ยามเช้าที่ควรจะสดใสของวันจันทร์ที่ 21 เมษายน ค.ศ. 2025 ถูกแทนที่ด้วยกลิ่นอายความเศร้าโศก ผู้คนทั้งโลกพากันพุ่งความสนใจไปยังประเทศที่เล็กที่สุดบนพื้นพิภพอย่างนครรัฐวาติกัน ซึ่งออกมาเปิดเผยว่าพวกเขาได้สูญเสียประมุขผู้เป็นที่รักยิ่งไปอย่างไม่มีวันกลับ
“สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส สิ้นพระชนม์เมื่อเวลา 07.35 น. สิริพระชนมายุ 88 พรรษา” คือใจความสำคัญของพาดหัวข่าวที่เผยแพร่เป็นภาษานับร้อยนับพันให้ประชากรโลกได้รับรู้ข่าวสลดนี้

พระสันตะปาปา หรือ โป๊ป (Pope) คือประมุขของพระศาสนจักรโรมันคาทอลิก นิกายในคริสต์ศาสนาที่มีผู้นับถือมากที่สุดด้วยจำนวนกว่า 1,300 ล้านคนทั่วโลก และเนื่องจากศาสนาคริสต์เป็นศาสนาที่มีศาสนิกชนมากที่สุดในโลก คาทอลิกจึงถือได้ว่าเป็นนิกายในศาสนาที่มีคนนับถือมากที่สุดไปด้วย
ซึ่งตามความเชื่อของคาทอลิก ตำแหน่งพระสันตะปาปานั้นถือเป็นตัวแทนของพระเจ้าบนโลกมนุษย์ เป็นตำแหน่งที่มีการสืบทอดมายาวนานกว่า 2,000 ปี เริ่มจาก นักบุญเปโตร หรือ เซนต์ปีเตอร์ นับเนื่องมาถึงองค์ล่าสุดก็เป็นองค์ที่ 266 แล้ว
พระสันตะปาปาฟรังซิส ทรงพระนามเดิมว่า ฮอร์เก มาริโอ แบร์โกโญ ทรงเป็นพระสันตะปาปาผู้ถือครองสถิติความเป็นผู้ริเริ่มสิ่งใหม่ ๆ หลายสิ่งอย่าง พระองค์ทรงเป็นพระสันตะปาปาพระองค์แรกที่ไม่ใช่ชาวยุโรป ทรงเป็นพระสันตะปาปาพระองค์แรกที่เป็นนักบวชคณะเยสุอิต ทรงเป็นพระสันตะปาปาพระองค์แรกที่เลือกใช้พระนามว่า ฟรังซิส (ฟรานซิส) เพื่อรำลึกถึง นักบุญฟรังซิสแห่งอัสซีซี ผู้ดำเนินชีวิตด้วยความสมถะยากจน ทั้งยังเป็นพระสันตะปาปาพระองค์แรกที่ยอมรับแนวคิดหัวก้าวหน้าหลายด้าน เป็นต้นว่า กลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ ซึ่งเคยถูกต่อต้านโดยพระศาสนจักรคาทอลิกมาช้านาน
ตลอดสมณสมัยที่ยืนยาวกว่า 12 ปี โป๊ปฟรังซิสทรงสร้างความเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีมากมายแก่พระศาสนจักรที่พระองค์ปกครอง จึงไม่แปลกอะไรเลยที่ชาวคาทอลิกนับพันล้านคนจะอยู่ในความอาดูรจากการสิ้นพระชนม์อย่างกะทันหันของโป๊ปชาวอาร์เจนตินาพระองค์นี้


