โรนันเป็นปลาหน้าตาประหลาดที่อาศัยอยู่ตามพื้นทะเล ปากที่อยู่ด้านล่างของมันชี้ให้เห็นชัดถึงพฤติกรรมการกินอาหารจากด้านบน ถ้าว่ากันตามสายพันธุ์ พวกมันเป็นปลากระเบน แต่เป็นกระเบนที่เพิ่งวิวัฒนาการแยกสายออกมาจากกลุ่มฉลาม พวกมันจึงมีส่วนหัวที่แบนออกเหมือนกระเบน แต่ยังคงมีส่วนท้ายลำตัวที่เป็นทรงยาวเหมือนฉลาม
ตามปกติ พื้นทรายที่พวกโรนันชอบอาศัยอยู่มักเป็นพื้นในที่ลึกด้านนอกกองหินหรือแนวปะการังที่นักดำน้ำว่ายผ่าน มันจึงนับเป็นปลาหาดูยากสำหรับนักดำน้ำ แต่เพราะอิทธิพล IOD (Indian Ocean Dipole) ในปีนั้น อุณหภูมิน้ำในโซนตื้นบางจุดลดลงไปถึง 22 องศาเซลเซียส ปลาหลายชนิดที่เคยอยู่ในพื้นที่น้ำเย็นด้านนอกจึงขยับมาให้พบเจอได้ในที่ตื้นขึ้น

เกาะบอนเป็นจุดดำน้ำที่ทุกทริปต้องแวะอย่างน้อย 1 ครั้ง เพราะอยู่ตรงกลางระหว่างเส้นทางมาตรฐานของทริปดำน้ำ ในปีนั้นที่นี่คือหนึ่งในจุดที่ดีที่สุดในการพบเจอโรนัน เรียกได้ว่ามีข่าวการเจอแทบทุกอาทิตย์
เราถามเพื่อนไดฟ์ลีดทุกคนที่ได้เจอปลาหายากตัวนี้ถึงจุดที่พบเจออย่างละเอียดแต่ก็พลาดไปแทบทุกครั้ง บางคนบอกว่ามันอยู่แถว ๆ ทุ่น ให้โดดน้ำเป็นกลุ่มแรก ถึงแม้จะทำแบบนั้นหลายหน แต่เราก็ไม่เคยเจอ บางคนบอกว่าให้ว่ายกลับจากกองนอก มันจะอยู่แถว ๆ ชายกองทางทิศใต้ เราพยายามไปกองนอก ว่ายกลับและก้มมองตลอดทางจนตาล้า แต่ก็ไม่เคยได้เจอ มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ว่ายไปด้วยกัน 2 กลุ่ม พอปลายไดฟ์เราแยกตัวออกมาเพื่อไปทางที่ตื้นขึ้น กลายเป็นว่าอีกกลุ่มซึ่งหักลงที่ลึกไปด้านนอกกลับได้เจอโรนันเสียอย่างนั้น
ความพยายามทับถมกลายเป็นความเหนื่อยล้าในการตามหาสิ่งที่เราไม่มีโชคชะตาให้มาเจอกัน คล้าย ๆ การรอคอยคนที่ใช่เดินเข้ามาในชีวิตคนโสด

