24 เมษายน 2025
4 K

คำถามที่เราเห็นบ่อยบนโลกโซเชียลคือ “เริ่มต้นใหม่ตอนอายุเท่านี้ ถือว่าช้าเกินไปไหม”

แน่นอนว่าคำตอบมีหลากหลาย แต่ส่วนใหญ่ล้วนเป็นเสียงให้กำลังใจว่า ไม่ว่าวันไหนก็เริ่มต้นใหม่ได้เสมอ

แต่มีอีกคำถามหนึ่งที่เราแทบไม่เคยได้ยินใครพูดถึง นั่นคือ “เริ่มต้นใหม่ตอนอายุเท่านี้ ถือว่าเร็วไปหรือเปล่า”

คำถามที่ 2 นี้เองคือสิ่งที่ ปัน-สรณวรรธ พิชัยรณรงค์สงคราม ใช้ถามตัวเองตอนอายุ 16 ปี ในวันที่เขายังสวมชุดนักเรียนมัธยมปลาย อาศัยอยู่ที่ห้องพักบนร้านดอกไม้ และใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการทำเพลง

“ตอนนั้นผมเห็นปลายทางแล้วว่าเรียนต่อไปก็ไม่เกิดผลอะไร ผมอยากทำดนตรี อยากเขียนเพลง แล้วมันไม่มีคณะไหนที่จบออกมาพร้อมใบรับรองว่าเราจะเป็นศิลปินได้”

เมื่อความฝัน บวกความกล้า คูณความซ่า และยกกำลังด้วยพลังวัยรุ่น ปันในวัย 16 ย่าง 17 ปีก็ตัดสินใจลาออกจากโรงเรียน มุ่งหน้าสู่เส้นทางดนตรีเต็มตัว 

ปันทุ่มเทเวลาทั้งหมดไปกับการทำเพลง หายใจเข้าเป็นเนื้อร้อง หายใจออกเป็นทำนอง และผลลัพธ์ของความพยายามนั้นก็ตอบแทนเขาอย่างสมน้ำสมเนื้อ ปันกลายเป็นศิลปินอายุน้อยที่ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว มีเพลงเดบิวต์ที่ฮิตติดชาร์ตทันทีอย่าง KRYPTONITE และเมื่อปล่อยอัลบัมแรกในชีวิตอย่าง PUN ไปเมื่อปี 2024 ก็ได้รับการตอบรับอย่างดี ถึงขนาดที่พูดได้เต็มปากว่า ‘เพลงแมสทั้งอัลบัม’

แต่หากจะบอกว่าทั้งหมดนี้เป็นเพราะความพยายามอย่างหนักอาจจะไม่เพียงพอ เพราะปันพูดเองว่าที่มันเกิดขึ้นได้ เป็นเพราะการใช้ความรักนำทาง

“ผมปิดตาตัวเองเลย ไม่รู้ว่าจะไปตายที่ไหน รู้แค่ว่าอยากทำเพลง คนอื่นอาจจะมองว่าบ้า แต่ก็ถือว่าเป็นโชคดีของคนบ้าอย่างผม”

และนี่คือบทสนทนาว่าด้วยการเติบโตที่ใส่ความกล้า ความซ่า และความบ้าเป็นปุ๋ยเร่งโตของศิลปินวัย 21 ปีคนนี้

เด็กชายปันเติบโตมากับบรรยากาศในบ้านแบบไหน

โดยรวมก็อบอุ่นดีครับ อาจมีความกดดันเรื่องเรียนบ้าง ซึ่งน่าจะเป็นปกติของครอบครัวไทย อย่างแม่ก็จะมีแก๊งแม่ ๆ ไว้คอยแชร์ข่าวสารวงการเรียนพิเศษ

แปลว่าคุณเป็นเด็กเรียนประมาณหนึ่ง

ถ้าหมายถึงตัวผมในโรงเรียน ส่วนใหญ่ผมเป็นเด็กกิจกรรมมากกว่า เป็นสมาชิกวงโยธวาทิต ชักธงชาติตอนเช้า นำสวดมนต์ ถือพาน ประกวดชุดแฟนซี หรือทำคลิปสัมภาษณ์คนในโรงเรียนกับเพื่อน ๆ