เย็นวันที่ 22 เมษายน ค.ศ. 2025 หรือ 1 วันหลังจากที่พระสันตะปาปาสิ้นพระชนม์ ผมมุ่งตรงมายังอาสนวิหารอัสสัมชัญ ย่านบางรัก ซึ่งถือได้ว่าเป็นศูนย์กลางการปกครองของนิกายคาทอลิกในประเทศไทย
พิธีแถลงข่าวการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสอย่างเป็นทางการจัดขึ้นที่สำนักมิสซังโรมันคาทอลิก ข้างอาสนวิหารอัสสัมชัญ มีสื่อมวลชนไทยกว่า 32 สำนักร่วมเป็นสักขีพยานข่าวสำคัญนี้ เห็นได้ชัดว่าการสิ้นพระชนม์ของพระองค์เป็นที่สนใจในสังคมมาก คงเพราะข่าวอันน่าสลดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก ครั้งล่าสุดที่มีพระสันตะปาปาสิ้นพระชนม์ในสมณสมัย (เสียชีวิตขณะดำรงตำแหน่ง) เป็นเหตุให้ตำแหน่งอันสูงส่งนี้ต้องว่างลง ต้องย้อนไปไกลถึง 20 ปี เมื่อคราวที่ สมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 2 เมษายน ค.ศ. 2005

พระอัครสังฆราชฟรังซิสเซเวียร์ วีระ อาภรณ์รัตน์ ประธานสภาประมุขบาทหลวงโรมันคาทอลิกแห่งประเทศไทย เป็นผู้เริ่มต้นกล่าวไว้อาลัยพระสันตะปาปา ต่อด้วย ดร.ชัยณรงค์ มนเทียรวิเชียรฉาย อดีตที่ปรึกษาสมณกระทรวงสื่อสารสังคม นครรัฐวาติกัน กล่าวถึงความทรงจำครั้งสุดท้ายที่โป๊ปฟรังซิสปรากฏพระองค์ต่อสาธารณชนจากประสบการณ์ตรงที่ท่านได้อยู่ร่วมเหตุการณ์ด้วย และที่พิเศษสุดคือ ซิสเตอร์อานา โรซา ซิโวรี ภคินี (นักบวชหญิง) ซึ่งมีศักดิ์เป็น ‘ลูกพี่ลูกน้อง’ ของโป๊ป แต่มาปฏิบัติงานในประเทศไทยนานเกือบ 60 ปี ได้มาร่วมกล่าวถึงพระสันตะปาปาซึ่งเป็นญาติผู้พี่ของท่าน ก่อนที่ตัวท่านจะเดินทางไปร่วมพิธีศพที่นครรัฐวาติกันในวันรุ่งขึ้นด้วย

ครั้นเสร็จพิธีแถลงข่าว เป็นเวลาที่แดดร่มลมตก แสงไฟในอาสนวิหารหรือโบสถ์ศูนย์กลางการปกครองเรืองรองออกมา ผมพบว่าม้านั่งที่เคยว่างเมื่อตอนมาถึง บัดนั้นกลับแน่นขนัดไปด้วยคริสต์ศาสนิกชนคาทอลิกทุกเพศทุกวัย และยังมีอีกมากที่หลั่งไหลกันเข้ามาเป็นระยะ แทบทุกคนแต่งกายด้วยชุดสีสุภาพอย่างสีดำ สีเทา สีขาว เพื่อร่วมไว้อาลัยแด่ผู้นำทางความเชื่อที่เพิ่งล่วงลับ
ภาพถ่ายของพระสันตะปาปาฟรังซิสหลายภาพ ส่วนมากถ่ายเมื่อครั้งพระองค์เสด็จฯ เยือนประเทศไทยระหว่างวันที่ 20 – 23 พฤศจิกายน ค.ศ. 2019 ถูกนำมาย้อมสีให้ดูซีดเพื่อประดับทางเข้าออกอาสนวิหาร สมุดลงนามแสดงความอาลัยตั้งไว้ขนาบซ้ายขวาประตู ซึ่งมีผู้เข้าแถวรอลงนามยาวเหยียด