อิทธิพลของ IOD อีกอย่างที่เห็นได้ชัดในปีนั้น คือทำให้กระแสน้ำปั่นป่วน คาดเดายากขึ้น บางทีเป็นช่วงเวลาน้ำขึ้น กระแสน้ำควรจะไหลขึ้นไปทางเหนือ แต่กลับมีกระแสน้ำเย็นจากที่ลึกดันให้น้ำไหลไปทางใต้อย่างรุนแรงแทน
วันนั้นที่เกาะบอนตามตารางน้ำ น้ำควรจะไหลไปทางใต้ เราวางแผนว่าจะไหลตามน้ำไปเช็กจุดที่มักจะเจอโรนัน แต่กลับมีกระแสน้ำเย็นจากที่ลึกดันไปทางเหนือแทน เราพยายามต้านน้ำด้วยการไต่เรียดไปกับพื้นทราย หวังว่าจะไปให้ถึงจุดหมาย แต่ก็จบไดฟ์ลงด้วยความเหนื่อยและไปไม่ถึงอยู่ดี
วันต่อมาเราย้ายไปลงที่จุดดำน้ำที่ชื่อว่า West of Eden กระแสน้ำพัดไปทางเหนืออย่างรุนแรง คราวนี้เราไม่ต้านน้ำแล้ว ปล่อยตัวไหลไปกับน้ำ ปล่อยให้แรงธรรมชาติพัดพาไป น้ำพาเราไหลไปไกลจนข้ามไปอีกไดฟ์ไซต์ที่ต่อกันทางเหนือ บริเวณนี้มีหินก้อนใหญ่ให้ลัดเลาะหลบบังกระแสน้ำได้ ตรงจุดที่เราอ้อยอิ่งอยู่เป็นหลุมระหว่างหินก้อนใหญ่ 3 ก้อน เหมือนเป็นห้องลับที่น้ำนิ่งสนิท
จู่ ๆ เราก็เห็นเงาของสิ่งที่ดูเหมือนฉลามตัวใหญ่ว่ายข้ามหินมา ในหัวเริ่มไล่ชื่อชนิดฉลามไปเรื่อย ๆ และรอจังหวะให้เข้ามาใกล้ขึ้นเพื่อให้เห็นตัวได้ชัด
โรนัน!
โรนันขนาดตัวใหญ่เกิน 3 เมตร ตัวเต็มวัยแบบใหญ่เต็มที่ ใหญ่ที่สุดเท่าที่เราเคยเห็นมา ส่วนหัวที่แบนและแหลมพุ่งเข้าใกล้มาเรื่อย ๆ ทำให้เราแทบจะหยุดหายใจ
จังหวะที่ใช่…

โยชิซัง ช่างภาพใต้น้ำชั้นครูชาวญี่ปุ่นเคยพูดให้ฟังว่า สิ่งที่ช่างภาพทุกคนต้องมีคือสกิลล์พื้นฐานในการถ่ายภาพที่แม่นยำ และต้องฝึกฝนสกิลล์เหล่านั้นไว้เพื่อรอ ‘จังหวะที่ใช่’
จังหวะที่ใช่ไม่ได้มาบ่อย ๆ ไม่ได้มีอยู่ตลอดเวลา เป็นช่วงเวลาพิเศษ ห้วงวินาทีจะดูยาวนานขึ้น เวลาเหมือนจะเดินช้าลง สมองจะว่างเปล่า เราจะทำทุกอย่างตามสัญชาตญาณ และเมื่อมันผ่านไปแล้ว จะกลายเป็นสิ่งที่เราจดจำไปตลอดกาล
โรนันว่ายผ่านเราไปในระยะห่างไม่ถึง 2 เมตร มันว่ายข้ามหินก้อนเล็กทางซ้ายมือเหมือนจะผ่านเลยไป แต่กลับวกเลี้ยวมาผ่านหน้าเราอีกรอบ ก่อนกลับลงที่ลึกด้านนอก เวลาที่ช้าลงกลับมาเดินเป็นความเร็วปกติอีกครั้ง เราหันไปหานักดำน้ำกลุ่มเล็ก ๆ ของเราด้วยความดีใจ ในที่สุดจังหวะที่ใช่ของเรากับโรนันก็มาถึงจนได้