จุดไหนที่ทำให้เริ่มสนใจการเล่นดนตรี

อย่างที่บอกว่าแม่ ๆ มีแก๊งไว้แชร์ข่าวสารวงการเรียนพิเศษ ผมเลยเรียนมาหมดแล้ว ทั้งวิชาการ ว่ายน้ำ เปียโน กีตาร์ จนช่วง ป.6 ซีรีส์ Hormones วัยว้าวุ่น กำลังดัง ใคร ๆ ก็อยากมีวงดนตรี อยากเป็น See Scape (หัวเราะ) ผมเลยฟอร์มวงกับเพื่อนโดยผมเป็นมือกีตาร์ ตอนนั้นเน้นคัฟเวอร์เพลงของวงร็อกอย่าง Big Ass หรือ Bodyslam 

กระแสในโรงเรียนเป็นยังไง

ค่อนข้างโอเคนะ ด้วยความที่ผมเป็นเด็กกิจกรรมอยู่แล้ว คนเลยให้ความสนใจกันเยอะ แต่พอจบ ป.6 ก็ต้องยุบวง เพราะแยกย้ายกันไปเรียนต่อ ผมย้ายไปต่อที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย นนทบุรี แล้วฟอร์มวงใหม่ที่นั่น

วงดนตรีตอน ป.6 พอเข้าใจได้ว่าเป็นเพื่อนกันมานาน แต่โรงเรียนใหม่นี่หาสมาชิกวงยังไง เพราะทุกคนเป็นเด็กใหม่เหมือนกันหมด

ช่วง ม.ต้น ผมอยู่ห้องโครงการพิเศษ (ห้อง English Program) ซึ่งหาเพื่อนที่เป็นสายดนตรียากมาก แต่ถ้าใครชอบด้านนี้ก็จะโดดเด่นขึ้นมาเลย พอเราเห็นใครสนใจก็จะไปดึงตัวมา

การทำดนตรีรอบนี้ต่างจากเดิมตรงที่ส่วนใหญ่เป็นเพลงที่แต่งเอง ผมจะเป็นคนขึ้นโปรเจกต์แล้วคอยชวนคนนู้นคนนี้มาร้องด้วย และเป็นจุดเริ่มต้นของการทำยูทูบ พอทำไปเรื่อย ๆ ก็เริ่มรู้จักคนมากขึ้น ได้รู้ว่ามีเพื่อนห้องธรรมดาที่อยู่อีกตึกก็เป็นสายดนตรี เราก็พยายามไปตีซี้ ถามเขาว่าซื้อไมค์ที่ไหน อัดเพลงยังไง จนได้ความรู้เรื่องดนตรีมากขึ้น

ที่บ้านว่ายังไงกับการที่เราเริ่มทำดนตรี

โอเคนะ เพราะการเรียนเรายังดี อยู่บ้านก็อัดเพลงในห้อง ใช้ไอแพด เสียบสายหูฟัง นั่งร้องเงียบ ๆ คนเดียว 

กระทั่งช่วงนั้นฮิปฮอปเริ่มมา ผมชอบการ Rap Battle ในรายการ RAP IS NOW มาก ฝึกแรปตามอยู่ที่บ้าน จนได้รู้จักกับพี่คนหนึ่งที่เพิ่งไปอัดเพลงในสตูดิโอของแก๊ง YARB เขาแนะนำให้ผมลองไป ตอนนั้นใจมันอยากไปมาก ๆ เลยเดินไปขอเงินแม่ 2,500 บาท ชวนเพื่อนห้องธรรมดาที่คุยเรื่องเพลง นั่งรถจากท่าน้ำนนท์ไปเพชรเกษมด้วยกัน 