เบื้องหน้าสุดปลายอาคารเป็นที่ตั้งของพระแท่น พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับประกอบพิธีกรรมที่ยกพื้นสูง อนุญาตให้ขึ้นได้เฉพาะบาทหลวงและผู้ประกอบพิธีกรรม ยามนี้ดูแปลกตาไปจากทุกครั้งที่ผมได้มาเยี่ยมชมโบสถ์ใหญ่แห่งนี้ ตรงที่ด้านหน้าถูกตบแต่งด้วยช่อดอกไม้ขาวยาวตลอดแนว และฝั่งหนึ่งของด้านหน้าพระแท่นมีพระฉายาลักษณ์ของพระสันตะปาปาฟรังซิสตั้งอยู่เหนือช่อดอกไม้ในจุดที่ดูสวยเป็นพิเศษ
เทียนบนพระแท่นถูกจุดขึ้นครบทุกดวง ทุกคนนั่งประจำที่ ม้านั่งฝั่งหนึ่งถูกจับจองด้วยบรรดาซิสเตอร์หรือนักบวชหญิงในชุดขาวสะพรั่งไปทั้งแถบ ดูตัดกับฝั่งฆราวาสที่ส่วนใหญ่จะใส่สีดำ
พิธีบูชาขอบพระคุณกำลังจะเริ่มขึ้นในไม่ช้า

พิธีดังกล่าว ชาวไทยเรามักจะเรียกติดปากตามภาษาละตินว่า มิสซา (Missa) แท้จริงมาจากคำที่พระสงฆ์ (ในที่นี้หมายถึง ‘บาทหลวง’) ใช้กล่าวตอนปิดพิธีว่า “Ite, missa est (บัดนี้จงไป ท่านถูกส่งไป)” ส่วนชื่อที่แท้จริงของพิธีกรรมนี้ คือพิธีศีลมหาสนิท (The Blessed Sacrament) หรือพิธีบูชาขอบพระคุณ (Eucharist) ผู้อ่านหลายคนคงเคยได้ยินว่าชาวคริสต์ต้องหมั่นไปโบสถ์ทุกวันอาทิตย์ เพื่อรับปังและเหล้าองุ่นมารับประทาน นั่นแหละคือพิธีมิสซา โดยพิธีศักดิ์สิทธิ์นี้มีที่มาจากพระกระยาหารค่ำมื้อสุดท้ายที่พระเยซูร่วมรับประทานอาหาร 2 ชนิดนั้นร่วมกับบรรดาสาวก ก่อนจะกลายมาเป็นประเพณีปฏิบัติเพื่อแสดงความเป็นหนึ่งเดียวกับองค์พระเยซูเจ้า
คริสต์ศาสนาแต่ละนิกายอาจมีวัตรปฏิบัติในการทำมิสซาที่แตกต่างกันไปบ้าง สำหรับนิกายคาทอลิก บาทหลวงจะทำพิธีบูชาขอบพระคุณในโบสถ์เป็นประจำทุกวัน แต่คนธรรมดาจะนิยมไปร่วมพิธีแค่วันอาทิตย์ เทศกาลสำคัญทางศาสนา รวมไปถึงวาระพิเศษดังเช่นการสิ้นพระชนม์ของพระสันตะปาปา ก็จะมีมิสซาเป็นกรณีพิเศษด้วยเช่นกัน


ในพิธีบูชาขอบพระคุณแด่ดวงพระวิญญาณสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส ลำดับขั้นตอนทั้งหลายดูจะไม่ต่างจากมิสซาทุกครั้ง คือแบ่งออกเป็น 2 ส่วน เริ่มจากภาควจนพิธีกรรมที่มีการขับร้องเพลงเริ่มพิธีเพื่อต้อนรับคณะพระสงฆ์และผู้ช่วยประกอบพิธีเมื่อแห่แหนเข้ามาในอาสนวิหาร กล่าวบทภาวนา สาธยาย ‘บทอ่าน’ จากพระคัมภีร์ไบเบิล ต่อด้วยภาคบูชาขอบพระคุณที่จะมีการเสกปังและไวน์เพื่อมอบให้ผู้เข้าร่วมพิธีได้รับตามภาพที่คุ้นตา ทว่ารายละเอียดของพิธีในวันนั้นดูจะต่างจากมิสซาครั้งอื่น ๆ อยู่ไม่น้อย
ทั้งภาพของสื่อมวลชนนานาสำนักที่ห้อมล้อมเก็บภาพบรรยากาศสำคัญอยู่โดยรอบอาสนวิหาร เสื้อแสงของสาธุชนที่ดูเศร้าสร้อย รับกับใบหน้าอันซึมเปี่ยมไปด้วยรอยอาลัยต่อองค์พระสันตะปาปาผู้จากไป บางคนถึงกับหลั่งน้ำตาระหว่างการรำลึกถึงพระองค์ท่าน