ปลาจิ้มฟันจระเข้ปีศาจลอยตัวนิ่งเหมือนเป็นเศษกิ่งกัลปังหาที่หลุดออกมา ถ้ามองผ่าน ๆ ดูเหมือนจะพรางตัวเนียนกับสิ่งแวดล้อมรอบข้างได้ดี แต่มันก็ดูโดดเด่นและแตกต่างอยู่พอสมควร คล้ายเอาขนนกไปห้อยปนอยู่กลางดงใบไม้เส้นยาว ๆ แตกต่างแต่ก็ดูกลมกลืน
ปลาจิ้มฟันจระเข้ปีศาจ หรือ Ghost Pipefish นักดำน้ำไทยเรียกสั้น ๆ ว่า โกสต์ไปป์ เพราะชื่อไทยมันอลังการเต็มปากเวลาพูด ส่วนใหญ่จึงเรียกด้วยชื่อภาษาอังกฤษที่ง่ายกว่า
พวกมันหน้าตาไม่เหมือนกับปลาที่เราชอบวาดกันมาตั้งแต่เด็ก มันมีปากเล็กยาว ชอบว่ายน้ำในแนวตั้ง ทุก ๆ ปีช่วงประมาณเดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นไปเราจะเริ่มเจอพวกมันลอยตัวอยู่ด้วยกันเป็นคู่ และไม่กี่อาทิตย์หลังจากนั้นตัวเมียบางตัวจะเริ่มตั้งท้อง
ในระหว่างตั้งท้อง โกสต์ไปป์ตัวเมียจะเปิดถุงหน้าท้องพะเยิบพะยาบ เพื่อดูดให้น้ำไหลผ่านไข่ฟองจิ๋วในช่องท้อง ช่องเปิดอยู่ทางด้านท้ายค่อนไปทางก้น ในจังหวะที่ปากถุงเปิดถ้าตั้งใจมองให้ดีจะเห็นไข่กลม ๆ อัดแน่นอยู่ด้านใน ถ้าแม่โกสต์ไปป์รู้สึกกดดันจากการโดนรบกวน มันจะบีบปากถุงแคบลง จึงยิ่งมองเห็นไข่ด้านในยากขึ้น
น้องนักดำน้ำคนหนึ่งเปรยขึ้นมาว่า ไข่โกสต์ไปป์ช่วงนี้เริ่มโตจนเห็นดวงตาดำ ๆ แล้ว อยากลองไปถ่ายไข่ดูบ้าง ไข่ปลาต่าง ๆ เป็น Subject ที่เราชอบ เพราะมันคือช่วงเวลาพิเศษ สำหรับบางสายพันธุ์มีเพียงแค่ปีละครั้ง ลูกปลาและไข่ปลาคือความหวังในการสืบทอดสู่รุ่นต่อไป

โกสต์ไปป์ตัวเมียขนาดตัวยาวเต็มที่ไม่เกิน 15 เซนติเมตร ช่องเปิดที่มองเห็นไข่ได้กว้างแค่ไม่ถึง 1 เซนติเมตร และจังหวะเปิด-ปิดช่องนั้นมีไม่ถึงเสี้ยววินาที พอจะกดปุ่มสั่งให้กล้องโฟกัสปากถุงก็ปิดไปเรียบร้อยแล้ว ฟังดูแล้วเป็น Mission Impossible มาก ๆ
ในทริปนั้นเราแวะเวียนไปกองหินริเชลิวซึ่งมีโกสต์ไปป์คู่หนึ่งอยู่ถึง 2 ไดฟ์ ตลอดทั้ง 2 ไดฟ์เราไม่มีจังหวะที่เหมาะสมผ่านมาเลย ไดฟ์หนึ่งมันว่ายขึ้นด้านบนช้า ๆ ลอยอยู่เหนือหิน และหันหน้าเข้าหาเราตลอด ไม่หันด้านหลังที่เป็นปากถุงหน้าท้องให้ได้เห็นเลย อีกไดฟ์หนึ่งก็มีนักดำน้ำเข้าคิวรอดูอยู่หลายสิบคน ก็ได้แต่คิดว่าวันนั้นไม่ใช่วันของเราแล้วว่ายน้ำไปหาอย่างอื่นดูแทน
ที่เกาะบอน เราพบโกสต์ไปป์อีกคู่หนึ่งอยู่ในซอกขนาดเล็กระหว่างปะการังโขดกับกำแพงหินใต้น้ำ ช่องเปิดด้านหน้านั้นแคบมาก ด้านหลังโดนบังด้วยกำแพงหินที่โอบเข้ามา ช่องเปิดด้านบนเป็นช่องที่กว้างสุดแต่ต้องตีลังกาลงมาดู ทำให้ไดฟ์ลีดไม่ค่อยพานักดำน้ำเข้าไปดูโกสต์ไปป์ที่จุดนี้ เมื่อมั่นใจว่ามันอยู่ตรงนี้ประจำแล้ว พอมีโอกาสเหมาะเราจึงดิ่งไปที่ซ่อนตัวของพวกมันแล้วรอคอย
หลังจากลองตีลังกาและหาทางอยู่พักใหญ่ ก็พบท่าที่พอจะทำได้โดยไม่ชนปะการังที่อยู่ล้อมรอบ เราเซตกล้องให้พร้อมแล้วยกข้ามช่องหินจากทางด้านบน แต่ตัวเรายังอยู่ด้านนอก มีส่วนหนึ่งของหินที่กั้นระหว่างเรากับกล้อง จึงปรับกล้องเพิ่มเติมไม่ได้ ตาต้องมองจอภาพในระยะห่าง เอากล้องเข้ามาจ่อตาสนิทไม่ได้ ในขณะเดียวกันก็ต้องเอียงตัวหลบกอปะการังอ่อนทางด้านขวาไปด้วย เป็นท่าที่ไม่สบายเลยจริง ๆ กล้ามเนื้อเกร็งไปทุกส่วน หลังจากถ่ายภาพพวกมันแบบเต็มตัวไปนิดหน่อยแล้วก็รอจังหวะที่แม่โกสต์ไปป์ว่ายเข้ามาใกล้ เมื่อมันหมุนตัวหันหลังให้เรา เปิดโอกาสให้เห็นไข่ในถุงหน้าท้อง และฉวยโอกาสเสี้ยววินาทีนั้นกดรูปมาแบบไม่มีโอกาสให้จัดองค์ประกอบภาพ
เราอดทนอยู่ในท่าที่ผิดธรรมชาติและเกร็งไปทุกส่วนได้ไม่ถึง 5 นาทีก็ต้องยอมแพ้ ถอนกล้องออกมาทางเดิมด้านบน ลอยตัวห่างออกมาจากโพรงหิน
เมื่อมาไล่ดูภาพที่ได้มา มีแค่ภาพที่พอใช้ได้ แต่ไม่มีภาพไหนที่ถูกใจ ความเกร็งของกล้ามเนื้อและอารมณ์ส่งผลไปที่ภาพถ่าย ไม่น่าเชื่อว่าเมื่อจิตใจและร่างกายไม่สบาย ภาพที่ถ่ายได้ก็สื่อสารความอึดอัดนั้นออกมาตามกัน

