23 เมษายน 2025
1 K

ถ้าเราพูดคำว่า ‘ช็อกโกแลตข้าว’ ภาพที่เกิดขึ้นในหัวคุณเป็นอย่างไร เป็นภาพเมล็ดข้าวนำไปเคลือบช็อกโกแลต คล้ายกับแผ่นมันฝรั่งทอดกรอบชุบช็อกโกแลต หรือก้อนช็อกโกแลตที่สอดไส้ด้วยส่วนผสมที่มีข้าว หรือจะเป็นช็อกโกแลตที่ผสมข้าวพองกรอบ ๆ

สำหรับเราที่ได้ยินคำนี้ครั้งแรก ภาพในหัวเราปรากฏเป็นสิ่งเหล่านี้ ซึ่งแตกต่างจากของจริงที่เรากำลังถืออยู่ ช็อกโกแลตบาร์ที่ดูหน้าตาปกติทั่วไป หักดูเนื้อข้างในก็เป็นเนื้อช็อกโกแลตล้วน ๆ แต่พอชิมไปเท่านั้นแหละ เราถึงรู้ว่านี่มันช็อกโกแลตข้าวจริง ๆ เพราะเป็นรสชาติที่ผสมผสานระหว่างความขมและเปรี้ยวนิด ๆ ของช็อกโกแลต กับความหอมของข้าวเหมือนเวลาเรากินข้าวที่หุงสุกใหม่ ๆ

‘ช็อกโกแลตข้าว (ChocoRice)’ เป็นโปรเจกต์ใหม่ล่าสุดของแบรนด์ Choc-a-dii แบรนด์คราฟต์ช็อกโกแลตของ ลาเต้-ศิโรฒ พิมพ์พันธุ์ และ เบนซ์-สพ.ญ.ดร.กิตติมา ลิ่วเฉลิมวงศ์ คู่รักที่หลงรักเมล็ดโกโก้ จนกลายเป็นความตั้งใจคัดสรรเอาเมล็ดโกโก้ทั่วประเทศไทยมาทำเป็นเมนูช็อกโกแลตต่าง ๆ พร้อมทั้งพาไปจับคู่กับวัตถุดิบอื่น ๆ ในไทย เพื่อเพิ่มความน่าสนใจให้ช็อกโกแลตของพวกเขา ลาเต้และเบนซ์มองว่าช็อกโกแลตจะเป็นประตูที่พาคนทั่วโลกไปรู้จักวัตถุดิบดี ๆ ในไทยได้

‘กาแฟ’ เป็นวัตถุดิบแรกสุดที่ลาเต้พาช็อกโกแลตไปจับคู่ เพราะความชื่นชอบส่วนตัว และเขามองเห็นจุดร่วมของ 2 วัตถุดิบ คือความหลากหลาย ทั้งในมุมสายพันธุ์และพื้นที่ที่เติบโต เมล็ดกาแฟหรือโกโก้ต่อให้สายพันธุ์เดียวกัน แต่ถ้าปลูกคนละจังหวัด อาจให้รสชาติและกลิ่นที่แตกต่าง จึงเป็นความสนุกที่จะได้ค้นหาวัตถุดิบ 2 อย่างนี้ทั่วไทย และจับคู่เพิ่มความสนุกให้คนกิน

2 – 3 ปีแรกของการทำ Choc-a-dii ลาเต้และเบนซ์พากันหยิบเมล็ดโกโก้จากจังหวัดต่าง ๆ มาผลิตเป็นช็อกโกแลตบาร์ ช็อกโกแลตคิวบ์ และผงชงช็อกโกแลต รวมไปถึงนำไปจับคู่กับเมล็ดกาแฟสายพันธุ์ต่าง ๆ เพื่อทำเป็นช็อกโกแลตรสกาแฟ 

จนปีที่ผ่านมาลาเต้รู้สึกว่า เขาอยากลองวัตถุดิบใหม่ ๆ ประจวบเหมาะกับที่ลาเต้และเบนซ์มีโอกาสได้คลุกคลีในวงการข้าว ทั้ง 2 คนต่างมองว่า ข้าวเป็นวัตถุดิบที่มีความน่าสนใจไม่ต่างจากโกโก้และกาแฟ