แม่ให้ด้วยเหรอ

ผมขอเงินแม่ไปเติมเกมเป็นปกติอยู่แล้ว (หัวเราะ) บางทีก็แบ่งเงินไปซื้อไมค์ แต่ครั้งนี้คือการทุ่มให้เพลง 100% ครั้งแรกเลย

สตูดิโอก็เป็นห้องในคอนโด ผมตื่นเต้นมาก แต่ก็อยากพิสูจน์ตัวเอง ปล่อยของเต็มที่ แล้วพี่เขาก็ขอคอนแทกต์ไว้ จากนั้นผมเห็นพี่โปรดิวเซอร์ลงคลิปผมในสตอรีอินสตาแกรมพร้อมรูปดาว เหมือนว่าเขาเจอดาวดวงใหม่แล้ว ผมเลยมั่นใจมากยิ่งขึ้น 

ด้วยความที่ยังเด็ก พี่โปรดิวเซอร์ก็คงเห็นใจ เพราะผมไปอัดเพลงบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ เพลงละ 2,500 บาท บางคืนอัดจนดึกก็นอนที่นั่นเลย เขาเลยให้โจทย์ว่า ถ้าเราปล่อยเพลงแล้วได้ยอด Subscribe เพิ่มอีก 500 เขาจะลดให้ 500 บาท แรก ๆ ตอนผู้ติดตามยังไม่เยอะมันก็ง่าย แต่หลัง ๆ ยากเพราะเริ่มตัน

อยู่มาวันหนึ่งเขาก็ชวนผมเข้าแก๊ง YARB พร้อมเปิดคลิปจากพี่ ๆ HIGHHOT กับ OG-ANIC ที่ชวนมาทำเพลงด้วยกัน เห็นแบบนี้ผมยิ่งมีแรงสู้ เลยตอบตกลงแล้วได้เข้ามาเป็นสมาชิกแก๊ง YARB คนสุดท้าย

พอเข้าไปเป็นสมาชิก YARB แล้วมีอะไรเปลี่ยนแปลงไหม

นอกจากไม่ต้องจ่ายค่าห้องอัดก็จะโดนแกล้งครับ (หัวเราะ) เพราะผมเด็กสุด พี่ ๆ ชอบมาหยอก แต่ทุกคนให้การต้อนรับดีมาก

ด้วยความที่แก๊ง YARB มีฐานแฟนคลับอยู่แล้ว และรู้จักแก๊งอื่น ๆ เยอะ มีที่ให้ไปปล่อยของ ผมก็เริ่มเป็นที่รู้จักขึ้นมา มีแฟนคลับที่มีตัวตนจริง ๆ ที่ไม่ใช่แค่ในยูทูบ จนเริ่มคิดอยากจริงจังกับเส้นทางศิลปิน ประกอบกับพอขึ้น ม.4 ผมย้ายไปเรียนโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ไปอยู่ห้องพักแถวร้านดอกไม้ที่ปากคลองตลาด ซึ่งใกล้กับสถานที่อัดเพลงมากขึ้นไปอีก เรียนเสร็จ 4 โมง กลับไปเปลี่ยนชุด นั่งมอเตอร์ไซค์ไปสตูดิโอ อัดเพลงถึงตี 4 – 5 กลับบ้านมาอาบน้ำ ไปนอนที่โรงเรียนต่อ 

ใช้ชีวิตวนไปแบบนั้นจนวันหนึ่งมีสายโทรศัพท์จากเลขาของ พี่กอล์ฟ F.HERO ติดต่อมาว่า อยากให้ลองเข้าไปที่บริษัท High Cloud Entertainment

เข้าไปทำอะไร

เอาจริง ๆ ผมไปแบบไม่รู้อะไรเลย แล้วสภาพเด็ก ม.ปลาย หัวเกรียน ๆ เรียน รด. 