ผู้เข้าร่วมพิธีครั้งนี้ก็ไม่ได้มีเฉพาะคริสต์ศาสนิกชนนิกายคาทอลิก ผมเห็นคนต่างศาสนามากมายเข้าร่วมด้วย มีแม้กระทั่งผู้อาวุโสที่สวมหมวกซอเกาะสีดำแบบชาวมุสลิม เหล่านี้เป็นที่ประจักษ์ชัดว่าโป๊ปมิได้สำคัญต่อคริสตชนซึ่งถือเป็นดั่งลูก ๆ ของพระองค์เท่านั้น หากแต่ความรัก ความสมถะ และจิตใจอันบริสุทธิ์ที่พระองค์แสดงให้เห็นมาตลอดทั้งพระชนม์ชีพ เป็นที่เคารพนับถือของชนทุกชาติศาสนาเช่นกัน
โป๊ปฟรังซิสสิ้นพระชนม์ในวาระที่สำคัญยิ่ง คือในวันศักดิ์สิทธิ์ของปีศักดิ์สิทธิ์ ทั้งนี้เพราะวันจันทร์ที่ 21 เมษายน ค.ศ. 2025 เป็นวันจันทร์หลังจากวันอีสเตอร์ (วันรำลึกการฟื้นคืนพระชนม์ชีพของพระเยซู) ซึ่งถือเป็นจุดสิ้นสุดเทศกาลศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในศาสนาคริสต์ ส่วนเรื่องปีศักดิ์สิทธิ์ที่ว่านั้น ตามความเชื่อในนิกายคาทอลิก ทุก ๆ 25 ปีจะถือเป็นปีศักดิ์สิทธิ์ กายสังขารของพระองค์ดับสิ้นไปในช่วงเวลาอันแสนศักดิ์สิทธิ์อย่างสงบ มิต้องทนทุกข์ทรมานเนิ่นนาน

พระอัครสังฆราชวีระ อาภรณ์รัตน์ เทศนาถึงความสอดคล้องกันระหว่างการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซูเจ้า กับการสิ้นพระชนม์ของพระสันตะปาปาฟรังซิสที่ห่างกันเพียง 1 วัน เหมือนดั่งชีวิตตามความเชื่อในคริสต์ศาสนาว่าชีวิตบนโลกมนุษย์เป็นเพียงทางผ่านไปสู่ชีวิตนิรันดร์บนสวรรค์ของพระเจ้า การที่โป๊ปสิ้นพระชนม์ลง มิได้หมายความว่าพระองค์จะสูญสิ้นไป แต่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นบทบาทใหม่ในฐานะข้ารับใช้ของพระเจ้าที่ได้กลับคืนสู่อ้อมพระหัตถ์ของพระผู้สร้าง ที่ซึ่งพระองค์จะได้พักผ่อนที่นั่นไปตลอดกาลนาน

ทุกครั้งในการทำมิสซาจะต้องมีการสวดภาวนาถึงผู้เจ็บป่วย ผู้ตกทุกข์ได้ยาก ผู้อยู่ในความลำบากทั้งปวงโดยไม่คำนึงถึงศาสนาความเชื่อของคนผู้นั้น ช่วงท้ายมิสซาครั้งนี้ก็มีการภาวนาในลักษณะนั้นอยู่เหมือนกัน ทว่าในความรู้สึกส่วนตัวของผม ผู้ร่วมมิสซาที่อยู่รายรอบกายแลดูตั้งใจภาวนากันมาก ด้วยกิริยาที่ดูสำรวมกว่าทุกคราวที่เคยเห็นมา ชวนให้นึกถึงเมื่อครั้งที่โป๊ปชาวอาร์เจนตินายังทรงพระชนม์ชีพอยู่ พระองค์ก็ได้แสดงความรักอันเหลือล้นพ้นประมาณต่อผู้คนทั้งโลก เช่น ทรงล้างเท้าแก่ผู้ลี้ภัยต่างศาสนา และตรัสว่าเราทุกคนต่างก็เป็นบุตรของพระเจ้าดุจเดียวกัน บางทีทุกดวงจิตที่รวมกันภาวนาอยู่ในอาสนวิหารคืนนั้นอาจกำลังส่งต่อความปรารถนาดีไปสู่มวลมนุษยชาติตามพระปณิธานของโป๊ปก็เป็นได้

