมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 3 ฟุต ลงไปในพื้นที่ในและรอบ ๆ อ่าวซิดนีย์ฮาร์เบอร์ ส่งผลให้ระยะเวลาการก่อสร้างต้องล่าช้าและต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
ในระยะแรก Utzon ทำงานออกแบบได้อย่างราบรื่น แต่ต่อมาเกิดความขัดแย้งมากมาย ระหว่างรัฐบาลกับสถาปนิกที่ต้องการให้มีการแก้แบบเพื่อลดต้นทุนค่าใช้จ่าย หรือความขัดแย้งระหว่างวิศวกรกับสถาปนิก จากการออกแบบที่สลับซับซ้อน ส่งผลให้เกิดการล่าช้าและอุปสรรคอย่างต่อเนื่องในขณะที่ต้องปรับปรุงปัญหาทางเทคนิคด้านวิศวกรรมต่าง ๆ อาคารหลังนี้มีความพิเศษเฉพาะตัว และปัญหาเกี่ยวกับการออกแบบและต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
พอถึงปี 1966 Utzon จึงประกาศลาออกจากโครงการและไม่กลับมาอีกเลย แต่การก่อสร้างก็ดำเนินต่อไป
ความยากลำบากของสถาปัตยกรรมแห่งนี้ คือความโดดเด่นของหลังคาทรงโค้งหรือ ‘เปลือกหอย’ Utzon จินตนาการถึงแนวทางการออกแบบโดยใช้ ‘โครง’ โค้งแบบเชื่อมต่อกันรองรับด้วยซี่โครงคอนกรีตรูปทรงกลม 2,000 โครง ประกอบเป็นหลังคาของโครงสร้าง ปูด้วยกระเบื้องเซรามิกสีขาวเงาและสีครีมด้านจำนวน 1,056,006 แผ่น จนกลายเป็นกระเบื้องเปลือกหอยสีขาวอันโดดเด่น ผ่านการเจาะรูอย่างระมัดระวัง และภายในยังมีโครงสร้างโลหะที่ยึดไว้
อาคารนี้รองรับด้วยเสาคอนกรีต 588 ต้นที่จมอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลถึง 25 เมตร จุดสูงที่สุดของหลังคาคือ 67 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ซึ่งเท่ากับความสูงเท่ากับอาคาร 22 ชั้น
นอกจากกระเบื้องเปลือกหอยและผนังกระจกของโถงทางเดินแล้ว ภายนอกอาคารยังบุด้วยแผ่นหินทรายที่ประกอบด้วยหินแกรนิตสีชมพูและแผ่นไม้หลายชนิดจากต้นไม้หลายแห่งในออสเตรเลีย
เมื่อผู้เขียนเข้าไปดูภายในตัวอาคาร มองด้วยสายตารู้สึกว่า อาคารนี้เหมือนกับสัตว์ตระกูลหอย (Mollusk) จริง ๆ โดยเปลือกหุ้มข้างนอกเป็นโครงสร้างคุ้มครอง ใช้ซี่โครงคอนกรีตอัดด้วยกาวอีพ็อกซี (ไกด์ให้ข้อมูล) ดึงด้วยลวดสลิง ส่วนเนื้อตัวอาคารภายในเป็นโครงไม้หลากหลายชนิด


เป็นอาคารที่ไม่ต้องทำความสะอาดภายนอก ให้ฝนจัดการชำระความสกปรก โดยไม่จำเป็นต้องต่อรางน้ำใด ๆ ให้เกะกะสายตา น้ำฝนจะไหลจากหลังคากระเบื้องลงไปตามร่องระหว่างแผ่นปูพื้น ไหลลงสู่ทะเล
ไกด์ที่พาเราเดินชมโครงสร้างด้านในบอกว่า “โรงอุปรากรซิดนีย์ถือว่าเป็นรูปทรงทางเรขาคณิตที่ซับซ้อนอย่างมหาศาลของสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ เป็นงานสถาปัตยกรรมชิ้นแรก ๆ ที่ใช้คอมพิวเตอร์มาช่วยออกแบบรูปทรงอันสลับซับซ้อน”