พอไปถึงพี่กอล์ฟบอกให้เขียนเพลง ตอนนั้นผมก็คิดในใจว่าอะไรวะเนี่ย แต่ในเมื่อโอกาสมาแล้วก็ต้องลุยให้เต็มที่ ซึ่งต่อมาเพลงที่ผมเขียนกลายเป็นเพลงของโปรเจกต์ THB จากนั้นพี่กอล์ฟนัดเข้าไปทำเพลงอีกเรื่อย ๆ เขียนเพลงให้ 4EVE บ้าง ATLAS บ้าง เหมือนได้กลายเป็นฟรีแลนซ์แบบไม่ทันตั้งตัว

พอทำแบบนี้ไปนานวันเข้าผมก็เริ่มไม่อินกับการเรียนขึ้นมา ตอนนั้นผมเห็นปลายทางแล้วว่าเรียนต่อไปก็ไม่เกิดผลอะไร ผมอยากทำดนตรี อยากเขียนเพลง แล้วไม่มีคณะไหนที่จบออกมาพร้อมใบรับรองว่าเราจะได้เป็นศิลปิน เลยพยายามหาลู่ทางที่จะไม่เรียนหนังสือ (หัวเราะ) จนได้รู้จักกับการสอบเทียบ GED 

ผมไปติว ไปสอบจนเสร็จเกือบทุกตัว แล้วเดินไปบอกที่บ้านว่า จะลาออกแล้วนะ สอบเทียบไว้แล้ว

ปันมีแผนสำรองไว้ไหมว่าถ้าไม่ประสบความสำเร็จในด้านนี้ภายในกี่ปี จะยอมกลับเข้ามาในระบบอีกครั้ง

เอาจริง ๆ จากใจเลยนะ ตอนนั้นผมไม่ได้คิดถึงปลายทางไว้เลย ชีวิตนี้ขออุทิศให้เพลงเต็มร้อย แต่พอคิดถึงครอบครัวก็มีหาทางออกสำรองอยู่บ้าง ผมลาออกตอนประมาณ ม.5 เท่ากับว่ามีเวลา Gap Year ประมาณ 2 ปี ถ้าในระหว่างนี้เฟล ทำตามฝันไม่ได้จริง ๆ ก็คงต้องกลับไปเรียนมหาวิทยาลัยพร้อมเพื่อน 

แล้วเพื่อน ๆ ช็อกไหมตอนที่รู้ว่าเราลาออก

ตอนนั้นผม ขุนพล BUS because of you i shine (ปองพล ปัญญามิตร) แล้วก็ ฮง LYKN (พิเชฐพงศ์ จิรเดชสกุลวงศ์) อยู่ห้องเดียวกัน พวกเขามาดูผมทำเพลงที่ห้องพักบนร้านดอกไม้บ่อย ๆ พอรู้ว่าลาออกก็ตกใจ แต่ไม่ได้แปลกใจ เพราะเขาเห็นว่าเรามาทางนี้ตั้งนานแล้ว ทุกวันนี้ยังคุยกันขำ ๆ ว่า ปกติสวนกุหลาบฯ จะส่งออกเด็กเป็นหมอ เป็นวิศวกร แต่รุ่นนี้ส่งออกศิลปินไป 3 คน (หัวเราะ)

ชีวิตที่มุ่งทำเพลงเต็มเวลาเป็นยังไงบ้าง

จริง ๆ นอกจากฟรีแลนซ์เขียนเพลงแล้ว พี่กอล์ฟตั้งใจจะปั้นผมเป็นบอยแบนด์ แต่ผมบอกเขาตลอดว่าอยากเป็นศิลปินเดี่ยว อยากมีเพลงของตัวเอง ผมจึงเขียนเพลงออกมาเท่าที่จะทำได้ จนวันหนึ่งเขียน KRYPTONITE ออกมา ส่งเดโมไปให้พี่กอล์ฟฟัง เขาเห็นว่าเข้าท่า เลยหยิบมาทำเป็นโปรเจกต์ศิลปินเดี่ยว แล้วกลายเป็นเพลงแรกของค่าย