“เราเคยไปเดินงานข้าวของ Rice Hub แล้วรู้สึกทึ่งมากว่าข้าวบ้านเราไม่ใช่แค่เอาไว้กินนะ แต่เป็นระดับสเปเซียลตี้แล้ว ข้าวบ้านเรามีหลายสายพันธุ์มาก ๆ ถึงขั้น 200 – 300 สายพันธุ์” ด้วยความพิเศษนี้ลาเต้จึงตัดสินใจเอาข้าวมาจับคู่กับช็อกโกแลต

แต่แค่ช่วงเริ่มต้นทั้ง 2 คนก็พบโจทย์ยากหลายโจทย์ ไม่ว่าจะเป็นวิธีที่จะเอาข้าวมาผสมกับช็อกโกแลต ลาเต้อยากใช้ข้าวที่หุงแล้วเพราะเขารู้สึกว่า คนส่วนใหญ่บริโภคข้าวที่ผ่านความร้อน ไม่มีใครกินข้าวดิบ ๆ และความร้อนจะช่วยชูความเด่นของข้าวให้คนสัมผัสได้มากขึ้น 

ลาเต้เรียกว่าตัวเองเป็นนักทำช็อกโกแลต (Chocolate Maker) และชอบทำช็อกโกแลตบาร์ซึ่งมีวิธีการทำที่สำคัญอยู่อย่างหนึ่ง คือส่วนผสมทุกอย่างต้องแห้ง ไม่อย่างงั้นช็อกโกแลตบาร์จะเซตตัวไม่ได้ ฉะนั้น เขาต้องหาวิธีเอาข้าวที่หุงแล้วมาผสมกับช็อกโกแลตให้ได้

โชคดีที่เบนซ์เป็นอาจารย์ประจำคณะเทคโนโลยีการเกษตร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เธอเลยไปขอคำแนะนำจาก ผศ.ดร.ธงชัย พุฒทองศิริ คณบดีคณะที่เบนซ์สอนอยู่ เขาช่วยให้คำแนะนำและเครื่องมือที่ช่วยแปรสภาพข้าวหุงแล้วให้กลายเป็นของแห้งโดยที่ยังเก็บความเป็นข้าวสุกไว้ได้ ก่อนจะนำไปบดเป็นผงข้าวและไปเป็นส่วนประกอบหนึ่งในช็อกโกแลตบาร์ได้

แต่ทั้งคู่ยอมรับตามตรงว่าพวกเขาไม่มีความเชี่ยวชาญเรื่องสายพันธุ์ข้าวของไทย เขาไม่รู้ว่าข้าวสายพันธุ์ไหนที่เหมาะเอามาทำช็อกโกแลตบ้าง และเป็นความโชคดีอีกครั้งที่ทั้งคู่ได้รับคำแนะนำจาก Rice Hub ที่ให้คำแนะนำและพาพวกเขาไปรู้จักโลกของข้าว จนชิมและนำมาจับคู่โกโก้สายพันธุ์ต่าง ๆ ได้

“ผมเลือกจากความชอบ” เกณฑ์ที่ลาเต้ใช้ในการจับคู่พันธุ์ข้าวและโกโก้ ทำให้เราเกิดความสงสัยทันทีว่า แล้วเขาจะมีวิธีเลือกอย่างไรให้รสชาติของทั้ง 2 สิ่งไปด้วยกันได้ 

ลาเต้ถามเรากลับแทนคำตอบว่า “เวลาเราเลือกข้าวเราเลือกจากอะไร” ก่อนเขาจะอธิบายต่อว่า “จริง ๆ คนไทยมีทักษะเลือกข้าวโดยที่เราไม่รู้ตัวนะ รู้ว่าข้าวสายพันธุ์นี้แฉะ กินกับแกงไม่อร่อย หรือข้าวตัวนี้หอมควรกินกับเมนูนี้ ขนาดพวกเรากินข้าวหอมมะลิมากที่สุดยังมีการถกเถียงเลยว่า ข้าวหอมมะลิยี่ห้อไหนดีที่สุด

“แต่ว่าตัวข้าวไม่ได้มีรสชาติขม หวาน เปรี้ยว หรือฝาด ซึ่งเป็นลักษณะที่เราคุ้นชินมากที่สุด เรารู้สึกว่าเนื้อสัมผัสและกลิ่นต่างหากที่เราสัมผัสจากข้าวได้มากที่สุด” ลาเต้อธิบายจบ เราก็นึกถึงช่วงต้นที่เขาชวนเราชิมช็อกโกแลตข้าวก่อน ความรู้สึกที่เราได้หลังจากกินเข้าไปตามที่ลาเต้บอกเลย เรารับรู้ถึงความเป็นข้าวสุกในช็อกโกแลตที่มันอยู่รูปแบบของกลิ่นที่ทำให้เรารู้สึกได้ ถือว่าความตั้งใจของลาเต้ประสบความสำเร็จ