การก่อสร้างโครงหลังคาเหล่านี้ใช้เวลาถึง 8 ปี ทีมงานต้องออกแบบหลังคาเปลือกหอยซ้ำถึง 12 ครั้ง โดยใช้คอมพิวเตอร์ในการวิเคราะห์โครงสร้าง เพื่อทำความเข้าใจแรงที่ซับซ้อนที่เปลือกหอยจะต้องเผชิญการออกแบบหลังคาและนำไปทดสอบบนแบบจำลองในอุโมงค์ลมที่มหาวิทยาลัยเซาแทมป์ตัน จนค้นพบวิธีแก้ปัญหา โดยการสร้างเปลือกทั้งหมดเป็นส่วน ๆ จากทรงกลม และนำส่วนโค้งที่มีความยาวเท่ากันมาวางติดกันเพื่อสร้างส่วนโค้งของหลังคา
ไกด์พานักท่องเที่ยวไปดูส่วนสำคัญอันโดดเด่นที่สุดอีกแห่ง คือคานคอนกรีตช่วงเดียว ยาวประมาณ 49 เมตร ซึ่งกระจายแรงกดทับได้อย่างดีจนไม่จำเป็นต้องมีเสาค้ำยันเพิ่มเติม คานเหล่านี้ทำให้ส่วนล่างของบันไดอนุสรณ์สถานมีรูปร่างโค้งที่สวยงามและน่าทึ่ง
ไกด์พาเราเข้าไปดูหอประชุมแสดงคอนเสิร์ต ประกอบด้วยที่นั่ง 2,679 ที่นั่ง เป็นสถานที่จัดแสดงคอนเสิร์ตระดับโลก ภายในมี Sydney Opera House Grand Organ ออร์แกนแบบกลไกใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีท่อมากกว่า 10,000 ท่อ และกำแพงบุด้วยวัสดุไม้ชนิดพิเศษที่มีคุณสมบัติกันเสียงสะท้อนอย่างดี นอกจากนั้นยังมีห้องแสดงโอเปรา ห้องแสดงละครอีกหลายห้อง ภายในสถาปัตยกรรมแห่งนี้ สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 เสด็จฯ มาเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม ปี 1973 และต่อมายูเนสโกประกาศให้เป็นมรดกโลก ในปี 2007 โดยคณะกรรมการได้ให้ความเห็นว่า


อาคารแห่งนี้ถือเป็นผลงานชิ้นเอกที่ไม่อาจโต้แย้งได้แห่งความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ ไม่เพียงแต่ในศตวรรษที่ 20 เท่านั้น แต่ยังรวมถึงในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติด้วย
หลังจากนั้นเป็นต้นมา Sydney Opera House กลายเป็นศูนย์กลางด้านการแสดงศิลปะ ดนตรี การแสดงศิลปวัฒนธรรมทุกสาขาที่คึกคักที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เป็นหมุดหมายของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกมากกว่า 10 ล้านคนต่อปี เป็นสถานที่จัดงานให้กับศิลปินมากมายอาทิ Bob Dylan, Ella Fitzgerald, Björk และ ในปี 1990 Nelson Mandela ผู้นำต่อต้านการแบ่งแยกสีผิวกล่าวสุนทรพจน์สำคัญครั้งแรกของเขาบนบันไดของสถานที่แห่งนี้ หลังจากที่เขาได้รับการปล่อยตัวออกจากคุก
และที่สำคัญ ในเชิงสถาปัตยกรรม ซิดนีย์ โอเปรา เฮาส์ เป็นหนึ่งในอาคารที่คนทั่วโลกจดจำได้ง่ายที่สุด หลังคาที่สูงตระหง่านเป็นการเฉลิมฉลองความคิดสร้างสรรค์ วัฒนธรรม และความทะเยอทะยาน ท่ามกลางอุปสรรคที่ดูเหมือนจะเอาชนะไม่ได้
จากไอเดียของคนเล็ก ๆ ไม่กี่คน และใช้ความอดทน ความพยายามอย่างหนัก จนกลายเป็นไอคอนระดับโลกได้จริง ๆ