ตอนปล่อยเพลง KRYPTONITE คาดหวังอะไรไหม

ที่มากไปกว่าความคาดหวังคือความรู้สึกอยากให้คนได้ฟังเพลงนี้เร็ว ๆ เพราะมันเพราะ เนื้อหาดี แล้วผมก็ตั้งใจถ่ายมิวสิกวิดีโอมาก ตัวมอมแมมอยู่ที่ไร่ข้าวโพด 

ตอนที่เพลง KRYPTONITE ได้ล้านวิวแรก ดีใจมากกกกก เพราะว่าช่วงนั้นมันโควิด-19 ไม่ได้ออกไปโชว์ให้ใครดู เพลงก็ค่อย ๆ มาของมันเอง ตอนเพลงติดชาร์ต ผมตื่นเต้นมากถึงขั้นต้องเอาไปอวดแม่ อยากให้เขารู้สึกว่าคิดถูกที่ยอมให้เราตัดสินใจมาทางนี้

พอเส้นทางการเป็นศิลปินเริ่มชัดขึ้น ผมก็อยากจะเติบโตไปกับอาชีพนี้จริง ๆ อยากทำเพลงภาษาไทยนี่แหละให้คนทั่วโลกรู้จักและอินไปกับมัน เลยตัดสินใจย้ายมาที่ Universal Music แล้วเอาเพลงในสต็อกให้เขาดู จากนั้นก็ค่อย ๆ ปล่อยมาทีละเพลง ๆ แล้วรวมเป็นอัลบัมเมื่อปี 2024 

ต้องยอมรับว่าทุกเพลงในอัลบัม PUN แมสหมดเลย คิดว่าเหตุผลคืออะไร

ผมคิดว่าแมสหมายถึงการที่เพลงเข้าถึงใจคนได้แค่ไหน อาจจะมีบางอย่างที่เขาเคยเจอ แล้วเพลงดันไปตรงกับเขาพอดี 

ในยุคที่คนทำเพลงเยอะมากและปล่อยได้ทุกที่ทุกเวลา ผมคิดว่าสิ่งที่ทำให้แต่ละเพลงแตกต่างกันคือเราให้ใจไปกับเพลงนั้นมากแค่ไหน ผมเขียนทุกเพลงด้วยความจริงใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม ผมจะซื่อสัตย์กับความรู้สึกตัวเองมาก ๆ เรียบเรียงด้วยความชอบ ความอิน และความรัก คนฟังจึงอาจจะสัมผัสได้ว่าเราจริงใจกับเขา อีกทั้งผมคิดว่าการโปรโมตก็สำคัญ สำหรับผม เพลงคือศิลปะ ไม่ใช่แค่คอนเทนต์ที่มาแล้วก็ไป ถ้าคนเชื่อในศิลปะ มันจะอยู่ได้นานครับ

ปันแต่งเพลงเองหมดตั้งแต่อายุยังน้อย เอาแรงบันดาลใจหรือประสบการณ์มาจากไหน

ส่วนตัวผมเป็นสายเก็บอารมณ์ ละเอียดกับความรู้สึก ถ้าได้คุยหรือถามก็จะลงลึกมาก ๆ พอผมศึกษาคนเยอะ ๆ ก็เหมือนได้ศึกษาตัวเองไปด้วย แล้วก็คิดขึ้นมาว่า ถ้ารู้สึกแบบนี้ ผมจะนำเสนอให้คนอื่นรู้สึกไปด้วยได้ยังไง บางครั้งก็ได้แรงบันดาลใจจากภาพยนตร์ หนังสือ หรือศิลปินคนอื่น ๆ บ้าง

อยากให้ยกตัวอย่างที่มาสัก 3 เพลง

ตอนเด็ก ๆ ผมเคยนั่งอยู่หลังรถ พ่อแม่นั่งข้างหน้า แล้วเขาก็คุยกันทำนองว่า ถ้าคนหนึ่งตายแล้ว อีกคนจะอยู่ยังไง เป็นช่วงเวลาที่ทำให้ผมรู้สึกว่าสุดท้ายทุกคนก็ต้องลาจากกัน แต่ด้วยความเป็นเด็ก ผมก็อยากให้พ่อแม่อยู่ไปนาน ๆ เหมือนในนิทานที่ชอบบอกว่า และแล้วทุกคนก็อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข เลยออกมาเป็นเพลง นิทานในฝัน 