สายพันธุ์ข้าวที่ลาเต้และเบนซ์เลือกมาทำช็อกโกแลตมีทั้งหมด 4 สายพันธุ์ คือข้าวหอมใบเตยจากนครสวรรค์ ข้าวมะลินิลจากสุรินทร์ ข้าวไร่ดอกขามจากชุมพร และข้าวหอมแม่จันจากเชียงราย ลาเต้ตั้งใจจับคู่กับเมล็ดโกโก้จากจังหวัดเดียวกัน ซึ่งเขาให้เหตุผลว่าเท่และอาจทำให้ช็อกโกแลตกลายเป็นของดีประจำจังหวัดนั้น ๆ ได้ แต่ลาเต้ก็ไม่ได้ตั้งใจจะจับคู่วัตถุดิบแบบนี้ตลอดไป เพราะทุกอย่างคือการจับคู่รสชาติ ต้องเลือกคู่ที่ลงตัวที่สุด

ส่วนประกอบที่เรียกว่า ‘ความสุนทรีย์’ 

เมื่อหาวิธีทำให้ข้าวมาผสมกับช็อกโกแลตและได้ผลลัพธ์ตามที่คนทำตั้งใจ โจทย์ต่อมาคือทำให้การรวมตัวของช็อกโกแลตและข้าวเกิดสุนทรียภาพกับคนกิน ลาเต้เลือกใช้วิธีอินฟิวส์ (Infused Chocolate) คือการผสมวัตถุดิบที่อยากให้เกิดรสชาติลงไปในเนื้อช็อกโกแลต 

ซึ่งวิธีนี้ก็ทำให้พวกเขาเจอโจทย์ที่ต้องรับมือและเป็นโจทย์ใหญที่สุด คือความร้อน วัตถุดิบทุกอย่างในการทำช็อกโกแลต ไม่ว่าจะเป็นผงโกโก้ ไขมันโกโก้ หรือน้ำตาลเอง เมื่อเจอกับความร้อนที่ไม่ว่าจะร้อนขนาดไหนหรือใช้เวลานานเท่าไร ไม่ส่งปัญหาสำคัญต่อช็อกโกแลตมากนัก แต่กับข้าวนั้นต่างออกไป ยิ่งเจอความร้อนและเวลานานเท่าไร จากผงข้าวจะกลายเป็นแป้งเหนียว ๆ มากขึ้น 

“การทำช็อกโกแลตบาร์เราต้องเอาส่วนผสมทุกอย่างลงไปกวนในเครื่อง หรือที่เรียกว่าคอนชิ่ง (Conching) เพื่อให้ส่วนผสมทุกอย่างเข้ากัน ชูรสชาติ และความเนียนของเนื้อช็อกโกแลต แต่ข้อจำกัดของข้าวคือพอกวนไปนาน ๆ ข้าวจะจับตัวเป็นก้อนเหนียว ๆ ทำให้เวลากินเราจะได้ความรู้สึกแป้ง ๆ เคลือบอยู่ในปาก ไม่ค่อยเกิดสุนทรียภาพในการกินเท่าไร” เป็นอีกโจทย์ที่เบนซ์และลาเต้ต้องหาทางแก้กันต่อไป พัฒนาให้การอยู่ร่วมกันของ 2 อย่างนี้สร้างสุนทรียภาพให้กับคนกิน

ช่วงนี้เลยเป็นช่วงที่ทั้งคู่อยากได้ฟีดแบ็กจากคนกินมากที่สุด และงานประกวดก็เป็นพื้นที่หนึ่งที่จะทำให้ทั้งคู่รับรู้ความรู้สึกของคนกิน ได้รับคำแนะนำพัฒนางานต่อไป พวกเขาตัดสินใจส่งช็อกโกแลตข้าวไปประกวดในงาน Asia-Pacific International Chocolate Awards 2025 

แม้จะยังไม่ได้รางวัลติดไม้ติดมือกลับไป แต่ลาเต้และเบนซ์บอกว่า แค่ได้ส่งช็อกโกแลตข้าวเข้าร่วมประกวดนับว่าคุ้มค่าแล้ว เพราะฟีดแบ็กที่ได้จากกรรมการซึ่งเป็นคนที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการช็อกโกแลตจากทั่วโลก ทำให้พวกเขานำคำแนะนำกลับไปพัฒนางานของตัวเองให้ดีได้ขึ้น