และเนื่องจากพระสันตะปาปาไม่ได้เป็นเพียงผู้นำทางจิตวิญญาณของชาวคาทอลิก หากยังทรงเป็นประมุขแห่งนครรัฐวาติกันซึ่งเป็นประเทศเอกราชชาติหนึ่งด้วย ก่อนเสร็จสิ้นพิธีกรรมทั้งปวง อาร์ชบิชอป ปีเตอร์ ไบรอัน เวลส์ เอกอัครสมณทูตวาติกันประจำประเทศไทย จึงให้เกียรติมากล่าวคำไว้อาลัยและส่งสารต่าง ๆ ถึงพี่น้องคริสตชนคนไทย จากนั้นจึงเป็นเวลาที่คณะสงฆ์ แม่ชี และประชาชนผู้เข้าร่วมพิธีทุกคน จะได้มอบดอกไม้ขาวถวายแด่ดวงพระวิญญาณพระสันตะปาปาที่หน้าพระฉายาลักษณ์

เมื่ออ่านมาถึงย่อหน้านี้ บางท่านอาจสงสัยว่าหากตัวเราไม่ได้เป็นชาวคริสต์ จะเข้าร่วมมิสซาได้หรือไม่ คำตอบคือการทำมิสซาทุกครั้งคริสตชนมีความยินดีที่จะให้คนต่างศาสนาเข้าร่วมอยู่แล้ว และกระทำทุกขั้นตอนในพิธีได้เหมือนผู้นับถือ ยกเว้นเพียงขั้นตอนการรับศีลที่จะต้องเดินแถวไปรอรับปังหรือที่เรียกว่า ‘แผ่นศีล’ ซึ่งสงวนไว้มอบให้กับคริสตชนที่เตรียมกายใจให้พร้อมก่อนร่วมพิธีเท่านั้น


อนึ่ง ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะมีประชากรส่วนใหญ่นับถือพุทธ และประชากรไทยที่นับถือคริสต์นิกายคาทอลิกก็มีเพียง 3 แสนคนโดยประมาณ น้อยจนไม่ถึงร้อยละ 1 ของคนทั้งประเทศ แต่นิกายนี้ก็ได้ฝังรากอยู่ในสังคมไทยมานานกว่า 400 ปี นับตั้งแต่มีการเผยแผ่ศาสนาในสมัยกรุงศรีอยุธยา และนครรัฐวาติกันก็มีความสัมพันธ์อันดีกับประเทศไทยมาโดยตลอด ดังจะเห็นว่าพระมหากษัตริย์ไทยกับพระสันตะปาปามีการเสด็จเจริญสัมพันธไมตรีกันบ่อยครั้ง หนล่าสุดก็คือปี 2019 ที่โป๊ปฟรังซิสเสด็จฯ เยือนไทย พระองค์ยังได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก ผู้เป็นประมุขฝ่ายสงฆ์ไทย เป็นภาพงดงามที่สร้างความประทับใจไปสู่ผู้พบเห็นทั่วโลก
เหตุการณ์ในครั้งนี้แม้จะเป็นข่าวร้าย แต่ในอีกแง่หนึ่งก็ช่วยให้ได้เห็นความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของคนส่วนน้อยในสังคมไทยอย่างคริสตชนคาทอลิก ซึ่งร่วมกันร้อยเรียงดวงใจถึงดวงพระวิญญาณขององค์พระสันตะปาปา ยิ่งไปกว่านั้น เรายังได้เห็นความมีน้ำใจของพี่น้องคนไทยอีกหลายศาสนาที่ร่วมกันแสดงออกถึงความอาลัยต่อความสูญเสียอันใหญ่หลวงของพระศาสนจักรคาทอลิกอีกด้วย
ขอพระเป็นเจ้าโปรดประทานการพักผ่อนนิรันดรแด่พระสันตะปาปาฟรังซิสเทอญ