แล้วก็ KRYPTONITE ที่เขียนจากความชอบการ์ตูน Superman คือซูเปอร์แมนดูเพอร์เฟกต์ทุกอย่าง สูง หล่อ เท่ กล้ามใหญ่ แต่สุดท้ายก็อ่อนแอลงเมื่อเจอกับแร่คริปโตไนต์ ผมเลยเอามาเปรียบเทียบกับความรู้สึกคนเราที่แข็งแกร่งมาก แต่ก็อาจจะพ่ายแพ้ให้กับเรื่องความสัมพันธ์ได้ง่าย ๆ เหมือนกัน

สุดท้ายผมชอบเรื่องราวของสุนัขชื่อ ฮาจิโกะ ในญี่ปุ่น เขาจะมารอเจ้าของที่เดิมทุกวันโดยที่ไม่รู้ว่าเจ้าของจะไม่กลับมาอีกแล้ว ผมมองว่าเป็นการรอคอยที่ทุกข์ทรมาน เหมือนตายทั้งเป็น เลยหยิบมาเขียนเป็นเพลง Living Death ที่เพิ่งปล่อยออกมาครับ

ความสำเร็จที่พุ่งพรวดมาอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องสร้างความกดดันให้ปันบ้างไหม

มีบ้าง แต่ส่วนใหญ่เป็นความกดดันในหัวของผมมากกว่า ผมอยากจะหาความสมบูรณ์แบบตลอดเวลา เคยอยู่ในจุดที่เอาทุกสิ่งในชีวิตมาเขียนเป็นเพลง เศร้าก็เขียน สุขก็เขียน กลายเป็นว่าหาบาลานซ์ไม่เจอ ซึ่งหากเราควบคุมไม่ได้ สุดท้ายมันจะกลืนกินตัวเราไปเลย 

ผมพยายามหากิจกรรมอื่น ๆ นอกจากเพลงให้ตัวเองทำ ไปอ่านหนังสือบ้าง นั่งสมาธิบ้าง ออกกำลังกายบ้าง ซึ่งมันก็เป็นการหาแรงบันดาลใจจากช่องทางอื่น ๆ ได้เหมือนกัน

จากวันนั้นที่ทำเพลงเล่น ๆ กับเพื่อนจนถึงวันนี้ที่กลายเป็นศิลปินเต็มตัว คุณคิดว่ามีอะไรเปลี่ยนไปบ้าง

เปลี่ยนไปมากครับ รู้สึกว่าเด็กคนหนึ่งกำลังจะโตเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว ต้องมีความรับผิดชอบ มีวินัย มีกรอบในชีวิต ซึ่งจริง ๆ ทุกคนก็ต้องผ่านช่วงเวลานี้กันทั้งนั้น แต่ผมดันโชคดีได้เจอก่อนคนในวัยเดียวกัน

คิดว่าโชคดีที่ตัวเองได้เป็นผู้ใหญ่เร็วเหรอ

คิดว่าทั้งโชคดีและไม่ดี จริง ๆ ตอนนี้ผมอายุ 21 ปี เป็นวัยที่ควรอยู่ในมหาวิทยาลัย ส่งงานอาจารย์ นอนดึก กินบุฟเฟต์ ใช้ชีวิตชิลล์ ๆ แต่ผมไม่ใช่แบบนั้น มีเรื่องให้จัดการและเรียกร้องความรับผิดชอบค่อนข้างเยอะ มีชื่อเสียงและคนที่เข้ามาหามากขึ้น เวลาส่วนตัวลดลง ซึ่งอาจทำให้ลำบากในวันนี้ แต่ผมก็เชื่อว่าจะทำให้เราสบายในวันหน้า