ส่วนประกอบที่เรียกว่า ‘ความยั่งยืน’

ระหว่างที่พัฒนาช็อกโกแลตข้าวให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ ลาเต้และเบนซ์มองเห็นเป้าหมายอีกอย่างที่พวกเขาสร้างให้ช็อกโกแลตข้าวได้ คือเป็นช็อกโกแลตทางเลือกสำหรับคนที่แพ้ส่วนผสมในช็อกโกแลตที่มีขายในท้องตลาดตอนนี้อย่างนมวัว เนย หรือน้ำตาล

“ช็อกโกแลตที่กินง่ายที่สุด คือช็อกโกแลตผสมนมหรือใส่น้ำตาลเยอะ ๆ เพราะรสชาติของตัวช็อกโกแลตเองจะมีความขมและเปรี้ยว ซึ่งจะแตกต่างไปตามลักษณะสายพันธุ์ แต่เชื่อไหมว่าผมเคยเจอเด็กอายุ 6 ขวบเดินมาที่บูทกับพ่อแม่มาซื้อดาร์กช็อกโกแลต 100% ให้ลูก ผมบอกกับเขาทันทีว่าอันนี้กินยากมากนะ น้องจะกินได้ใช่ไหม เขาบอกเหตุผลว่าเพราะลูกแพ้นมกับน้ำตาล มีแต่ช็อกโกแลตแบบนี้ที่ลูกพอกินได้”

เบนซ์เสริมลาเต้ว่า ตอนนี้พวกเขามองว่าข้าวเป็นส่วนผสมทดแทนนมหรือน้ำตาลได้ ไม่ใช่เพราะความหวาน แต่ลักษณะของข้าวจะช่วยให้ช็อกโกแลตกินง่ายขึ้น เป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้ผู้บริโภค 

แม้ว่าปัจจุบันช็อกโกแลตข้าวยังอยู่ในช่วงพัฒนาและมีโจทย์อีกหลายอย่างที่พวกเขาต้องหาทางรับมือ แต่สำหรับลาเต้และเบนซ์มองว่าคุ้มค่า เพราะขณะเดียวกัน การมีอยู่ของช็อกโกแลตข้าวก็ส่งผลดีกับคนอีกหลายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นชาวนา-เกษตรกรที่พวกเขาใช้วัตถุดิบทำช็อกโกแลตข้าว

“การทำช็อกโกแลตของเราตั้งแต่ต้น เราเน้นใช้วัตถุดิบในท้องถิ่นเป็นหลัก ซึ่งมันยั่งยืนมากกว่าการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ ที่สำคัญเราพัฒนาคุณภาพโกโก้และข้าวของเราได้เรื่อย ๆ ส่งต่อองค์ความรู้ให้คนในประเทศ” เบนซ์ย้ำจุดยืนของแบรนด์ Choc-a-dii ที่ต้องการสนับสนุนและนำเสนอความดีงามของผลผลิตในไทย

ลาเต้เสริมเรื่องการเพิ่มมูลค่าให้ข้าว เขาบอกอย่างตรงไปตรงมาว่า ณ วันนี้บทบาทของไทยในตลาดข้าวโลกอาจไม่ใช่อันดับ 1 อีกแล้ว และเราสู้ด้วยปริมาณการผลิตข้าวอีกต่อไปไม่ได้ หนทางที่จะทำให้ข้าวไทยมีบทบาทและได้รับความสนใจจากต่างประเทศ คือการแปรรูปเพิ่มมูลค่าของมัน และช็อกโกแลตข้าวนับเป็นทางเลือกหนึ่ง

“เราชอบคำว่า Speciality Agriculture ตอนนี้เราต้องทำการเกษตรที่เน้นเฉพาะเจาะจงพื้นที่มากขึ้น เพื่อนำเสนอคุณสมบัติของผลผลิตให้มันชัดเจนขึ้น” ลาเต้ทิ้งท้าย
หากใครสนใจอยากลองช็อกโกแลตข้าวและผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ติดต่อพวกเขาได้ที่ Facebook : Choc-a-dii

Writer

เพ็ญสินี ธิติธรรมรักษา

ชีวิตขับเคลื่อนด้วยแสงแดดและหวานร้อย

Photographer

ดวงสุดา กิตติวัฒนานนท์

ช่างภาพ และ baker ฝึกหัด