ไดฟ์ต่อมาซึ่งเป็นไดฟ์สุดท้ายของซีซัน เรากลับไปที่โพรงหินนั้นอีกรอบเพื่อพยายามใหม่อีกครั้ง คราวนี้โกสต์ไปป์ซึ่งปกติเป็นปลาขี้อาย ไม่อยู่ในโพรงหินนั้นแล้ว แต่ว่ายออกมาเรียดพื้นทรายด้านนอก เราทิ้งตัวลงกับพื้นทราย ค่อย ๆ รอให้มันชินกับไฟและตัวของเราช้า ๆ ไม่ถึงอึดใจแม่โกสต์ไปป์กลับว่ายเข้าหาหน้ากล้องมาเรื่อย ๆ จนเราต้องว่ายถอยหนีห่างออกมาเพราะใกล้เกินระยะโฟกัส แล้วมันก็เริ่มหยุดเพื่อตอดฮุบกินกุ้งจิ๋วที่ลอยอยู่ตามพื้นทราย โดยไม่สนใจเราที่นอนอยู่ข้างหน้าตรงนั้น

ทุกอย่างแตกต่างกับไดฟ์ก่อนหน้านี้ลิบลับ ไม่มีความลำบากใด ๆ คราวนี้เรารอในท่าทางที่สบายได้ รอในจังหวะที่ใช่ แล้วกดชัตเตอร์เพื่อเก็บภาพดวงตาโกสต์ไปป์ตัวจิ๋วที่ยังอยู่ในท้องของแม่มันได้อย่างตั้งใจ
ช่างภาพสัตว์ป่าชั้นครูอย่าง พี่เชน-ม.ล.ปริญญากร วรวรรณ เคยกล่าวว่า การจะถ่ายรูปอะไรได้ ธรรมชาติต้องอนุญาต เปิดโอกาสให้เราด้วย แค่เข้าไปในพื้นที่พวกมันก็รู้แล้วว่ามีเราอยู่ การได้ภาพมาไม่ใช่จะคุยโวได้ว่าเป็นความเก่งของเราเพียงอย่างเดียว แต่อีกฝั่งต้องยอมรับและอนุญาตให้เราถ่ายภาพด้วย
หลายครั้งที่เราต้องยอมรับความพ่ายแพ้ ทำใจว่าไม่ใช่วันของเรา มันไม่ใช่การล้มเลิก แต่เป็นการยอมถอยเพื่อรอว่าจังหวะที่ดีกว่าจะมาถึงในสักวัน เพราะว่าเมื่อถึงจังหวะที่ใช่ อะไรก็ง่ายดายไปซะหมด