อีกอย่างคือสังคมเปลี่ยนไป ผมไม่ค่อยได้คุยกับเพื่อนรุ่นเดียวกันเท่าไหร่ ส่วนใหญ่จะเป็นพี่ ๆ ในทีมหรือในวงการไปเลย ผมคิดว่าเมื่อเลือกจะมายืนอยู่ในจุดนี้แล้วก็เป็นสิ่งที่ต้องรับให้ได้

ถ้ามองไปอีก 5 ปี 10 ปีข้างหน้า ปันคิดว่าตัวเองจะอยู่จุดไหนในวงการ

ผมคิดว่าตัวเองน่าจะยังทำเพลงอยู่แน่ ๆ แต่อาจจะทำธุรกิจสักอย่างไปด้วย ผมอยากให้ตัวเองรู้สึกมั่นคง เพื่อจะได้ทำเพลงได้อย่างสบายใจมากขึ้น 

มากไปกว่านั้นคงอยากไปทำเพลงที่ต่างประเทศ เปิดค่ายเพลง เขียนหนังสือสักเล่ม หรือเป็นแรงบันดาลใจให้ใครสักคนที่อยากเป็นเหมือนผม ให้คนรู้สึกว่าถ้าผมทำได้ เขาก็ทำได้เหมือนกัน

แต่ปันรู้สึกไหมว่าตัวเองเป็นคนโชคดีที่ทำแล้วมันสำเร็จ

แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคนที่ทำแบบผมแล้วจะสำเร็จ ผมใช้ความรักนำทางแล้วปิดตาตัวเอง ไม่รู้ว่าจะไปตายที่ไหน รู้แค่ว่าอยากทำเพลง คนอื่นอาจจะมองว่าบ้า แต่ก็ถือว่าเป็นโชคดีของคนบ้าอย่างผมที่ไม่รู้อะไรเยอะในวันนั้น

แปลว่าถ้ารู้เยอะกว่านี้อาจจะไม่ทำ

ใช่ ถ้ารู้เยอะก็อาจจะมีตัวแปรเยอะกว่านี้ ทั้งหมดที่ทำลงไปเพราะความเป็นวัยรุ่นมันท่วมท้น

นอกจากทำเพลง มีอะไรที่ปันอยากทำไหม 

อยากไปเรียนการแสดงครับ การแสดงเป็นอีกศาสตร์ที่มันท้าทายผมมาก เพราะเวลาเขียนเพลงคือเราเอาตัวเองออกมา แต่การแสดงคือการเอาตัวละครนั้นเข้าไป ถ้ามีโอกาสก็อยากลองทำครับ

ถ้าย้อนกลับไปได้ในอดีต ตอน ป.6 ที่กำลังทำวงกับเพื่อน จะบอกปันจิ๋วในตอนนั้นว่าอะไร

ทำต่อไป มาถูกทางแล้ว อย่าหยุด ซึ่งคิดย้อนกลับไปแล้วจริง ๆ ตอนนั้นผมก็ไม่หยุดนะ (หัวเราะ) เขียนเพลงอยู่แล้วหิวข้าวก็ไม่ไปกิน เพราะฟีลมันกำลังมา

แต่ปัจจุบันนี้ทำแบบนั้นไม่ได้แล้ว การเป็นศิลปินไม่ใช่การหมกตัวทำเพลงอย่างเดียว แต่ต้องรักษาสภาพร่างกายให้พร้อมอยู่เสมอ ถ้าไอเดียมาก็จดหรืออัดเสียงไว้แทน ไม่อดข้าวแล้วครับ

Writer

สุชานาถ กิตติสุรินทร์

นักเขียนผู้ชื่นชอบการนอน พิซซ่า และสีเหลือง (บางครั้งก็สีเขียว)

Photographer

โตมร เช้าสาคร

ชอบถ่ายวิวมากกว่าคน ชอบกินเผ็ดและกาแฟมาก เป็นคนอีโค่เฟรนลี่ รักสีเขียว ชวนไปไหนก็ได้ไม่ติด ถ้ามีตัง